หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา >อ.วังน้อย >ต.ลำไทร > มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
TL;DR: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. การเดินทางสะดวก จากกรุงเทพมหานครใช้ถนนพหลโยธินผ่านรังสิต มุ่งหน้าอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปยังหลักกิโลเมตรที่ 55. (Mahachulalongkornrajavidyalaya University) หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า มจร.

พระนครศรีอยุธยา

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วันเปิดทำการสำหรับติดต่อรับสมัคร: วันจันทร์ – วันเสาร์ (หยุดวันพระและวันอาทิตย์)
เวลาติดต่อรับสมัคร: 08.30 – 16.30 น.
 
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (Mahachulalongkornrajavidyalaya University) หรือที่รู้จักในชื่อย่อว่า มจร. เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐในกำกับและเป็นสถาบันอุดมศึกษาทางพระพุทธศาสนาที่มีประวัติยาวนานแห่งหนึ่งของประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2430 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ภายใต้ชื่อเดิมว่า มหาธาตุวิทยาลัย เพื่อเป็นสถานศึกษาพระไตรปิฎกและวิชาการชั้นสูงสำหรับพระภิกษุ สามเณร และคฤหัสถ์ ปัจจุบันมีสำนักงานส่วนกลางตั้งอยู่ที่ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีเครือข่ายวิทยาเขตและวิทยาลัยสงฆ์หลายจังหวัดทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาควบคู่กับวิทยาการสมัยใหม่ การผลิตบัณฑิต การศึกษาพระไตรปิฎก การวิจัย การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และการพัฒนาสังคมด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
 
ความสำคัญของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นสถาบันการศึกษาสำหรับพระสงฆ์เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางศาสนากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เปิดโอกาสให้ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ศึกษาในศาสตร์ต่าง ๆ โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ปรัชญา ภาษาศาสตร์ การศึกษา จิตวิทยา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสังคมร่วมสมัย
 
พื้นที่มหาวิทยาลัยที่อำเภอวังน้อยมีลักษณะเป็นศูนย์การศึกษาขนาดใหญ่ ประกอบด้วยอาคารเรียน อาคารบริหาร สำนักงานคณะ บัณฑิตวิทยาลัย ห้องสมุด หอพักนิสิต อาคารประชุม และพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา อาคารหลายแห่งได้รับการออกแบบโดยผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมไทยกับอาคารการศึกษาสมัยใหม่ ทำให้สถานที่แห่งนี้มีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากมหาวิทยาลัยทั่วไป
 
มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ริมถนนพหลโยธิน บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 55 ในตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา ทำเลดังกล่าวเอื้อต่อการเดินทางของนิสิต คณาจารย์ พระภิกษุ และผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางวิชาการจากหลายภูมิภาค
 
ประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเริ่มต้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังปฏิรูประบบบริหารราชการและการศึกษา การพัฒนาการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นส่วนหนึ่งของพระราชดำริในการส่งเสริมความรู้ของพระภิกษุสามเณร เพื่อให้สามารถศึกษาพระธรรมวินัยอย่างเป็นระบบ และมีความรู้ทางวิชาการที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
 
ใน พ.ศ. 2430 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยขึ้น ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร โดยให้ย้ายการศึกษาพระปริยัติธรรมจากพื้นที่เดิมภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาจัดการศึกษาที่วัดมหาธาตุ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาของคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกายและผู้สนใจศึกษาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา
 
วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432 มหาธาตุวิทยาลัยได้เปิดดำเนินการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ โดยเน้นการศึกษาพระปริยัติธรรมและภาษาบาลีซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการศึกษาพระไตรปิฎก การจัดการศึกษาในช่วงแรกยังคงมีลักษณะเป็นการศึกษาทางศาสนาเป็นหลัก แต่ได้วางพื้นฐานสำหรับการพัฒนาไปสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาในเวลาต่อมา
 
ต่อมาเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนามใหม่ว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เพื่อเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติยศของพระองค์ ชื่อดังกล่าวมีความหมายและความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์กับพระราชปณิธานในการพัฒนาความรู้ของชาติ
 
แม้จะได้รับพระราชทานนามใหม่แล้ว การจัดการศึกษาของสถาบันในช่วงเวลาต่อมายังคงเน้นพระปริยัติธรรมและการศึกษาภาษาบาลีเป็นสำคัญ กระทั่งภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คณะสงฆ์เริ่มมีความพยายามฟื้นฟูแนวคิดการจัดการศึกษาระดับสูงให้สอดคล้องกับพระราชปณิธานขององค์ผู้สถาปนา
 
วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2490 พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) พร้อมพระมหาเถรานุเถระฝ่ายมหานิกายจำนวน 57 รูป ได้ประชุมร่วมกันที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เพื่อพัฒนาการศึกษาของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เป็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย โดยมุ่งเปิดโอกาสให้พระภิกษุสามเณรได้ศึกษาพระพุทธศาสนา ภาษาต่างประเทศ และวิชาการแขนงอื่นที่สามารถนำมาใช้ในการศึกษาและเผยแผ่พระธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
วันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เมื่อมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเริ่มจัดการศึกษาในรูปแบบมหาวิทยาลัยและเปิดการศึกษาระดับปริญญาตรี การดำเนินการครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การศึกษาของคณะสงฆ์ไทยก้าวจากระบบพระปริยัติธรรมแบบดั้งเดิมเข้าสู่การศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างเป็นระบบ
 
พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) จึงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัย เพราะมีบทบาทในการผลักดันให้สถาบันสามารถดำเนินงานตามแนวพระราชปณิธานของรัชกาลที่ 5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลจากการดำเนินงานในยุคดังกล่าวได้กลายเป็นรากฐานของระบบการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาสมัยใหม่ของมหาวิทยาลัย
 
ใน พ.ศ. 2527 มีการตรากฎหมายรับรองวิทยฐานะหลักสูตรปริญญาตรีของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันได้รับการรับรองคุณวุฒิทางการศึกษาในระดับที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญของการพัฒนามาตรฐานการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ไทย
 
พัฒนาการครั้งสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งใน พ.ศ. 2540 เมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540 โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2540 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2540 กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นนิติบุคคลและเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ทำให้สามารถดำเนินกิจการด้านการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ และการบริหารองค์กรภายใต้กรอบกฎหมายของตนเอง
 
การเปลี่ยนสถานะตามกฎหมายใน พ.ศ. 2540 เป็นจุดเปลี่ยนที่มีความสำคัญต่อการขยายตัวของมหาวิทยาลัย ทั้งในด้านการพัฒนาคณะและหลักสูตร การจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา การวิจัย และการขยายเครือข่ายการศึกษาไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย ตลอดจนการสร้างความร่วมมือทางวิชาการกับสถาบันการศึกษาพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
 
การขยายพื้นที่มหาวิทยาลัยไปยังอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการพัฒนาสถานที่สำหรับรองรับการจัดการศึกษาและการบริหารงานที่เติบโตมากขึ้น โดยวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 นายแพทย์รัศมีและคุณหญิงสมปอง วรรณิสสร ได้ถวายที่ดินจำนวน 84 ไร่ 1 งาน 37 ตารางวา ในตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย เพื่อใช้ในการพัฒนาพื้นที่มหาวิทยาลัย
 
ต่อมาได้มีการจัดหาที่ดินเพิ่มเติมเพื่อรองรับการก่อสร้างอาคารเรียน อาคารสำนักงาน อาคารประชุม และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การพัฒนาพื้นที่แห่งใหม่นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากมหาวิทยาลัยที่มีจุดกำเนิดอยู่ภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ไปสู่มหาวิทยาลัยที่มีศูนย์กลางการบริหารและระบบการศึกษาขนาดใหญ่
 
วันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการก่อสร้างมหาวิทยาลัยในพื้นที่อำเภอวังน้อย โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารในขณะนั้น เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธี นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์การสร้างศูนย์กลางมหาวิทยาลัยแห่งใหม่
 
วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551 มหาวิทยาลัยได้ย้ายสำนักงานและส่วนงานสำคัญจากบริเวณวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร มายังศูนย์กลางการบริหารแห่งใหม่ในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การย้ายสถานที่ทำงานครั้งนี้ทำให้การบริหาร การจัดการเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการสามารถดำเนินงานในพื้นที่ที่รองรับการพัฒนาได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น
 
ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553 มีพิธีเปิดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ณ อำเภอวังน้อยอย่างเป็นทางการ พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของมหาวิทยาลัยทั้งในด้านการศึกษา การบริหาร การจัดกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และการสร้างความร่วมมือระดับประเทศและนานาชาติ
 
เมื่อพิจารณาลำดับประวัติศาสตร์ทั้งหมด จะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีพัฒนาการสำคัญหลายช่วง ได้แก่ การสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยใน พ.ศ. 2430 การพระราชทานนามมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยใน พ.ศ. 2439 การเริ่มจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยใน พ.ศ. 2490 การรับรองวิทยฐานะใน พ.ศ. 2527 การจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐใน พ.ศ. 2540 และการพัฒนาศูนย์กลางการบริหารที่อำเภอวังน้อยใน พ.ศ. 2551
 
ใน พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยมีประวัติการสถาปนาครบ 139 ปี และยังคงดำเนินงานด้านการศึกษาพระพุทธศาสนาควบคู่กับศาสตร์สมัยใหม่ โดยมีพระพรหมวัชรธีราจารย์ ศาสตราจารย์ ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ) ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ซึ่งได้รับพระบัญชาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่อเป็นสมัยที่ 3 ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569
 
อัตลักษณ์สำคัญของมหาวิทยาลัยคือการผสมผสานการศึกษาทางพระพุทธศาสนากับวิทยาการร่วมสมัย โดยใช้หลักธรรมเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความรู้ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม แนวคิดนี้สะท้อนผ่านสุภาษิตประจำมหาวิทยาลัยว่า “ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต” ซึ่งแปลว่า “ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก” หมายถึงปัญญาเป็นเครื่องนำทางชีวิตและช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาตนเองและสังคมได้อย่างถูกต้อง
 
ปรัชญาการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ และการใช้พุทธนวัตกรรมในการพัฒนาจิตใจและสังคม โดยมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความสามารถในการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีความรู้ทางวิชาการ และมีคุณธรรมในการดำเนินชีวิต
 
ตราสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยมีองค์ประกอบสำคัญคือพระจุลมงกุฎหรือพระเกี้ยว ซึ่งเป็นพระราชลัญจกรที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกอบกับธรรมจักรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนา ตราสัญลักษณ์จึงสะท้อนทั้งความเป็นสถาบันที่ได้รับการสถาปนาโดยพระมหากษัตริย์และความเป็นมหาวิทยาลัยที่มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐาน
 
สีประจำมหาวิทยาลัยคือสีชมพู ซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ส่วนต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยคือต้นอโศก ซึ่งมีดอกสีแดงสด และสื่อถึงความเข้มแข็ง ความอดทน ความเรียบง่าย และความร่มเย็น อัตลักษณ์เหล่านี้ช่วยเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเข้ากับการดำเนินชีวิตของประชาคมมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน
 
มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการสืบทอดวัฒนธรรมการแสดงความเคารพต่อครูบาอาจารย์และบุรพาจารย์ โดยกิจกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ วันสถาปนามหาวิทยาลัยในวันที่ 13 กันยายน วันบุรพาจารย์ในวันที่ 18 กรกฎาคม และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่จัดขึ้นตามปฏิทินของมหาวิทยาลัย
 
วันบุรพาจารย์มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะเป็นโอกาสที่มหาวิทยาลัยได้ระลึกถึงพระมหาเถระและบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการพัฒนาสถาบัน โดยเฉพาะการเริ่มจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2490 ในปี พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยได้จัดงานวันบุรพาจารย์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม เพื่อรำลึกถึงการจัดการศึกษาครบ 79 ปี และมอบรางวัลเชิดชูเกียรติแก่ศิษย์เก่าและบุคลากรที่สร้างคุณประโยชน์
 
นอกจากนี้ ยังมีพิธีไหว้ครูและกิจกรรมแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระอาจารย์และคณาจารย์ในหน่วยงานการศึกษาต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย พิธีดังกล่าวมีความหมายทั้งในด้านวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมการศึกษาของคณะสงฆ์ โดยเป็นโอกาสให้นิสิตได้แสดงความเคารพต่อผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้และตระหนักถึงคุณธรรมของผู้ศึกษาเล่าเรียน
 
ในด้านพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการประสานงานและร่วมจัดกิจกรรมสำคัญเกี่ยวกับวันวิสาขบูชาโลก โดยเชื่อมโยงเครือข่ายพระสงฆ์ นักวิชาการ และสถาบันพระพุทธศาสนาจากประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา สันติภาพ และการพัฒนาสังคม
 
กิจกรรมมหาวิทยาลัยยังสะท้อนความเชื่อมโยงกับประเพณีไทย เช่น กิจกรรมสงกรานต์ การทำบุญ การปฏิบัติธรรม การบำเพ็ญประโยชน์ และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งมีส่วนช่วยให้นิสิตได้เรียนรู้การนำหลักธรรมไปใช้ร่วมกับการดำเนินชีวิตและการทำงานเพื่อสังคม
 
ความโดดเด่นด้านการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยอยู่ที่การจัดการศึกษาโดยมีพระพุทธศาสนาเป็นแกนกลาง พร้อมขยายองค์ความรู้ไปสู่ศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม มหาวิทยาลัยมีคณะหลัก 4 คณะ ได้แก่ คณะพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์ พร้อมด้วยบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และวิทยาลัยพระธรรมทูต
 
คณะพุทธศาสตร์เป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อภารกิจดั้งเดิมของมหาวิทยาลัย โดยจัดการศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎก ศาสนาเปรียบเทียบ ปรัชญา ภาษาบาลีสันสกฤต และวิปัสสนาภาวนา ศาสตร์เหล่านี้เป็นรากฐานสำหรับการศึกษาคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง ทั้งในเชิงคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ แนวคิด และการปฏิบัติ
 
คณะครุศาสตร์มุ่งผลิตและพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา โดยจัดการศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสังคมศึกษา การสอนภาษาไทย การสอนภาษาอังกฤษ การสอนพระพุทธศาสนา จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว ตลอดจนการบริหารการศึกษา บทบาทของคณะมีความสำคัญต่อการพัฒนาครูและผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถนำความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ร่วมกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมได้
 
คณะมนุษยศาสตร์มีการจัดการศึกษาในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับภาษา จิตวิทยา และการทำความเข้าใจมนุษย์ โดยครอบคลุมภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาศาสตร์ พุทธจิตวิทยา และศาสตร์ด้านชีวิตและความตาย การศึกษาภายใต้คณะนี้ช่วยขยายขอบเขตการประยุกต์ใช้พระพุทธศาสนาไปสู่การสื่อสาร การทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ และการพัฒนาคุณภาพชีวิต
 
คณะสังคมศาสตร์จัดการศึกษาเกี่ยวกับรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ การพัฒนาสังคม และการจัดการเชิงพุทธ โดยมุ่งพัฒนาความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างสังคม การบริหารงาน การพัฒนาชุมชน และการแก้ไขปัญหาสังคมภายใต้หลักธรรมาภิบาล
 
บัณฑิตวิทยาลัยเป็นหน่วยงานสำคัญสำหรับการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก โดยมีบทบาทในการพัฒนานักวิจัยและนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา สันติศึกษา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษามุ่งเน้นการวิจัยเชิงลึก การวิเคราะห์องค์ความรู้ และการสร้างผลงานทางวิชาการที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในระดับสังคมและนานาชาติ
 
วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติมีบทบาทในการจัดการศึกษาสำหรับนิสิตนานาชาติ โดยใช้ภาษาต่างประเทศในการเรียนการสอน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากหลากหลายประเทศเข้ามาศึกษาพระพุทธศาสนา การเจริญสติ และสันติศึกษา บรรยากาศการเรียนรู้ของวิทยาลัยจึงมีลักษณะเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างผู้ศึกษาจากภูมิหลังและประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่แตกต่างกัน
 
วิทยาลัยพระธรรมทูตมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาความรู้และทักษะสำหรับงานพระธรรมทูต ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของคณะสงฆ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การศึกษาด้านพระธรรมทูตจึงต้องอาศัยทั้งความรู้ทางพระพุทธศาสนา ภาษา การสื่อสาร ความเข้าใจวัฒนธรรม และความสามารถในการปฏิบัติศาสนกิจในบริบททางสังคมที่หลากหลาย
 
มหาวิทยาลัยมีวิทยาเขต 12 แห่ง ได้แก่ วิทยาเขตหนองคาย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช วิทยาเขตเชียงใหม่ วิทยาเขตขอนแก่น วิทยาเขตนครราชสีมา วิทยาเขตอุบลราชธานี วิทยาเขตแพร่ วิทยาเขตสุรินทร์ วิทยาเขตพะเยา วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส วิทยาเขตนครสวรรค์ และวิทยาเขตนครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยสงฆ์และหน่วยการศึกษารูปแบบอื่นในส่วนภูมิภาค
 
การมีวิทยาเขตกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ทำให้มหาวิทยาลัยสามารถตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาของพระภิกษุสามเณรและประชาชนในพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางเข้ามาศึกษาที่ส่วนกลางเพียงแห่งเดียว อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการวิจัย การพัฒนาชุมชน และการอนุรักษ์วัฒนธรรมพระพุทธศาสนาในบริบทท้องถิ่นที่แตกต่างกัน
 
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยครอบคลุมการศึกษาพระไตรปิฎก การศึกษาและพัฒนาพระพุทธศาสนา การวิจัยเชิงปรัชญา พุทธจิตวิทยา การพัฒนาสันติภาพ การจัดการองค์กร และการประยุกต์หลักธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยมีสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์เป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมการวิจัยและการสร้างองค์ความรู้
 
การบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่เป็นแนวทางที่ช่วยขยายบทบาทของมหาวิทยาลัยจากการศึกษาคัมภีร์ไปสู่การวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ เช่น การจัดการความขัดแย้งด้วยแนวทางสันติวิธี การพัฒนาสติ การส่งเสริมคุณธรรมในระบบการศึกษา และการประยุกต์จิตวิทยาแนวพุทธเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
 
มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา การเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล การจัดการฐานข้อมูลงานวิจัย และระบบบริการทางวิชาการออนไลน์ ซึ่งช่วยให้พระภิกษุ นิสิต คณาจารย์ และนักวิจัยสามารถเข้าถึงทรัพยากรการศึกษาและงานวิชาการได้สะดวกยิ่งขึ้น
 
ในด้านสถานที่สำคัญภายในมหาวิทยาลัย อาคารเรียนรวมเป็นหนึ่งในพื้นที่ศูนย์กลางของการจัดการศึกษาและบริการนิสิต โดยมีหน่วยงานสำคัญหลายแห่งตั้งอยู่ภายใน เช่น สำนักงานคณะ สำนักทะเบียนและวัดผล และหน่วยงานสนับสนุนการเรียนรู้ การจัดพื้นที่ใช้งานตามชั้นและโซนอาคารช่วยให้สามารถรองรับกิจกรรมด้านการศึกษาของหน่วยงานต่าง ๆ ได้ในอาคารเดียวกัน
 
อาคาร มวก. 48 พรรษา เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ของมหาวิทยาลัย เช่น พิธีเปิดปีการศึกษาและกิจกรรมที่มีผู้บริหาร คณาจารย์ พระภิกษุ และนิสิตจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วม โดยพิธีเปิดปีการศึกษา 2569 จัดขึ้น ณ อาคารแห่งนี้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569
 
อาคารสำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทเป็นศูนย์สนับสนุนการเรียนรู้ การค้นคว้า และการใช้ทรัพยากรสารสนเทศของมหาวิทยาลัย โดยเชื่อมโยงการศึกษาพระพุทธศาสนาเข้ากับเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบฐานข้อมูลสมัยใหม่ สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อทั้งนิสิตและนักวิจัยที่ต้องใช้เอกสาร ตำรา และทรัพยากรทางวิชาการในการศึกษา
 
พื้นที่สำหรับการศึกษาพระพุทธศาสนาและการปฏิบัติธรรมเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของมหาวิทยาลัย โดยมีอาคารสำหรับกิจกรรมทางศาสนาและการอบรมวิปัสสนากรรมฐาน รวมถึงพื้นที่ซึ่งใช้สำหรับกิจกรรมของพระสงฆ์และนิสิต สภาพแวดล้อมดังกล่าวช่วยสนับสนุนรูปแบบการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับทั้งปริยัติและปฏิบัติ
 
พระอุโบสถกลางน้ำเป็นสถานที่ที่โดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมภายในบริเวณมหาวิทยาลัย ลักษณะอาคารตั้งอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีผืนน้ำและพื้นที่โล่งโดยรอบ สื่อถึงการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนากับภูมิทัศน์ที่ส่งเสริมความสงบ เหมาะสำหรับการศึกษาเรื่องศาสนสถานและสุนทรียภาพทางสถาปัตยกรรม
 
บริเวณโดยรอบมหาวิทยาลัยยังมีวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ ซึ่งเป็นศาสนสถานที่มีความเกี่ยวข้องกับบริบททางพระพุทธศาสนาของพื้นที่อำเภอวังน้อย ผู้สนใจศึกษาสถาปัตยกรรมและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาสามารถใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเรียนรู้ได้ โดยควรปฏิบัติตามระเบียบของสถานที่และคำแนะนำของผู้ดูแล
 
อาคารหอฉันและอาคารพักรับรองมีบทบาทในการรองรับกิจกรรมของพระภิกษุ นิสิต และผู้มาเยือน โดยเฉพาะการจัดประชุม อบรม และกิจกรรมทางศาสนาที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ส่วนอาคาร 92 ปี ปัญญานันทะเป็นสถานที่พักรับรองที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย และมีช่องทางสำหรับติดต่อสอบถามการใช้บริการ
 
สำหรับผู้ที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีคุณค่าทั้งด้านประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา การศึกษาคณะสงฆ์ไทย สถาปัตยกรรมร่วมสมัย และการเรียนรู้วัฒนธรรมทางศาสนา การมาเยือนมหาวิทยาลัยจึงแตกต่างจากการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นโอกาสในการทำความเข้าใจบทบาทของพระพุทธศาสนาที่มีต่อการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย
 
การเข้าศึกษาดูงานหรือเยี่ยมชมพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยควรประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า โดยเฉพาะห้องสมุด อาคารเรียน ห้องประชุม และพื้นที่ที่มีการจัดกิจกรรมหรือการปฏิบัติธรรม เพื่อให้สามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อกิจกรรมการเรียนการสอน
 
ผู้เดินทางเข้ามาติดต่อมหาวิทยาลัยควรแต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ควรรักษาความสงบ งดการรบกวนผู้ปฏิบัติธรรม และเคารพข้อกำหนดเกี่ยวกับการถ่ายภาพภายในอาคารหรือบริเวณประกอบพิธี การปฏิบัติเช่นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเคารพวัฒนธรรมและบริบททางศาสนาของมหาวิทยาลัย
 
การเดินทาง ไปมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยส่วนกลางสามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวเดินทางจากกรุงเทพมหานครตามถนนพหลโยธินมุ่งหน้าไปทางรังสิตและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 55 ในตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จากนั้นเข้าทางเข้ามหาวิทยาลัยตามป้ายบอกทาง ผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะสามารถเดินทางเข้าสู่พื้นที่อำเภอวังน้อยแล้วต่อรถรับจ้างในท้องถิ่นมายังมหาวิทยาลัย โดยควรตรวจสอบเส้นทางและบริการรถโดยสารก่อนออกเดินทาง
 
ผู้ที่มีจุดประสงค์ในการสมัครเรียนหรือติดต่อเรื่องทะเบียนควรเดินทางไปยังสำนักทะเบียนและวัดผล อาคารเรียนรวม ชั้น 3 โซน C ห้อง C300 ส่วนผู้ที่มาติดต่อคณะหรือหน่วยงานอื่นควรสอบถามตำแหน่งอาคารและสำนักงานก่อนเดินทาง เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีอาคารและหน่วยงานหลายแห่งอยู่ภายในพื้นที่เดียวกัน
 
ในด้านการท่องเที่ยวบริเวณใกล้เคียง อำเภอวังน้อยมีวัดและแหล่งเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาหลายแห่ง และสามารถเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ ผู้เดินทางที่สนใจเรื่องพระพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์ไทยจึงสามารถจัดกิจกรรมศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยร่วมกับการเยี่ยมชมวัดและโบราณสถานในจังหวัดเดียวกัน
 
ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่การสถาปนามหาธาตุวิทยาลัยใน พ.ศ. 2430 จนถึงมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในปัจจุบัน สถาบันแห่งนี้ได้สะท้อนพัฒนาการของการศึกษาคณะสงฆ์ไทยจากการศึกษาพระปริยัติธรรมแบบดั้งเดิมสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาที่เปิดรับองค์ความรู้สมัยใหม่ ขณะเดียวกันยังคงรักษารากฐานสำคัญคือการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนา การพัฒนาปัญญาและคุณธรรม และการสร้างบุคลากรที่สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
 
ชื่อมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ชื่อย่อมจร. / MCU
ประเภทมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เน้นการศึกษาพระพุทธศาสนาและการบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่
ที่ตั้งส่วนกลาง79 หมู่ 1 ถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13170
ปีสถาปนาพ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887)
เปิดการศึกษาครั้งแรก8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2432
วันที่ได้รับพระราชทานนาม13 กันยายน พ.ศ. 2439
เริ่มการศึกษารูปแบบมหาวิทยาลัย18 กรกฎาคม พ.ศ. 2490
กฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2540
อายุสถาบัน พ.ศ. 2569139 ปี นับจากการสถาปนา พ.ศ. 2430
องค์ผู้สถาปนาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์พระพิมลธรรม (ช้อย ฐานทัตตเถร) ผู้มีบทบาทในการพัฒนาการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย พ.ศ. 2490
อธิการบดี พ.ศ. 2569พระพรหมวัชรธีราจารย์ ศาสตราจารย์ ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ)
สุภาษิตประจำมหาวิทยาลัยปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต (ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก)
สีประจำมหาวิทยาลัยสีชมพู
ต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยต้นอโศก
ตราสัญลักษณ์พระเกี้ยวและธรรมจักร
คณะหลัก1. คณะพุทธศาสตร์
2. คณะครุศาสตร์
3. คณะมนุษยศาสตร์
4. คณะสังคมศาสตร์
หน่วยงานการศึกษาสำคัญ1. บัณฑิตวิทยาลัย
2. วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ
3. วิทยาลัยพระธรรมทูต
วิทยาเขต1. วิทยาเขตหนองคาย
2. วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
3. วิทยาเขตเชียงใหม่
4. วิทยาเขตขอนแก่น
5. วิทยาเขตนครราชสีมา
6. วิทยาเขตอุบลราชธานี
7. วิทยาเขตแพร่
8. วิทยาเขตสุรินทร์
9. วิทยาเขตพะเยา
10. วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส
11. วิทยาเขตนครสวรรค์
12. วิทยาเขตนครน่าน เฉลิมพระเกียรติฯ
สถานที่สำคัญอาคารเรียนรวม อาคาร มวก. 48 พรรษา สำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ อาคารวิปัสสนาธุระ พระอุโบสถกลางน้ำ อาคารหอฉัน และอาคาร 92 ปี ปัญญานันทะ
กิจกรรมสำคัญวันสถาปนามหาวิทยาลัย 13 กันยายน วันบุรพาจารย์ 18 กรกฎาคม พิธีไหว้ครู กิจกรรมวิสาขบูชา และกิจกรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนา
จุดเด่นด้านวิชาการพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกศึกษา ปรัชญา วิปัสสนาภาวนา พุทธจิตวิทยา สันติศึกษา การศึกษาและการพัฒนาสังคม
วันติดต่อรับสมัครวันจันทร์ – วันเสาร์ (หยุดวันพระและวันอาทิตย์ ตามประกาศรับสมัครปีการศึกษา 2569 ของคณะครุศาสตร์)
เวลาติดต่อรับสมัคร08.30 – 16.30 น. ตามประกาศรับสมัครของคณะครุศาสตร์
การเข้าศึกษาดูงานติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่เรียน ห้องสมุด และอาคารสำหรับกิจกรรม
สิ่งอำนวยความสะดวกอาคารเรียน ห้องสมุด หอพักนิสิต อาคารประชุม อาคารรับรอง และพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
การเดินทางจากกรุงเทพมหานครใช้ถนนพหลโยธินผ่านรังสิต มุ่งหน้าอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไปยังหลักกิโลเมตรที่ 55
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงและในเส้นทางท่องเที่ยวอยุธยา1. วัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ อำเภอวังน้อย
2. พระอุโบสถกลางน้ำ บริเวณมหาวิทยาลัย
3. วัดชูจิตธรรมาราม อำเภอวังน้อย
4. วัดน้อมประชาสรรค์ อำเภอวังน้อย
5. วัดไชยวัฒนาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา
ร้านอาหารในพื้นที่วังน้อย1. สวนอาหารลุงนวย ตำบลลำไทร
2. ร้านอาหารเรือนแก้ว วังน้อย ตำบลลำไทร โทร. 092-452-6616
3. ร้านต้นข้าว ตำบลลำไทร โทร. 089-495-6408
4. ครัวลุงราญ ตำบลสนับทึบ โทร. 063-446-9465
5. โอชินก๋วยเตี๋ยวเรือวังน้อย ตำบลชะแมบ โทร. 086-803-1566
ที่พักในพื้นที่ใกล้เคียง1. อาคาร 92 ปี ปัญญานันทะ ภายในมหาวิทยาลัย โทร. 035-248088 ถึง 035-248089
2. Hiso Potato Resort ตำบลลำไทร โทร. 061-414-9444
3. บางปะอินเพลส อำเภอบางปะอิน โทร. 081-911-6293
4. โรงแรมไอซ์อินน์ แอนด์ รีสอร์ท อำเภอวังน้อย โทร. 083-015-2708
5. ออมทรัพย์ รีสอร์ท อำเภอวังน้อย โทร. 096-934-6528
โทรศัพท์ส่วนกลาง035-248000 ถึง 035-248005
เว็บไซต์ทางการhttps://www.mcu.ac.th
สถานะปัจจุบันเปิดดำเนินการด้านการศึกษาตามปกติในปีการศึกษา 2569
 
หลักสูตรและสาขาวิชามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปีการศึกษา 2569 (ข้อมูลส่วนกลาง)
 
คณะ / วิทยาลัยหลักสูตรและสาขาวิชา
คณะพุทธศาสตร์ระดับปริญญาตรี
1. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
2. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา
3. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาบาลีสันสกฤต
4. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนา
5. Bachelor of Arts in Buddhist Studies (English Program)
6. Bachelor of Arts in Religion and Philosophy (English Program)
ระดับปริญญาโท
1. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ
2. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา
3. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิปัสสนาภาวนาศึกษา
ระดับปริญญาเอก
1. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ
2. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระไตรปิฎกศึกษา
คณะครุศาสตร์ระดับปริญญาตรี
1. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา
2. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
3. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
4. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนพระพุทธศาสนา
5. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาและการแนะแนว
6. ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
7. Bachelor of Education in Teaching English (International Program)
ระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต
1. ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
2. ประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
ระดับปริญญาโท
1. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
2. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา
3. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว
4. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
5. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
6. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (English Program)
7. ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษากับปัญญาประดิษฐ์
8. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
ระดับปริญญาเอก
1. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา
2. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา
3. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว
4. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ
5. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
6. ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาอังกฤษ (English Program)
คณะมนุษยศาสตร์ระดับปริญญาตรี
1. ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย
2. ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ
3. ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยา
4. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา
5. Bachelor of Arts in English (English Program)
ระดับปริญญาโท
1. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา
2. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์
3. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาชีวิตและความตาย
4. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย
5. Master of Arts in English (English Program)
ระดับปริญญาเอก
1. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธจิตวิทยา
2. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาจิตวิทยาชีวิตและความตาย
3. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร์
4. Doctor of Philosophy in English (English Program)
คณะสังคมศาสตร์ระดับปริญญาตรี
1. รัฐศาสตรบัณฑิต
2. รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต
3. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ
4. เศรษฐศาสตรบัณฑิต
5. สังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต
6. พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม
7. สังคมสงเคราะห์ศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมสงเคราะห์จิตเวช
8. นิติศาสตรบัณฑิต (ภาคปกติและภาคบัณฑิต)
ระดับปริญญาโท
1. รัฐศาสตรมหาบัณฑิต
2. รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต
3. นิติศาสตรมหาบัณฑิต
4. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ
5. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม
6. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมสังคมและวัฒนธรรมสร้างสรรค์
ระดับปริญญาเอก
1. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์
2. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์
3. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ
4. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาสังคม
5. นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต
6. ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชานิติศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัยระดับปริญญาโท
1. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
2. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา
3. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร
4. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสันติศึกษา
5. ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาโลกศึกษา
ระดับปริญญาเอก
1. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา
2. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา
3. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธนวัตกรรมการสื่อสาร
4. พุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาสตินวัตกรรมและสันติศึกษา
วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ (IBSC)ระดับปริญญาตรี
1. Bachelor of Arts in Buddhist Studies (International Program)
ระดับปริญญาโท
1. Master of Arts in Buddhist Studies (International Program)
2. Master of Arts in Innovative Mindfulness and Peace Studies (International Program)
3. Master of Arts in Religion and Philosophy (International Program)
4. Master of Arts in Buddhist Studies (Chinese Program)
ระดับปริญญาเอก
1. Doctor of Philosophy in Buddhist Studies (International Program)
2. Doctor of Philosophy in Innovative Mindfulness and Peace Studies (International Program)
วิทยาลัยพระธรรมทูตระดับปริญญาโท
1. พุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระธรรมทูต
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยตั้งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: สำนักงานส่วนกลางตั้งอยู่เลขที่ 79 หมู่ 1 ถนนพหลโยธิน หลักกิโลเมตรที่ 55 ตำบลลำไทร อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13170
 
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเปิดทำการวันไหนและเวลาใด?
ตอบ: ตามประกาศรับสมัครปีการศึกษา 2569 ของคณะครุศาสตร์ สามารถติดต่อรับสมัครได้วันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.30 – 16.30 น. โดยหยุดวันพระและวันอาทิตย์ ทั้งนี้เวลาของสำนักงานอื่นและการเข้าพื้นที่มหาวิทยาลัยเป็นไปตามข้อกำหนดของแต่ละหน่วยงาน
 
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก่อตั้งเมื่อใด?
ตอบ: มหาวิทยาลัยได้รับการสถาปนาครั้งแรกใน พ.ศ. 2430 ภายใต้ชื่อมหาธาตุวิทยาลัย และเริ่มจัดการศึกษารูปแบบมหาวิทยาลัยในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2490
 
ถาม: ใครเป็นผู้สถาปนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย?
ตอบ: พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นองค์ผู้สถาปนามหาธาตุวิทยาลัย ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานนามว่ามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
 
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีชื่อเสียงด้านใด?
ตอบ: มีความโดดเด่นด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา พระไตรปิฎกศึกษา ปรัชญา วิปัสสนาภาวนา พุทธจิตวิทยา สันติศึกษา และการบูรณาการพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่
 
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีคณะอะไรบ้าง?
ตอบ: มีคณะหลัก 4 คณะ ได้แก่ คณะพุทธศาสตร์ คณะครุศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ และคณะสังคมศาสตร์ พร้อมด้วยบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และวิทยาลัยพระธรรมทูต
 
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีวิทยาเขตกี่แห่ง?
ตอบ: มีวิทยาเขต 12 แห่งตามรายชื่อที่มหาวิทยาลัยเผยแพร่ นอกจากนี้ยังมีวิทยาลัยสงฆ์และหน่วยการศึกษาในส่วนภูมิภาค
 
ถาม: บุคคลทั่วไปสามารถเข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยได้หรือไม่?
ตอบ: มหาวิทยาลัยจัดการศึกษาสำหรับทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติตามประกาศของแต่ละหลักสูตรและระดับการศึกษา
 
ถาม: บุคคลทั่วไปสามารถเข้าเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยได้หรือไม่?
ตอบ: ผู้สนใจศึกษาดูงานควรติดต่อประสานงานกับมหาวิทยาลัยล่วงหน้า โดยเฉพาะการเข้าชมอาคารเรียน ห้องสมุด และพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
 
ถาม: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยต่างจากมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยอย่างไร?
ตอบ: ทั้ง 2 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาคนละสถาบัน โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมีจุดกำเนิดจากมหาธาตุวิทยาลัยที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ส่วนมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยมีประวัติการก่อตั้งและโครงสร้างองค์กรของตนเอง

มหาวิทยาลัยหมวดหมู่: ●มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐกลุ่ม: ●มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ปรับปรุงล่าสุด : 4 วันที่แล้ว


คลิกเพื่อเข้าแผนที่นำทาง GPS

แผนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(7)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(6)
พระราชวัง พระราชวัง(4)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(6)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(9)
พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(1)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(2)
ศูนย์ฝึกอบรม ศูนย์ฝึกอบรม(1)
มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ(2)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(2)
มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏ(1)
วัด วัด(133)
โบสถ์ โบสถ์(2)
มัสยิด มัสยิด(2)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(15)
โครงการหลวง โครงการหลวง(4)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(10)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(7)
ตลาดน้ำ ตลาดน้ำ(3)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(1)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(3)
หมู่เกาะ หมู่เกาะ(2)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(1)
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์ แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(2)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(4)
สวนน้ำ สวนน้ำ(1)
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(2)