หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคภาคตะวันออก >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี >อ.เมืองจันทบุรี >ต.ท่าช้าง > มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
TL;DR: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี อยู่ที่ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองจันทบุรีใช้ถนนรักศักดิ์ชมูลหรือถนนสุขุมวิทไปยังบริเวณสามแยกเขาไร่ยา ตำบลท่าช้าง.
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

วันเปิดทำการ (สำนักบริการวิชาการ): วันจันทร์ – วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลาเปิดทำการ (สำนักบริการวิชาการ): 08.30 – 16.30 น.
วันเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้ว: ทุกวัน
เวลาเปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้ว: 09.00 – 16.00 น.
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (Rambhai Barni Rajabhat University หรือ RBRU) เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในจังหวัดจันทบุรี ตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 มีประวัติเริ่มต้นจากวิทยาลัยครูจันทบุรี ซึ่งประกาศจัดตั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 บนพื้นที่วังสวนบ้านแก้ว อดีตพระราชฐานส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยมาเป็นชื่อวิทยาลัยใน พ.ศ. 2528 พัฒนาเป็นสถาบันราชภัฏรำไพพรรณีใน พ.ศ. 2538 และได้รับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 ใน พ.ศ. 2569 สถาบันมีอายุครบ 54 ปี และมีรองศาสตราจารย์พอพันธ์ สุทธิวัฒนะ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี โดยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยมีคณะจัดการศึกษา 10 คณะ ครอบคลุมครุศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ เกษตรกรรม วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ นิเทศศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์ จุดเด่นสำคัญคือการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นที่มีแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน ได้แก่ วังสวนบ้านแก้ว พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และพระบรมราชินยานุสาวรีย์
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีอัตลักษณ์แตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป เนื่องจากตั้งอยู่บนพื้นที่พระราชฐานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทย วังสวนบ้านแก้วเป็นสถานที่ที่สะท้อนพระราชจริยวัตรอันเรียบง่าย พระราชกรณียกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีกับประชาชนจังหวัดจันทบุรี เมื่อพื้นที่แห่งนี้ได้รับการพัฒนาให้เป็นสถานศึกษา เรื่องราวทางประวัติศาสตร์จึงดำรงอยู่ควบคู่กับการเรียนรู้ทางวิชาการ ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นทั้งแหล่งผลิตบัณฑิต แหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ และศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น
ที่ตั้งของมหาวิทยาลัยอยู่บริเวณสามแยกเขาไร่ยา ติดถนนรักศักดิ์ชมูลและถนนสุขุมวิท ห่างจากใจกลางเมืองจันทบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร พื้นที่หลักมีขนาดประมาณ 720 ไร่ 3 งาน ภายในประกอบด้วยอาคารเรียน อาคารสำนักงาน หอสมุด หอประชุม สนามกีฬา พื้นที่สีเขียว และกลุ่มอาคารประวัติศาสตร์ของวังสวนบ้านแก้ว ลักษณะภูมิทัศน์มีทั้งสวนไม้ใหญ่ ทางเดิน และบริเวณที่ได้รับการรักษาบรรยากาศดั้งเดิมของพระราชฐาน ทำให้ผู้มาเยือนสามารถสัมผัสสภาพแวดล้อมที่ผสมผสานระหว่างความร่มรื่นกับความเป็นมหาวิทยาลัยสมัยใหม่
ก่อนจะมีการก่อตั้งวิทยาลัยครูจันทบุรี พื้นที่สวนบ้านแก้วมีประวัติเกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมของประเทศไทย พระองค์ทรงใช้ชีวิตส่วนหนึ่งที่จันทบุรีและทรงพัฒนาพื้นที่สวนบ้านแก้วให้เป็นสถานที่ประทับและดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตร การใช้ชีวิตในพื้นที่แห่งนี้สะท้อนความสนพระราชหฤทัยในธรรมชาติ การทำสวน และวิถีชีวิตที่ใกล้ชิดกับการทำงานในชีวิตประจำวัน
สวนบ้านแก้วไม่ได้เป็นเพียงที่ประทับส่วนพระองค์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอาชีพและภูมิปัญญาท้องถิ่น พระราชกรณียกิจด้านการเกษตรและการส่งเสริมงานหัตถกรรมช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับประชาชนในจังหวัดจันทบุรี ความผูกพันดังกล่าวกลายเป็นรากฐานของการนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ทางการศึกษาในเวลาต่อมา และทำให้ชื่อรำไพพรรณีมีความหมายมากกว่าเพียงชื่อของสถานศึกษา
เมื่อกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายจัดตั้งวิทยาลัยครูในภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูและขยายโอกาสทางการศึกษาระดับสูง จังหวัดจันทบุรีได้รับการพิจารณาให้เป็นพื้นที่จัดตั้งสถานศึกษาแห่งใหม่ กระทรวงศึกษาธิการจึงขอพระราชทานซื้อพื้นที่วังสวนบ้านแก้วในราคา 18 ล้านบาท โดยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงสนับสนุนให้พื้นที่ดังกล่าวนำไปใช้เพื่อประโยชน์ด้านการศึกษาของประชาชน การเปลี่ยนจากพระราชฐานส่วนพระองค์ไปเป็นสถานศึกษาจึงเป็นเหตุการณ์สำคัญทั้งในประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยและประวัติศาสตร์จังหวัดจันทบุรี
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 เป็นวันประกาศจัดตั้งวิทยาลัยครูจันทบุรีอย่างเป็นทางการ สถานศึกษาแห่งใหม่มีหน้าที่ผลิตครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อรองรับการขยายตัวของโรงเรียนในจังหวัดจันทบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออก การเริ่มต้นครั้งนั้นเกิดขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดของอาคารและอุปกรณ์การเรียนการสอน แต่ด้วยความมุ่งมั่นของผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษา สถาบันจึงค่อย ๆ พัฒนาระบบการศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ใน พ.ศ. 2515 วิทยาลัยครูจันทบุรีเปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง โดยใช้อาคารบริเวณโรงเลี้ยงไก่ส่วนพระองค์เป็นห้องเรียนชั่วคราว นักศึกษารุ่นแรกจึงเรียกตนเองว่า “รุ่นเล้าไก่” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนความทรงจำเกี่ยวกับสภาพการเรียนการสอนในระยะแรก และกลายเป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงการเริ่มต้นจากทรัพยากรอันจำกัดก่อนพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่
วันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2516 วิทยาลัยครูจันทบุรีได้รับพระราชทานตราศักดิเดชน์ ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เพื่อใช้เป็นตราประจำวิทยาลัย พร้อมใช้สีชมพูและสีเขียวเป็นสีประจำสถาบัน สีชมพูสื่อถึงความเมตตากรุณา ความสุภาพอ่อนโยน และเป็นสีประจำวันอังคารซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ส่วนสีเขียวสื่อถึงความเจริญงอกงาม และเป็นสีประจำวันพุธซึ่งเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
การได้รับพระราชทานตราศักดิเดชน์และสีประจำสถาบันช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้วิทยาลัยครูจันทบุรีอย่างชัดเจน และทำให้ความสัมพันธ์กับพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีเป็นส่วนหนึ่งของความภาคภูมิใจของนักศึกษาและศิษย์เก่า สีชมพูและสีเขียวยังคงมีความสำคัญในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยและการแสดงความเป็นสมาชิกของสถาบันมาจนถึงปัจจุบัน
ใน พ.ศ. 2518 วิทยาลัยครูจันทบุรีเริ่มจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาการศึกษา ตามพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู พ.ศ. 2518 การเปิดสอนระดับปริญญาตรีถือเป็นก้าวสำคัญของการยกระดับมาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพครู เนื่องจากช่วยสร้างโอกาสให้ผู้เรียนได้รับวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาและสามารถนำความรู้ไปพัฒนาการเรียนการสอนในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงทศวรรษต่อมาทำให้ความต้องการบุคลากรมีความหลากหลายมากกว่าวิชาชีพครูเพียงด้านเดียว วิทยาลัยครูจึงเริ่มขยายบทบาทไปสู่ศาสตร์อื่นตามกฎหมายที่เปิดโอกาสให้จัดการศึกษาเพิ่มเติม โดยใน พ.ศ. 2528 สถาบันได้เปิดสอนสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ เพื่อผลิตกำลังคนที่ตอบสนองความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และชุมชน
เดือนมีนาคม พ.ศ. 2528 วิทยาลัยครูจันทบุรีได้รับพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีมาเป็นชื่อวิทยาลัยว่า “วิทยาลัยรำไพพรรณี” การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้เป็นเหตุการณ์สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเชื่อมโยงชื่อสถาบันเข้ากับประวัติศาสตร์ของสถานที่และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการจัดการศึกษาในจังหวัดจันทบุรี
ชื่อรำไพพรรณีจึงมิใช่ชื่อที่ตั้งขึ้นใหม่โดยไม่มีที่มา แต่เป็นพระนามาภิไธยของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ผู้มีพระราชกรณียกิจสำคัญต่อชุมชนจันทบุรีและมีบทบาทในการทำให้วังสวนบ้านแก้วกลายเป็นพื้นที่จัดการศึกษา การใช้พระนามดังกล่าวช่วยให้มหาวิทยาลัยมีอัตลักษณ์เฉพาะที่เชื่อมโยงกับพระราชประวัติ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และการสร้างโอกาสทางการศึกษาสำหรับเยาวชน
ตั้งแต่ พ.ศ. 2529 สถาบันได้เปิดการจัดการศึกษาภาคพิเศษสำหรับบุคลากรประจำการ เพื่อให้ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วสามารถพัฒนาความรู้และคุณวุฒิได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากงาน ต่อมาใน พ.ศ. 2537 มีการขยายศูนย์จัดการศึกษาไปยังจังหวัดระยองโดยความร่วมมือกับสถานศึกษาในพื้นที่ ก่อนมีการปรับเปลี่ยนสถานที่ดำเนินการในช่วงต่อมา การจัดการศึกษารูปแบบดังกล่าวมีบทบาทในการขยายโอกาสสำหรับผู้ใหญ่และผู้ประกอบวิชาชีพในภาคตะวันออก
วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2533 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานคติธรรมประจำวิทยาลัยว่า “ปณฺฑิโต นิปุณํ สํวิเธติ” ซึ่งแปลว่า “บัณฑิตย่อมฉลาดจัดการ” คติธรรมนี้สะท้อนความสำคัญของการใช้ความรู้ควบคู่กับความรอบคอบและความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตและการทำงาน เป็นแนวคิดที่มีความสัมพันธ์กับการผลิตบัณฑิตให้มีความรับผิดชอบและสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริง
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานชื่อ “สถาบันราชภัฏ” ให้แก่วิทยาลัยครูทั่วประเทศ ต่อมาเมื่อพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏมีผลใช้บังคับใน พ.ศ. 2538 วิทยาลัยรำไพพรรณีจึงเปลี่ยนสถานะเป็นสถาบันราชภัฏรำไพพรรณี และมีบทบาทด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ใน พ.ศ. 2542 สถาบันราชภัฏรำไพพรรณีเริ่มจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาเป็นครั้งแรกในสาขาการบริหารการศึกษา ก่อนขยายการศึกษาไปสู่สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนาใน พ.ศ. 2543 และสาขาหลักสูตรและการสอนใน พ.ศ. 2544 การเปิดการศึกษาระดับปริญญาโทช่วยยกระดับบทบาทของสถาบันจากการผลิตบัณฑิตระดับต้นไปสู่การพัฒนาผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และบุคลากรที่มีความสามารถด้านการศึกษาวิจัย
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 สถาบันราชภัฏรำไพพรรณีได้รับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 การเปลี่ยนสถานะนี้ช่วยให้สถาบันสามารถพัฒนาความหลากหลายของหลักสูตรและการบริหารจัดการทางวิชาการได้มากขึ้น พร้อมคงภารกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น
ภายหลังได้รับสถานะมหาวิทยาลัย ได้มีการขยายหน่วยงานทางวิชาการเพื่อรองรับศาสตร์ใหม่ โดยใน พ.ศ. 2550 มีการจัดตั้งคณะนิติศาสตร์ ตามด้วยบัณฑิตวิทยาลัยและคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศใน พ.ศ. 2552 รวมถึงคณะนิเทศศาสตร์ในปีเดียวกัน ต่อมาใน พ.ศ. 2553 มีการจัดตั้งคณะอัญมณีศาสตร์และประยุกต์ศิลป์และคณะพยาบาลศาสตร์ พัฒนาการดังกล่าวสะท้อนการขยายบทบาทมหาวิทยาลัยจากรากฐานการผลิตครูไปสู่สาขาวิชาชีพที่หลากหลาย
ใน พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีอายุครบ 54 ปีนับจากวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ขณะที่การดำเนินงานในสถานะมหาวิทยาลัยราชภัฏมีระยะเวลา 22 ปีนับจาก พ.ศ. 2547 การเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยตลอดช่วงเวลานี้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตจากวิทยาลัยครูขนาดย่อมไปสู่มหาวิทยาลัยที่มีการศึกษาในศาสตร์ต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ วิชาชีพสุขภาพ และเทคโนโลยี
ด้านการบริหารมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2569 รองศาสตราจารย์พอพันธ์ สุทธิวัฒนะ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี โดยมหาวิทยาลัยจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ณ หอประชุมสิริรำไพพรรณี อาคาร 36 การดำเนินงานภายใต้ผู้บริหารชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ต่อชุมชน การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และการใช้ความรู้ของมหาวิทยาลัยตอบสนองปัญหาในพื้นที่
สีประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีคือสีชมพูและสีเขียว โดยมีความหมายเชื่อมโยงกับวันพระราชสมภพและพระราชจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ส่วนดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือดอกชัยพฤกษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cassia javanica L. เป็นไม้ดอกที่มีความงดงามและมีความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์และความร่มรื่นของสถาบัน
ตราสัญลักษณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบันเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นตราที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ ประกอบด้วยพระที่นั่งอัฐทิศ วงจักร รัศมี และเศวตฉัตร 7 ชั้น โดยมีชื่อมหาวิทยาลัยภาษาไทยและอังกฤษล้อมรอบ สีของตราประกอบด้วยสีน้ำเงิน สีเขียว สีทอง สีส้ม และสีขาว ซึ่งสื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ธรรมชาติ ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม และความบริสุทธิ์ของความคิดทางวิชาการ
เอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือพระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่นักศึกษา บุคลากร ศิษย์เก่า และประชาชนร่วมถวายความเคารพในโอกาสสำคัญ สถานที่แห่งนี้มิได้มีความสำคัญเฉพาะด้านอนุสรณ์สถาน แต่ยังเป็นศูนย์รวมความผูกพันของประชาคมมหาวิทยาลัยกับพระราชประวัติและความเป็นมาของวังสวนบ้านแก้ว
วังสวนบ้านแก้วเป็นสถานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งภายในมหาวิทยาลัย มีอาคารพระตำหนักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินพระชนมชีพของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี โดยเฉพาะพระตำหนักใหญ่หรือพระตำหนักเทา และพระตำหนักดอนแคหรือพระตำหนักแดง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ของจังหวัดจันทบุรี ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้และพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ประชาชนสามารถศึกษาพระราชประวัติและวิถีชีวิตในอดีต
พระตำหนักใหญ่หรือพระตำหนักเทามีลักษณะเป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ทาสีเทาควันบุหรี่ โดยหม่อมเจ้าสมัยเฉลิม กฤดากร ทรงออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง อาคารมีลักษณะเป็นที่ประทับส่วนพระองค์และสถานที่รับรองแขก ชั้นบนมีห้องพระบรรทมและเฉลียงที่สามารถมองเห็นบริเวณสวน ขณะที่ห้องโถงและห้องประกอบอื่น ๆ สะท้อนรูปแบบการใช้ชีวิตและการรับรองแขกในช่วงที่พระตำหนักยังใช้เป็นที่ประทับ
พระตำหนักดอนแคหรือพระตำหนักแดงเป็นอาคารไม้สัก 2 ชั้นแบบตะวันตก ทาสีแดง โดยมีชื่อดอนแคสัมพันธ์กับต้นแคฝรั่งที่ปลูกเรียงรายบริเวณทางเข้า อาคารนี้เคยใช้เป็นที่ประทับของเจ้านายและผู้เกี่ยวข้องกับราชสำนัก โดยมีความสัมพันธ์กับหม่อมราชวงศ์สมัครสมาน กฤดากร และหม่อมเจ้าผ่องผัสมณี จักรพันธุ์ ซึ่งทำหน้าที่ราชเลขานุการส่วนพระองค์ อาคารจึงเป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่บอกเล่าถึงการดำเนินชีวิตของราชสำนักในพื้นที่จันทบุรี
ภายในพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้วมีการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ส่วนพระองค์ ภาพถ่าย เอกสาร และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี รวมถึงองค์ความรู้ด้านวัฒนธรรมท้องถิ่นจันทบุรี การจัดแสดงดังกล่าวช่วยให้ผู้เข้าชมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างพระราชประวัติ การพัฒนาพื้นที่สวนบ้านแก้ว และการเปลี่ยนแปลงของสังคมจังหวัดจันทบุรีได้อย่างเป็นรูปธรรม
พิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้วเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. ผู้เข้าชมสามารถเรียนรู้เรื่องราวของพระตำหนักและสัมผัสบรรยากาศของพื้นที่สวนที่มีความร่มรื่น โดยการเข้าชมควรเคารพกฎของพิพิธภัณฑ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะบริเวณที่จัดแสดงโบราณวัตถุและสิ่งของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
มหาวิทยาลัยยังมีสำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชนที่มีบทบาทในการอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน การดำเนินงานครอบคลุมการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับวังสวนบ้านแก้ว การจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม การส่งเสริมภูมิปัญญาจันทบุรี และการพัฒนากิจกรรมเรียนรู้ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์กับผู้มาเยือน
นอกจากพระตำหนักแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีอาคารเฉลิมพระเกียรติและอาคารเรียนสำคัญหลายแห่ง โดยอาคาร 36 เป็นสถานที่ตั้งของหน่วยงานทางการศึกษาและหอประชุมสิริรำไพพรรณี ซึ่งใช้รองรับกิจกรรมสำคัญ เช่น พิธีสถาปนามหาวิทยาลัย การประชุม และพิธีการที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ส่วนอาคาร 35 เป็นพื้นที่สนับสนุนทรัพยากรการเรียนรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และห้องประชุมที่ใช้สำหรับกิจกรรมทางวิชาการ
สนามกอล์ฟรำไพพรรณีเป็นอีกสถานที่หนึ่งภายในพื้นที่มหาวิทยาลัย โดยเป็นสนามกอล์ฟ 9 หลุมที่มีบรรยากาศร่มรื่น และเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมกีฬาและการใช้เวลาว่างอย่างสร้างสรรค์ ภายในมหาวิทยาลัยยังมีสนามกีฬา พื้นที่ออกกำลังกาย และสถานที่สำหรับกิจกรรมนันทนาการซึ่งช่วยสนับสนุนสุขภาพและคุณภาพชีวิตของนักศึกษา บุคลากร และผู้ใช้บริการตามเงื่อนไขของแต่ละหน่วยงาน
ด้านการจัดการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีคณะหลัก 10 คณะ ได้แก่ คณะครุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ คณะเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะนิติศาสตร์ คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ และคณะพยาบาลศาสตร์ โดยมีบัณฑิตวิทยาลัยและหน่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ ทำหน้าที่ประสานงานด้านการศึกษา การวิจัย และบริการนักศึกษา
คณะครุศาสตร์เป็นหน่วยงานที่สืบทอดภารกิจดั้งเดิมของวิทยาลัยครูจันทบุรี โดยมีการจัดการศึกษาในสาขาการประถมศึกษา การศึกษาปฐมวัย สังคมศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และศาสตร์การสอนอื่น ๆ การศึกษาด้านครุศาสตร์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูที่มีทั้งความรู้เฉพาะทาง ความเข้าใจผู้เรียน และความสามารถในการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับโรงเรียนและชุมชน
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจัดการศึกษาในกลุ่มวิทยาศาสตร์พื้นฐานและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น เคมี จุลชีววิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และสาขาที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูลและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนางานวิจัย การตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และการสร้างนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของสังคม
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีการศึกษาในสาขาภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษธุรกิจ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การพัฒนาชุมชน ดนตรี และทัศนศิลป์ การจัดการศึกษากลุ่มนี้ช่วยสร้างความสามารถในการสื่อสาร การทำงานกับผู้คน การเข้าใจวัฒนธรรม และการวิเคราะห์ปัญหาทางสังคม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจ
คณะวิทยาการจัดการมุ่งพัฒนาความรู้ด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ การเงิน การลงทุน การตลาด การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจบริการ โดยจังหวัดจันทบุรีมีภาคธุรกิจสำคัญทั้งการค้าผลไม้ อุตสาหกรรมอัญมณี การท่องเที่ยว และบริการ ทำให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ด้านการบริหารไปเชื่อมโยงกับบริบทเศรษฐกิจในพื้นที่ และพัฒนาความสามารถด้านผู้ประกอบการสมัยใหม่
คณะเทคโนโลยีการเกษตรมีความสำคัญต่อการพัฒนาจังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีสาขาการเกษตร เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นวัตกรรมอาหาร และเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตร การวิจัยและการบริการวิชาการของคณะมีศักยภาพในการช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสนับสนุนการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมีบทบาทผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีศาสตร์สำคัญ เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมโลจิสติกส์ และการพัฒนากระบวนการผลิต การเรียนรู้เน้นการแก้ปัญหาเชิงปฏิบัติและการใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภาคตะวันออก
คณะนิติศาสตร์มีบทบาทด้านการศึกษากฎหมายและการพัฒนาความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรม ขณะที่คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศมุ่งสร้างบุคลากรด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาการคอมพิวเตอร์ และระบบดิจิทัล การพัฒนาทักษะในสองศาสตร์นี้มีความสำคัญต่อการบริหารงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย การคุ้มครองสิทธิ และการใช้เทคโนโลยีในองค์กรสมัยใหม่
คณะนิเทศศาสตร์มุ่งพัฒนาความรู้ด้านการสื่อสารมวลชน สื่อสร้างสรรค์ และการสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มสมัยใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างรับผิดชอบและการประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัล ส่วนคณะพยาบาลศาสตร์จัดการศึกษาวิชาชีพพยาบาลเพื่อผลิตบุคลากรที่มีความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ การส่งเสริมสุขภาพ และการบริการประชาชนอย่างมีจริยธรรม
มหาวิทยาลัยยังดำเนินการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาทั้งปริญญาโทและปริญญาเอก โดยมีสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสหวิทยาการเพื่อการพัฒนา การจัดการศึกษาระดับสูงช่วยเพิ่มศักยภาพของบุคลากรวิชาชีพ นักวิจัย และผู้บริหารที่ต้องการพัฒนาองค์ความรู้และใช้การศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาของหน่วยงานและชุมชน
ด้านงานวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ภาคตะวันออก ทั้งการพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหาร การจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาธุรกิจชุมชน และการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่น หน่วยงานวิจัยและสำนักบริการวิชาการมีบทบาทในการสนับสนุนการทำงานร่วมกับชุมชนและการถ่ายทอดความรู้สู่ผู้ประกอบการ
จังหวัดจันทบุรีเป็นแหล่งผลิตทุเรียน มังคุด เงาะ และผลไม้เศรษฐกิจสำคัญ การพัฒนางานวิจัยด้านการเกษตรจึงมีความสัมพันธ์กับคุณภาพผลผลิต การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช การจัดการโรคและแมลง การใช้ทรัพยากรน้ำ และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เกษตร โดยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับเกษตรกรสามารถช่วยให้ผลการวิจัยนำไปประยุกต์ใช้กับการทำสวนและการประกอบธุรกิจจริงได้
ในวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569 อธิการบดีพร้อมคณะผู้บริหารและบุคลากรได้ลงพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมดำเนินโครงการธนาคารทรัพยากรพันธุกรรมและความหลากหลายของทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง โดยมุ่งรวบรวมข้อมูลประวัติสายพันธุ์และสร้างฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรมสำหรับการอนุรักษ์ทั้งในถิ่นกำเนิดและนอกถิ่นกำเนิด โครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรักษาทรัพยากรทางการเกษตรและการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับผลไม้ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดจันทบุรี
มหาวิทยาลัยยังสนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนผ่านการพัฒนาแนวทางความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569 มีการประชุมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการจัดการพลังงาน การใช้โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า การจัดการขยะ และการประยุกต์เทคโนโลยีถ่านชีวภาพ กิจกรรมเหล่านี้สะท้อนการนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์กับการบริหารมหาวิทยาลัยและการสร้างประโยชน์ต่อชุมชน
การศึกษาปัญหาช้างป่าในพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นตัวอย่างของการบริการวิชาการที่มีความสัมพันธ์กับชีวิตประชาชน โดยมหาวิทยาลัยเคยดำเนินกิจกรรมร่วมกับชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งการรับฟังผลกระทบจากช้างป่า การพัฒนาแนวทางเฝ้าระวัง และการประยุกต์เทคโนโลยีเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า งานประเภทนี้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการใช้วิชาการช่วยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ด้านประเพณีและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีธรรมเนียมที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของสถาบัน โดยเฉพาะการถวายความเคารพพระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ประชาคมมหาวิทยาลัยตระหนักถึงความเป็นมาของวังสวนบ้านแก้วและพระมหากรุณาธิคุณที่เกี่ยวข้องกับการก่อตั้งสถานศึกษา
กิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่หรือค่ายชมพูเขียวเป็นอีกธรรมเนียมหนึ่งที่สะท้อนสีประจำมหาวิทยาลัย และช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษารุ่นใหม่กับรุ่นพี่และบุคลากร ในประวัติของกิจกรรมนักศึกษายังมีประเพณีไหว้ครู วิ่งโป่งลาน และพิธีอัญเชิญตราพระราชลัญจกรกับตราศักดิเดชน์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงอัตลักษณ์ทางประวัติศาสตร์เข้ากับการสร้างความภาคภูมิใจในสถาบัน
พิธีไหว้ครูยังคงมีความสำคัญต่อการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยในวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2569 สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ จัดกิจกรรมไหว้ครูและรับขวัญนักศึกษาชั้นปีที่ 1 รวมถึงนักศึกษาจีน ณ อาคาร 35 กิจกรรมประกอบด้วยพิธีรับขวัญและการเชิดชูเกียรตินักศึกษาที่มีส่วนร่วมทำงานเพื่อส่วนรวม ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับความกตัญญูและความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์
วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยจัดงานวันสถาปนาครบรอบ 54 ปี ณ หอประชุมสิริรำไพพรรณี โดยมีพิธีทางพระพุทธศาสนา การถวายราชสักการะ และการแสดงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การจัดงานวันสถาปนาเป็นโอกาสให้คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และศิษย์เก่าร่วมระลึกถึงประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยและสานต่อภารกิจด้านการพัฒนาท้องถิ่น
ในวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569 สำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชนจัดกิจกรรม “น้อมวันทา กราบลาแม่ไท้ ด้วยใจผูกพัน ณ วังสวนบ้านแก้ว” เพื่อเปิดโอกาสให้บัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตร่วมถวายดอกไม้สักการะพระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก กิจกรรมนี้สะท้อนความผูกพันของผู้สำเร็จการศึกษากับสถานที่ซึ่งเป็นรากฐานแห่งความทรงจำของมหาวิทยาลัย
ความสัมพันธ์ระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีกับชุมชนจังหวัดจันทบุรีปรากฏผ่านการทำงานด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะอาชีพ การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และการวิจัยเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลไม้และวัตถุดิบท้องถิ่น การส่งเสริมงานหัตถกรรม การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการรายย่อย
ผู้ที่สนใจท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้สามารถมาเยือนมหาวิทยาลัยเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์วังสวนบ้านแก้ว ชมพระตำหนักและพิพิธภัณฑ์ เรียนรู้เรื่องพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี และชมบรรยากาศภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการ นิทรรศการ และโครงการบริการวิชาการที่เปิดให้ประชาชนเข้าร่วมตามประกาศของหน่วยงานผู้จัดงาน
สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อหน่วยงานมหาวิทยาลัย สำนักบริการวิชาการเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่วนพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้วเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. โดยการติดต่อสำนักงาน การเข้าใช้ห้องสมุด และการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการของแต่ละคณะอาจมีเงื่อนไขต่างกันตามประเภทบริการ
การเดินทาง ไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางจากตัวเมืองจันทบุรีตามถนนรักศักดิ์ชมูลไปยังบริเวณสามแยกเขาไร่ยา หรือใช้ถนนสุขุมวิทเข้าสู่พื้นที่มหาวิทยาลัย โดยปักหมุดปลายทางที่เลขที่ 41 หมู่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 ผู้เดินทางควรตรวจสอบประตูทางเข้าและอาคารที่ต้องการติดต่อ เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีพื้นที่กว้างขวางและมีทางเข้าสัมพันธ์กับถนนสายหลักมากกว่า 1 ด้าน
ผู้เดินทางจากกรุงเทพมหานครสามารถใช้รถยนต์ตามเส้นทางมุ่งสู่จังหวัดจันทบุรีแล้วเข้าสู่ถนนสุขุมวิทหรือถนนรักศักดิ์ชมูล ส่วนผู้เดินทางด้วยรถโดยสารระหว่างจังหวัดสามารถลงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดจันทบุรีแล้วต่อรถรับจ้างหรือบริการขนส่งท้องถิ่นไปยังมหาวิทยาลัย ผู้ที่เดินทางมาเพื่อเข้าชมวังสวนบ้านแก้วควรเลือกจุดหมายชื่อวังสวนบ้านแก้วหรือพิพิธภัณฑ์ภายในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะ
นอกจากแหล่งเรียนรู้ภายในมหาวิทยาลัยแล้ว จังหวัดจันทบุรียังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น ชุมชนริมน้ำจันทบูร อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล ศาลหลักเมืองจันทบุรี และศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถานที่เหล่านี้สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมไทย จีน และศาสนาคริสต์ รวมถึงประวัติศาสตร์การพัฒนาจังหวัดจันทบุรีในช่วงเวลาต่าง ๆ
มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีจึงเป็นสถาบันที่มีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรม จากวิทยาลัยครูจันทบุรีใน พ.ศ. 2515 สู่มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นใน พ.ศ. 2569 การเติบโตตลอด 54 ปีสะท้อนการขยายโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาศาสตร์หลากหลายแขนง โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นมหาวิทยาลัยในวังสวนบ้านแก้วไว้ควบคู่กับการผลิตบัณฑิต การสร้างงานวิจัย และการทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง
| ชื่อมหาวิทยาลัย | มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Rambhai Barni Rajabhat University (RBRU) |
| ประเภท | มหาวิทยาลัยของรัฐ กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ |
| ที่ตั้ง | ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี |
| ที่อยู่ | 41 หมู่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 |
| ทำเล | บริเวณสามแยกเขาไร่ยา ติดถนนรักศักดิ์ชมูลและถนนสุขุมวิท ห่างจากตัวเมืองจันทบุรีประมาณ 6 กิโลเมตร |
| พื้นที่มหาวิทยาลัย | 720 ไร่ 3 งาน |
| ชื่อเดิม | 1. วิทยาลัยครูจันทบุรี 2. วิทยาลัยรำไพพรรณี 3. สถาบันราชภัฏรำไพพรรณี |
| วันที่ก่อตั้ง | 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ในนามวิทยาลัยครูจันทบุรี |
| ได้รับพระราชทานตราศักดิเดชน์ | 27 มีนาคม พ.ศ. 2516 |
| เริ่มเปิดสอนระดับปริญญาตรี | พ.ศ. 2518 |
| ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อรำไพพรรณี | เดือนมีนาคม พ.ศ. 2528 |
| คติธรรมประจำมหาวิทยาลัย | ปณฺฑิโต นิปุณํ สํวิเธติ — บัณฑิตย่อมฉลาดจัดการ |
| เริ่มเปิดสอนระดับบัณฑิตศึกษา | พ.ศ. 2542 สาขาการบริหารการศึกษา |
| วันที่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ | 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 |
| อายุสถาบัน พ.ศ. 2569 | 54 ปี นับจากวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 |
| บุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ | 1. สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ผู้มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการจัดตั้งสถานศึกษาบนพื้นที่วังสวนบ้านแก้ว 2. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผู้ทรงเป็นที่มาของตราศักดิเดชน์ 3. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ผู้ประทานคติธรรมประจำสถาบัน |
| อธิการบดี พ.ศ. 2569 | รองศาสตราจารย์พอพันธ์ สุทธิวัฒนะ |
| สีประจำมหาวิทยาลัย | สีชมพูและสีเขียว |
| ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย | ดอกชัยพฤกษ์ (Cassia javanica L.) |
| ตราสัญลักษณ์ปัจจุบัน | พระราชลัญจกรประจำพระองค์รัชกาลที่ 9 และชื่อมหาวิทยาลัยภาษาไทยและภาษาอังกฤษ |
| คณะ | 1. คณะครุศาสตร์ 2. คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 3. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 4. คณะวิทยาการจัดการ 5. คณะเทคโนโลยีการเกษตร 6. คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 7. คณะนิติศาสตร์ 8. คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ 9. คณะนิเทศศาสตร์ 10. คณะพยาบาลศาสตร์ |
| ระดับการศึกษา | ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ตามหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยจัดการศึกษา |
| จุดเด่นทางวิชาการ | ครุศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เกษตรกรรม วิศวกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ นิเทศศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ การวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น และการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม |
| สถานที่สำคัญภายใน | 1. วังสวนบ้านแก้ว 2. พระตำหนักใหญ่หรือพระตำหนักเทา 3. พระตำหนักดอนแคหรือพระตำหนักแดง 4. พิพิธภัณฑ์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี 5. พระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี 6. อาคารเฉลิมพระเกียรติ อาคาร 35 และอาคาร 36 7. หอประชุมสิริรำไพพรรณี 8. สนามกอล์ฟรำไพพรรณี 9. สำนักศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชน |
| ประเพณีและกิจกรรม | 1. กิจกรรมวันสถาปนามหาวิทยาลัย 15 มิถุนายน 2. กิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่และค่ายชมพูเขียว 3. พิธีไหว้ครูและรับขวัญนักศึกษา 4. กิจกรรมถวายความเคารพพระบรมราชินยานุสาวรีย์ 5. กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมและพัฒนาชุมชน 6. กิจกรรมงานวิจัยและบริการวิชาการเพื่อท้องถิ่น |
| วันเปิดทำการสำนักบริการวิชาการ | วันจันทร์ – วันศุกร์ ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ |
| เวลาเปิด–ปิดสำนักบริการวิชาการ | 08.30 – 16.30 น. |
| วันเข้าชมพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้ว | ทุกวัน |
| เวลาเปิด–ปิดพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้ว | 09.00 – 16.00 น. |
| ค่าเข้าชมวังสวนบ้านแก้ว | ไม่เสียค่าเข้าชม |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | อาคารเรียน ห้องปฏิบัติการ หอสมุด หอประชุม พื้นที่กิจกรรม สนามกีฬา สนามกอล์ฟ พิพิธภัณฑ์ ศูนย์อาหาร และที่จอดรถ |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองจันทบุรีใช้ถนนรักศักดิ์ชมูลหรือถนนสุขุมวิทไปยังบริเวณสามแยกเขาไร่ยา ตำบลท่าช้าง โดยเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถรับจ้างจากสถานีขนส่งจังหวัดจันทบุรี |
| สถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ในพื้นที่ | 1. วังสวนบ้านแก้ว 2. พระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี 3. ชุมชนริมน้ำจันทบูร 4. อาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล 5. ศาลหลักเมืองจันทบุรี |
| ร้านอาหารและคาเฟ่ในมหาวิทยาลัยและเขตเมืองจันทบุรี | 1. ร้านข้าวมันไก่คุณระกา อาคาร 36 โทร. 086-779-7732 2. ท่าช้าง Seafood ตำบลท่าช้าง โทร. 092-189-8585 3. แป๊ะยิ้มบุฟเฟ่ต์ สุกี้-ปิ้งย่างท่าช้าง โทร. 096-285-5588 4. ส้มตำแซ่บริมน้ำ at ท่าช้าง โทร. 097-221-2041 5. เรือนลำพูจันทบุรี โทร. 081-153-2323 |
| ที่พักในมหาวิทยาลัยและเขตเมืองจันทบุรี | 1. โรงแรมริมกรีน โทร. 039-471-050 2. Little Rooms ตำบลท่าช้าง โทร. 084-348-7227 3. ช.ช้าง โฮมส์เพลส โทร. 081-824-8771 4. ดีดี แมนชั่น โทร. 089-504-7229 5. ที่หลับที่นอน (T Lup T Norn) โทร. 082-008-1855 |
| โทรศัพท์มหาวิทยาลัย | 039-319111 ต่อ 0, 10164–10166 |
| โทรศัพท์กองบริการการศึกษา | 039-319111 ต่อ 10181–10182 |
| โทรศัพท์พิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้ว | 039-471-072 |
| เว็บไซต์ทางการ | www.rbru.ac.th |
| เว็บไซต์รับสมัครนักศึกษา | admission.rbru.ac.th |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดดำเนินการด้านการศึกษา วิจัย และบริการวิชาการในปีการศึกษา 2569 พร้อมเปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์วังสวนบ้านแก้วให้ประชาชนเข้าชม |
หลักสูตรและสาขาวิชามหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ปีการศึกษา 2569
| คณะ / หน่วยงาน | หลักสูตรและสาขาวิชาที่เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัย |
| คณะครุศาสตร์ | ระดับปริญญาตรี 1. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษา 2. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย 3. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา 4. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา 5. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย 6. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ 7. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเคมี 8. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาชีววิทยา 9. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ 10. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป 11. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ 12. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา 1. สาขาวิชาการบริหารการศึกษา ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกตามข้อมูลหลักสูตรของมหาวิทยาลัย |
| คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาสถิติประยุกต์ 2. สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ 3. สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม 4. สาขาวิชาเคมี 5. สาขาวิชาจุลชีววิทยา |
| คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาทัศนศิลป์ 2. สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ 3. สาขาวิชาการพัฒนาชุมชน 4. สาขาวิชาภาษาไทย 5. สาขาวิชาดนตรี 6. สาขาวิชาภาษาจีน 7. สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ 8. สาขาวิชารัฐศาสตร์ 1. สาขาวิชาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระดับปริญญาเอก |
| คณะวิทยาการจัดการ | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ 2. สาขาวิชาการท่องเที่ยว 3. สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ 4. สาขาวิชาการจัดการ 5. สาขาวิชาการเงินและการลงทุน |
| คณะเทคโนโลยีการเกษตร | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาเกษตรศาสตร์ 2. สาขาวิชาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 3. สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการอาหาร 4. สาขาวิชาเทคโนโลยีการเกษตร |
| คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาการออกแบบสร้างสรรค์ 2. สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า 3. สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล 4. สาขาวิชาวิศวกรรมโลจิสติกส์ 5. สาขาวิชาวิศวกรรมโยธา 6. สาขาวิชาวิศวกรรมการผลิตและการจัดการคุณภาพ 7. สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงาน 8. สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน 9. สาขาวิชาเทคโนโลยีอัญมณีและเครื่องประดับ 10. สาขาวิชาอุตสาหกรรมศิลป์ |
| คณะนิติศาสตร์ | ระดับปริญญาตรี 1. หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต 1. หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต |
| คณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ 2. สาขาวิชาภูมิสารสนเทศ 3. สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ 4. สาขาวิชาเทคโนโลยีเครือข่ายคอมพิวเตอร์ |
| คณะนิเทศศาสตร์ | ระดับปริญญาตรี 1. สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน 2. สาขาวิชาธุรกิจบันเทิงการแสดงและการท่องเที่ยว 3. สาขาวิชานิเทศศาสตร์ (สามภาษา) 1. หลักสูตรระดับปริญญาโทด้านนิเทศศาสตร์ 2. หลักสูตรระดับปริญญาเอกด้านนิเทศศาสตร์ |
| คณะพยาบาลศาสตร์ | ระดับปริญญาตรี 1. หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีเปิดวันไหนและปิดกี่โมง?
ตอบ: สำนักบริการวิชาการเปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่วนพิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้วเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. โดยหน่วยงานอื่นอาจมีเวลาบริการต่างกัน
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีตั้งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: ตั้งอยู่เลขที่ 41 หมู่ 5 ตำบลท่าช้าง อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี 22000 บริเวณสามแยกเขาไร่ยา ติดถนนรักศักดิ์ชมูลและถนนสุขุมวิท
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีก่อตั้งเมื่อใด?
ตอบ: ก่อตั้งเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2515 ในนามวิทยาลัยครูจันทบุรี และได้รับสถานะเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547
ถาม: ทำไมมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีจึงตั้งอยู่ในวังสวนบ้านแก้ว?
ตอบ: เพราะพื้นที่เดิมเป็นพระราชฐานส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี โดยกระทรวงศึกษาธิการได้รับการสนับสนุนให้จัดซื้อพื้นที่เพื่อใช้เป็นสถานศึกษาผลิตครูและพัฒนาการศึกษาในจังหวัดจันทบุรี
ถาม: ใครเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีในปี 2569?
ตอบ: รองศาสตราจารย์พอพันธ์ สุทธิวัฒนะ ซึ่งมหาวิทยาลัยจัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีคณะอะไรบ้าง?
ตอบ: มี 10 คณะ ได้แก่ ครุศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาการจัดการ เทคโนโลยีการเกษตร วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม นิติศาสตร์ วิทยาการคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ นิเทศศาสตร์ และพยาบาลศาสตร์
ถาม: วังสวนบ้านแก้วเปิดให้เข้าชมทุกวันหรือไม่?
ตอบ: พิพิธภัณฑ์วังสวนบ้านแก้วเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. โดยไม่มีค่าเข้าชม ผู้มาเยือนควรปฏิบัติตามระเบียบของพิพิธภัณฑ์
ถาม: สีและดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีคืออะไร?
ตอบ: สีประจำมหาวิทยาลัยคือสีชมพูและสีเขียว ส่วนดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือดอกชัยพฤกษ์
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีประเพณีสำคัญอะไรบ้าง?
ตอบ: มีกิจกรรมวันสถาปนามหาวิทยาลัยวันที่ 15 มิถุนายน กิจกรรมต้อนรับนักศึกษาใหม่ค่ายชมพูเขียว พิธีไหว้ครู และกิจกรรมถวายความเคารพพระบรมราชินยานุสาวรีย์สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีมีหลักสูตรปริญญาโทและเอกหรือไม่?
ตอบ: มีการจัดการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในหลายศาสตร์ เช่น การบริหารการศึกษา นิติศาสตร์ และนิเทศศาสตร์ โดยตรวจสอบรอบรับสมัครจากระบบรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้
ถาม: เดินทางไปมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณีอย่างไร?
ตอบ: จากตัวเมืองจันทบุรีเดินทางตามถนนรักศักดิ์ชมูลหรือถนนสุขุมวิทไปยังบริเวณสามแยกเขาไร่ยา สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถรับจ้างจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดจันทบุรี
หมวดหมู่: ●มหาวิทยาลัย
กลุ่ม: ●มหาวิทยาลัยราชภัฏ
ปรับปรุงล่าสุด : 5 วันที่แล้ว




