หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม >อ.เรณูนคร >ต.เรณู > บ้านภูไท
TL;DR: บ้านภูไท อยู่ที่ภายในศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล เปิดวันจันทร์ – วันศุกร์ ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.00 – 16.00 น.
บ้านภูไท

วันเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าชม: ไม่เสียค่าเข้าชม
บ้านภูไท จังหวัดนครพนม หรือชื่อที่ใช้ในพื้นที่อย่างเป็นทางการว่า บ้านผู้ไทยเรณูนคร เป็นบ้านไม้ใต้ถุนสูงที่สร้างขึ้นเพื่อจำลองรูปแบบบ้านเรือนและวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยในอดีต ตั้งอยู่ภายในศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ภายในบ้านจัดแสดงเครื่องแต่งกาย ผ้าทอ เครื่องประดับ เครื่องมือทอผ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องจักสาน เครื่องดนตรี หนังสือโบราณ อาวุธ และสิ่งของที่สะท้อนชีวิตของชาวผู้ไทยเรณูนครอย่างเป็นระบบ ผู้มาเยือนสามารถเรียนรู้ทั้งประวัติการตั้งถิ่นฐาน สถาปัตยกรรมบ้านพื้นถิ่น ภาษา ความเชื่อ อาหาร การแต่งกาย การฟ้อนผู้ไทย และการดำรงชีวิตของชุมชนผ่านอาคารจริงและวัตถุที่ชาวบ้านร่วมกันบริจาค โดยเปิดให้เข้าชมในวันทำการของโรงเรียนโดยไม่เสียค่าเข้าชม และควรโทรประสานก่อนเดินทาง โดยเฉพาะผู้ที่มาเป็นหมู่คณะหรือต้องการผู้ให้ข้อมูลนำชม
ชื่อของสถานที่แห่งนี้พบได้หลายรูปแบบ ทั้งบ้านภูไท บ้านผู้ไท บ้านผู้ไทย และบ้านผู้ไทยเรณู คำเหล่านี้เกี่ยวข้องกับชื่อกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน แต่มีการเขียนแตกต่างตามการใช้ในเอกสาร ภาษาไทยมาตรฐาน และวิธีเรียกตนเองของคนในชุมชน ในทางวิชาการนิยมใช้คำว่า “ผู้ไท” ขณะที่ชาวเรณูนครและเอกสารท้องถิ่นจำนวนมากใช้คำว่า “ผู้ไทย” ส่วนคำว่า “ภูไท” เป็นรูปคำที่คนทั่วไปคุ้นเคยและใช้ค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวอยู่เสมอ การใช้ชื่อ “บ้านภูไท จังหวัดนครพนม” จึงช่วยให้ผู้เดินทางค้นพบสถานที่ได้ง่าย ขณะที่ชื่อบนอาคารและชื่อทางการของศูนย์ยังคงใช้คำว่า “บ้านผู้ไทย” และ “ศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร”
บ้านผู้ไทยไม่ได้เป็นบ้านโบราณที่ย้ายมาจากครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่ง แต่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่โดยจำลองลักษณะบ้านดั้งเดิมของชาวผู้ไทยเรณูนครให้ใกล้เคียงกับรูปแบบที่เคยใช้ในอดีต แนวคิดสำคัญไม่ใช่การสร้างฉากเพื่อการถ่ายภาพเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรวบรวมพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมกับวัตถุทางวัฒนธรรมไว้ในสถานที่เดียว ทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจว่าเครื่องมือแต่ละชิ้นเคยอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบใด คนในครอบครัวใช้พื้นที่ส่วนใดของบ้านประกอบกิจกรรม และโครงสร้างบ้านสัมพันธ์กับภูมิอากาศ วิถีเกษตรกรรม และความสัมพันธ์ของคนในครัวเรือนอย่างไร
อาคารบ้านผู้ไทยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2535 เกิดจากความตั้งใจของโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลและคนในชุมชนที่ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสำหรับรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ของชาวผู้ไทยในอดีต นายสุพจน์ อบรมชอบ และนางอุชนี อบรมชอบ เป็นผู้ประสานงานสำคัญในการจัดหาทุน เริ่มจากเงินบริจาค 80,000 บาท ก่อนมีผู้ร่วมสมทบเพิ่มเติมเป็นจำนวน 123,000 บาท และมีเงินส่วนหนึ่งจากการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมในประเทศอียิปต์อีก 20,375 บาท การก่อสร้างจึงเกิดจากพลังของครู ชาวบ้าน ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่น ไม่ได้เกิดจากการจัดสร้างเพื่อธุรกิจท่องเที่ยวโดยเอกชน
วัสดุไม้ส่วนหนึ่งที่นำมาใช้ก่อสร้างได้มาจากไม้ของอาคารกิจกรรมค่ายลูกเสือภายในโรงเรียนซึ่งมีสภาพทรุดโทรม การนำวัสดุเก่าที่ยังใช้ประโยชน์ได้กลับมาสร้างเป็นบ้านผู้ไทยทำให้อาคารมีความสัมพันธ์กับประวัติของโรงเรียนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า บ้านจึงไม่ใช่เพียงสิ่งจำลองที่แยกออกจากสถานที่ แต่เป็นผลรวมของความทรงจำจากอาคารเดิม แรงงานชุมชน เงินบริจาค และความรู้เรื่องช่างไม้พื้นบ้านที่ร่วมกันสร้างพื้นที่เรียนรู้ขึ้นมา
เมื่อโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลได้รับประกาศจัดตั้งเป็นศูนย์วัฒนธรรมอำเภอเรณูนครจากสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2538 บ้านผู้ไทยจึงมีบทบาทชัดเจนมากขึ้นในฐานะพื้นที่รวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้ของอำเภอ การดูแลอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้อำนวยการโรงเรียนแต่ละสมัย ร่วมกับครูผู้รับผิดชอบ งานวัฒนธรรมของโรงเรียน นักเรียน และเครือข่ายชุมชน ปัจจุบันโรงเรียนยังคงกำหนดภารกิจเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอดวัฒนธรรมผู้ไทย และการดูแลรักษาบ้านผู้ไทยไว้ในโครงสร้างการดำเนินงานของสถานศึกษา
ผู้ดูแลปัจจุบัน คือโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล ภายใต้การบริหารของนายอิทธิพล พลเหี้ยมหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีครูและบุคลากรที่ได้รับมอบหมายรับผิดชอบพื้นที่บ้านผู้ไทยและงานวัฒนธรรมของโรงเรียน เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนมัธยมศึกษา การเข้าชมจึงต้องเคารพสภาพแวดล้อมทางการศึกษา ไม่รบกวนการเรียนการสอน ไม่เข้าไปในพื้นที่อาคารเรียนที่ไม่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ ผู้เดินทางเป็นกลุ่มควรโทรแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้โรงเรียนจัดผู้ประสานงานและเปิดพื้นที่จัดแสดงได้เหมาะสม
ตัวบ้านมีลักษณะเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้อง พื้นชั้นบนใช้ไม้เนื้อแข็งและมีบันไดภายนอกเชื่อมขึ้นสู่ระเบียง รูปทรงดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของบ้านพื้นถิ่นในภาคอีสานซึ่งต้องปรับตัวให้เหมาะกับอากาศร้อน ฤดูฝน และการใช้ชีวิตของครอบครัวเกษตรกรรม การยกพื้นสูงช่วยให้อากาศถ่ายเท ลดความชื้นจากพื้นดิน ป้องกันน้ำและสัตว์บางชนิด พร้อมเปิดพื้นที่ใต้ถุนสำหรับทำงาน พักผ่อน จัดเก็บเครื่องมือ หรือทำกิจกรรมที่ไม่ต้องอยู่ในห้องปิด
ใต้ถุนบ้านในอดีตถือเป็นพื้นที่ใช้งานสำคัญของครอบครัว ไม่ได้เป็นช่องว่างที่ไม่มีหน้าที่ ผู้ใหญ่สามารถนั่งทำงานจักสาน ซ่อมเครื่องมือ เตรียมวัสดุทางการเกษตร หรือพูดคุยกับเพื่อนบ้าน เด็กใช้เป็นพื้นที่เล่นและเรียนรู้จากการทำงานของผู้ใหญ่ สัตว์เลี้ยงหรืออุปกรณ์บางประเภทอาจอยู่ในบริเวณใกล้เคียงตามการจัดบ้านของแต่ละครอบครัว สำหรับบ้านผู้ไทยภายในโรงเรียน พื้นที่ใต้ถุนได้รับการปรับปรุงส่วนหนึ่งเป็นห้องสำหรับครูผู้รับผิดชอบดูแลอาคาร ทำให้ยังคงมีบทบาทเป็นพื้นที่สนับสนุนการใช้งานของบ้าน แม้หน้าที่จะแตกต่างจากเรือนพักอาศัยในอดีต
ระเบียงชั้นบนทำหน้าที่เสมือนพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างโลกภายนอกกับพื้นที่ภายในบ้าน เป็นจุดรับแขก นั่งพัก และเตรียมตัวก่อนเข้าสู่ห้องจัดแสดง การมีระเบียงช่วยบังแดดและฝนไม่ให้กระทบผนังหรือประตูโดยตรง พร้อมสร้างพื้นที่ที่คนในบ้านสามารถมองเห็นความเคลื่อนไหวรอบเรือน ในการจัดแสดงปัจจุบัน ระเบียงยังช่วยให้ผู้มาเยือนเห็นสัดส่วนของเรือนไม้และเข้าใจว่าการต้อนรับแขกในสังคมดั้งเดิมไม่ได้เริ่มต้นเฉพาะเมื่อเข้าสู่ห้อง แต่เริ่มตั้งแต่บันไดและชานเรือน
ลักษณะบ้านผู้ไทยดั้งเดิมมีรายละเอียดที่สัมพันธ์กับอัตลักษณ์ของกลุ่ม เช่น ช่องลมที่เรียกว่า “ป่องเอี้ยม” ช่องประตู และหน้าต่างที่ยาวลงมาใกล้ระดับพื้น รายละเอียดเหล่านี้ช่วยระบายอากาศและเพิ่มแสงภายในบ้าน ขณะเดียวกันยังสะท้อนความรู้ของช่างที่ออกแบบพื้นที่ให้เหมาะกับวัสดุไม้และสภาพอากาศ การพิจารณาบ้านผู้ไทยจึงควรมองทั้งรูปทรงโดยรวมและองค์ประกอบเล็ก ๆ เพราะแต่ละส่วนเกิดจากการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและแบบแผนการใช้ชีวิตที่สืบทอดกันมา
พื้นที่ชั้นบนภายในตัวบ้านเป็นห้องโถงกว้าง ใช้จัดแสดงสิ่งของตามหมวดหมู่ ทำให้ผู้ชมมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุหลายประเภทได้ในคราวเดียว รูปแบบห้องโถงเหมาะกับบ้านครอบครัวขยายและกิจกรรมที่ต้องใช้พื้นที่ร่วมกัน เช่น การเตรียมงานบุญ การทอผ้า การรับแขก หรือการนอนรวมกันตามการจัดพื้นที่ของแต่ละครัวเรือน เมื่อนำมาใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ ห้องโถงจึงสามารถรองรับตู้จัดแสดง เครื่องดนตรี เครื่องมือ และสิ่งของขนาดต่าง ๆ โดยไม่ทำลายความรู้สึกของบ้านพื้นถิ่น
นิทรรศการภายในไม่ได้มุ่งนำเสนอวัตถุราคาแพงเท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งของที่เคยอยู่ในชีวิตประจำวัน เพราะของธรรมดาเหล่านี้ช่วยอธิบายระบบเศรษฐกิจ งานบ้าน ความสัมพันธ์ทางสังคม และความสามารถของช่างพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน หม้อดิน กระบุง กระติบข้าว เตารีดถ่าน หีบผ้า เครื่องมือทอ และภาชนะต่าง ๆ ทำให้ผู้ชมเห็นว่าครอบครัวหนึ่งต้องอาศัยความรู้หลายด้าน ตั้งแต่การเพาะปลูก การถนอมอาหาร การตัดเย็บเสื้อผ้า ไปจนถึงการผลิตเครื่องใช้จากวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น
หมวดหนังสือและเอกสารประกอบด้วยคัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย หนังสือ และเอกสารเกี่ยวกับผู้ไทยและเรณูนครศึกษา วัตถุเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความรู้ของชุมชนไม่ได้ถ่ายทอดผ่านคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว แต่มีการบันทึกด้วยตัวอักษรและรักษาไว้ในรูปของคัมภีร์ เอกสารศาสนา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และงานศึกษาของคนรุ่นหลัง คัมภีร์ใบลานยังเชื่อมโยงบ้านกับวัด เพราะวัดเคยเป็นศูนย์กลางการศึกษา การคัดลอกหนังสือ และการสืบทอดอักษรในชุมชนอีสาน
การจัดแสดงอาวุธโบราณ เช่น ดาบและมีดสั้นด้ามงาช้าง ช่วยเปิดมุมมองเกี่ยวกับการเดินทาง การป้องกันตัว สถานภาพ และฝีมือของช่างโลหะในอดีต อาวุธไม่ได้มีความหมายเฉพาะการต่อสู้ แต่บางชิ้นสัมพันธ์กับบทบาทของผู้นำ การเดินทางค้าขาย และการรักษาความปลอดภัยระหว่างเคลื่อนย้ายสินค้า ชาวผู้ไทยเรณูนครในอดีตมีผู้ชายจำนวนหนึ่งทำหน้าที่เป็นพ่อค้าและนายฮ้อย นำคาราวานควายหรือสินค้าเดินทางไปยังเมืองต่าง ๆ วัตถุประเภทนี้จึงช่วยอธิบายโลกที่กว้างกว่าขอบเขตหมู่บ้าน
เครื่องดนตรีพื้นบ้านเป็นอีกหมวดที่สะท้อนชีวิตทางสังคมอย่างชัดเจน ภายในมีเครื่องดนตรีประเภทโปงลาง พิณ แคน โหวต พังฮาด ฆ้อง และกลองหาง เสียงดนตรีทำหน้าที่ทั้งสร้างความรื่นเริง ประกอบการฟ้อน เชื่อมโยงพิธีกรรม และรวมผู้คนเข้าด้วยกันในงานชุมชน การมองเครื่องดนตรีโดยไม่มีเสียงอาจทำให้เข้าใจได้เพียงรูปลักษณ์ แต่เมื่อเชื่อมโยงกับฟ้อนผู้ไทย เพลงพื้นบ้าน และจังหวะในงานประเพณี ผู้ชมจะเห็นว่าเครื่องดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางอารมณ์และอัตลักษณ์ของคนเรณูนคร
แคนมีบทบาทโดดเด่นในวัฒนธรรมดนตรีอีสานและผู้ไทย เพราะสามารถสร้างทำนองต่อเนื่องและใช้ประกอบการร้องหรือฟ้อนได้อย่างกลมกลืน พิณให้เสียงที่ช่วยสร้างจังหวะและทำนอง ขณะที่กลอง ฆ้อง และพังฮาดช่วยกำกับจังหวะของผู้ฟ้อน เครื่องดนตรีแต่ละชนิดจึงไม่ได้ทำงานแยกจากกัน แต่รวมเป็นวงเสียงที่ส่งเสริมการเคลื่อนไหวของร่างกาย การต้อนรับแขก และบรรยากาศของงานบุญ ผู้ที่สนใจฟ้อนผู้ไทยควรใช้เวลาสังเกตเครื่องดนตรีเหล่านี้ เพราะเป็นพื้นฐานที่ทำให้ท่าฟ้อนมีชีวิต
หมวดผ้าและเครื่องแต่งกายเป็นส่วนที่ดึงดูดผู้ชมมากที่สุดส่วนหนึ่ง เพราะแสดงให้เห็นความละเอียดของการทอ การย้อม การตัดเย็บ และรสนิยมของชาวผู้ไทย วัตถุจัดแสดงประกอบด้วยผ้าไหมเงิน ไหมมัดหมี่ ซิ่นเข็น ชุดฟ้อนพื้นเมือง และเสื้อที่เกี่ยวข้องกับขุนนางท้องถิ่นในสมัยรัชกาลที่ 5 ผ้าแต่ละผืนจึงเป็นมากกว่าเครื่องนุ่งห่ม แต่เป็นหลักฐานของแรงงาน ความชำนาญ สถานภาพ โอกาสที่ใช้สวมใส่ และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ผู้หญิงผู้ไทยมีชื่อเสียงด้านการทอผ้า เย็บปัก และการจัดเครื่องแต่งกาย เทคนิคเหล่านี้ต้องอาศัยการเรียนรู้ตั้งแต่วัยเยาว์ ตั้งแต่การเตรียมเส้นใย ย้อมสี ขึ้นกี่ ควบคุมลาย ไปจนถึงการตัดเย็บเป็นเสื้อหรือซิ่น การทอผ้าจึงเป็นกระบวนการผลิตที่รวมความรู้เรื่องวัสดุ คณิตศาสตร์ของลวดลาย ความอดทน และความงามไว้ด้วยกัน เมื่อผ้าถูกนำมาใช้ในงานฟ้อน งานบุญ หรือต้อนรับแขก ผ้าจะทำหน้าที่ประกาศอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่ต่อสาธารณะ
ชุดผู้ไทยเรณูนครที่คนทั่วไปจดจำมักใช้ผ้าสีน้ำเงินหรือคราม ตัดแต่งด้วยสีแดง และประดับเครื่องเงิน ผู้หญิงสวมเสื้อแขนยาวหรือเสื้อพื้นเมืองเข้ารูปคู่กับผ้าซิ่น เกล้าผมและประดับดอกไม้ตามรูปแบบของงาน ส่วนผู้ชายแต่งกายด้วยเสื้อพื้นเมืองและผ้าประกอบที่เหมาะกับการแสดงหรือพิธี สีครามช่วยเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาการย้อมผ้า ขณะที่สีแดงและเงินสร้างจุดเด่นเมื่อผู้ฟ้อนเคลื่อนไหวเป็นหมู่คณะ
เครื่องประดับเงิน เช่น กำไล ตุ้มหู เข็มขัดเงิน แอบเงินหรือกล่องเงิน กระบอกปูนเงิน ซองพลู และพานเงิน แสดงให้เห็นทั้งทักษะของช่างและความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุกับสถานภาพของเจ้าของ เงินสามารถใช้เป็นเครื่องประดับ เป็นทรัพย์สินที่เก็บรักษา และเป็นวัสดุสำหรับภาชนะในพิธีหรือการต้อนรับ การจัดเครื่องประดับร่วมกับเครื่องแต่งกายช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าความงามของชุดผู้ไทยไม่ได้เกิดจากผ้าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการประสานสี รูปทรง พื้นผิว และการเคลื่อนไหวของผู้สวมใส่
หมวดเครื่องใช้ในครัวเรือนมีสิ่งของหลากหลาย เช่น สลังหรือหีบใส่เสื้อผ้า ตะเกียง เครื่องอัดกลีบเสื้อผ้า เตารีดถ่าน หม้อดิน ไหเคลือบ หีบเหล็ก หีบไม้ เครื่องทองเหลือง คณโฑน้ำ และน้ำเต้าดิน สิ่งของเหล่านี้ช่วยให้จินตนาการถึงบ้านที่ยังไม่มีไฟฟ้า เครื่องใช้สำเร็จรูป หรือระบบจัดเก็บแบบสมัยใหม่ แสงสว่างมาจากตะเกียง เสื้อผ้าต้องรีดด้วยความร้อนจากถ่าน น้ำและอาหารต้องเก็บในภาชนะที่เลือกตามคุณสมบัติของวัสดุ
ภาชนะดินเผาและไหมีบทบาทสำคัญต่อการเก็บน้ำ หมักอาหาร และถนอมวัตถุดิบในครัวเรือน พื้นผิวและรูปทรงของภาชนะสะท้อนความรู้เรื่องการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และการป้องกันสิ่งสกปรก หม้อทองเหลืองหรือเครื่องใช้โลหะมีความทนทานและอาจเกี่ยวข้องกับฐานะของครอบครัว ขณะที่น้ำเต้าและภาชนะจากวัสดุธรรมชาติมีน้ำหนักเบาและหาได้ในพื้นที่ การเปรียบเทียบวัตถุหลายชนิดจึงช่วยให้เข้าใจว่าคนในอดีตเลือกใช้วัสดุตามหน้าที่ ไม่ได้ใช้สิ่งของประเภทเดียวแทนทุกอย่าง
เครื่องจักสานและงานไม้ เช่น กระพ้อม กระบุง กระติบข้าว ก่องข้าว มวยนึ่งข้าว กระสวยทอผ้า และกระโตกไม้ แสดงถึงความสามารถในการเปลี่ยนไม้ไผ่และไม้พื้นถิ่นให้เป็นอุปกรณ์ที่แข็งแรง น้ำหนักเบา และซ่อมแซมได้ การสานต้องเข้าใจทิศทางของเส้นตอก ความหนา ความยืดหยุ่น และลวดลายที่ช่วยกระจายน้ำหนัก วัตถุหนึ่งชิ้นจึงเป็นผลของความรู้ด้านวัสดุและประสบการณ์ที่สั่งสมผ่านการทำซ้ำหลายปี
กระติบข้าวและมวยนึ่งข้าวสัมพันธ์โดยตรงกับข้าวเหนียวซึ่งเป็นอาหารหลักของชุมชนอีสาน การนึ่งทำให้เมล็ดข้าวสุกโดยไม่แฉะ ส่วนภาชนะจักสานช่วยระบายไอน้ำและรักษาเนื้อสัมผัสของข้าว กระบวนการเตรียมอาหารจึงเกี่ยวข้องกับเครื่องมือที่ออกแบบเฉพาะ ไม่ใช่เพียงสูตรอาหารในครัว เมื่อมองกระติบและมวยนึ่งควบคู่กับหม้อ ไห และภาชนะอื่น ผู้ชมจะมองเห็นระบบครัวเรือนครบวงจรมากขึ้น
กระสวยทอผ้าเป็นวัตถุขนาดไม่ใหญ่แต่มีความสำคัญต่อการสร้างผืนผ้า กระสวยทำหน้าที่นำเส้นพุ่งเคลื่อนผ่านแนวเส้นยืนอย่างต่อเนื่อง ผู้ทอต้องควบคุมแรงมือ จังหวะ และความตึงเพื่อให้เนื้อผ้าสม่ำเสมอ สิ่งของชิ้นเล็กนี้จึงเชื่อมโยงกับผ้าซิ่น เสื้อ เครื่องแต่งกาย และรายได้ของครอบครัว การจัดแสดงเครื่องมือควบคู่กับผ้าสำเร็จทำให้ผู้ชมเข้าใจกระบวนการผลิต ไม่ได้เห็นเฉพาะผลิตผลสุดท้ายที่สวยงาม
วัตถุทุกหมวดในบ้านผู้ไทยส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาคของครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนในเรณูนคร บางส่วนได้มาจากการจัดซื้อด้วยงบสนับสนุน การบริจาคทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นคลังความทรงจำร่วม ไม่ใช่ชุดของสะสมส่วนบุคคลที่ตัดขาดจากเจ้าของเดิม สิ่งของแต่ละชิ้นเคยผ่านการใช้งานจริงในบ้าน งานเกษตร งานบุญ หรือพิธีของครอบครัว การนำมารวมกันจึงเป็นการเปลี่ยนสถานะจากเครื่องใช้ส่วนตัวให้กลายเป็นหลักฐานของชุมชน
ประวัติของชาวผู้ไทยเรณูนครที่ถ่ายทอดในศูนย์เชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายผู้คนจากบริเวณเมืองนาน้อยอ้อยหนู เมืองวัง และเมืองเว ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ก่อนอพยพลงมาสู่พื้นที่ฝั่งขวา กลุ่มผู้นำสำคัญในเรื่องเล่าท้องถิ่น ได้แก่ ท้าวก่า พระยาแก้ว เจ้าเพชร และเจ้าสาย การเดินทางผ่านหลายพื้นที่ก่อนตั้งถิ่นฐานสะท้อนความพยายามแสวงหาพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ ปลอดภัย และเหมาะกับการสร้างบ้านเมืองใหม่
กลุ่มของเจ้าเพชรและเจ้าสายเดินทางข้ามแม่น้ำโขงขึ้นฝั่งในบริเวณบ้านโพธิ์สามต้นหรือบ้านพระกลางทุ่งในปัจจุบัน ก่อนเคลื่อนย้ายไปยังริมหนองหาร แล้วจึงกลับมาตั้งชุมชนทางเหนือของพระธาตุพนมในบริเวณดงหวายสายบ่อแก พื้นที่นี้ถูกเรียกสั้น ๆ ว่าบ้านดงหวายหรือเมืองเว ต่อมาได้รับการยกฐานะเป็นเมืองเรณูนคร เรื่องราวดังกล่าวช่วยอธิบายว่าทำไมชื่อ “เมืองเว” จึงยังปรากฏในชื่อกิจการ ที่พัก งานวัฒนธรรม และความทรงจำของคนเรณูนครในปัจจุบัน
ใน พ.ศ. 2373 มีการเสนอขอตั้งบ้านดงหวายเป็นเมืองเรณูนคร และใน พ.ศ. 2387 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งบ้านดงหวาย แขวงเมืองนครพนม เป็นเมืองเรณูนคร พร้อมแต่งตั้งเจ้าสายเป็นพระแก้วโกมล เจ้าเมืองเรณูนคร การก่อตั้งเมืองทำให้ชุมชนผู้ไทยมีโครงสร้างการปกครองและสถานะทางการเมืองชัดเจนขึ้น ความทรงจำเกี่ยวกับเจ้าเพชรและเจ้าสายจึงมีความสำคัญต่ออัตลักษณ์ของชาวเรณูนคร
ภายในบริเวณโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลมีอนุสาวรีย์เจ้าเพชรและเจ้าสาย เพื่อรำลึกถึงผู้นำที่นำชาวผู้ไทยมาตั้งถิ่นฐาน ผู้มาเยือนบ้านผู้ไทยจึงสามารถเชื่อมโยงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์กับบุคคลและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น บ้านจำลองทำหน้าที่อธิบายชีวิตของประชาชน ส่วนอนุสาวรีย์ช่วยอธิบายความทรงจำเกี่ยวกับผู้นำและการก่อตั้งเมือง องค์ประกอบทั้งสองจึงทำให้พื้นที่โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์สังคมและประวัติศาสตร์การเมืองท้องถิ่น
ชาวผู้ไทยเรณูนครในอดีตดำรงชีพด้วยเกษตรกรรม งานหัตถกรรม และการค้าขาย ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการทอผ้า เย็บปัก จัดการอาหาร และดูแลครัวเรือน ผู้ชายจำนวนหนึ่งทำการเกษตร ค้าขาย หรือเดินทางเป็นนายฮ้อยนำคาราวานสัตว์และสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ การแบ่งงานไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ทุกอย่างตายตัว แต่สะท้อนทักษะและความรับผิดชอบที่ครอบครัวต้องร่วมกันจัดการในสังคมซึ่งพึ่งพาแรงงานคนสูง
บ้านใต้ถุนสูงตอบสนองชีวิตแบบเกษตรกรรมได้ดี เพราะพื้นที่หลายส่วนสามารถเปลี่ยนหน้าที่ตามฤดูกาล ช่วงเก็บเกี่ยวอาจใช้พื้นที่เก็บเครื่องมือหรือผลผลิต ช่วงว่างจากงานนาใช้ทำจักสาน ซ่อมอุปกรณ์ หรือทอผ้า ระเบียงและชานบ้านใช้รับแขกและทำงานที่ต้องการแสง ส่วนห้องด้านในใช้พักผ่อน เก็บสิ่งของมีค่า หรือจัดพื้นที่ครอบครัว บ้านจึงเป็นทั้งที่อยู่อาศัย โรงงานขนาดเล็ก คลังเก็บของ และพื้นที่ทางสังคมในเวลาเดียวกัน
ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัวเห็นได้จากการใช้พื้นที่ร่วมกัน คนรุ่นใหม่เรียนรู้ด้วยการสังเกตและช่วยงาน ไม่ได้เรียนผ่านการสอนเป็นบทเรียนแยกจากชีวิตประจำวัน เด็กเห็นวิธีสานกระบุง เตรียมเส้นไหม นึ่งข้าว ดูแลสัตว์ และรับแขกจากผู้ใหญ่ ความรู้จึงถูกส่งต่อผ่านการลงมือทำ บ้านผู้ไทยในฐานะพิพิธภัณฑ์ช่วยให้คนรุ่นปัจจุบันเห็นสภาพแวดล้อมที่เคยเอื้อต่อการเรียนรู้ลักษณะนี้ แม้รูปแบบครอบครัวและบ้านเรือนสมัยใหม่จะเปลี่ยนไปแล้ว
ภาษาผู้ไทเป็นองค์ประกอบสำคัญของอัตลักษณ์ จัดอยู่ในตระกูลภาษาไต-กะไดและมีความใกล้เคียงกับภาษาลาว ภาษาอีสาน และภาษาของกลุ่มไทบางกลุ่ม แม้คนเรณูนครใช้ภาษาไทยมาตรฐานในโรงเรียนและการติดต่อราชการ แต่ภาษาผู้ไทยังคงใช้ในครอบครัว การสนทนา งานประเพณี เพลง และการแสดง ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่สื่อความหมายเท่านั้น แต่เก็บคำเรียกสิ่งของ ความสัมพันธ์ มุกตลก จังหวะเพลง และมุมมองต่อโลกที่แปลได้ไม่ครบถ้วนด้วยภาษาอื่น
ผู้มาเยือนที่ได้ฟังภาษาผู้ไทควรเปิดใจต่อเสียงและจังหวะที่แตกต่าง ไม่ควรล้อเลียนสำเนียงหรือมองว่าเป็นภาษาที่ไม่สมบูรณ์ ภาษาท้องถิ่นทุกภาษามีกฎ คำศัพท์ และประวัติของตนเอง การอนุรักษ์บ้านผู้ไทยจึงควรดำเนินคู่กับการส่งเสริมให้เยาวชนใช้ภาษาได้อย่างมั่นใจ เพราะอาคารและวัตถุสามารถรักษารูปทรงไว้ได้ แต่ความหมายจำนวนมากจะหายไปหากไม่มีผู้พูดที่เข้าใจคำเรียกและเรื่องเล่าดั้งเดิม
การต้อนรับแขกของชาวผู้ไทยเรณูนครมีชื่อเสียงจากพิธีบายศรีสู่ขวัญ การผูกข้อมือ การฟ้อนผู้ไทย การเลี้ยงอาหารแบบพาแลง และการชวนแขกดูดอุหรือดื่มเครื่องดื่มหมักจากไหร่วมกัน พิธีเหล่านี้สื่อถึงการรับแขกเข้าสู่พื้นที่ของชุมชนด้วยความปรารถนาดี ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความสนุก แต่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาเยือน ทำให้แขกรู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ และมีส่วนร่วมกับบรรยากาศของงาน
บายศรีสู่ขวัญเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องขวัญซึ่งเป็นพลังหรือองค์ประกอบสำคัญของชีวิต การกล่าวคำสู่ขวัญและผูกด้ายที่ข้อมือเป็นการอวยพรให้ผู้รับมีความมั่นคง ปลอดภัย และอยู่ดีมีสุข ในงานต้อนรับ แขกจะนั่งรอบพานบายศรี รับฟังคำกล่าว และให้ผู้ใหญ่หรือเจ้าบ้านผูกด้าย การเข้าร่วมควรทำด้วยความเคารพ ไม่ดึงด้ายออกทันทีต่อหน้าผู้ผูก และไม่แสดงท่าทีล้อเล่นกับพิธีที่ชุมชนให้ความหมายทางใจ
พาแลงเป็นการจัดอาหารร่วมกันในช่วงเย็นหรือในโอกาสต้อนรับ การรับประทานอาหารร่วมวงช่วยให้คนที่ไม่รู้จักกันได้พูดคุย แลกเปลี่ยนเรื่องราว และเข้าใจรสชาติท้องถิ่น เมนูอาจเปลี่ยนตามฤดูกาลและการจัดงาน แต่แกนสำคัญคือความเอื้อเฟื้อของเจ้าบ้านและการแบ่งปัน ผู้เดินทางที่สนใจประสบการณ์ลักษณะนี้ควรติดต่อชุมชนหรือหน่วยงานท้องถิ่นล่วงหน้า เพราะไม่ใช่บริการที่เปิดจัดเป็นรอบประจำทุกวันภายในบ้านผู้ไทย
อุหรือเหล้าไหเป็นเครื่องดื่มหมักที่ใช้ไหและหลอดสำหรับดูดร่วมกันในบางโอกาสทางสังคม คำว่า “ดูดอุ” จึงปรากฏในคำบรรยายวัฒนธรรมเรณูนครอยู่เสมอ การเข้าร่วมขึ้นอยู่กับบริบท อายุ สุขภาพ และความสมัครใจ ผู้มาเยือนไม่จำเป็นต้องดื่มเพื่อแสดงความเคารพ สามารถปฏิเสธอย่างสุภาพได้ ขณะเดียวกันผู้จัดกิจกรรมควรคำนึงถึงกฎหมาย ความสะอาด และสุขอนามัยในรูปแบบการต้อนรับสมัยใหม่
ฟ้อนผู้ไทยเรณูนครเป็นศิลปะการแสดงที่มีท่าทางอ่อนช้อยและเป็นภาพจำสำคัญของจังหวัดนครพนม ผู้ฟ้อนชายหญิงสามารถจับคู่ เคลื่อนไหวเป็นวง และผลัดกันแสดงลีลาบริเวณกลางวงตามจังหวะดนตรี การฟ้อนไม่ได้เกิดจากท่ารำเพียงอย่างเดียว แต่รวมการแต่งกาย ดนตรี รอยยิ้ม การวางมือ จังหวะเท้า และความพร้อมเพรียงของหมู่คณะ การแสดงจึงทำหน้าที่ถ่ายทอดความสง่างาม ความเป็นมิตร และความภาคภูมิใจของคนเรณูนคร
ฟ้อนผู้ไทยมีรากที่สัมพันธ์กับทั้งพิธีกรรม การรักษา ความเชื่อ และงานรื่นเริง ก่อนพัฒนาเป็นศิลปะการแสดงที่นำไปเผยแพร่ในงานระดับจังหวัดและระดับประเทศ ปัจจุบันสามารถพบการฟ้อนผู้ไทยในงานวันผู้ไทย งานสงกรานต์ งานไหลเรือไฟ งานนมัสการพระธาตุพนม งานต้อนรับแขก และกิจกรรมของโรงเรียน การที่เยาวชนได้ฝึกฟ้อนทำให้การสืบทอดไม่ได้อยู่เฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยังปรากฏในพื้นที่การศึกษาและการแสดงร่วมสมัย
บ้านผู้ไทยมีความสำคัญต่อการเรียนรู้การฟ้อนเพราะเก็บทั้งชุด เครื่องประดับ และเครื่องดนตรีที่เกี่ยวข้อง ผู้ชมสามารถเห็นองค์ประกอบซึ่งอยู่เบื้องหลังการแสดงครบกว่าการชมบนเวทีเพียงไม่กี่นาที ผ้าหนึ่งผืนต้องใช้เวลาทอ เครื่องเงินต้องผ่านฝีมือช่าง เครื่องดนตรีต้องมีผู้เล่น และผู้ฟ้อนต้องฝึกจังหวะอย่างต่อเนื่อง เมื่อเข้าใจแรงงานเบื้องหลัง การฟ้อนจะไม่ถูกมองเป็นเพียงภาพสวยสำหรับถ่ายรูป แต่เป็นผลจากระบบความรู้ของชุมชน
ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ชุมชนเรณูนคร หน่วยงานท้องถิ่น และเครือข่ายวัฒนธรรมร่วมกันจัดงานวันผู้ไทย เพื่อเผยแพร่ประเพณี ภูมิปัญญา อาหาร งานหัตถกรรม การแต่งกาย และการแสดงของชาวผู้ไทย งานนี้เริ่มจัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 และกลายเป็นกิจกรรมที่คนทั่วประเทศรู้จัก ผู้ที่ต้องการชมวัฒนธรรมในบรรยากาศคึกคักสามารถวางแผนเดินทางช่วงงาน แต่ควรตรวจสอบกำหนดการและสถานที่จัดกิจกรรมของแต่ละปีก่อนออกเดินทาง
วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนครยังสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง วัดพระธาตุเรณูเป็นศูนย์รวมศรัทธาของเมืองและเป็นพื้นที่จัดงานสำคัญ พระธาตุเรณูสร้างเลียนแบบรูปทรงพระธาตุพนมองค์เดิมแต่มีขนาดเล็กกว่า ภายในวัดยังประดิษฐานพระองค์แสนซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญ การไปบ้านผู้ไทยแล้วต่อด้วยวัดพระธาตุเรณูทำให้ผู้เดินทางเห็นทั้งชีวิตในครัวเรือน ศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ และศูนย์กลางทางศาสนาของชุมชนในเส้นทางเดียว
ความเชื่อเรื่องเจ้าปู่ถลาเป็นอีกส่วนสำคัญของอัตลักษณ์เรณูนคร ชาวผู้ไทยเคารพเจ้าปู่ถลาในฐานะบรรพชนและผู้คุ้มครองเมือง ศาลเจ้าปู่ถลาอยู่ทางตะวันตกของเมืองและเป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงประจำปี การเคารพบรรพชนดำรงอยู่ร่วมกับการนับถือพระพุทธศาสนา โดยวัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคำสอนและงานบุญ ส่วนศาลบรรพชนเชื่อมโยงคนกับประวัติการตั้งถิ่นฐาน ความปลอดภัย และความทรงจำของเมือง
ผู้มาเยือนบ้านผู้ไทยจึงควรมองวัฒนธรรมเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน บ้านอธิบายชีวิตครอบครัว วัดอธิบายศรัทธาทางพุทธ ศาลเจ้าปู่ถลาอธิบายความสัมพันธ์กับบรรพชน ผ้าทออธิบายแรงงานและความงาม ดนตรีกับการฟ้อนอธิบายการแสดงออกของชุมชน และอาหารอธิบายการใช้ทรัพยากรในชีวิตประจำวัน เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกรวมเข้าด้วยกัน เรณูนครจึงไม่ได้เป็นเพียงจุดแวะระหว่างตัวเมืองนครพนมกับพระธาตุพนม แต่เป็นเมืองวัฒนธรรมที่ควรใช้เวลาเรียนรู้อย่างจริงจัง
อาหารที่นักท่องเที่ยวรู้จักมากที่สุดในเรณูนครคือขนมจีนหรือข้าวปุ้น ซึ่งมีร้านเก่าแก่และร้านท้องถิ่นหลายแห่ง ลักษณะเด่นอยู่ที่เส้นสดและน้ำยาหลากหลายรสชาติ รับประทานคู่กับผักและเครื่องเคียง การกินขนมจีนหลังชมบ้านผู้ไทยช่วยเชื่อมวัตถุในพิพิธภัณฑ์กับชีวิตจริง เพราะภาชนะ เครื่องจักสาน หม้อ และเครื่องครัวที่จัดแสดงล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเตรียมและแบ่งปันอาหารของชุมชน
อาหารผู้ไทยไม่ได้มีเพียงเมนูที่ถูกทำเป็นสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว แต่สัมพันธ์กับข้าวเหนียว ผักตามฤดูกาล สมุนไพร ปลา เนื้อ และวัตถุดิบจากไร่นา เมนูในแต่ละครัวเรือนเปลี่ยนตามฤดูกาล ฐานะ และโอกาส งานบุญหรืองานต้อนรับต้องเตรียมอาหารจำนวนมากและอาศัยแรงงานร่วมกัน การทำอาหารจึงเป็นพื้นที่ที่ความรู้ของผู้หญิง ผู้สูงอายุ และสมาชิกครอบครัวถูกส่งต่อผ่านการชิม การสังเกต และการช่วยงาน
จุดเด่นของบ้านผู้ไทยในฐานะพิพิธภัณฑ์โรงเรียนคือการทำหน้าที่เป็นสะพานระหว่างความรู้ในห้องเรียนกับความรู้ของชุมชน นักเรียนสามารถศึกษาวัตถุจริง ทำรายงาน สัมภาษณ์ผู้รู้ ฝึกการนำชม และเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์วัฒนธรรม การเรียนลักษณะนี้ช่วยให้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่ถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว นักเรียนเห็นว่าบรรพบุรุษ ครอบครัว ภาษา และสิ่งของรอบบ้านสามารถเป็นแหล่งความรู้ที่มีคุณค่าเช่นเดียวกับเนื้อหาในตำรา
บ้านผู้ไทยยังเป็นสถานที่ต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากโรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานราชการ และกลุ่มที่สนใจวัฒนธรรม การเข้าชมแบบมีผู้ให้ข้อมูลจะช่วยอธิบายชื่อท้องถิ่น วิธีใช้วัตถุ และเรื่องราวที่ป้ายจัดแสดงอาจบอกได้ไม่ครบ ผู้ที่ต้องการศึกษาลึกควรแจ้งหัวข้อที่สนใจล่วงหน้า เช่น ผ้าทอ ดนตรี ฟ้อนผู้ไทย ประวัติเมืองเรณูนคร หรือเครื่องใช้ในครัวเรือน เพื่อให้โรงเรียนประสานบุคลากรที่เหมาะสม
โซนภายในบ้านผู้ไทย แบ่งได้เป็นพื้นที่สำคัญหลายส่วน เริ่มจากบริเวณทางเข้าและพื้นที่โดยรอบอาคารซึ่งใช้ชมรูปทรงของเรือนไม้ ต่อด้วยพื้นที่ใต้ถุนซึ่งปัจจุบันส่วนหนึ่งใช้เป็นห้องของครูผู้ดูแล บันไดและระเบียงชั้นบนทำหน้าที่เป็นพื้นที่ต้อนรับ ส่วนห้องโถงภายในเป็นพื้นที่จัดแสดงหลัก นอกจากนี้ยังมีบริเวณอนุสาวรีย์เจ้าเพชรและเจ้าสายภายในโรงเรียนซึ่งเชื่อมโยงกับประวัติการก่อตั้งเมืองเรณูนคร
ภายในห้องจัดแสดงสามารถพิจารณาเป็นโซนเนื้อหา ได้แก่ โซนหนังสือและเอกสาร โซนอาวุธโบราณ โซนดนตรีพื้นบ้าน โซนผ้าและเครื่องแต่งกาย โซนเครื่องใช้ในครัวเรือน โซนเครื่องประดับและของมีค่า และโซนเครื่องจักสานกับงานไม้ การแบ่งเช่นนี้ช่วยให้ผู้ชมเดินชมตามความสนใจ แต่ควรมองหาความเชื่อมโยงระหว่างหมวด เพราะวัตถุหนึ่งชิ้นอาจเกี่ยวข้องกับหลายกิจกรรม เช่น ผ้าเกี่ยวข้องทั้งงานบ้าน การค้า พิธี และการแสดง
ผู้ชมควรใช้เวลาอย่างน้อย 45 – 60 นาทีสำหรับการเดินดูอาคารและนิทรรศการ หากมีผู้ให้ข้อมูลหรือมาศึกษาเป็นกลุ่มควรเผื่อเวลา 1 – 2 ชั่วโมง การเดินเร็วผ่านตู้จัดแสดงจะทำให้เห็นเพียงจำนวนสิ่งของ แต่การอ่านรายละเอียด สังเกตรอยใช้งาน และเปรียบเทียบเครื่องมือแต่ละประเภทจะช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตได้มากกว่า นักเรียนและเด็กควรได้รับคำถามชวนคิด เช่น สิ่งของชิ้นนี้ใช้แทนเครื่องใช้สมัยใหม่ชนิดใด หรือเหตุใดบ้านจึงต้องยกพื้นสูง
การถ่ายภาพควรปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้ดูแล งดใช้แฟลชใกล้เอกสาร ผ้า หรือวัตถุที่ไวต่อแสง ไม่จับ เคลื่อนย้าย หรือทดลองใช้เครื่องมือโดยไม่ได้รับอนุญาต อาคารไม้และวัตถุจำนวนมากมีอายุหรือผ่านการใช้งานมานาน การสัมผัสซ้ำจากผู้ชมจำนวนมากสามารถเร่งความเสียหายได้ ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพเพื่อการศึกษา สื่อ หรือโครงการเชิงพาณิชย์ควรแจ้งวัตถุประสงค์กับโรงเรียนก่อน
บ้านผู้ไทยตั้งอยู่ภายในสถานศึกษา ผู้มาเยือนจึงควรแต่งกายสุภาพ ใช้เสียงในระดับเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพนักเรียนหรือบุคลากรโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ควรเดินเข้าอาคารเรียน ห้องทำงาน หรือพื้นที่กิจกรรมอื่นที่ไม่ได้เปิดให้ชม รถควรจอดตามจุดที่โรงเรียนกำหนดและไม่กีดขวางทางเข้าออก การเคารพกติกาช่วยให้โรงเรียนสามารถเปิดพื้นที่วัฒนธรรมแก่บุคคลทั่วไปโดยไม่กระทบภารกิจหลักด้านการศึกษา
ผู้สูงอายุสามารถเข้าชมบริเวณรอบอาคารและชั้นล่างได้ แต่การขึ้นส่วนจัดแสดงหลักต้องใช้บันไดภายนอก ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินหรือใช้รถเข็นควรสอบถามโรงเรียนก่อนเดินทางเพื่อวางแผนการชมที่เหมาะสม อาคารสร้างตามรูปแบบเรือนไม้ยกพื้นจึงไม่ได้มีทางลาดหรือลิฟต์เหมือนพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ทุกแห่ง ควรมีผู้ติดตามและสวมรองเท้าที่กระชับ โดยเฉพาะวันที่พื้นเปียก
ช่วงเช้าเหมาะกับการเข้าชมมากที่สุด เพราะอากาศยังไม่ร้อนและเป็นช่วงที่สามารถประสานบุคลากรได้สะดวก ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงเวลาที่โรงเรียนมีกิจกรรมสำคัญ การสอบ หรือการประชุมขนาดใหญ่ เวลาทำการของบ้านผู้ไทยคือวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.00 – 16.00 น. ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ การโทรนัดหมายล่วงหน้าช่วยยืนยันความพร้อมของพื้นที่จัดแสดงในวันที่ต้องการเดินทาง
ฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่เที่ยวเรณูนครได้สบาย อากาศในตอนเช้าเย็นและเหมาะกับการเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุเรณูหรือศาลเจ้าปู่ถลา เดือนกุมภาพันธ์ยังตรงกับงานวันผู้ไทยซึ่งจัดวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ส่วนฤดูร้อนควรเดินทางช่วงเช้าและเตรียมน้ำดื่ม ฤดูฝนควรระวังพื้นลื่นบริเวณบันไดและทางเดินรอบอาคารไม้
การเดินทาง จากตัวเมืองนครพนมไปบ้านผู้ไทยเรณูนครมีระยะทางประมาณ 45 – 50 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 50 – 60 นาทีโดยรถยนต์ เส้นทางหลักใช้ถนนมุ่งหน้าสู่อำเภอธาตุพนม ก่อนแยกเข้าสู่อำเภอเรณูนครตามป้ายบอกทาง เมื่อถึงเขตเทศบาลเรณูนครให้เดินทางไปยังโรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล เลขที่ 181 หมู่ 13 ถนนเมืองใหม่วิทยานุกูล ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม
พิกัดอ้างอิงของศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนครคือ 17.056569, 104.678344 เมื่อมาถึงโรงเรียนควรแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือสำนักงานโรงเรียนว่าต้องการเข้าชมบ้านผู้ไทย ไม่ควรเดินค้นหาภายในโรงเรียนโดยไม่มีการประสาน เพราะพื้นที่มีอาคารเรียนและกิจกรรมของนักเรียนหลายส่วน การใช้ชื่อค้นหาในแผนที่ควรลองทั้ง “ศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร” “โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล” และ “บ้านผู้ไทยเรณู”
ผู้เดินทางจากท่าอากาศยานนครพนมควรใช้รถเช่า รถรับจ้าง หรือรถที่นัดหมายล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งสาธารณะที่วิ่งตรงเข้าสู่บ้านผู้ไทยเป็นรอบประจำตลอดวัน การมีรถส่วนตัวช่วยให้เดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุเรณู ศาลเจ้าปู่ถลา ชุมชนบ้านนาบัว และพระธาตุพนมได้สะดวก ผู้ที่ใช้รถรับจ้างควรตกลงเวลาเดินทางกลับและค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มทริป
จากอำเภอธาตุพนมสามารถเดินทางมายังเรณูนครได้ในระยะประมาณ 15 – 20 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 20 – 30 นาที จึงเหมาะสำหรับจัดเส้นทางร่วมกับวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มช่วงเช้าที่พระธาตุพนม ต่อไปเรณูนคร รับประทานขนมจีน ชมบ้านผู้ไทย และสักการะพระธาตุเรณู ก่อนเดินทางกลับตัวเมืองนครพนมหรือพักค้างในเรณูนคร
โปรแกรมครึ่งวันในเรณูนครสามารถเริ่มจากบ้านผู้ไทยช่วงเช้า ใช้เวลาชมประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางไปวัดพระธาตุเรณูและลานวัฒนธรรมผู้ไทย รับประทานอาหารกลางวันที่ร้านขนมจีนในพื้นที่ แล้วแวะศาลเจ้าปู่ถลา โปรแกรมนี้ช่วยให้เข้าใจทั้งบ้านเรือน วัตถุในชีวิตประจำวัน ศาสนาพุทธ และความเชื่อเรื่องบรรพชน โดยใช้ระยะเดินทางระหว่างจุดไม่มาก
โปรแกรมเต็มวันสามารถเพิ่มชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาบัว วัดพระธาตุมรุกขนคร และวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เส้นทางจะเชื่อมวัฒนธรรมผู้ไทยกับประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ ศรัทธาในพระธาตุประจำวันเกิด และภูมิทัศน์ชุมชนลุ่มแม่น้ำโขง ผู้เดินทางควรกำหนดเวลาตามวันเปิดของบ้านผู้ไทย เพราะศาสนสถานหลายแห่งเปิดทุกวัน แต่ศูนย์วัฒนธรรมภายในโรงเรียนเปิดตามวันทำการ
ร้านอาหารรอบเรณูนครมีทั้งขนมจีน อาหารอีสาน ก๋วยเตี๋ยว ข้าวเปียก และร้านปิ้งย่าง ร้านขนมจีนพิสมัยเป็นร้านที่มีชื่อเสียงและมีข้อมูลติดต่อชัดเจน ส่วนร้านเขยผู้ไทตั้งอยู่ใกล้เขตวัดพระธาตุเรณูและให้บริการอาหารท้องถิ่น การเลือกใช้ร้านในชุมชนช่วยกระจายรายได้และทำให้การเดินทางเชื่อมโยงกับชีวิตปัจจุบันของคนเรณูนคร ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการชมวัตถุในพิพิธภัณฑ์
ที่พักในเรณูนครส่วนใหญ่เป็นโรงแรมหรือรีสอร์ตขนาดเล็ก เหมาะกับผู้ที่ต้องการพักในบรรยากาศสงบและเริ่มเที่ยวสถานที่รอบอำเภอในตอนเช้า เมืองเว การ์เด้น วิลล์และคองอินน์มีข้อมูลติดต่อสาธารณะและอยู่ไม่ไกลจากศูนย์วัฒนธรรม ส่วนที่พักอื่นควรตรวจสอบห้องว่าง ราคา และเบอร์โทรล่าสุดผ่านช่องทางของที่พักหรือเว็บไซต์รับจองก่อนเดินทาง โดยเฉพาะช่วงงานวันผู้ไทย งานนมัสการพระธาตุพนม และวันหยุดยาว
การซื้อผ้าทอ เสื้อพื้นเมือง อาหาร และสินค้าชุมชนเป็นวิธีสนับสนุนการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรม รายได้จากงานฝีมือช่วยให้ช่างทอและผู้ผลิตมีแรงจูงใจถ่ายทอดทักษะต่อไป ผู้ซื้อควรถามเรื่องวัสดุ วิธีทอ แหล่งผลิต และการดูแลรักษา เพื่อเข้าใจคุณค่าของสินค้า ไม่ควรต่อราคาจนต่ำกว่าค่าแรงที่เหมาะสม เพราะผ้าทอมือใช้เวลาและความชำนาญสูงกว่าสินค้าที่ผลิตด้วยเครื่องจักร
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ บ้านผู้ไทยเป็นพื้นที่ที่ช่วยอธิบายความหลากหลายภายในประเทศไทยได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมรูปแบบเดียว แต่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ ภาษา ประวัติการอพยพ และภูมิปัญญาที่แตกต่างกัน ผู้ไทยเรณูนครมีอัตลักษณ์ของตนเองพร้อมกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย การเรียนรู้เรื่องนี้ช่วยลดการมองวัฒนธรรมอีสานแบบเหมารวมและทำให้เข้าใจความเชื่อมโยงของผู้คนข้ามแม่น้ำโขง
คำอธิบายภาษาอังกฤษในพื้นที่อาจมีไม่ครบทุกชิ้น ผู้เดินทางต่างชาติที่ต้องการข้อมูลละเอียดควรมากับผู้รู้ภาษาไทยหรือประสานโรงเรียนเพื่อขอผู้ให้ข้อมูล การใช้แอปแปลภาษาช่วยอ่านข้อความพื้นฐานได้ แต่ชื่อเครื่องมือ คำพิธีกรรม และแนวคิดทางวัฒนธรรมบางคำต้องอาศัยคำอธิบายตามบริบท ผู้มาเยือนไม่ควรจับวัตถุเพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตนเอง แต่ควรถามผู้ดูแลเมื่อมีข้อสงสัย
คุณค่าของบ้านผู้ไทยไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของอาคารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่กระบวนการที่ชุมชนร่วมกันสร้าง บริจาคสิ่งของ ซ่อมแซม และใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ต่อเนื่อง บ้านที่สร้างใน พ.ศ. 2535 สามารถบอกเล่าอดีตที่เก่ากว่าตัวอาคารได้ เพราะวัตถุ ความทรงจำ และความรู้ของผู้บริจาคถูกนำมาจัดระบบไว้ภายใน การอนุรักษ์จึงไม่ได้หมายถึงการหยุดทุกอย่างไว้ในสภาพเดิม แต่หมายถึงการทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึง ตีความ และใช้ความรู้เหล่านั้นอย่างเคารพ
ความท้าทายสำคัญของพิพิธภัณฑ์ชุมชนคือการดูแลอาคารไม้ ควบคุมความชื้น ป้องกันแมลง รักษาผ้าและเอกสาร รวมถึงจัดทำข้อมูลวัตถุให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ผู้มาเยือนมีส่วนช่วยได้ด้วยการไม่สัมผัสวัตถุ ไม่ใช้แฟลช ไม่วางอาหารหรือเครื่องดื่มในพื้นที่จัดแสดง และแจ้งผู้ดูแลเมื่อพบความเสียหาย การปฏิบัติเล็กน้อยเหล่านี้ช่วยลดภาระการอนุรักษ์ในระยะยาว
การบันทึกเรื่องราวของผู้บริจาคและผู้ใช้วัตถุมีความสำคัญเท่ากับการเก็บรักษาสิ่งของ หากรู้เพียงว่าของชิ้นหนึ่งคือกระบุงหรือหีบผ้า ผู้ชมจะเข้าใจหน้าที่พื้นฐาน แต่หากทราบว่าใครเป็นผู้ทำ ใช้ในงานใด และส่งต่อมาอย่างไร วัตถุจะมีชีวิตและเชื่อมโยงกับประวัติของครอบครัว การทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ ช่างทอ นักดนตรี และผู้ประกอบพิธีจึงช่วยให้บ้านผู้ไทยเป็นคลังความรู้ที่ลึกกว่าการจัดแสดงทางกายภาพ
บ้านผู้ไทยเรณูนครเป็นสถานที่เหมาะสำหรับนักเรียน นักศึกษา นักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยา นักออกแบบ นักดนตรี ช่างทอ และนักท่องเที่ยวทั่วไป ผู้สนใจสถาปัตยกรรมสามารถศึกษารูปแบบเรือนไม้ ผู้สนใจแฟชั่นสามารถเรียนรู้ผ้าและเครื่องเงิน ผู้สนใจอาหารสามารถเชื่อมเครื่องครัวกับวิธีปรุง ส่วนผู้สนใจการแสดงสามารถศึกษาชุด เครื่องดนตรี และฟ้อนผู้ไทย สถานที่ขนาดไม่ใหญ่จึงเปิดมุมศึกษาได้หลายสาขา
การเดินทางมาเยือนควรเริ่มจากความเข้าใจว่าบ้านผู้ไทยไม่ใช่สวนสนุกหรือฉากถ่ายภาพ แต่เป็นพื้นที่ทางการศึกษาของชุมชน ทุกวัตถุเป็นตัวแทนของแรงงานและความทรงจำ การใช้เวลาอ่าน ฟัง และถามอย่างสุภาพจะให้ประสบการณ์ที่มีคุณค่ากว่าการเข้ามาถ่ายภาพแล้วออกไป ผู้มาเยือนควรนำเรื่องราวไปบอกต่ออย่างถูกต้อง ใช้ชื่อกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเคารพ และไม่ทำให้พิธีหรือความเชื่อกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดเพื่อสร้างความสนใจ
ในภาพรวม บ้านภูไท จังหวัดนครพนม หรือบ้านผู้ไทยเรณูนครเป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมสถาปัตยกรรม วัตถุ ประวัติศาสตร์ ภาษา ผ้าทอ ดนตรี อาหาร ความเชื่อ และวิถีชีวิตไว้ในพื้นที่เดียว ตัวบ้านช่วยให้สิ่งของไม่ได้ลอยแยกจากบริบท ขณะที่โรงเรียนและชุมชนทำให้วัฒนธรรมยังถูกใช้ ถ่ายทอด และปรับตัวต่อไป ผู้ที่เดินทางมานครพนมและต้องการเข้าใจเรณูนครให้ลึกกว่าการแวะชมพระธาตุควรจัดเวลาเยี่ยมชมบ้านผู้ไทย พร้อมเชื่อมเส้นทางไปยังวัดพระธาตุเรณู ศาลเจ้าปู่ถลา ร้านอาหาร และชุมชนใกล้เคียง
| ชื่อสถานที่ | บ้านผู้ไทยเรณูนคร หรือบ้านภูไท จังหวัดนครพนม |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Phu Thai House at Renu Nakhon Phu Thai Cultural Center |
| ประเภทสถานที่ | พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ศูนย์วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชาวผู้ไทย |
| ที่ตั้ง | ภายในศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล |
| ที่อยู่ | 181 หมู่ 13 ถนนเมืองใหม่วิทยานุกูล ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม 48170 |
| พิกัด | 17.056569, 104.678344 |
| ปีที่เริ่มก่อสร้าง | พ.ศ. 2535 เริ่มก่อสร้างวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2535 |
| รูปแบบอาคาร | เรือนไม้ใต้ถุนสูง หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้อง พื้นไม้เนื้อแข็ง มีบันไดภายนอก ระเบียงรับแขก และห้องโถงจัดแสดงชั้นบน |
| ไฮไลต์ | บ้านจำลองสถาปัตยกรรมผู้ไทย พร้อมวัตถุเกี่ยวกับผ้าทอ เครื่องเงิน ดนตรี เครื่องใช้ หนังสือโบราณ งานจักสาน และประวัติเมืองเรณูนคร |
| โซนภายในและพื้นที่สำคัญ | 1. บริเวณภายนอกและพื้นที่ชมสถาปัตยกรรม 2. พื้นที่ใต้ถุนและห้องครูผู้ดูแล 3. บันไดและระเบียงรับแขกชั้นบน 4. โซนหนังสือ คัมภีร์ใบลาน และเอกสารเรณูนครศึกษา 5. โซนอาวุธโบราณ 6. โซนเครื่องดนตรีพื้นบ้าน 7. โซนผ้า เครื่องแต่งกาย และชุดฟ้อนผู้ไทย 8. โซนเครื่องใช้ในครัวเรือนและภาชนะ 9. โซนเครื่องเงิน เครื่องประดับ และของมีค่า 10. โซนเครื่องจักสาน งานไม้ และเครื่องมือทอผ้า 11. อนุสาวรีย์เจ้าเพชรและเจ้าสายภายในโรงเรียน |
| ผู้ดูแล | โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล ภายใต้การบริหารของนายอิทธิพล พลเหี้ยมหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมครูและบุคลากรผู้รับผิดชอบงานวัฒนธรรม |
| วันเปิดทำการ | วันจันทร์ – วันศุกร์ ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 16.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ไม่เสียค่าเข้าชม |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่จอดรถภายในโรงเรียน ห้องน้ำของสถานศึกษา และเจ้าหน้าที่ประสานงานในวันทำการ การขึ้นชั้นจัดแสดงใช้บันไดภายนอก |
| ระยะเวลาเข้าชม | ประมาณ 45 – 60 นาที หรือ 1 – 2 ชั่วโมงสำหรับคณะศึกษาดูงานที่มีผู้บรรยาย |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองนครพนมประมาณ 45 – 50 กม. ใช้เวลาประมาณ 50 – 60 นาที รถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าสะดวกที่สุด เมื่อถึงโรงเรียนให้ติดต่อสำนักงานหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อนเข้าชม |
| เบอร์ติดต่อหลัก | โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล โทร. 042-579295, 042-579520 |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดดำเนินการในฐานะแหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน ควรประสานก่อนเดินทาง โดยเฉพาะคณะศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวต่างชาติ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดพระธาตุเรณู ประมาณ 2 กม. โทร. 042-579132, 081-2610930 2. ลานวัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร ประมาณ 2 กม. 3. ศาลเจ้าปู่ถลาเรณูนคร ประมาณ 3 กม. โทร. 087-8629051 4. ชุมชนท่องเที่ยวบ้านนาบัว ประมาณ 8 กม. 5. วัดพระธาตุมรุกขนคร ประมาณ 14 กม. โทร. 042-053155 6. วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ประมาณ 18 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ร้านขนมจีนพิสมัย (แต๊ะ) ประมาณ 2 กม. โทร. 042-579764, 085-1843970 2. ร้านเขยผู้ไท Family Restaurant ประมาณ 2 กม. โทร. 086-4612634, 088-5649766 3. พูนสินขนมจีนเรณู ประมาณ 2 กม. 4. ก๋วยเตี๋ยวจั๊บจอย ข้าวเปียกเส้นสดเรณูนคร ประมาณ 2 กม. 5. ไพลินเนื้อย่างเกาหลี ประมาณ 3 กม. โทร. 093-3211275 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. เมืองเว การ์เด้น วิลล์ ประมาณ 2 กม. โทร. 089-1819190 2. KONG INN Renunakhon ประมาณ 3 กม. โทร. 085-7434491 3. รีสอร์ทบ้านพักแสงทิพย์ เรณูนคร ประมาณ 3 กม. 4. The P.J. House Resort @ Renunakorn ประมาณ 4 กม. 5. เพชรภูไทรีสอร์ท ประมาณ 10 กม. โทร. 082-8573836 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: บ้านภูไท จังหวัดนครพนม อยู่ที่ไหน?
ตอบ: บ้านภูไทหรือบ้านผู้ไทยเรณูนครตั้งอยู่ภายในศูนย์วัฒนธรรมผู้ไทยเรณูนคร โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล เลขที่ 181 หมู่ 13 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม
ถาม: บ้านภูไทเปิดวันไหนและเวลาใด?
ตอบ: เปิดวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.00 – 16.00 น. ปิดวันเสาร์ วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เนื่องจากตั้งอยู่ภายในโรงเรียนจึงควรโทรประสานก่อนเดินทาง
ถาม: บ้านผู้ไทยเรณูนครเก็บค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เก็บค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวและผู้สนใจสามารถเข้าศึกษาได้โดยปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน
ถาม: ภายในบ้านผู้ไทยมีอะไรให้ชม?
ตอบ: ภายในจัดแสดงคัมภีร์ใบลาน หนังสือ อาวุธโบราณ เครื่องดนตรี ผ้าทอ ชุดฟ้อน เครื่องเงิน เครื่องประดับ เครื่องใช้ในครัวเรือน ภาชนะดินเผา เครื่องจักสาน และเครื่องมือทอผ้า
ถาม: ใครเป็นผู้ดูแลบ้านผู้ไทยเรณูนคร?
ตอบ: โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูลเป็นหน่วยงานดูแล ภายใต้การบริหารของนายอิทธิพล พลเหี้ยมหาญ ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมครูและบุคลากรที่รับผิดชอบงานวัฒนธรรม
ถาม: ควรใช้เวลาเที่ยวบ้านผู้ไทยนานเท่าใด?
ตอบ: การชมทั่วไปใช้เวลาประมาณ 45 – 60 นาที หากเป็นคณะศึกษาดูงานหรือต้องการฟังคำบรรยายควรเผื่อเวลา 1 – 2 ชั่วโมง
ถาม: ผู้ใช้รถเข็นสามารถขึ้นชมภายในบ้านผู้ไทยได้หรือไม่?
ตอบ: พื้นที่จัดแสดงหลักอยู่บนเรือนไม้ยกพื้นและต้องขึ้นบันไดภายนอก ผู้ใช้รถเข็นหรือผู้มีข้อจำกัดในการเดินควรติดต่อโรงเรียนก่อน เพื่อจัดรูปแบบการเข้าชมที่เหมาะสมบริเวณชั้นล่างและรอบอาคาร
ถาม: สามารถเที่ยวบ้านผู้ไทยร่วมกับสถานที่ใดได้บ้าง?
ตอบ: สามารถเที่ยวร่วมกับวัดพระธาตุเรณู ลานวัฒนธรรมผู้ไทย ศาลเจ้าปู่ถลา ชุมชนบ้านนาบัว วัดพระธาตุมรุกขนคร และวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารได้
หมวดหมู่: ●วิถีชีวิต
กลุ่ม: ●หมู่บ้าน ชุมชน
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 3 เดือนที่แล้ว



