หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด >อ.เกษตรวิสัย >ต.กู่กาสิงห์ > ปราสาทกู่กาสิงห์
TL;DR: ปราสาทกู่กาสิงห์ อยู่ที่วัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดทุกวัน เวลา 08.30 – 16.30 น.
ปราสาทกู่กาสิงห์

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 16.30 น.
ปราสาทกู่กาสิงห์ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นโบราณสถานสถาปัตยกรรมเขมรขนาดใหญ่ในพื้นที่วัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จุดเด่นสำคัญคือกลุ่มปรางค์ 3 องค์ที่ตั้งเรียงกันบนฐานเดียวกัน มีบรรณาลัย 2 หลัง กำแพงแก้ว ซุ้มประตู และคูน้ำล้อมรอบ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เข้าชมได้ทุกวันโดยไม่เสียค่าเข้าชม เหมาะสำหรับผู้สนใจศิลปะเขมรโบราณ ประวัติศาสตร์ทุ่งกุลาร้องไห้ และเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมของจังหวัดร้อยเอ็ด
ปราสาทกู่กาสิงห์ตั้งอยู่ในชุมชนบ้านกู่กาสิงห์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งโบราณคดีและชุมชนโบราณหลายแห่งในเขตอีสานตอนกลาง ภาพแรกที่ผู้มาเยือนสัมผัสได้คือความสงบนิ่งของกลุ่มปรางค์อิฐและศิลาแลงที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่วัดและชุมชน ตัวโบราณสถานไม่ได้มีลักษณะเป็นซากโบราณคดีที่กระจัดกระจายไร้ทิศทาง แต่มีผังชัดเจน มีแกนการวางอาคารที่สื่อถึงระบบความเชื่อและพิธีกรรมของศาสนาพราหมณ์ในอดีต เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่ด้านหน้า จะมองเห็นแนวปรางค์ 3 องค์เรียงตามแนวเหนือใต้ โดยปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่และเป็นศูนย์กลางสำคัญของกลุ่มอาคาร
กู่กาสิงห์เป็นตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมเขมรแบบบาปวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ความงดงามของสถานที่แห่งนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะขนาดของปราสาท แต่ยังอยู่ที่รายละเอียดทางศิลปกรรม เช่น ฐานศิลาแลง ฐานหินทราย ลวดลายกลีบบัว ลายกนก กรอบประตูหินทราย ทับหลัง และร่องรอยประติมากรรมที่สัมพันธ์กับคติการบูชาพระอิศวร ปรางค์องค์กลางเคยเป็นพื้นที่ประดิษฐานศิวลึงค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญของพระศิวะหรือพระอิศวรในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย ทำให้สถานที่แห่งนี้มีความหมายลึกซึ้งทั้งในด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ศิลป์ และการศึกษาพัฒนาการของวัฒนธรรมเขมรในพื้นที่ร้อยเอ็ด
ภายในกลุ่มโบราณสถานประกอบด้วยปราสาท 3 หลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน บรรณาลัย 2 หลังอยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง กำแพงล้อมรอบมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ และด้านนอกมีคูน้ำรูปตัว U หรือรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ผังลักษณะนี้สะท้อนการจัดวางพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเทวสถานโบราณอย่างมีระบบ พื้นที่ตรงกลางคือศูนย์กลางพิธีกรรม อาคารด้านหน้าเป็นส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับพิธีและคัมภีร์ ส่วนกำแพงและคูน้ำทำหน้าที่แบ่งเขตระหว่างโลกภายนอกกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ การเดินชมจึงควรเริ่มจากด้านหน้าทิศตะวันออก แล้วค่อย ๆ พิจารณาแนวแกนของประตู ฐานอาคาร และตำแหน่งของปรางค์แต่ละองค์
ปรางค์องค์กลางเป็นจุดที่ควรใช้เวลาชมมากที่สุด เพราะเป็นองค์ประธานของกลุ่มปราสาท มีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 องค์ที่ขนาบข้าง ด้านหน้ามีมุขยื่นออกมาเป็นห้องยาว และมีร่องรอยที่สัมพันธ์กับการประดิษฐานโคนนทิซึ่งเป็นพาหนะของพระศิวะ เมื่อนำองค์ประกอบเหล่านี้มาพิจารณาร่วมกัน จะเห็นความเชื่อมโยงระหว่างศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และคติศาสนาอย่างชัดเจน ปราสาทไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีลำดับชั้น มีสัญลักษณ์ และมีระบบความหมายในทุกส่วนของอาคาร
ปรางค์อีก 2 องค์ที่ตั้งขนาบปรางค์ประธานมีขนาดใกล้เคียงกัน ก่อฐานด้วยหินทราย ผนังก่ออิฐ มีประตูทางเข้าด้านหน้าและมีแท่นรูปเคารพภายใน องค์ประกอบดังกล่าวช่วยให้มองเห็นภาพของเทวสถานที่เคยมีการจัดวางรูปเคารพและเทพบริวารตามคติศาสนาพราหมณ์ในอดีต แม้ส่วนยอดของปรางค์บางส่วนจะพังทลายลงตามกาลเวลา แต่รูปแบบฐาน ผังอาคาร และชิ้นส่วนหินทรายที่ยังปรากฏอยู่ยังคงให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ศิลป์ได้อย่างมีคุณค่า
บรรณาลัย 2 หลังที่ตั้งอยู่ด้านหน้ากลุ่มปรางค์เป็นอีกส่วนที่ควรสังเกต อาคารลักษณะนี้มักเกี่ยวข้องกับการเก็บคัมภีร์หรือประกอบหน้าที่ทางพิธีกรรมในเทวสถานโบราณ บรรณาลัยของกู่กาสิงห์ก่อด้วยศิลาแลงและวางทิศทางหันเข้าสู่กลุ่มปราสาทประธาน ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของอาคารทั้งหมดในพื้นที่เดียวกันอย่างเป็นระบบ ผู้ที่เดินชมควรพิจารณาบรรณาลัยควบคู่กับปรางค์ทั้ง 3 องค์ เพราะจะช่วยให้เข้าใจผังโดยรวมของศาสนสถานมากขึ้น
ลวดลายและชิ้นส่วนประดับของกู่กาสิงห์มีความสำคัญมาก โดยเฉพาะทับหลังที่มีภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว รวมถึงซุ้มหน้าบันที่สลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่ามกลางลายก้านขด ภาพเหล่านี้สะท้อนความรู้ ความเชี่ยวชาญ และโลกทัศน์ของช่างโบราณที่ผสมผสานศิลปกรรมกับคติจักรวาลและเทพปกรณัมของอินเดียผ่านวัฒนธรรมเขมรโบราณ การชมทับหลังและชิ้นส่วนสลักจึงไม่ควรมองเพียงความสวยงาม แต่ควรมองเป็นหลักฐานที่บอกเล่าความเชื่อ เครือข่ายวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของพื้นที่ร้อยเอ็ดกับอารยธรรมเขมรในอดีต
กู่กาสิงห์ได้รับการกำหนดอายุจากรูปแบบศิลปกรรมในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 และมีการศึกษาทางประวัติศาสตร์ศิลป์โดยนักวิชาการหลายชุด กรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดแต่งและบูรณะในช่วง พ.ศ. 2534 และ พ.ศ. 2535 ทำให้สภาพของโบราณสถานมีความชัดเจนและเหมาะแก่การศึกษาเพิ่มขึ้น การบูรณะดังกล่าวช่วยให้ผู้มาเยือนในปัจจุบันสามารถอ่านผังอาคาร เห็นแนวฐานปรางค์ แนวกำแพง และองค์ประกอบต่าง ๆ ได้ง่ายกว่าสภาพเดิมที่เคยถูกปกคลุมด้วยดินและพืชพรรณตามกาลเวลา
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนกู่กาสิงห์เป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2542 การขึ้นทะเบียนนี้ทำให้กู่กาสิงห์มีสถานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้มาเยือนจึงควรเดินชมอย่างระมัดระวัง ไม่ปีนป่าย ไม่ขีดเขียน ไม่เคลื่อนย้ายชิ้นส่วนหิน และไม่กระทำการใด ๆ ที่อาจทำให้โบราณสถานเสียหาย เพราะทุกก้อนอิฐ ทุกฐานศิลา และทุกชิ้นส่วนล้วนเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์พื้นที่
ชื่อ “กู่กาสิงห์” มีความหมายที่เชื่อมโยงกับทั้งภาษา ประวัติชุมชน และตำนานท้องถิ่น คำว่า “กู่” เป็นคำที่ใช้เรียกโบราณสถานแบบขอมในภาคอีสาน ส่วนคำว่า “กา” มีการอธิบายเชื่อมโยงกับเรื่องเล่าว่าในอดีตบริเวณใกล้เคียงเคยมีกาจำนวนมาก และมีหนองน้ำที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หนองกานอน” ส่วนคำว่า “สิงห์” สัมพันธ์กับประติมากรรมรูปสิงห์ 2 ตัวที่เคยตั้งอยู่บริเวณทางเข้า แม้ประติมากรรมดังกล่าวสูญหายไปแล้ว แต่ชื่อกู่กาสิงห์ยังคงอยู่ในความทรงจำของชุมชนและกลายเป็นชื่อของทั้งโบราณสถาน บ้าน วัด และตำบล
พื้นที่บ้านกู่กาสิงห์ไม่ได้มีเพียงปราสาทกู่กาสิงห์เท่านั้น แต่ยังมีโบราณสถานใกล้เคียงอย่างกู่โพนระฆังและกู่โพนวิจ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่าบริเวณนี้เคยเป็นชุมชนโบราณที่มีความต่อเนื่องทางวัฒนธรรม กู่โพนระฆังอยู่ห่างจากกู่กาสิงห์เพียงไม่กี่ร้อยเมตร และมีลักษณะสัมพันธ์กับอโรคยาศาลหรือศาสนสถานประจำโรงพยาบาลในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ส่วนกู่โพนวิจเป็นโบราณสถานใกล้เคียงที่ช่วยขยายภาพเครือข่ายศาสนสถานในพื้นที่ เมื่อวางทั้ง 3 แห่งไว้ในเส้นทางเดียวกัน นักท่องเที่ยวจะได้เห็นพัฒนาการของวัฒนธรรมเขมรในหลายช่วงเวลาอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
บรรยากาศรอบปราสาทกู่กาสิงห์มีลักษณะเป็นชุมชนชนบทในทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่โดยรอบยังคงสะท้อนวิถีเกษตรกรรม การทำนา ผ้าไหม ผลิตภัณฑ์ชุมชน และความสัมพันธ์ของผู้คนกับโบราณสถานอย่างแนบแน่น การมาเที่ยวที่นี่จึงไม่ใช่เพียงการเดินชมปราสาทหิน แต่ยังเป็นการสัมผัสชุมชนที่อยู่ร่วมกับมรดกโบราณมายาวนาน ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชน การนำเสนออาหารพื้นถิ่น และการถ่ายทอดเรื่องเล่าของบ้านกู่กาสิงห์ให้คนภายนอกเข้าใจมากขึ้น
สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจวิถีชุมชน สามารถเชื่อมโยงการเที่ยวปราสาทกู่กาสิงห์กับพิพิธภัณฑ์มรดกภูมิปัญญาบ้านกู่กาสิงห์ ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับชุมชน ประวัติศาสตร์ โบราณคดี เครื่องมือการเกษตร ภาชนะดินเผา ผ้าไหม และวัฒนธรรมข้าวในทุ่งกุลาร้องไห้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ช่วยเติมเต็มความเข้าใจว่าโบราณสถานไม่ได้แยกขาดจากชีวิตของผู้คน แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่มีทั้งวัด บ้านนา ภูมิปัญญา และความทรงจำร่วมของคนในพื้นที่
จุดที่ทำให้ปราสาทกู่กาสิงห์เหมาะกับการเขียนแผนเที่ยวเชิงวัฒนธรรมคือความเข้มข้นของข้อมูลในพื้นที่ขนาดกะทัดรัด ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาชมโบราณสถานหลัก เดินต่อไปยังโบราณสถานใกล้เคียง แวะชมพิพิธภัณฑ์ชุมชน รับประทานอาหารพื้นถิ่น และพูดคุยกับคนในพื้นที่ได้ภายในครึ่งวัน หากต้องการขยายเป็นทริปเต็มวัน สามารถเชื่อมเส้นทางไปยังกู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ หรือกลับเข้าสู่ตัวเมืองร้อยเอ็ดเพื่อเที่ยวพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติร้อยเอ็ด บึงพลาญชัย และวัดบูรพาภิรามได้
ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการเข้าชมคือช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ ๆ เพราะพื้นที่โบราณสถานเป็นลานเปิด มีต้นไม้ให้ร่มเงาบางส่วน แต่ในเวลากลางวันแดดค่อนข้างแรง ผู้มาเยือนควรเตรียมหมวก ร่ม น้ำดื่ม และรองเท้าที่เดินสบาย พื้นที่บางจุดเป็นแนวหิน ศิลาแลง และพื้นดิน ควรเดินด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กเล็ก การแต่งกายสุภาพเหมาะสมกับพื้นที่วัดจะช่วยให้การเยี่ยมชมเป็นไปอย่างเรียบร้อยและเคารพสถานที่
การถ่ายภาพที่ปราสาทกู่กาสิงห์ทำได้หลายมุม มุมหน้ากลุ่มปรางค์จะเห็นองค์ประกอบหลักของอาคารชัดเจน มุมด้านข้างช่วยให้เห็นการเรียงตัวของปรางค์ 3 องค์ตามแนวเหนือใต้ ส่วนมุมใกล้กรอบประตูและฐานหินทรายจะเห็นพื้นผิวของวัสดุและร่องรอยสลักได้เด่นขึ้น อย่างไรก็ตาม การถ่ายภาพควรหลีกเลี่ยงการปีนขึ้นบนส่วนที่เปราะบางของโบราณสถาน และควรระวังไม่ให้ขาตั้งกล้องหรืออุปกรณ์อื่น ๆ กระแทกชิ้นส่วนโบราณวัตถุ
ในเชิงการเรียนรู้ ปราสาทกู่กาสิงห์เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และผู้ที่สนใจศิลปกรรมขอมในประเทศไทย เพราะสถานที่แห่งนี้มีองค์ประกอบครบพอที่จะอธิบายเรื่องผังเทวสถาน ศิลปะบาปวน คติไศวนิกาย การขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และบทบาทของชุมชนในการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม การเดินชมพร้อมอ่านป้ายข้อมูลหรือศึกษาข้อมูลล่วงหน้าจะทำให้การเที่ยวมีความหมายมากกว่าการแวะถ่ายรูปเพียงอย่างเดียว
กู่กาสิงห์ยังมีคุณค่าในฐานะจุดเชื่อมโยงของเส้นทางวัฒนธรรมเขมรในอีสานตอนกลาง เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับกู่พระโกนา กู่โพนระฆัง กู่โพนวิจ และโบราณสถานอื่น ๆ ในร้อยเอ็ด จะเห็นว่าพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงทางผ่าน แต่เคยมีบทบาทเป็นชุมชนโบราณที่รับอิทธิพลความเชื่อ ศิลปกรรม และระบบการจัดการพื้นที่จากวัฒนธรรมเขมร ขณะเดียวกันก็มีพัฒนาการของชุมชนลาวและชุมชนท้องถิ่นในระยะหลัง จนเกิดการใช้พื้นที่ร่วมกันระหว่างโบราณสถาน วัด และหมู่บ้านในปัจจุบัน
สิ่งที่ควรให้ความสำคัญเมื่อมาเยือนคือการมองกู่กาสิงห์เป็นมรดกที่ยังมีชีวิต แม้ปราสาทจะสร้างขึ้นเมื่อหลายร้อยปีก่อน แต่พื้นที่แห่งนี้ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของวัด ชุมชน และการท่องเที่ยวของจังหวัดร้อยเอ็ด มีการจัดกิจกรรมชุมชน การต้อนรับนักท่องเที่ยว การนำเสนอผ้าไหม ข้าวหอมมะลิ ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน และอาหารท้องถิ่น ทำให้โบราณสถานไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ในอดีต แต่ยังเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ชุมชนใช้ต่อยอดด้านการเรียนรู้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
นักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวแบบเคารพพื้นที่ควรใช้เวลาเดินชมอย่างช้า ๆ อ่านป้ายข้อมูล สังเกตวัสดุก่อสร้าง ถามข้อมูลจากคนในพื้นที่อย่างสุภาพ และสนับสนุนสินค้าอาหารหรือผลิตภัณฑ์ชุมชนเมื่อมีโอกาส การกระทำเล็ก ๆ เหล่านี้ช่วยให้การท่องเที่ยวเกิดประโยชน์กับพื้นที่โดยตรง และช่วยให้ชุมชนมีกำลังในการดูแลแหล่งมรดกของตนเองต่อไป
การเดินทาง ไปปราสาทกู่กาสิงห์สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด จากตัวเมืองร้อยเอ็ดใช้เส้นทางร้อยเอ็ด – เกษตรวิสัย ตามทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทางถึงอำเภอเกษตรวิสัยประมาณ 47 กม. จากนั้นเดินทางต่อไปตามทางหลวงสายเกษตรวิสัย – สุวรรณภูมิประมาณ 10 กม. แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางแยกไปกู่กาสิงห์อีกประมาณ 10 กม. อีกเส้นทางหนึ่งคือใช้เส้นทางร้อยเอ็ด – สุวรรณภูมิ – สุรินทร์ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 215 ต่อด้วย 214 ไปถึงบริเวณวัดกู่พระโกนา จากนั้นมีทางแยกไปกู่กาสิงห์ประมาณ 18 กม. เส้นทางเหมาะกับการขับรถเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสามารถจัดรวมกับกู่พระโกนา กู่โพนระฆัง และแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอสุวรรณภูมิได้
ผู้ที่เดินทางจากต่างจังหวัดควรวางแผนเส้นทางล่วงหน้า เพราะปราสาทตั้งอยู่ในชุมชน ไม่ใช่ย่านท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีระบบขนส่งสาธารณะถี่ตลอดวัน หากไม่มีรถส่วนตัว การเช่ารถจากตัวเมืองร้อยเอ็ดหรือเหมารถท้องถิ่นเป็นทางเลือกที่สะดวกกว่า การเดินทางเป็นกลุ่มจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้สามารถแวะสถานที่ใกล้เคียงได้ครบขึ้น โดยเฉพาะเส้นทางกู่กาสิงห์ – กู่โพนระฆัง – กู่โพนวิจ – กู่พระโกนา ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่ต้องการศึกษาปราสาทเขมรในร้อยเอ็ดแบบต่อเนื่อง
โดยสรุป ปราสาทกู่กาสิงห์เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะมีทั้งสถาปัตยกรรมเขมรขนาดใหญ่ ผังอาคารชัดเจน หลักฐานศิลปะบาปวน คติไศวนิกาย ประวัติการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน และความเชื่อมโยงกับวิถีชุมชนบ้านกู่กาสิงห์ ผู้ที่ชื่นชอบโบราณสถาน วัฒนธรรมอีสาน และเรื่องราวของอารยธรรมเขมรในประเทศไทยควรจัดเวลาเดินทางมาเยือนอย่างน้อย 1 ครั้ง เพราะที่นี่ให้ทั้งความรู้ ความสงบ และภาพประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้กลางชุมชนทุ่งกุลาร้องไห้
| ชื่อสถานที่ | ปราสาทกู่กาสิงห์ |
| ที่ตั้ง | วัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด |
| ที่อยู่ | บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด 45150 |
| พิกัด | 15.576536, 103.676042 |
| ไฮไลต์ | ปรางค์เขมร 3 องค์บนฐานเดียวกัน บรรณาลัย 2 หลัง กำแพงแก้ว ซุ้มประตู 4 ทิศ และคูน้ำรูปตัว U |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | ศิลปะเขมรแบบบาปวน ปลายพุทธศตวรรษที่ 16 สร้างเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายเพื่ออุทิศแด่พระอิศวร |
| ที่มาของชื่อ | “กู่” หมายถึงโบราณสถานแบบขอม “กา” เชื่อมโยงกับเรื่องเล่าหนองกานอน และ “สิงห์” มาจากประติมากรรมสิงห์ 2 ตัวที่เคยอยู่บริเวณทางเข้า |
| ลักษณะเด่น | ปรางค์ประธานมีขนาดใหญ่กว่าปรางค์ข้างเคียง มีมุขยื่นด้านหน้า ฐานศิลาแลงและหินทรายยังปรากฏลวดลายกลีบบัว ลายกนก และร่องรอยงานประดับหินทราย |
| หลักฐานสำคัญ | ศิวลึงค์หินสีเขียว โคนนทิ ทับหลังภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ เครื่องประดับทองคำรูปนาค 5 เศียร และแผ่นทองคำวางศิลาฤกษ์ |
| การขึ้นทะเบียน | ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 และกำหนดเขตที่ดินโบราณสถาน วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2542 |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองร้อยเอ็ดใช้ทางหลวงหมายเลข 214 ไปอำเภอเกษตรวิสัย 47 กม. ต่อทางเกษตรวิสัย – สุวรรณภูมิ 10 กม. แล้วแยกเข้ากู่กาสิงห์ 10 กม. หรือเดินทางผ่านเส้นร้อยเอ็ด – สุวรรณภูมิ – สุรินทร์ แล้วแยกจากบริเวณวัดกู่พระโกนา 18 กม. |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชม เป็นโบราณสถานสำคัญในพื้นที่วัดบูรพากู่กาสิงห์น้อยและชุมชนบ้านกู่กาสิงห์ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.30 – 16.30 น. |
| ค่าเข้า | ไม่เสียค่าเข้าชม |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | 1. ปรางค์ประธาน 2. ปรางค์บริวารด้านเหนือและด้านใต้ 3. บรรณาลัย 2 หลัง 4. กำแพงแก้วและซุ้มประตู 5. คูน้ำรูปตัว U 6. พื้นที่วัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย |
| ผู้ดูแล | กรมศิลปากร และวัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย |
| เบอร์ติดต่อหลัก | เทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ โทร. 043-632-126, 092-525-0191 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | www.kukasing.go.th, Facebook: เทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. กู่โพนระฆัง 0.4 กม. 2. กู่โพนวิจ 0.5 กม. 3. พิพิธภัณฑ์มรดกภูมิปัญญาบ้านกู่กาสิงห์ 0.5 กม. 4. ศูนย์ผ้าไหมกู่กาสิงห์ 1 กม. 5. กู่พระโกนา 18 กม. 6. สวนเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา อำเภอสุวรรณภูมิ 22 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ร้านส้มตำยายเจิน 1 กม. 2. ร้านส้มตำแม่อร ริมเสียว 2 กม. 3. ร้านส้มตำแม่ราตรี หมู่ที่ 3 2 กม. 4. ร้านอาหารตามสั่งเจ้บุ๋มครัวอร่อย 2 กม. 5. ร้านอาหารตามสั่งอุบลรัตน์โภชนา 2 กม. 6. โซนนม สาขากู่กาสิงห์ 2 กม. 7. Tamnan Thai Restaurant 20 กม. โทร. 061-149-4662 8. ร้านอาหารออมทรัพย์ 20 กม. โทร. 089-942-8624 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. โฮมสเตย์ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตำบลกู่กาสิงห์ 1 กม. 2. Krongthip Hotel 20 กม. โทร. 043-589-087 3. คิดตี้ รีสอร์ท 21 กม. โทร. 043-530-020 4. สุคนธาคอฟฟี่&รีสอร์ท 21 กม. โทร. 085-511-1969 5. Panadda Resort 22 กม. โทร. 081-873-1560 6. เมืองบัวการ์เด้นรีสอร์ท 28 กม. |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ปราสาทกู่กาสิงห์อยู่ที่ไหน?
ตอบ: ปราสาทกู่กาสิงห์ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์น้อย บ้านกู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด
ถาม: ปราสาทกู่กาสิงห์เปิดให้เข้าชมวันไหนและเวลาใด?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30 – 16.30 น.
ถาม: ปราสาทกู่กาสิงห์เสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เสียค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมโบราณสถานได้โดยไม่ต้องซื้อบัตรเข้าชม
ถาม: ปราสาทกู่กาสิงห์มีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: เป็นโบราณสถานเขมรแบบบาปวนที่มีปรางค์ 3 องค์บนฐานเดียวกัน สร้างขึ้นเป็นเทวสถานในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย และเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมเขมรในจังหวัดร้อยเอ็ด
ถาม: ภายในปราสาทกู่กาสิงห์มีจุดใดน่าสนใจ?
ตอบ: จุดสำคัญคือปรางค์ประธาน ปรางค์บริวาร 2 องค์ บรรณาลัย 2 หลัง กำแพงแก้ว ซุ้มประตู คูน้ำรูปตัว U ทับหลังภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และร่องรอยศิวลึงค์ที่สัมพันธ์กับคติการบูชาพระอิศวร
ถาม: เดินทางไปปราสาทกู่กาสิงห์อย่างไร?
ตอบ: จากตัวเมืองร้อยเอ็ดใช้ทางหลวงหมายเลข 214 ไปอำเภอเกษตรวิสัย จากนั้นต่อเส้นทางเกษตรวิสัย – สุวรรณภูมิ แล้วแยกเข้ากู่กาสิงห์ หรือใช้เส้นทางร้อยเอ็ด – สุวรรณภูมิ – สุรินทร์ แล้วแยกจากบริเวณวัดกู่พระโกนาเข้าสู่กู่กาสิงห์
ถาม: มีสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ปราสาทกู่กาสิงห์ที่ควรไปต่อหรือไม่?
ตอบ: มีหลายแห่ง เช่น กู่โพนระฆัง กู่โพนวิจ พิพิธภัณฑ์มรดกภูมิปัญญาบ้านกู่กาสิงห์ ศูนย์ผ้าไหมกู่กาสิงห์ และกู่พระโกนา ซึ่งสามารถจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในวันเดียวกันได้
ถาม: ควรเตรียมตัวอย่างไรเมื่อไปเที่ยวปราสาทกู่กาสิงห์?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ เตรียมหมวก ร่ม น้ำดื่ม และรองเท้าที่เดินสบาย หลีกเลี่ยงการปีนป่าย ขีดเขียน หรือสัมผัสส่วนโบราณสถานในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเสียหาย
หมวดหมู่: ●ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
กลุ่ม: ●แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์
ปรับปรุงล่าสุด : 3 เดือนที่แล้ว




