หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ >อ.สันทราย >ต.หนองหาร > มหาวิทยาลัยแม่โจ้
TL;DR: มหาวิทยาลัยแม่โจ้ อยู่ที่ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เปิดวันจันทร์–ศุกร์ (สำนักงานและหน่วยงานราชการ) เวลา 08.30 – 16.30 น. (เวลาติดต่อสำนักงาน โดยเวลาเข้าชมพื้นที่ต่าง ๆ.

เชียงใหม่

มหาวิทยาลัยแม่โจ้

มหาวิทยาลัยแม่โจ้

วันเปิดทำการ: วันจันทร์–ศุกร์ (สำนักงานและหน่วยงานราชการ)
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 16.30 น. (เวลาติดต่อสำนักงาน โดยเวลาเข้าชมพื้นที่ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่รับผิดชอบ)
 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (Maejo University) ตั้งอยู่ในตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยมายาวนาน เริ่มเปิดการเรียนการสอนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ในนามโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ โดยมีพระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) เป็นบุคคลสำคัญในการบุกเบิกและวางรากฐานของสถาบัน ก่อนพัฒนาจากโรงเรียนเกษตรกรรมเป็นวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีการเกษตร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบัน เมื่อถึง พ.ศ. 2569 สถาบันแห่งนี้มีประวัติครบ 92 ปี และยังคงมีบทบาทสำคัญด้านการศึกษา การวิจัย เกษตรอินทรีย์ นวัตกรรมการเกษตร และการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นล้านนา มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงมีคุณค่าไม่เพียงในฐานะสถานศึกษา แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกษตรกรรมและวัฒนธรรมของจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย
 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป เพราะรากฐานของมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นจากความพยายามพัฒนาคนให้มีความรู้และทักษะด้านการเกษตรอย่างแท้จริง การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะห้องเรียน แต่ให้ความสำคัญกับการลงมือปฏิบัติ การทำงานกับดิน น้ำ พืช และสัตว์ ตลอดจนการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้แก้ปัญหาการผลิตทางการเกษตร แนวทางดังกล่าวกลายเป็นคุณลักษณะสำคัญของชาวแม่โจ้ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นรากฐานของการพัฒนามหาวิทยาลัยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี
 
พื้นที่ของมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ทางตอนเหนือของตัวเมืองเชียงใหม่ ในเขตอำเภอสันทรายซึ่งมีความสัมพันธ์กับชุมชนเกษตรกรรมมาอย่างยาวนาน สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยอาคารเรียน อาคารวิจัย พื้นที่สีเขียว สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สนามกีฬา และแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรหลายประเภท ภูมิทัศน์เหล่านี้สะท้อนการอยู่ร่วมกันระหว่างความเป็นสถาบันการศึกษาสมัยใหม่กับพื้นที่ซึ่งเคยเป็นแหล่งบุกเบิกการเกษตรในอดีต ชื่อแม่โจ้ยังมีความผูกพันกับชุมชนโดยรอบอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นชื่อที่คนทั่วประเทศรู้จักทั้งในฐานะมหาวิทยาลัยและย่านชุมชนสำคัญของอำเภอสันทราย
 
หากย้อนกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์การศึกษาเกษตรกรรมของไทย จะพบว่าพัฒนาการของแม่โจ้มีความเกี่ยวข้องกับนโยบายการศึกษากสิกรรมของรัฐตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งโรงเรียนที่เชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2460 เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) มีบทบาทในการจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมหอวังบริเวณกรุงเทพมหานคร ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ด้านเกษตรกรรมเพื่อขยายการศึกษาสู่ภูมิภาค ต่อมาเมื่อการพัฒนาประเทศจำเป็นต้องอาศัยกำลังคนที่สามารถนำความรู้ทางการเกษตรไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชนบท จึงเกิดแนวทางจัดตั้งสถานศึกษากสิกรรมในภูมิภาคต่าง ๆ และนำไปสู่การวางรากฐานสถานศึกษาเกษตรกรรมที่แม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่
 
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2476 พระช่วงเกษตรศิลปการเดินทางเข้ามาสำรวจพื้นที่ซึ่งเรียกกันว่า “ดงแม่โจ้” ในอำเภอสันทราย ขณะนั้นพื้นที่มีลักษณะเป็นป่าโปร่งและพื้นที่ชนบท การเดินทางยังไม่สะดวกเหมือนปัจจุบัน พระช่วงเกษตรศิลปการเดินทางมาถึงอำเภอสันทรายด้วยรถยนต์ ก่อนใช้ม้าและมีคนนำทางเข้าไปตามทางเกวียนเพื่อสำรวจพื้นที่ การบุกเบิกครั้งนั้นเป็นเหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์แม่โจ้ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาผืนดินให้กลายเป็นสถานีทดลองกสิกรรมและพื้นที่จัดการศึกษาเกษตรกรรมของภาคเหนือ
 
พื้นที่ดงแม่โจ้ในระยะแรกมีข้อจำกัดด้านความอุดมสมบูรณ์ของดิน ดินชั้นล่างมีลักษณะแข็ง ขณะที่ดินชั้นบนมีส่วนประกอบของทรายและขาดธาตุอาหารที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชบางชนิด อย่างไรก็ตาม พื้นที่ดังกล่าวมีแหล่งน้ำที่สามารถนำมาใช้พัฒนาการเกษตรได้ การเลือกพื้นที่แม่โจ้จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญของการเกษตรสมัยใหม่ คือการใช้ความรู้ ความพยายาม และการจัดการทรัพยากรเพื่อเปลี่ยนพื้นที่ที่มีข้อจำกัดให้สามารถผลิตพืชผลและใช้ประโยชน์ทางการศึกษาได้ การบุกเบิกดงแม่โจ้จึงไม่ใช่เพียงการสร้างโรงเรียน แต่เป็นการทดลองแนวทางพัฒนาที่ดินและการเกษตรให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
 
ต่อมาใน พ.ศ. 2477 กระทรวงธรรมการได้จัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือขึ้นที่แม่โจ้ โดยเริ่มเปิดการเรียนการสอนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 และแต่งตั้งพระช่วงเกษตรศิลปการเป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก สถานศึกษาแห่งนี้มีภารกิจผลิตบุคลากรที่สามารถนำความรู้ด้านเกษตรกรรมไปถ่ายทอดในโรงเรียนและชุมชน การจัดการศึกษาในระยะแรกมุ่งให้ผู้เรียนเข้าใจทั้งหลักวิชาและวิธีปฏิบัติจริง ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การเพาะปลูก การดูแลพืช ไปจนถึงการจัดการงานเกษตรในรูปแบบต่าง ๆ วันเปิดการเรียนการสอนดังกล่าวจึงได้รับการยึดถือเป็นวันสำคัญในการรำลึกถึงการก่อตั้งแม่โจ้สืบมาจนถึงปัจจุบัน
 
หลังจากเริ่มดำเนินการ โรงเรียนเกษตรกรรมที่แม่โจ้ได้รับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและหลักสูตรตามนโยบายการศึกษาของประเทศหลายครั้ง ใน พ.ศ. 2479 มีการจัดตั้งโรงเรียนมัธยมวิสามัญเกษตรกรรมภาคเหนือขึ้นในพื้นที่เดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2481 มีการปรับระบบสถานศึกษาเกษตรกรรมและใช้ชื่อวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แม่โจ้ ก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมในช่วงที่การศึกษาด้านเกษตรศาสตร์ของประเทศไทยเริ่มขยายตัว การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนบทบาทของแม่โจ้ในฐานะพื้นที่ผลิตบุคลากรด้านการเกษตรและเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาที่เชื่อมโยงกับการพัฒนาประเทศ
 
ใน พ.ศ. 2482 สถานศึกษาที่แม่โจ้มีบทบาทด้านการเตรียมผู้เรียนเข้าสู่การศึกษาระดับสูงทางเกษตรศาสตร์ ต่อมาใน พ.ศ. 2486 ได้ใช้ชื่อโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และใน พ.ศ. 2491 กิจการของสถานศึกษาได้โอนไปอยู่ภายใต้กรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ โดยใช้ชื่อโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ ช่วงเวลาดังกล่าวแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของการพัฒนาการศึกษาเกษตร แม้ชื่อและสถานะของหน่วยงานจะเปลี่ยนไป แต่การฝึกบุคลากรให้มีทักษะด้านการผลิตทางการเกษตรยังคงเป็นภารกิจสำคัญอยู่เสมอ
 
พัฒนาการอีกช่วงหนึ่งเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2499 เมื่อโรงเรียนเกษตรกรรมแม่โจ้ได้รับการยกฐานะเป็นวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ และขยายการจัดการศึกษาให้รองรับหลักสูตรที่สูงขึ้น รวมถึงการผลิตครูด้านเกษตรกรรมและการศึกษาระดับเทคนิคเกษตร การขยายตัวของวิทยาลัยมีความสำคัญต่อการสร้างกำลังคนในยุคที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาระบบการผลิตอาหาร การส่งเสริมการเกษตร และการเพิ่มประสิทธิภาพของภาคชนบท ผู้สำเร็จการศึกษาจากแม่โจ้จึงมีบทบาททั้งในงานราชการ การสอน การส่งเสริมการเกษตร และการประกอบอาชีพส่วนบุคคล
 
เมื่อถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 วิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ได้รับการยกฐานะเป็นสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร ตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร พ.ศ. 2518 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้สถาบันสามารถจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างกว้างขวางขึ้น โดยเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ควบคู่กับทักษะการปฏิบัติงานจริง มีการจัดตั้งคณะผลิตกรรมการเกษตรและคณะธุรกิจการเกษตรเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างวิชาการ สะท้อนการขยายตัวจากการผลิตบุคลากรเชิงปฏิบัติไปสู่การพัฒนาวิชาชีพและองค์ความรู้ในระดับปริญญา
 
ใน พ.ศ. 2525 สถาบันได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้” เพื่อให้ชื่อสถาบันสะท้อนความผูกพันกับพื้นที่และชื่อแม่โจ้ซึ่งเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศ การนำชื่อแม่โจ้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อทางการมีความหมายมากกว่าการเปลี่ยนชื่อสถานศึกษา เพราะเป็นการรักษาอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์และความภาคภูมิใจของศิษย์เก่าที่เติบโตมาจากสถาบันแห่งนี้
 
วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้ง เมื่อสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ได้รับการยกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยแม่โจ้” ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2539 การเปลี่ยนสถานะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถขยายขอบเขตการศึกษาและการวิจัยในศาสตร์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ธุรกิจ สังคมศาสตร์ การบริหารจัดการ การท่องเที่ยว และศาสตร์ที่สนับสนุนการพัฒนาสังคม โดยยังคงรักษาความเชี่ยวชาญด้านเกษตรกรรมเป็นรากฐานสำคัญของสถาบัน
 
บุคคลที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์แม่โจ้คือ พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) ผู้มีบทบาทในการสำรวจพื้นที่ บุกเบิกสถานีทดลองกสิกรรม และบริหารโรงเรียนเกษตรกรรมในช่วงเริ่มต้น ท่านมีความเชื่อมั่นว่าความรู้ด้านการเกษตรต้องอาศัยทั้งหลักวิทยาศาสตร์และการฝึกฝนจากประสบการณ์จริง ความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาเกษตรทำให้ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาเกษตรแม่โจ้” และเป็นบุคคลต้นแบบที่ชาวแม่โจ้รำลึกถึงด้วยความเคารพมาจนถึงปัจจุบัน
 
ความสัมพันธ์ระหว่างพระช่วงเกษตรศิลปการกับแม่โจ้ไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อพ้นจากหน้าที่บริหารสถานศึกษา ท่านยังคงติดตามความก้าวหน้า สนับสนุนกิจการของสถาบัน และให้ความสำคัญกับการพัฒนานักศึกษาอย่างต่อเนื่อง ภายหลังการยกฐานะเป็นสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร ท่านยังดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันในช่วง พ.ศ. 2518–2522 ความผูกพันดังกล่าวทำให้เกิดคำกล่าวที่ชาวแม่โจ้รู้จักกันอย่างแพร่หลายว่า “ไม่มีพระช่วงฯ ไม่มีแม่โจ้” ซึ่งสื่อถึงการยกย่องบุคคลผู้วางรากฐานให้สถานศึกษาเติบโตมาได้จนถึงทุกวันนี้
 
ภายในมหาวิทยาลัยมีอนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และจิตใจของชาวแม่โจ้ บริเวณอนุสาวรีย์ใช้ประกอบพิธีรำลึกและวางพวงมาลาในโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือในวันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี สถานที่แห่งนี้จึงเป็นทั้งสัญลักษณ์ของความกตัญญูต่อผู้บุกเบิกสถาบันและจุดเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การศึกษาเกษตรกรรมไทย
 
อีกบุคคลหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแม่โจ้คือ ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ผู้มีความผูกพันกับแม่โจ้ตั้งแต่ยุคแรกและมีบทบาทในการพัฒนาสถานศึกษาระหว่างช่วงการเปลี่ยนผ่านจากโรงเรียนเกษตรกรรมสู่สถาบันอุดมศึกษา ท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ และได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรใน พ.ศ. 2518 โดยดำรงตำแหน่งจนถึง พ.ศ. 2526 ช่วงเวลาที่ท่านบริหารสถาบันมีความสำคัญต่อการวางระบบการศึกษา การขยายหลักสูตร และการสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการของแม่โจ้
 
ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ยังเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และการทำงานของชาวแม่โจ้ โดยเฉพาะแนวคิด “งานหนักไม่เคยฆ่าคน” ซึ่งสะท้อนคุณค่าของความขยัน ความอดทน ความรับผิดชอบ และการไม่หลีกเลี่ยงภารกิจที่ยากลำบาก แนวคิดดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับลักษณะการเรียนการสอนด้านเกษตรกรรมที่ผู้เรียนต้องเผชิญปัญหาจริง เรียนรู้จากความผิดพลาด และพัฒนาทักษะด้วยการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้จัดสร้างอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย บริเวณลานหน้าอาคารสำนักหอสมุดกลาง เพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงคุณูปการของท่าน โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2533 และมีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2535 อนุสาวรีย์แห่งนี้จึงเป็นอีกจุดสำคัญที่เชื่อมโยงเรื่องราวของบุคคลกับพัฒนาการของมหาวิทยาลัย รวมทั้งสะท้อนความเคารพและความผูกพันระหว่างศิษย์เก่า บุคลากร และสถาบัน
 
อัตลักษณ์ของชาวแม่โจ้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการเกษตร การทำงานร่วมกัน และความสามัคคีของหมู่คณะ คำว่า “ลูกแม่โจ้” ไม่ได้หมายถึงเพียงการเป็นนักศึกษาหรือผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย แต่ยังสื่อถึงความผูกพันกับสถาบัน ความเคารพต่อผู้มีพระคุณ และการสืบทอดค่านิยมของคนรุ่นก่อน ธรรมเนียมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทในการสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนการศึกษาเดียวกัน โดยเน้นคุณค่าของความเพียร ความรับผิดชอบ และความภาคภูมิใจในวิชาชีพ
 
สีประจำมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้แก่ สีเขียว สีขาว และสีเหลือง ซึ่งมีความหมายเชื่อมโยงกับรากฐานทางการเกษตรและคุณค่าของสถาบัน สีเขียวสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติและการเกษตร สีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ของจิตใจ ส่วนสีเหลืองสื่อถึงรวงข้าวอันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของการเพาะปลูก สีทั้งสามจึงไม่เพียงใช้เป็นเครื่องหมายประจำมหาวิทยาลัย แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ คุณธรรม และการทำงานเพื่อสร้างผลผลิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
 
ต้นไม้และดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยคือ “อินทนิล” ไม้ยืนต้นที่มีดอกสีม่วงหรือม่วงอมชมพู ออกดอกเป็นช่อและมีความงดงามโดดเด่น ความแข็งแรงของลำต้นถูกนำมาเชื่อมโยงกับความอดทนของชาวแม่โจ้ ขณะที่ลักษณะดอกที่รวมกันเป็นช่อสื่อถึงความรัก ความสามัคคี และความผูกพันของสมาชิกในสถาบัน อินทนิลจึงปรากฏอยู่ในเรื่องราวและกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัย รวมถึงการใช้คำว่า “ช่ออินทนิล” เป็นสัญลักษณ์แทนรุ่นของนักศึกษา
 
สัญลักษณ์อีกประการหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือ พระพิรุณทรงนาค ซึ่งมีความหมายเกี่ยวข้องกับน้ำ ฝน และความอุดมสมบูรณ์ พระพิรุณเป็นเทพผู้เกี่ยวข้องกับน้ำและฝน ส่วนพญานาคสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องน้ำในวัฒนธรรมไทย การนำพระพิรุณทรงนาคมาใช้เป็นเครื่องหมายของสถาบันการเกษตรจึงสะท้อนความสำคัญของน้ำต่อการเพาะปลูกและการดำรงชีวิตของเกษตรกร ภายในมหาวิทยาลัยมีประติมากรรมพระพิรุณทรงนาคซึ่งสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2510 โดยศิษย์เก่าแม่โจ้รุ่น 27 และได้รับการดูแลเป็นสัญลักษณ์สำคัญของสถาบันสืบมา
 
ในวันที่ 7 มิถุนายนของทุกปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีธรรมเนียมจัดกิจกรรมรำลึกถึงการก่อตั้งสถาบัน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีบวงสรวงพระพิรุณทรงนาค พิธีทำบุญทางศาสนา และพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างประเพณี ความกตัญญู และประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย สำหรับวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยได้จัดงานภายใต้แนวคิด “92 ปี แม่โจ้ เติบโตอย่างยั่งยืน” โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ศิษย์เก่า และผู้แทนนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกถึงบุคคลผู้สร้างคุณูปการให้แก่สถาบัน
 
หนึ่งในประเพณีที่มีชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยแม่โจ้คือ ประเพณีเดิน–วิ่ง แม่โจ้–สันทราย ซึ่งมีจุดกำเนิดตั้งแต่ พ.ศ. 2505 ในอดีตกิจกรรมเกี่ยวข้องกับการทดสอบสมรรถภาพและความอดทนของผู้สมัครเข้าเรียน ก่อนพัฒนารูปแบบมาเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาใหม่ ศิษย์เก่า บุคลากร และชุมชนอำเภอสันทราย ปัจจุบันประเพณีดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่และเปิดโอกาสให้สมาชิกใหม่ของมหาวิทยาลัยได้ทำความรู้จักกับชุมชนรอบสถาบัน
 
การเดิน–วิ่งแม่โจ้–สันทรายมีลักษณะพิเศษตรงที่ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อความเร็วหรือความแข็งแรง แต่มีความหมายในด้านความสามัคคีและความสัมพันธ์กับชุมชน เส้นทางกิจกรรมเชื่อมโยงพื้นที่มหาวิทยาลัยกับอำเภอสันทราย โดยมีประชาชน ศิษย์เก่า และรุ่นพี่ร่วมให้กำลังใจนักศึกษาใหม่ตลอดเส้นทาง ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมประเพณีดังกล่าวอีกครั้ง โดยมีนักศึกษาใหม่จากเชียงใหม่ แพร่ และชุมพรเข้าร่วมกว่า 6,200 คน กิจกรรมนี้จึงเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมสถาบันที่พัฒนาจากประวัติศาสตร์การศึกษาเกษตรกรรมสู่การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับสังคมในปัจจุบัน
 
ภายในมหาวิทยาลัยยังมีสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์และความทรงจำของชาวแม่โจ้ เช่น สระเกษตรสนาน ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่าชีวิตนักศึกษาในอดีต พื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ที่ชาวแม่โจ้หลายรุ่นรู้จัก และปรากฏในบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับกิจกรรมของสถาบัน การศึกษาประวัติศาสตร์ของพื้นที่เหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่าชีวิตนักศึกษาในแต่ละยุคมีความแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงเห็นพัฒนาการของแนวคิดการจัดกิจกรรม การดูแลนักศึกษา และการสร้างวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับสังคมร่วมสมัย
 
นอกเหนือจากสถานที่เชิงสัญลักษณ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังมีความโดดเด่นด้านพื้นที่สีเขียวและการจัดภูมิทัศน์ให้เหมาะสมกับกิจกรรมทางการศึกษา พื้นที่มหาวิทยาลัยประกอบด้วยแนวต้นไม้ ทางเดิน ลานกิจกรรม และบริเวณสำหรับการเรียนรู้ด้านการเกษตร สภาพแวดล้อมดังกล่าวทำให้นักศึกษาได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและสามารถเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนกับทรัพยากรจริง การออกแบบพื้นที่ของมหาวิทยาลัยจึงมีบทบาททั้งในด้านการเรียนรู้ การพักผ่อน และการสร้างคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ภายในสถาบัน
 
สำหรับผู้สนใจวัฒนธรรมการเกษตรล้านนา แหล่งเรียนรู้สำคัญที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยคือ ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรล้านนา ซึ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ศูนย์แห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวม ถ่ายทอด และสืบสานภูมิปัญญาเกษตรกรรมของชาวล้านนา โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านการผลิตอาหารกับวิถีชีวิต ความเชื่อ ประเพณี และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมของภาคเหนือ จึงเป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ช่วยให้เข้าใจว่าการเกษตรในอดีตมีความสำคัญต่อโครงสร้างครอบครัว ชุมชน และเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างไร
 
องค์ความรู้ที่ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรล้านนาให้ความสำคัญครอบคลุมวิถีการปลูกข้าว การไถนาโดยใช้ควาย การเตรียมดิน การเก็บเกี่ยวผลผลิต การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์แบบธรรมชาติ ตลอดจนการจัดการพื้นที่ตามแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการใช้แรงงานครอบครัว การพึ่งพาทรัพยากรในพื้นที่ และการสืบทอดทักษะผ่านการลงมือปฏิบัติจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
 
ความน่าสนใจของการเรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรล้านนาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวิธีปลูกพืชหรือการดูแลสัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาษาท้องถิ่น คติความเชื่อ เครื่องมือเกษตร ภูมิปัญญาการจัดการน้ำ และประเพณีที่เกี่ยวข้องกับฤดูกาลเพาะปลูก เนื่องจากสังคมล้านนามีความสัมพันธ์กับการทำนาและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ความรู้เหล่านี้จึงช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นเกษตรกรรมในฐานะวัฒนธรรมของชุมชน ไม่ใช่เพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ยังใช้สนับสนุนการเรียนการสอนและการศึกษาดูงานของนักเรียน นักศึกษา เกษตรกร และผู้สนใจ โดยการเข้าร่วมกิจกรรมต้องดำเนินการตามรูปแบบและกำหนดการของหน่วยงาน
 
อีกแหล่งข้อมูลที่มีความสำคัญคือ หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมและอนุรักษ์เอกสาร ภาพถ่าย บันทึกเหตุการณ์ สิ่งพิมพ์ และประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่าของบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัย ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาเกษตรกรรมไทย รวมถึงประวัติบุคคลสำคัญ สภาพแวดล้อมของสถานศึกษา และวิถีชีวิตนักศึกษาในแต่ละยุค หอจดหมายเหตุยังพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ผ่านสื่อออนไลน์ได้สะดวกขึ้น
 
หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยแม่โจ้ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 อาคารวิภาต บุญศรี วังซ้าย สำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีบริการข้อมูลและงานจดหมายเหตุในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น. ผู้ที่สนใจค้นคว้าประวัติศาสตร์แม่โจ้สามารถศึกษาข้อมูลเบื้องต้นผ่านเว็บไซต์หอจดหมายเหตุ หรือประสานงานกับเจ้าหน้าที่เพื่อขอใช้บริการที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเอกสารต้นฉบับและภาพเก่าของมหาวิทยาลัยช่วยสร้างความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าการเรียนรู้จากข้อมูลประวัติโดยสังเขปเพียงอย่างเดียว
 
การพัฒนามหาวิทยาลัยแม่โจ้ในปัจจุบันยังคงใช้ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรเป็นพื้นฐานสำคัญ แต่ขยายขอบเขตไปสู่การวิจัย การพัฒนานวัตกรรม และการประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่กับการผลิตทางการเกษตร แนวทางที่ได้รับความสำคัญ ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาคุณภาพอาหาร การใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการผลิต และการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เป้าหมายสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้แก้ไขปัญหาของเกษตรกรและสนับสนุนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน
 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังให้ความสำคัญกับการทำเกษตรอินทรีย์และการพัฒนาระบบการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เรื่องดิน น้ำ พืช จุลินทรีย์ และระบบนิเวศการเกษตรเป็นองค์ประกอบสำคัญของการวางแนวทางการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันการประยุกต์เทคโนโลยี เช่น ระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อม การจัดการน้ำ และเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานทางการเกษตรและลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น แนวคิดเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่การเกษตรที่อาศัยความรู้และข้อมูลเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ
 
ใน พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเกษตรอัจฉริยะเพื่อสุขภาวะที่ดี หรือ Intelligence Well-being Agriculture (IWA) ซึ่งเชื่อมโยงการศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีการเกษตร สิ่งแวดล้อม และสุขภาวะเข้าด้วยกัน แนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับการสร้างบัณฑิตและบุคลากรที่สามารถประยุกต์ความรู้เพื่อพัฒนาระบบอาหารและคุณภาพชีวิต ตลอดจนการบริหารทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังมีทิศทางการพัฒนาสู่มหาวิทยาลัยสีเขียวและมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ โดยนำประเด็นความยั่งยืนมาเชื่อมโยงกับพันธกิจหลักของสถาบัน
 
บทบาทด้านการศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ไม่ได้จำกัดเฉพาะหลักสูตรด้านการผลิตพืชและสัตว์เท่านั้น แต่ครอบคลุมศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการเกษตรและการพัฒนาประเทศ เช่น วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตร เทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ธุรกิจ การจัดการ การพัฒนาการท่องเที่ยว และนโยบายสาธารณะ การเรียนรู้แบบสหวิทยาการช่วยให้ผู้เรียนสามารถมองปัญหาการเกษตรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ต้นทางการผลิต การแปรรูป การบริหารจัดการ การตลาด ไปจนถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
 
นอกจากพื้นที่หลักในจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังมีมหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ ตั้งอยู่ในอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้–ชุมพร ตั้งอยู่ในอำเภอละแม จังหวัดชุมพร การขยายการศึกษาไปยังพื้นที่ภูมิภาคทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และระบบการเกษตรที่แตกต่างกันของแต่ละท้องถิ่น ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่นอกจังหวัดเชียงใหม่
 
ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยแม่โจ้กับชุมชนอำเภอสันทรายเป็นอีกประเด็นที่มีความสำคัญ เพราะการพัฒนามหาวิทยาลัยส่งผลต่อการเติบโตของชุมชนโดยรอบ ทั้งด้านที่อยู่อาศัย การค้าขาย การบริการ การเดินทาง และกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับนักศึกษาและบุคลากร ขณะเดียวกันชุมชนยังเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และการดำเนินกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะกิจกรรมทางวัฒนธรรม ประเพณีต้อนรับนักศึกษาใหม่ และการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้แม่โจ้มีบทบาทเป็นมากกว่าสถานศึกษา แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชนสันทรายด้วย
 
สำหรับผู้สนใจเดินทางมาเยือนมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จุดที่น่าศึกษาเป็นพิเศษคือสถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อตั้ง สัญลักษณ์ของสถาบัน และแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตร การเริ่มต้นทำความเข้าใจเรื่องราวจากอนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการจะช่วยให้เห็นภาพการบุกเบิกดงแม่โจ้ ก่อนเชื่อมโยงไปยังอนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ซึ่งเป็นตัวแทนของยุคการพัฒนาสถาบันไปสู่ระดับอุดมศึกษา จากนั้นสามารถศึกษาประวัติของพระพิรุณทรงนาค ต้นอินทนิล และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมลูกแม่โจ้ เพื่อให้เข้าใจเอกลักษณ์ของมหาวิทยาลัยในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
 
ผู้ที่ต้องการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างละเอียดสามารถใช้ข้อมูลจากหอจดหมายเหตุและสำนักหอสมุดเป็นจุดเริ่มต้น ส่วนผู้สนใจด้านเกษตรกรรมสามารถติดตามกิจกรรมฐานเรียนรู้ การฝึกอบรม นิทรรศการ หรือการศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยประกาศจัดในแต่ละช่วงเวลา การเยี่ยมชมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยควรคำนึงถึงหน้าที่หลักของสถานที่ซึ่งเป็นพื้นที่การศึกษาและการวิจัย บางบริเวณเป็นพื้นที่ใช้งานเฉพาะของนักศึกษา บุคลากร หรือการทดลองทางวิชาการ จึงต้องติดต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบก่อนเข้าร่วมกิจกรรมหรือเข้าใช้พื้นที่ที่มีข้อจำกัด
 
หากเดินทางมาในช่วงที่มหาวิทยาลัยจัดงานเกษตรหรือนิทรรศการวิชาการ ผู้มาเยือนจะมีโอกาสสัมผัสการนำองค์ความรู้ทางการเกษตรไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทั้งในรูปแบบการแสดงผลงานวิจัย นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์เกษตร และกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ งานลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงระหว่างนักวิชาการ ผู้ประกอบการ เกษตรกร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม งานแต่ละประเภทมีช่วงเวลาจัดและเงื่อนไขการเข้าร่วมแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบประกาศกิจกรรมของมหาวิทยาลัยโดยตรงก่อนวางแผนเดินทาง
 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสำหรับการศึกษาพื้นที่อำเภอสันทรายในมิติประวัติศาสตร์ชุมชนและวัฒนธรรมล้านนา บริเวณใกล้เคียงมีวัดและศาสนสถานสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดทุ่งหมื่นน้อย วัดหนองอุโบสถ วัดศรีดอนชัยป่าตึงงาม หรือวัดแม่แก้ดน้อย วัดดอยแท่นพระผาหลวง และธุดงคสถานล้านนา สถานที่เหล่านี้สะท้อนวัฒนธรรมทางศาสนา วิถีชีวิต และลักษณะของชุมชนรอบมหาวิทยาลัย ผู้มาเยือนสามารถนำมาจัดเป็นเส้นทางศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์แม่โจ้ได้ โดยควรตรวจสอบข้อกำหนดการเข้าชมของแต่ละแห่งก่อนเดินทาง
 
พื้นที่อำเภอสันทรายยังมีความน่าสนใจด้านอาหารและวิถีชีวิตร่วมสมัย การเติบโตของชุมชนมหาวิทยาลัยทำให้เกิดร้านอาหารท้องถิ่น ร้านกาแฟ และธุรกิจบริการจำนวนมาก ซึ่งรองรับทั้งนักศึกษา บุคลากร ผู้อยู่อาศัย และผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่อื่น ผู้ที่มาเยือนแม่โจ้สามารถเลือกสัมผัสอาหารพื้นเมืองภาคเหนือ อาหารไทยร่วมสมัย หรือร้านอาหารที่นำวัตถุดิบจากการเกษตรมาเป็นจุดเด่นของการบริการ ประสบการณ์เหล่านี้ช่วยให้การเดินทางไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเยี่ยมชมสถาบัน แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของชุมชนโดยรอบ
 
การวางแผนเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยแม่โจ้ควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของการเดินทางเป็นหลัก หากต้องการติดต่อราชการหรือสอบถามข้อมูลการศึกษา ควรเดินทางในวันและเวลาทำการของหน่วยงาน หากสนใจค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ สามารถติดต่อหอจดหมายเหตุหรือสำนักหอสมุดเพื่อสอบถามบริการที่เกี่ยวข้อง ส่วนผู้สนใจศึกษาดูงานเกษตรกรรมควรประสานกับหน่วยงานที่จัดกิจกรรมล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเข้าถึงพื้นที่และองค์ความรู้ที่ตรงกับความสนใจได้อย่างเหมาะสม
 
การเดินทาง ไปยังมหาวิทยาลัยแม่โจ้จากตัวเมืองเชียงใหม่สามารถใช้ถนนเชียงใหม่–พร้าว หรือทางหลวงหมายเลข 1001 มุ่งหน้าเข้าสู่อำเภอสันทรายและพื้นที่เทศบาลเมืองแม่โจ้ โดยมหาวิทยาลัยตั้งอยู่เลขที่ 63 หมู่ 4 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 ผู้เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถใช้ระบบแผนที่นำทางไปยังมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเลือกประตูทางเข้าที่เหมาะสมกับหน่วยงานปลายทาง หากเดินทางด้วยรถโดยสารหรือบริการรถรับจ้างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ควรตรวจสอบเส้นทาง จุดรับส่ง และอัตราค่าบริการก่อนออกเดินทาง เนื่องจากรูปแบบบริการและเส้นทางอาจเปลี่ยนแปลงได้
 
ผู้เดินทางที่ต้องการเยี่ยมชมหลายจุดภายในมหาวิทยาลัยควรตรวจสอบตำแหน่งของอาคารหรือฐานเรียนรู้ล่วงหน้า เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีพื้นที่กว้างและแต่ละหน่วยงานตั้งอยู่คนละบริเวณ การวางแผนเส้นทางช่วยลดเวลาในการเดินทางภายในพื้นที่ได้ ผู้มาเยือนควรปฏิบัติตามกฎจราจร ใช้พื้นที่จอดรถที่ได้รับอนุญาต ระมัดระวังการสัญจรของนักศึกษาและบุคลากร รวมถึงไม่เข้าไปในพื้นที่วิจัยหรือพื้นที่ปฏิบัติงานที่มีข้อจำกัดโดยไม่ได้รับอนุญาต
 
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการทำความรู้จักประวัติศาสตร์และสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยคือช่วงที่สามารถติดต่อหน่วยงานและเยี่ยมชมจุดสำคัญได้ตามกำหนดการ หากสนใจวัฒนธรรมสถาบันเป็นพิเศษ อาจติดตามกิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนาในเดือนมิถุนายน หรือกิจกรรมเดิน–วิ่งแม่โจ้–สันทรายซึ่งมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ของนักศึกษาและชุมชน สำหรับการศึกษาดูงานทางเกษตรกรรม ควรพิจารณาฤดูกาลผลิตและรูปแบบกิจกรรมของแต่ละฐานเรียนรู้ประกอบด้วย เพราะกิจกรรมเพาะปลูกและการสาธิตบางชนิดมีช่วงเวลาที่เหมาะสมแตกต่างกัน
 
ตลอดระยะเวลา 92 ปี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้พัฒนาจากสถานศึกษากสิกรรมในพื้นที่ชนบทสู่สถาบันอุดมศึกษาที่มีบทบาทด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาสังคม ความสำเร็จของมหาวิทยาลัยสะท้อนความต่อเนื่องของแนวคิดที่เริ่มต้นจากการบุกเบิกดงแม่โจ้ คือการให้ความสำคัญกับความรู้ที่นำไปปฏิบัติได้จริง ความอดทนในการทำงาน และการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาชีวิตของผู้คน แม้รูปแบบการเกษตรและเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่รากฐานดังกล่าวยังคงปรากฏอยู่ในอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยและชุมชนชาวแม่โจ้
 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้จึงมีความสำคัญทั้งในฐานะสถาบันการศึกษาเกษตรกรรมที่มีประวัติยาวนาน แหล่งรวบรวมภูมิปัญญาเกษตรล้านนา และพื้นที่ที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับการพัฒนาสังคม สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์การศึกษาไทย มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านจากการฝึกอาชีพด้านกสิกรรมไปสู่การศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ส่วนผู้สนใจเกษตรกรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่นจะได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างดิน น้ำ ผู้คน และองค์ความรู้ที่สั่งสมผ่านหลายยุคสมัย เรื่องราวของแม่โจ้จึงไม่ใช่เพียงประวัติของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การพัฒนาเกษตรกรรมและสังคมไทยที่ยังคงดำเนินต่อไป
 
ชื่อสถานที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (Maejo University)
ประเภทสถานที่มหาวิทยาลัยของรัฐ สถาบันการศึกษาด้านเกษตรกรรม และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
ที่ตั้งตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
ที่อยู่63 หมู่ 4 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290
ประวัติการก่อตั้งเริ่มเปิดการเรียนการสอนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ในนามโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ
ปีสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัย12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
อายุสถาบัน92 ปี ใน พ.ศ. 2569 นับจากการเปิดการเรียนการสอนใน พ.ศ. 2477
บุคคลสำคัญพระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) ผู้บุกเบิกและอาจารย์ใหญ่คนแรก
ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย ผู้พัฒนาสถาบันและอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ (พ.ศ. 2569)
ความสำคัญสถาบันการศึกษาด้านเกษตรกรรมที่มีประวัติยาวนานของประเทศไทย มีบทบาทด้านการศึกษา วิจัย การพัฒนาเกษตรกรรม การอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมการเกษตร
อัตลักษณ์และสัญลักษณ์พระพิรุณทรงนาค ต้นอินทนิล สีเขียว สีขาว และสีเหลือง แนวคิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และความสามัคคีของชาวแม่โจ้
สถานที่สำคัญภายใน1. อนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ
2. อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย
3. พระพิรุณทรงนาค
4. สระเกษตรสนาน
5. หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยแม่โจ้
6. ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรล้านนา
7. สนามกีฬาอินทนิล
ประเพณีและกิจกรรมสำคัญวันคล้ายวันสถาปนา 7 มิถุนายน พิธีบวงสรวงพระพิรุณทรงนาค พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ และประเพณีเดิน–วิ่ง แม่โจ้–สันทราย
จุดเด่นด้านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์การศึกษาเกษตรกรรม วัฒนธรรมเกษตรล้านนา เกษตรอินทรีย์ เทคโนโลยีการเกษตร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเกษตรอัจฉริยะ
วิทยาเขตและหน่วยงานในภูมิภาคมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่
มหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดแพร่
มหาวิทยาลัยแม่โจ้–ชุมพร จังหวัดชุมพร
วันและเวลาติดต่อสำนักงานวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น. โดยอ้างอิงเวลาทำการของหน่วยงานมหาวิทยาลัยที่ประกาศอย่างเป็นทางการ
การเข้าชมการเข้าถึงพื้นที่ภายในขึ้นอยู่กับประเภทสถานที่และระเบียบของหน่วยงาน โดยเฉพาะพื้นที่วิจัย ฐานเรียนรู้ และกิจกรรมศึกษาดูงาน
การเดินทางเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ตามทางหลวงหมายเลข 1001 ถนนเชียงใหม่–พร้าว มุ่งสู่อำเภอสันทรายและพื้นที่เทศบาลเมืองแม่โจ้ สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัว รถรับจ้าง หรือระบบขนส่งที่ให้บริการตามเส้นทาง
สิ่งอำนวยความสะดวกอาคารเรียน สำนักหอสมุด สนามกีฬา พื้นที่กิจกรรม และพื้นที่จอดรถในบริเวณที่กำหนด
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. วัดทุ่งหมื่นน้อย อำเภอสันทราย
2. วัดหนองอุโบสถ อำเภอสันทราย
3. วัดศรีดอนชัยป่าตึงงาม (วัดแม่แก้ดน้อย) อำเภอสันทราย
4. วัดดอยแท่นพระผาหลวง อำเภอสันทราย
5. ธุดงคสถานล้านนา อำเภอสันทราย
ร้านอาหารใกล้เคียง1. ร้านสวนผักโอ้กะจู๋ สันทราย โทร. 061-274-9977
2. ร้านตำมั่ว หลังมหาวิทยาลัยแม่โจ้ โทร. 081-020-6971
3. Inbox Cafe SANSAI
4. Melbourne Story Café โทร. 080-778-8720
5. A Place on Earth
ที่พักใกล้เคียง1. Le Saichan, Maejo Chiang Mai
2. Ranch Inn Hotel
3. I Residence at Maejo
4. MyRoom Boutique Home Maejo
5. MonMin Farmstay
เบอร์โทรศัพท์หลัก053-873000
หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยแม่โจ้ชั้น 3 อาคารวิภาต บุญศรี วังซ้าย สำนักหอสมุด
โทร. 053-873507–8
เว็บไซต์ https://archives.mju.ac.th
เว็บไซต์ทางการhttps://www.mju.ac.th
สถานะปัจจุบันมหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดดำเนินการด้านการศึกษา วิจัย และบริการวิชาการตามปกติใน พ.ศ. 2569

หลักสูตรและสาขาวิชามหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2569 
มหาวิทยาลัยแม่โจ้จัดการศึกษาครอบคลุมศาสตร์ด้านการเกษตร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ การท่องเที่ยว ศิลปศาสตร์ สุขภาพ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการจัดการเรียนการสอนทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และมหาวิทยาลัยแม่โจ้–ชุมพร รายชื่อต่อไปนี้เป็นหลักสูตรและสาขาวิชาที่ปรากฏในฐานข้อมูลหลักสูตรของมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2569 จำแนกตามส่วนงานและระดับการศึกษา
 
คณะ / วิทยาลัยหลักสูตรและสาขาวิชา
1. คณะผลิตกรรมการเกษตรปริญญาตรี
1. การส่งเสริมและสื่อสารเกษตร
2. เกษตรศาสตร์ (วิชาเอกเกษตรเคมี เกษตรอินทรีย์ ทรัพยากรป่าไม้และการจัดการ ปฐพีศาสตร์ พืชไร่ วิทยาการสมุนไพร และอารักขาพืช)
3. พืชสวน
ปริญญาโท
1. การจัดการและพัฒนาทรัพยากร
2. ปฐพีศาสตร์
3. พัฒนาภูมิสังคมอย่างยั่งยืน
4. พืชไร่
5. พืชสวน
6. สหวิทยาการเกษตร
7. ส่งเสริมการเกษตรและการพัฒนาชนบท
ปริญญาเอก
1. การจัดการและพัฒนาทรัพยากร
2. พืชไร่
3. ส่งเสริมการเกษตรและการพัฒนาชนบท
4. สหวิทยาการเกษตร
2. คณะบริหารธุรกิจปริญญาตรี
1. บริหารธุรกิจ (วิชาเอกการจัดการ)
2. บริหารธุรกิจ (วิชาเอกการบริหารการเงินและการลงทุน)
3. บริหารธุรกิจ (วิชาเอกนวัตกรรมการตลาดและการตลาดดิจิทัล)
4. นวัตกรรมธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่
5. นวัตกรรมธุรกิจดิจิทัล
6. การบัญชี
ปริญญาโท
1. บริหารธุรกิจ
2. การบัญชี
ปริญญาเอก
1. บริหารธุรกิจ
3. คณะวิทยาศาสตร์ปริญญาตรี
1. คณิตศาสตร์
2. เคมี
3. เทคโนโลยีชีวภาพ
4. เทคโนโลยีสารสนเทศ
5. นวัตกรรมเคมีอุตสาหกรรม
6. นวัตกรรมวัสดุ
7. ฟิสิกส์ประยุกต์
8. วิทยาการคอมพิวเตอร์
9. สถิติและการจัดการสารสนเทศ
ปริญญาโท
1. เคมีประยุกต์
2. เทคโนโลยีชีวภาพ
3. เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม
4. นวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล
5. พันธุศาสตร์
6. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนาโน
ปริญญาเอก
1. เคมีประยุกต์
2. เทคโนโลยีชีวภาพ
3. พันธุศาสตร์
4. คณะวิศวกรรมและอุตสาหกรรมเกษตรปริญญาตรี
1. เทคโนโลยียางและพอลิเมอร์
2. เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว
3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร
4. วิศวกรรมเกษตร
5. วิศวกรรมอาหาร
ปริญญาโท
1. นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร
2. วิศวกรรมเกษตร
3. วิศวกรรมอาหาร
ปริญญาเอก
1. วิศวกรรมอาหาร
5. คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำปริญญาตรี
1. นวัตกรรมการจัดการธุรกิจประมง
2. การประมงและนวัตกรรมการผลิตสัตว์น้ำ
ปริญญาโท
1. เทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
ปริญญาเอก
1. เทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ
6. คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีปริญญาตรี
1. สัตวศาสตร์
2. เกษตรอัจฉริยะ
ปริญญาโท
1. สัตวศาสตร์
ปริญญาเอก
1. สัตวศาสตร์
7. คณะเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรี
1. เศรษฐศาสตร์เกษตรและสิ่งแวดล้อม
2. เศรษฐศาสตร์
3. เศรษฐศาสตร์ดิจิทัลและการสหกรณ์
4. เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ
ปริญญาโท
1. เศรษฐศาสตร์ประยุกต์
ปริญญาเอก
1. เศรษฐศาสตร์ประยุกต์
8. คณะพัฒนาการท่องเที่ยวปริญญาตรี
1. พัฒนาการท่องเที่ยว
2. การจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ
ปริญญาโท
1. พัฒนาการท่องเที่ยว
ปริญญาเอก
1. พัฒนาการท่องเที่ยว
9. คณะศิลปศาสตร์ปริญญาตรี
1. ภาษาอังกฤษ
2. ภาษาไทยสำหรับชาวต่างประเทศ
3. นิเทศศาสตร์บูรณาการ
4. นวัตกรรมสังคม
ปริญญาโท
1. การพัฒนาสุขภาพชุมชน
10. คณะสารสนเทศและการสื่อสารปริญญาตรี
1. การสื่อสารดิจิทัล
11. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อมปริญญาตรี
1. สถาปัตยกรรม
2. ภูมิสถาปัตยกรรม
3. เทคโนโลยีภูมิทัศน์
ปริญญาโท
1. การวางผังเมืองและสภาพแวดล้อม
12. คณะพยาบาลศาสตร์ปริญญาตรี
1. พยาบาลศาสตร์
13. คณะสัตวแพทยศาสตร์ปริญญาตรี
1. เทคนิคการสัตวแพทย์และการพยาบาลสัตว์
14. วิทยาลัยบริหารศาสตร์ปริญญาตรี
1. รัฐศาสตร์
2. รัฐประศาสนศาสตร์
ปริญญาโท
1. การบริหารสาธารณะ
ปริญญาเอก
1. บริหารศาสตร์
15. วิทยาลัยพลังงานทดแทนปริญญาตรี
1. พลังงานทดแทน
2. วิศวกรรมฟาร์มอัจฉริยะและนวัตกรรมเกษตร (หลักสูตรต่อเนื่อง)
3. วิศวกรรมการอนุรักษ์พลังงาน
ปริญญาโท
1. วิศวกรรมพลังงานทดแทน
ปริญญาเอก
1. วิศวกรรมพลังงานทดแทน
16. วิทยาลัยนานาชาติปริญญาโท
1. เศรษฐศาสตร์ดิจิทัลและนวัตกรรมการจัดการ
2. การจัดการเกษตรอินทรีย์
3. การจัดการการท่องเที่ยว
ปริญญาเอก
1. การจัดการการท่องเที่ยว
2. การจัดการเกษตรอินทรีย์
3. เศรษฐศาสตร์ดิจิทัลและนวัตกรรมการจัดการ
17. มหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติปริญญาตรี
1. การตลาดดิจิทัล
2. การบัญชี
3. รัฐศาสตร์
4. เกษตรป่าไม้
5. เทคโนโลยีการผลิตพืช
6. เทคโนโลยีการผลิตสัตว์
7. เทคโนโลยีชีวภาพทางอุตสาหกรรม
8. เทคโนโลยีอุตสาหกรรมป่าไม้
9. การจัดการชุมชน
10. พัฒนาการท่องเที่ยว
ปริญญาโท
1. การจัดการป่าไม้
18. มหาวิทยาลัยแม่โจ้–ชุมพรปริญญาตรี
1. การจัดการสำหรับผู้ประกอบการ
2. การเมืองและการปกครองท้องถิ่น
3. การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง
4. พืชศาสตร์
5. การท่องเที่ยวและบริการ
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตั้งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: มหาวิทยาลัยแม่โจ้ตั้งอยู่เลขที่ 63 หมู่ 4 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 โดยสามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ตามถนนเชียงใหม่–พร้าว หรือทางหลวงหมายเลข 1001
 
ถาม: มหาวิทยาลัยแม่โจ้ก่อตั้งเมื่อปีใด?
ตอบ: มหาวิทยาลัยแม่โจ้เริ่มเปิดการเรียนการสอนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ในนามโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ และได้รับการยกฐานะเป็นมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539
 
ถาม: ใครเป็นผู้บุกเบิกและก่อตั้งมหาวิทยาลัยแม่โจ้?
ตอบ: พระช่วงเกษตรศิลปการ (ช่วง โลจายะ) เป็นบุคคลสำคัญในการบุกเบิกพื้นที่ดงแม่โจ้เมื่อ พ.ศ. 2476 และดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่คนแรกของโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมภาคเหนือ ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาเกษตรแม่โจ้
 
ถาม: มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีความสำคัญต่อการเกษตรไทยอย่างไร?
ตอบ: มหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นสถาบันการศึกษาด้านเกษตรกรรมที่มีประวัติยาวนานของประเทศไทย มีบทบาทในการผลิตบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ วิจัย และพัฒนานวัตกรรมการเกษตร โดยเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการนำวิชาการไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน
 
ถาม: มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีสถานที่สำคัญอะไรบ้าง?
ตอบ: สถานที่สำคัญ ได้แก่ อนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ อนุสาวรีย์ศาสตราจารย์ ดร.วิภาต บุญศรี วังซ้าย พระพิรุณทรงนาค สระเกษตรสนาน หอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศูนย์เรียนรู้วัฒนธรรมเกษตรล้านนา และสนามกีฬาอินทนิล
 
ถาม: บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยแม่โจ้ได้หรือไม่?
ตอบ: การเยี่ยมชมขึ้นอยู่กับประเภทพื้นที่และกิจกรรมของมหาวิทยาลัย โดยพื้นที่ที่ใช้สำหรับการวิจัย การเรียนการสอน หรือการศึกษาดูงานเฉพาะทางต้องปฏิบัติตามระเบียบของหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่โทรศัพท์ 053-873000
 
ถาม: มหาวิทยาลัยแม่โจ้มีประเพณีสำคัญอะไรบ้าง?
ตอบ: ประเพณีสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมวันคล้ายวันสถาปนาในวันที่ 7 มิถุนายน พิธีบวงสรวงพระพิรุณทรงนาค พิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์พระช่วงเกษตรศิลปการ และประเพณีเดิน–วิ่งแม่โจ้–สันทราย ซึ่งเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษา ศิษย์เก่า และชุมชน
 
ถาม: การเดินทางไปมหาวิทยาลัยแม่โจ้จากตัวเมืองเชียงใหม่ทำอย่างไร?
ตอบ: สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือบริการรถรับจ้างตามทางหลวงหมายเลข 1001 ถนนเชียงใหม่–พร้าว มุ่งหน้าสู่อำเภอสันทราย โดยใช้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตำบลหนองหาร เป็นจุดหมายปลายทางในระบบแผนที่นำทาง

มหาวิทยาลัยหมวดหมู่: ●มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยของรัฐกลุ่ม: ●มหาวิทยาลัยของรัฐ

ปรับปรุงล่าสุด : 1 สัปดาห์ที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(8)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(5)
พระราชวัง พระราชวัง(2)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(43)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(24)
พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(2)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(5)
ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์ฝึกอบรม(1)
มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยของรัฐ(3)
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(3)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(1)
มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(1)
มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยเอกชน(5)
วัด วัด(79)
มัสยิด มัสยิด(2)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(17)
โครงการหลวง โครงการหลวง(45)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(41)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(14)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(18)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(21)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(26)
น้ำตก น้ำตก(43)
น้ำพุร้อน น้ำพุร้อน(12)
ถ้ำ ถ้ำ(11)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(6)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(14)
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(3)
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์ แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(3)
สนามกีฬา สนามกีฬา(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(19)
สวนน้ำ สวนน้ำ(2)
โรงละคร โรงละคร(1)
กิจกรรมกลางแจ้ง และผจญภัย กิจกรรมกลางแจ้ง และผจญภัย(10)
ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน(6)
มิชลินสตาร์ มิชลินสตาร์(1)
มิชลิน ไกด์ มิชลิน ไกด์(23)
หมายเลขสำคัญในการท่องเที่ยว หมายเลขสำคัญในการท่องเที่ยว(1)
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(26)
เมนูอาหารเหนือ, สูตรอาหารเหนือ เมนูอาหารเหนือ, สูตรอาหารเหนือ(30)
ขนมไทย สูตรอาหาร ภาคเหนือ ขนมไทย สูตรอาหาร ภาคเหนือ(17)