หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ >อ.เมืองเชียงใหม่ >ต.ช้างเผือก > วัดข่วงสิงห์
TL;DR: วัดข่วงสิงห์ อยู่ที่บ้านข่วงสิงห์ หมู่ที่ 3 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
วัดข่วงสิงห์

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
วัดข่วงสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่บ้านข่วงสิงห์ หมู่ที่ 3 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ วัดแห่งนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่มีรากประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับพื้นที่ทางทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ การจัดทัพในอดีต ความเชื่อเรื่องสิงห์มงคล และการฟื้นฟูพระศาสนาในสมัยพระเจ้ากาวิละ ผู้ครองนครเชียงใหม่ จุดเด่นของวัดคืออาคารศาสนสถานหลายส่วนที่มีเรื่องราวเฉพาะตัว ทั้งอุโบสถ 2 ชั้นซึ่งชั้นบนเป็นหอไตร วิหาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน จิตรกรรมฝาผนังเรื่องมหาชาติ 13 กัณฑ์ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ อาคารอเนกประสงค์ หอระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาทที่ทำให้วัดข่วงสิงห์เป็นวัดชุมชนเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมล้านนา
วัดข่วงสิงห์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยววัดในเชียงใหม่ในมุมที่ลึกกว่าเส้นทางวัดยอดนิยมภายในคูเมือง เพราะวัดตั้งอยู่ในเขตช้างเผือก ใกล้ย่านข่วงสิงห์ ถนนโชตนา ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ วัดเจ็ดยอด และชุมชนทางตอนเหนือของเมืองเชียงใหม่ ทำให้สามารถจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ร่วมกับวัดและพิพิธภัณฑ์ใกล้เคียงได้ง่าย ภายในวัดยังคงมีบรรยากาศของวัดชุมชน ผู้มาเยือนสามารถเข้ามาไหว้พระ ทำบุญ ชมสถาปัตยกรรม และเรียนรู้เรื่องราวของข่วงสิงห์ในฐานะพื้นที่มงคลของเมืองได้ในเวลาเดียวกัน
ชื่อ “ข่วงสิงห์” มีความหมายสำคัญในบริบทล้านนา คำว่า “ข่วง” หมายถึงลานหรือพื้นที่โล่ง ส่วน “สิงห์” คือสัตว์มงคลที่สัมพันธ์กับอำนาจ ความกล้าหาญ การคุ้มครอง และความเป็นสิริมงคลของบ้านเมือง พื้นที่ข่วงสิงห์ในอดีตจึงถูกอธิบายว่าเป็นบริเวณโล่งทางทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ ใช้เป็นพื้นที่ระดมทหาร จัดระเบียบกำลังพล และประกอบพิธีกรรมมงคลก่อนออกศึก ความหมายของชื่อวัดจึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อสถานที่ แต่เชื่อมโยงกับคติความเชื่อเรื่องการคุ้มครองเมือง การเสริมสิริมงคลแก่กองทัพ และการสร้างขวัญกำลังใจให้ผู้คนในสังคมล้านนา
ประวัติของวัดข่วงสิงห์มีความสัมพันธ์กับชื่อเดิมว่า วัดข่วงสิงห์ชัยมงคล ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนความเป็นสถานที่มงคลอย่างชัดเจน วัดสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิละ ผู้ครองนครเชียงใหม่ โดยมีข้อมูลระบุว่าสร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2347 และมีเรื่องราวสำคัญย้อนไปถึงช่วง พ.ศ. 2344 เมื่อพระเจ้ากาวิละโปรดให้สร้างสิงห์ขึ้นไว้คู่หนึ่ง ณ บริเวณโล่งกว้างทางทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ สิงห์ตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อีกตัวหนึ่งหันหน้าไปทางทิศเหนือ มีการสร้างกำแพงและสระน้ำล้อมรอบ แล้วประกอบพิธีอัญเชิญเทพยดาอารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มาสถิต ณ พื้นที่แห่งนี้ เพื่อให้เป็นมงคลและเป็นสีหนาทแก่บ้านเมือง
ในอดีต เมื่อมีการยกทัพไปต่อสู้กับข้าศึก หรือเมื่อบ้านเมืองต้องการแผ่อานุภาพทางการเมืองและการทหาร กองทัพจะมาหยุดบริเวณข่วงสิงห์เพื่อประกอบพิธีมงคลก่อนเดินทางออกศึก เรื่องนี้ทำให้พื้นที่วัดข่วงสิงห์มีความหมายทั้งในเชิงพุทธศาสนาและประวัติศาสตร์บ้านเมือง เพราะวัดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวจากชุมชน แต่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของระบบความเชื่อ การป้องกันเมือง และพิธีกรรมที่สัมพันธ์กับความมั่นคงของนครเชียงใหม่
ต่อมาในสมัยพ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดข่วงสิงห์ให้ดีขึ้น ชื่อวัดข่วงสิงห์ชัยมงคลซึ่งเป็นชื่อเดิมจึงค่อย ๆ เหลือเป็นชื่อที่เรียกง่ายขึ้นว่า วัดข่วงสิงห์ ตามชื่อหมู่บ้านและพื้นที่โดยรอบ การเปลี่ยนชื่อเช่นนี้พบได้บ่อยในวัดเก่า เพราะชื่อที่ชาวบ้านเรียกใช้ในชีวิตประจำวันมักกลายเป็นชื่อที่จดจำและใช้ต่อเนื่องยาวนานกว่าชื่อเต็ม วัดข่วงสิงห์จึงเป็นตัวอย่างของวัดที่ชื่อสถานที่ ประวัติชุมชน และความเชื่อเก่าแก่หลอมรวมอยู่ในชื่อเดียวกัน
พื้นที่ตั้งวัดมีอาณาเขตที่สัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบอย่างชัดเจน ทิศเหนือจดทางเข้าหมู่บ้านและคุ้มสิงห์ ทิศใต้จดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ทิศตะวันออกจดโรงเรียนข่วงสิงห์และหมู่บ้าน ส่วนทิศตะวันตกจดคันคลองชลประทานและหมู่บ้าน วัดยังมีที่ธรณีสงฆ์จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ 72 ตารางวา ตามเอกสาร น.ส.3 เลขที่ 371 และ 320 ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าวัดข่วงสิงห์ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ศาสนา แต่เป็นศูนย์กลางที่อยู่ร่วมกับหมู่บ้าน โรงเรียน ถนนสายหลัก และระบบน้ำของชุมชนทางเหนือของเมืองเชียงใหม่
ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนเห็นได้ชัดจากการมีโรงเรียนวัดข่วงสิงห์อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โรงเรียนดังกล่าวมีประวัติเกี่ยวพันกับวัดและพื้นที่บ้านข่วงสิงห์ ทำให้วัดมีบทบาทมากกว่าการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แต่ยังสัมพันธ์กับการศึกษา การอบรมเยาวชน และความเป็นศูนย์กลางของชุมชน วัดประเภทนี้เป็นรูปแบบสำคัญของสังคมไทย เพราะวัด โรงเรียน และชุมชนมักเติบโตควบคู่กัน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองเก่าที่มีประวัติการตั้งถิ่นฐานมายาวนาน
วัดข่วงสิงห์ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 การได้รับวิสุงคามสีมาเป็นข้อมูลสำคัญในทางพระพุทธศาสนา เพราะแสดงถึงเขตพื้นที่ที่กำหนดไว้สำหรับประกอบสังฆกรรม โดยเฉพาะพิธีอุปสมบทและพิธีสำคัญของพระสงฆ์ วัดข่วงสิงห์จึงเป็นวัดที่มีสถานะทางศาสนาชัดเจน มีพื้นที่ประกอบพิธีกรรม และยังคงเปิดให้ประชาชนเข้ามาทำบุญ ไหว้พระ และร่วมกิจกรรมของวัดตามโอกาสสำคัญทางพระพุทธศาสนา
อาคารศาสนสถานสำคัญของวัดข่วงสิงห์เริ่มจาก อุโบสถ ซึ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นบนเป็นหอไตร ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังรูปมหาชาติ 13 กัณฑ์ ลักษณะการรวมพื้นที่อุโบสถและหอไตรไว้ในอาคารเดียวกันทำให้อาคารมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะหอไตรเป็นพื้นที่สำหรับเก็บรักษาพระไตรปิฎก คัมภีร์ และองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนา ส่วนอุโบสถเป็นพื้นที่ประกอบสังฆกรรมสำคัญ การมี 2 บทบาทอยู่ในอาคารเดียวกันสะท้อนการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าและความสำคัญของพระธรรมในวัดชุมชนล้านนา
จิตรกรรมฝาผนังเรื่องมหาชาติ 13 กัณฑ์ภายในอุโบสถและวิหารมีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้คติธรรมของชุมชน มหาชาติเป็นเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกซึ่งเน้นบารมีแห่งการให้ การเสียสละ ความอดทน และคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ การที่วัดข่วงสิงห์มีภาพมหาชาติ 13 กัณฑ์ภายในอาคารสำคัญ ทำให้วัดเป็นพื้นที่เรียนรู้ธรรมะผ่านภาพ ไม่ใช่เพียงผ่านการฟังเทศน์หรืออ่านคัมภีร์ ผู้มาเยือนจึงควรสังเกตภาพเหล่านี้อย่างช้า ๆ เพื่อเข้าใจบทบาทของศิลปกรรมในการถ่ายทอดพระพุทธศาสนาแก่ชุมชน
วิหารของวัดข่วงสิงห์เป็นอาคาร 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังภาพมหาชาติ 13 กัณฑ์เช่นกัน วิหารเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้ามากราบพระ ทำบุญ ฟังธรรม และร่วมพิธีกรรมได้ง่ายกว่าอาคารที่ใช้เฉพาะสังฆกรรม จึงเป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างพระสงฆ์กับชาวบ้านโดยตรง การที่วิหารมีจิตรกรรมมหาชาติช่วยให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสทั้งความงามทางศิลปะและเนื้อหาทางธรรมในพื้นที่เดียวกัน
นอกจากอุโบสถและวิหาร วัดข่วงสิงห์ยังมี ศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับกิจกรรมของพระสงฆ์และชุมชน ศาลาการเปรียญในวัดไทยมักใช้สำหรับทำบุญ ฟังธรรม ประชุม หรือจัดกิจกรรมทางศาสนาและสาธารณประโยชน์ เมื่อวัดตั้งอยู่กลางชุมชน ศาลาการเปรียญจึงทำหน้าที่เหมือนพื้นที่กลางของหมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่คนหลายวัยเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัดและชุมชน
กุฏิสงฆ์ของวัดข่วงสิงห์เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ รูปแบบนี้สะท้อนการปรับตัวของวัดในเมืองเชียงใหม่ที่ยังรักษาองค์ประกอบไม้แบบดั้งเดิมไว้บางส่วน ขณะเดียวกันก็ใช้วัสดุก่อสร้างที่แข็งแรงขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานในระยะยาว อาคารครึ่งตึกครึ่งไม้จึงเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมวัดที่อยู่ระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ เป็นภาพของวัดชุมชนที่พัฒนาไปตามยุคสมัยโดยยังรักษาความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยไว้
วัดยังมี ศาลาอเนกประสงค์ เป็นอาคาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน รวมถึงศาลาอเนกประสงค์อานนทวิลาศสามัคคีนุสรณ์ ซึ่งรองรับงานบุญ งานประชุม และกิจกรรมของชุมชนได้หลายรูปแบบ การมีศาลาอเนกประสงค์แสดงให้เห็นบทบาทของวัดในฐานะพื้นที่สาธารณะของคนในท้องถิ่น เพราะวัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับไหว้พระ แต่ยังเป็นพื้นที่ช่วยจัดระเบียบชีวิตชุมชนในวาระต่าง ๆ ตั้งแต่งานบุญ งานพิธี ไปจนถึงกิจกรรมอบรมและการรวมกลุ่มของประชาชน
หอระฆังวัดข่วงสิงห์ เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศของวัดไทย หอระฆังมีบทบาททั้งเชิงสัญลักษณ์และเชิงการใช้งาน เสียงระฆังในวัดเป็นเสียงที่เกี่ยวข้องกับการบอกเวลา การแจ้งกิจกรรม และการสร้างสมาธิในพื้นที่ศาสนา สำหรับผู้มาเยือน หอระฆังเป็นจุดที่ควรชมร่วมกับอาคารหลัก เพราะช่วยให้เข้าใจรูปแบบผังวัดและระบบการใช้งานของวัดชุมชนในภาคเหนือ
เจดีย์ทรงปราสาทเป็นจุดเด่นอีกแห่งของวัดข่วงสิงห์ เจดีย์ในวัดล้านนามักมีบทบาทเป็นศูนย์กลางของความศรัทธา ใช้เป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องทางศาสนาในพื้นที่ วัดข่วงสิงห์มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิงห์มงคลและพิธีกรรมของบ้านเมือง เมื่อมีเจดีย์ทรงปราสาทอยู่ภายในวัด จึงช่วยให้พื้นที่แห่งนี้มีทั้งมิติของความศักดิ์สิทธิ์ ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ และความงามทางสถาปัตยกรรม
ประวัติของวัดข่วงสิงห์ยังเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญใน พ.ศ. 2469 เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสนครเชียงใหม่ และเสด็จพระราชดำเนินมายังหมู่บ้านข่วงสิงห์ เพื่อรับน้อมถวายช้างเผือกที่ทางจังหวัดจัดขึ้นทูลเกล้าถวาย เหตุการณ์นี้เป็นความทรงจำสำคัญของชุมชน เพราะทำให้บ้านข่วงสิงห์กลายเป็นพื้นที่ที่มีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ระดับเมืองและระดับชาติ ช่วยย้ำว่าพื้นที่นี้ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในอดีตสมัยพระเจ้ากาวิละเท่านั้น แต่ยังปรากฏบทบาทในประวัติศาสตร์เชียงใหม่ยุครัตนโกสินทร์ด้วย
ในด้านการบริหารและการปกครอง วัดข่วงสิงห์มีรายนามเจ้าอาวาสที่สืบต่อกันหลายรูป ได้แก่ พระครูบาอินทร์ พระครูบาพรหม พระครูบาบ้อม อุดุตโม พระอธิการคำบัน พระครูบาจันทร์แก้ว พระอธิการดี พระอธิการจันทร์คำ พระอธิการอุ่นเรือน พระอธิการเชื้อ สุขวทุมโน และพระครูพิศิษฎ์พิพิธการ รายนามเหล่านี้สะท้อนความต่อเนื่องของการดูแลวัดจากรุ่นสู่รุ่น และทำให้เห็นว่าวัดข่วงสิงห์เป็นสถาบันชุมชนที่ดำรงอยู่ได้ด้วยบทบาทของพระสงฆ์และศรัทธาญาติโยมในพื้นที่
พระครูพิศิษฎ์พิพิธการ หรือครูบาบุญปั๋น ใจพรม เป็นพระสงฆ์ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติการดูแลวัดข่วงสิงห์ ท่านมีพื้นเพจากจังหวัดลำพูน บรรพชาเมื่ออายุ 16 ปี และอุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี หลังอุปสมบทได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและภาษาพื้นเมือง ก่อนรับอาราธนามาเป็นเจ้าอาวาสวัดข่วงสิงห์ บทบาทของท่านช่วยทำให้วัดมีชีวิตทางศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในด้านการศึกษา การเผยแผ่ธรรม และการดูแลศาสนสถานในชุมชนข่วงสิงห์
วัดข่วงสิงห์ยังมีบทบาทด้านการศึกษา โดยมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรม เปิดสอนเมื่อ พ.ศ. 2515 และมีหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบล การมีระบบการศึกษาทางธรรมและการอบรมประชาชนทำให้วัดเป็นพื้นที่พัฒนาคนในเชิงศีลธรรม ไม่ใช่เพียงพื้นที่ประกอบพิธีกรรม วัดจึงมีบทบาททั้งต่อพระภิกษุสามเณร เยาวชน และประชาชนทั่วไปที่เข้ามาเรียนรู้หลักธรรมและใช้วัดเป็นพื้นที่สร้างความสัมพันธ์ของชุมชน
เมื่อเดินชมวัดข่วงสิงห์ สิ่งแรกที่ควรทำคือไหว้พระและตั้งจิตให้สงบ จากนั้นจึงชมอุโบสถ 2 ชั้นและสังเกตแนวคิดเรื่องหอไตรซึ่งอยู่ชั้นบน ต่อด้วยการชมจิตรกรรมมหาชาติ 13 กัณฑ์ในอาคารสำคัญ เดินต่อไปยังวิหาร ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ หอระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาท การเดินชมเช่นนี้จะทำให้เห็นวัดในฐานะระบบพื้นที่ ไม่ใช่เพียงอาคารเดี่ยวแต่ละหลัง เพราะทุกองค์ประกอบล้วนมีหน้าที่ของตนและร่วมกันสร้างความหมายให้วัดข่วงสิงห์
บรรยากาศของวัดข่วงสิงห์มีความเป็นวัดชุมชนในเขตเมืองเหนือ บริเวณรอบวัดเชื่อมกับถนนโชตนา โรงเรียน หมู่บ้าน ตลาด และเส้นทางคมนาคมหลัก จึงเหมาะกับผู้ที่สนใจชีวิตจริงของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน ผู้มาเยือนจะเห็นว่าวัดเก่าไม่ได้แยกตัวออกจากเมือง แต่ยังอยู่ร่วมกับระบบการเดินทาง การเรียน การค้าขาย และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ความน่าสนใจของวัดข่วงสิงห์จึงอยู่ที่การเป็นวัดเก่าที่ดำรงอยู่ท่ามกลางเมืองที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
การเดินทางไปวัดข่วงสิงห์ ทำได้สะดวกมากจากตัวเมืองเชียงใหม่ หากเริ่มจากคูเมืองด้านเหนือหรือย่านประตูช้างเผือก สามารถใช้ถนนโชตนาเป็นเส้นทางหลักมุ่งหน้าไปทางแยกข่วงสิงห์ วัดตั้งอยู่ในบ้านข่วงสิงห์ หมู่ที่ 3 ตำบลช้างเผือก ใกล้ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถใช้ระบบนำทางไปยังพิกัดวัดได้โดยตรง ส่วนผู้ที่ไม่มีรถสามารถใช้รถแดง รถตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ผ่านแอป หรือเดินทางร่วมกับเส้นทางขนส่งภายในเมืองแล้วต่อรถระยะสั้นเข้าสู่วัด
สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวแบบครึ่งวัน วัดข่วงสิงห์สามารถจัดร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ วัดเจ็ดยอด พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 และย่านนิมมานเหมินท์ได้สะดวก เส้นทางนี้เหมาะกับคนที่ต้องการเข้าใจเชียงใหม่ในมิติประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม และเมืองร่วมสมัย เพราะเริ่มจากวัดชุมชนเก่าแก่ ต่อด้วยพิพิธภัณฑ์และวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ ก่อนจบด้วยย่านเมืองใหม่ที่มีร้านอาหาร คาเฟ่ และที่พักหลากหลาย
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเข้าชมวัดข่วงสิงห์คือช่วงเช้าและช่วงบ่ายที่แดดไม่แรง ช่วงเช้าเหมาะกับการไหว้พระ ทำบุญ และเดินชมวัดอย่างสงบ ส่วนช่วงบ่ายเหมาะกับการแวะพักระหว่างเที่ยวพิพิธภัณฑ์หรือวัดใกล้เคียง ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าอาคารศาสนสถาน ไม่ส่งเสียงดัง ไม่สัมผัสจิตรกรรมฝาผนัง พระพุทธรูป หรือวัตถุภายในวัดโดยไม่จำเป็น และเคารพพื้นที่สงฆ์ รวมถึงพื้นที่ที่ใช้ประกอบศาสนกิจของชุมชน
วัดข่วงสิงห์เหมาะกับผู้สนใจถ่ายภาพเชิงวัฒนธรรม โดยเฉพาะภาพอาคารวัดในชุมชน ภาพหอระฆัง เจดีย์ทรงปราสาท อาคารอุโบสถและวิหาร 2 ชั้น รวมถึงรายละเอียดของจิตรกรรมมหาชาติ 13 กัณฑ์ การถ่ายภาพควรคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ศาสนา ไม่รบกวนพระสงฆ์หรือผู้ที่กำลังไหว้พระ และหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชใกล้ภาพจิตรกรรมหรือวัตถุเก่าแก่ การเที่ยววัดอย่างเคารพช่วยให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมีคุณค่าทั้งต่อผู้มาเยือนและชุมชนเจ้าของพื้นที่
เมื่อมองในภาพรวม วัดข่วงสิงห์เป็นวัดที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับเชียงใหม่ เพราะไม่ได้เด่นเฉพาะความงามของอาคารศาสนสถาน แต่เด่นจากเรื่องเล่าของพื้นที่ข่วงสิงห์ ความเชื่อเรื่องสิงห์มงคล พิธีกรรมก่อนออกศึก การสร้างวัดในสมัยพระเจ้ากาวิละ การบูรณะในสมัยพ่อเจ้าอินทวิชยานนท์ การเสด็จประพาสของรัชกาลที่ 7 และบทบาทของวัดในฐานะศูนย์กลางชุมชนบ้านข่วงสิงห์ ผู้ที่ต้องการเที่ยวเชียงใหม่แบบเข้าใจเมืองมากขึ้นควรแวะวัดข่วงสิงห์ เพราะวัดแห่งนี้บอกเล่าประวัติศาสตร์เมืองผ่านชื่อสถานที่ อาคารศาสนา และความทรงจำของชุมชนได้อย่างครบถ้วน
| ชื่อสถานที่ | วัดข่วงสิงห์ |
| ที่ตั้ง | บ้านข่วงสิงห์ หมู่ที่ 3 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ |
| ที่อยู่ | 15 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50300 |
| พิกัด | 18.812796, 98.982763 |
| ไฮไลต์ | วัดเก่าแก่ในย่านข่วงสิงห์ มีประวัติเชื่อมโยงกับพระเจ้ากาวิละ สิงห์มงคล พื้นที่ระดมทหารก่อนออกศึก อุโบสถ 2 ชั้น หอไตร จิตรกรรมมหาชาติ 13 กัณฑ์ วิหาร 2 ชั้น และเจดีย์ทรงปราสาท |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ. 2347 เดิมชื่อวัดข่วงสิงห์ชัยมงคล สร้างขึ้นโดยพระเจ้ากาวิละ ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2527 |
| ที่มาของชื่อ | ข่วงหมายถึงลานหรือพื้นที่โล่ง สิงห์เป็นสัตว์มงคล พื้นที่ข่วงสิงห์เคยสัมพันธ์กับการระดมทหาร การประกอบพิธีมงคลก่อนออกศึก และสิงห์คู่ที่พระเจ้ากาวิละโปรดให้สร้างไว้ทางทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่ |
| ลักษณะเด่น | อุโบสถ 2 ชั้น ชั้นบนเป็นหอไตร วิหาร 2 ชั้นก่ออิฐถือปูน จิตรกรรมฝาผนังเรื่องมหาชาติ 13 กัณฑ์ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ครึ่งตึกครึ่งไม้ ศาลาอเนกประสงค์ หอระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาท |
| อาณาเขตและที่ธรณีสงฆ์ | ทิศเหนือจดทางเข้าหมู่บ้านและคุ้มสิงห์ ทิศใต้จดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ทิศตะวันออกจดโรงเรียนข่วงสิงห์และหมู่บ้าน ทิศตะวันตกจดคันคลองชลประทานและหมู่บ้าน มีที่ธรณีสงฆ์ 2 แปลง เนื้อที่ 10 ไร่ 72 ตารางวา |
| การเดินทาง | เดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่โดยใช้ถนนโชตนา มุ่งหน้าไปทางแยกข่วงสิงห์และถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัว รถแดง รถตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ผ่านแอป หรือเดินทางต่อจากย่านประตูช้างเผือกและช้างเผือกได้สะดวก |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าทำบุญ ไหว้พระ และชมวัดตามเวลาทำการ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พระวิหาร พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ หอระฆัง พื้นที่ทำบุญ พื้นที่เดินชมวัด และชุมชนโดยรอบที่เดินทางสะดวก |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | อุโบสถ 2 ชั้น หอไตร วิหาร 2 ชั้น จิตรกรรมมหาชาติ 13 กัณฑ์ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์อานนทวิลาศสามัคคีนุสรณ์ หอระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาท |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแล | พระครูพิศิษฎ์พิพิธการ |
| เบอร์ติดต่อหลัก | 053-220-973 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ ประมาณ 1 กม. 2. วัดเจ็ดยอด ประมาณ 1 กม. 3. พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง ประมาณ 1 กม. 4. สวนล้านนา ร.9 ประมาณ 1 กม. 5. เมญ่า ไลฟ์สไตล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ประมาณ 3 กม. 6. ย่านนิมมานเหมินท์ ประมาณ 3 กม. 7. วัดโลกโมฬี ประมาณ 3 กม. 8. ประตูช้างเผือก ประมาณ 3 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. Lapin Cafe Khuang Sing ประมาณ 1 กม. โทร. 098-750-9815 2. ก๋วยเตี๋ยวไก่ข่วงสิงห์ ประมาณ 1 กม. โทร. 095-373-4718 3. ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นแชมป์ ข่วงสิงห์ ประมาณ 1 กม. โทร. 090-331-6274 4. โชคดีสุกี้แห้ง ข่วงสิงห์ ประมาณ 1 กม. โทร. 097-939-7726 5. อาหารตามสั่ง ข่วงสิงห์ ประมาณ 1 กม. โทร. 062-884-5655 6. ราดหน้าข่วงสิงห์ ประมาณ 1 กม. โทร. 063-971-6421 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Khuang Singh Residence & Hotel Chiangmai ประมาณ 1 กม. โทร. 053-223-000 2. Wintree City Resort Chiang Mai ประมาณ 1 กม. โทร. 052-081-377, 093-689-1955 3. B2 Mountain Pano Residence Chiang Mai ประมาณ 2 กม. โทร. 052-009-161 4. ibis Styles Chiang Mai ประมาณ 3 กม. โทร. 053-908-888 5. Chiang Mai Phucome Hotel ประมาณ 3 กม. โทร. 053-211-026 6. The Core St. by Stay Now ประมาณ 4 กม. โทร. 053-218-163 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดข่วงสิงห์อยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดข่วงสิงห์ตั้งอยู่บ้านข่วงสิงห์ หมู่ที่ 3 ถนนโชตนา ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ใกล้แยกข่วงสิงห์และถนนซุปเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง
ถาม: วัดข่วงสิงห์เปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: วัดข่วงสิงห์เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
ถาม: วัดข่วงสิงห์มีประวัติสำคัญอย่างไร?
ตอบ: วัดข่วงสิงห์เดิมชื่อวัดข่วงสิงห์ชัยมงคล สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากาวิละ ผู้ครองนครเชียงใหม่ และมีความสัมพันธ์กับพื้นที่ข่วงสิงห์ซึ่งเป็นลานมงคลทางทิศเหนือของเมืองเชียงใหม่
ถาม: ชื่อข่วงสิงห์มีความหมายว่าอะไร?
ตอบ: ข่วงหมายถึงลานหรือพื้นที่โล่ง ส่วนสิงห์เป็นสัตว์มงคล ชื่อข่วงสิงห์จึงสื่อถึงพื้นที่มงคลที่เกี่ยวข้องกับการระดมทหารและพิธีกรรมก่อนออกศึกในอดีต
ถาม: สิ่งสำคัญภายในวัดข่วงสิงห์มีอะไรบ้าง?
ตอบ: สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ อุโบสถ 2 ชั้น หอไตร วิหาร 2 ชั้น จิตรกรรมมหาชาติ 13 กัณฑ์ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ หอระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาท
ถาม: เดินทางไปวัดข่วงสิงห์อย่างไร?
ตอบ: สามารถเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่โดยใช้ถนนโชตนา มุ่งหน้าไปทางแยกข่วงสิงห์ ใช้รถยนต์ส่วนตัว รถแดง รถตุ๊กตุ๊ก แท็กซี่ผ่านแอป หรือเดินทางต่อจากย่านประตูช้างเผือกได้สะดวก
ถาม: วัดข่วงสิงห์เหมาะกับใคร?
ตอบ: วัดข่วงสิงห์เหมาะกับผู้ที่สนใจวัดเก่าในเชียงใหม่ ประวัติศาสตร์ล้านนา ศิลปกรรมวัดชุมชน จิตรกรรมมหาชาติ และเรื่องราวพื้นที่มงคลทางเหนือของเมืองเชียงใหม่
ถาม: เที่ยววัดข่วงสิงห์ร่วมกับสถานที่ใดได้บ้าง?
ตอบ: สามารถเที่ยวร่วมกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ วัดเจ็ดยอด พิพิธภัณฑ์เรียนรู้ราษฎรบนพื้นที่สูง สวนล้านนา ร.9 ย่านนิมมานเหมินท์ วัดโลกโมฬี และประตูช้างเผือกได้สะดวก
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคเหนือ
ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว




