หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสิงห์บุรี >อ.เมืองสิงห์บุรี >ต.บางพุทรา > ศาลหลักเมืองสิงห์บุรี
TL;DR: ศาลหลักเมืองสิงห์บุรี อยู่ที่อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น. จุดเด่นคือ อาคารศาลหลักเมืองเป็นมณฑปจตุรมุขทรงไทย มีประตู 4 ด้าน หลังคาทรงไทยประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และยอดปรางค์กลางอาคาร.
ศาลหลักเมืองสิงห์บุรี

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.30 น.
ศาลหลักเมืองสิงห์บุรี เป็นศูนย์รวมศรัทธาสำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี และเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถมากราบสักการะเสาหลักเมือง พระพุทธรูปประจำศาลหลักเมือง และศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ได้ในบริเวณเดียวกัน จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือการเป็นพื้นที่มงคลของเมืองที่เชื่อมโยงความเชื่อเรื่องหลักเมืองเข้ากับความเคารพต่อพระเกจิอาจารย์สำคัญของจังหวัดสิงห์บุรีจำนวน 9 องค์ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไหว้ขอพรเพื่อความมั่นคง ความสำเร็จ ความเป็นสิริมงคล และต้องการเรียนรู้ร่องรอยศรัทธาของชาวสิงห์บุรีในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ของภาคกลาง
ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีตั้งอยู่ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี เป็นสถานที่ที่ชาวจังหวัดสิงห์บุรีให้ความเคารพมายาวนาน เพราะหลักเมืองตามคติไทยถือเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงของบ้านเมือง เป็นจุดยึดเหนี่ยวทางใจ และเป็นพื้นที่ประกอบพิธีมงคลของจังหวัดในหลายวาระ ภายในบริเวณเดียวกันยังมีศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามานมัสการพระประธานและรูปหล่อพระเกจิอาจารย์สำคัญของสิงห์บุรี 9 องค์ สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดไหว้หลักเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งรวมความทรงจำทางศาสนา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และความศรัทธาที่สืบต่อกันในชุมชน
ความสำคัญของศาลหลักเมืองในวัฒนธรรมไทยเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องการสร้างเมืองใหม่ เมื่อมีการตั้งถิ่นฐานหรือสร้างเมืองในชัยภูมิสำคัญ จะมีการประกอบพิธียกเสาหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองและประชาชน ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีจึงสะท้อนความคิดเรื่อง “หลักชัยของเมือง” ที่คนในพื้นที่เคารพ และยังเป็นสถานที่ที่ผู้คนมักเดินทางมาขอพรเมื่อต้องเริ่มต้นสิ่งใหม่ เช่น การงาน การเดินทาง การค้าขาย การเรียน การสอบ หรือการดำเนินชีวิตให้ราบรื่น ภาพของผู้คนที่แวะมากราบไหว้ด้วยดอกไม้ ธูปเทียน และตั้งจิตอธิษฐานอย่างสงบ ทำให้ศาลหลักเมืองสิงห์บุรียังคงมีชีวิตทางวัฒนธรรมอยู่ในปัจจุบัน
ตัวอาคารศาลหลักเมืองสิงห์บุรีมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยแบบมณฑปจตุรมุข รูปทรงสง่างาม มีประตูเข้าออก 4 ด้าน และมีหลังคาทรงไทยประดับองค์ประกอบแบบศิลปกรรมไทย เช่น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และยอดปรางค์กลางอาคาร รายละเอียดเหล่านี้ทำให้ศาลหลักเมืองมีความโดดเด่นทั้งในแง่ศรัทธาและสถาปัตยกรรม ภายในประดิษฐานเสาหลักเมืองที่ทำจากไม้สักทอง กลึงและแกะลวดลายตามแบบเสาหลักเมืองกรุงเทพมหานคร ยอดเสาแกะสลักเป็นดอกบัวตูม ลงรักปิดทอง สื่อถึงความงอกงาม ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมือง
ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2525 และกลายเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญของจังหวัดในเวลาต่อมา เสาหลักเมืองมีความสูงจากฐานเสาระดับพื้นอาคารประมาณ 2.70 เมตร ส่วนยอดเสาแกะเป็นรูปดอกบัวตูมซึ่งเป็นสัญลักษณ์มงคลในพระพุทธศาสนาและศิลปกรรมไทย การนำไม้สักทองมาใช้ในการสร้างเสาหลักเมืองยังสะท้อนความหมายของความแข็งแรง ความคงทน และความเป็นมงคลตามคติไทย อาคารศาลหลักเมืองจึงเป็นทั้งพื้นที่ทางจิตวิญญาณและงานสถาปัตยกรรมที่ช่วยเล่าเรื่องเมืองสิงห์บุรีได้อย่างชัดเจน
นอกจากเสาหลักเมืองแล้ว ภายในเขตศาลหลักเมืองยังประดิษฐานพระพุทธมงคลนพรัชภัทรปฏิมากร พระพุทธรูปประจำศาลหลักเมืองสิงห์บุรี ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร หล่อด้วยทองเหลืองรมดำสีเม็ดมะปรางเข้ม มีความสูง 369 เซนติเมตร และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปองค์นี้จัดสร้างขึ้นในโอกาสสำคัญหลายประการ ทั้งเพื่อเป็นสังฆราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 จึงเป็นองค์พระที่มีความหมายลึกซึ้งต่อผู้ที่มากราบสักการะ
ความโดดเด่นอีกส่วนหนึ่งของบริเวณศาลหลักเมืองสิงห์บุรีคือ ศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของศาลหลักเมือง อาคารแห่งนี้เปิดให้ประชาชนมากราบไหว้พระประธาน พระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะสมัยลพบุรี และรูปหล่อพระเกจิอาจารย์สำคัญของจังหวัดสิงห์บุรีจำนวน 9 องค์ การจัดพื้นที่เช่นนี้ทำให้ผู้มาเยือนได้สักการะทั้งหลักเมือง พระพุทธรูป และพระเกจิอาจารย์ที่ชาวสิงห์บุรีเคารพในคราวเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางมาไหว้ขอพรแบบครบถ้วนภายในพื้นที่ไม่กว้างมาก
ศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์เปิดอาคารเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 เวลา 09.09 น. ซึ่งตัวเลข 9 ปรากฏอย่างเด่นชัดทั้งวัน เวลา และจำนวนพระเกจิอาจารย์ที่ประดิษฐานอยู่ภายใน สะท้อนความหมายเชิงมงคลในวัฒนธรรมไทยที่เชื่อมโยงเลข 9 กับความก้าวหน้า ความเจริญ และความเป็นสิริมงคล การวางศิลาฤกษ์ของศาลาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2543 เวลา 09.09 น. ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีมะโรง ยิ่งทำให้สถานที่แห่งนี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจนและเป็นที่จดจำของผู้ศรัทธา
พระเกจิอาจารย์ 9 องค์ที่ประดิษฐานภายในศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ ได้แก่ พระอาจารย์ธรรมโชติ ธรรมโชติรังษี แห่งวัดโพธิ์เก้าต้น อำเภอค่ายบางระจัน, พระครูศรีวิริยะโสภิต หรือหลวงพ่อศรี เกสะโร แห่งวัดพระปรางค์ อำเภอบางระจัน, หลวงพ่อวอน แห่งวัดโพธิ์แก้วนพคุณ อำเภอเมืองสิงห์บุรี, พระครูสิงหราชมุณีวรนายก หรือหลวงพ่อพูน สาคโร แห่งวัดสังฆราชาวาส อำเภอเมืองสิงห์บุรี, พระครูอินทรคณานุสิชนฌ์ หรือหลวงปู่เจ็ก อาจารสุโภ แห่งวัดระนาม อำเภออินทร์บุรี, หลวงปู่บุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรีเจริญสุข อำเภอบางระจัน, หลวงพ่อชวง อภโย แห่งวัดชีปะขาว อำเภอพรหมบุรี, พระธรรมมุนี หรือหลวงพ่อแพ เขมังกโร แห่งวัดพิกุลทอง อำเภอท่าช้าง และพระครูสุจิตตานุรักษ์ หรือหลวงพ่อจวน สุจิตโต แห่งวัดหนองสุ่ม อำเภออินทร์บุรี รายชื่อเหล่านี้เป็นเสมือนแผนที่ศรัทธาของสิงห์บุรี เพราะเชื่อมโยงวัดสำคัญในหลายอำเภอเข้ากับศาลหลักเมืองในฐานะศูนย์กลางของจังหวัด
ในบรรดาพระเกจิอาจารย์ทั้ง 9 องค์ พระอาจารย์ธรรมโชติถือเป็นบุคคลสำคัญที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ค่ายบางระจันและความทรงจำของชาวสิงห์บุรีอย่างลึกซึ้ง ท่านเป็นพระสงฆ์ที่ชาวบ้านบางระจันให้ความเคารพและยึดมั่นเป็นกำลังใจในการต่อสู้ป้องกันบ้านเมือง เรื่องราวของพระอาจารย์ธรรมโชติจึงมิได้อยู่เฉพาะในกรอบศาสนาเท่านั้น แต่ยังผูกพันกับความกล้าหาญ ความสามัคคี และจิตวิญญาณของเมืองสิงห์บุรีในฐานะถิ่นวีรชนคนกล้า เมื่อรูปหล่อของท่านประดิษฐานอยู่ภายในศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ จึงช่วยให้ผู้มาเยือนสัมผัสทั้งความศรัทธาและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในเวลาเดียวกัน
หลวงพ่อแพ เขมังกโร แห่งวัดพิกุลทอง เป็นอีกหนึ่งพระเถระที่ชาวสิงห์บุรีและผู้ศรัทธาทั่วประเทศรู้จักอย่างกว้างขวาง ด้วยชื่อเสียงด้านเมตตาธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และวัตถุมงคลที่ได้รับความเคารพจากผู้คนจำนวนมาก การมีรูปหล่อของหลวงพ่อแพภายในศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ทำให้ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีเป็นจุดหมายสำคัญของผู้ที่ต้องการน้อมรำลึกถึงพระเกจิอาจารย์สายสิงห์บุรีโดยไม่ต้องเดินทางแยกไปหลายวัดในวันเดียวกัน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้มาเยือนเกิดความเข้าใจว่าสิงห์บุรีเป็นจังหวัดที่มีรากทางพระพุทธศาสนาและประเพณีศรัทธาเข้มแข็งเพียงใด
หลวงปู่บุดดา ถาวโร แห่งวัดกลางชูศรีเจริญสุข เป็นพระเถระที่ได้รับการเคารพอย่างสูงจากพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ท่านเป็นที่รู้จักในด้านการปฏิบัติธรรม ความเรียบง่าย และความมั่นคงในพระธรรมวินัย ส่วนหลวงพ่อชวง อภโย แห่งวัดชีปะขาว, หลวงพ่อพูน สาคโร แห่งวัดสังฆราชาวาส, หลวงพ่อศรี เกสะโร แห่งวัดพระปรางค์, หลวงพ่อวอน แห่งวัดโพธิ์แก้วนพคุณ, หลวงปู่เจ็ก อาจารสุโภ แห่งวัดระนาม และหลวงพ่อจวน สุจิตโต แห่งวัดหนองสุ่ม ต่างเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชุมชนในพื้นที่เคารพตามสายวัดและท้องถิ่นของตน การรวมรูปหล่อของท่านไว้ในศาลาเดียวกันจึงทำให้ศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์มีสถานะเป็นพื้นที่รวมความทรงจำและความศรัทธาของจังหวัดอย่างแท้จริง
การไหว้ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีโดยทั่วไปสามารถเริ่มจากการกราบสักการะเสาหลักเมือง ตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้ชีวิตมีหลักชัย มีความมั่นคง และมีความราบรื่น จากนั้นจึงไปกราบพระพุทธมงคลนพรัชภัทรปฏิมากร และเดินต่อไปยังศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์เพื่อกราบพระประธานกับรูปหล่อพระเกจิอาจารย์ทั้ง 9 องค์ ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ พูดคุยด้วยความสำรวม และใช้พื้นที่อย่างเคารพ เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นศาสนสถานและพื้นที่ศรัทธาของชุมชน การใช้เวลาสักครู่เพื่อเดินชมรายละเอียดอาคาร บานประตู สถาปัตยกรรม และบรรยากาศโดยรอบ จะช่วยให้การมาเยือนไม่ใช่เพียงการไหว้ขอพรแบบผ่าน ๆ แต่เป็นการเรียนรู้ความหมายของเมืองสิงห์บุรีไปพร้อมกัน
ในเชิงวัฒนธรรม ศาลหลักเมืองสิงห์บุรียังเกี่ยวข้องกับพิธีทำบุญเมืองและพิธีบวงสรวงที่จัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนของหลายปี โดยจังหวัดสิงห์บุรีมีการจัดกิจกรรมทำบุญเมืองและพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่จังหวัดและประชาชน การมีพิธีประจำปีทำให้ศาลหลักเมืองไม่ได้เป็นเพียงสถานที่นิ่งเฉย แต่เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมชุมชน ภาครัฐ และประชาชนในช่วงเวลาสำคัญของปี ผู้ที่สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่นสามารถติดตามกำหนดงานประจำปีของจังหวัดสิงห์บุรี เพราะช่วงพิธีบวงสรวงหรือสมโภชศาลหลักเมืองจะมีบรรยากาศที่สะท้อนความศรัทธาของคนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
บริเวณโดยรอบศาลหลักเมืองสิงห์บุรีอยู่ไม่ไกลจากย่านเมือง ตลาด โรงพยาบาล หน่วยงานราชการ ร้านอาหาร และที่พักหลายแห่ง จึงเหมาะสำหรับจัดเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางท่องเที่ยวเมืองสิงห์บุรี นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นช่วงเช้าด้วยการไหว้ศาลหลักเมือง จากนั้นเดินทางต่อไปยังศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีและศาลจังหวัดหลังเก่า ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม หรือเดินทางต่อไปยังวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร วัดสว่างอารมณ์ วัดอัมพวัน วัดพิกุลทอง และตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจันได้ภายในวันเดียว หากต้องการเที่ยวแบบเน้นศรัทธา ประวัติศาสตร์ และอาหารท้องถิ่น สิงห์บุรีถือเป็นจังหวัดที่เดินทางง่ายและมีระยะระหว่างสถานที่ไม่ไกลมาก
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสเมืองสิงห์บุรีอย่างลึกขึ้น การมาเยือนศาลหลักเมืองควรเชื่อมโยงกับบริบทของจังหวัดที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นถิ่นวีรชนคนกล้า เพราะสิงห์บุรีไม่ได้มีเพียงวัดและศาลหลักเมือง แต่ยังมีประวัติศาสตร์ค่ายบางระจัน เรื่องเล่าความกล้าหาญของชาวบ้านบางระจัน ลุ่มน้ำเจ้าพระยา วัฒนธรรมปลาแม่ลา อาหารพื้นถิ่น และวัดสำคัญหลายแห่ง ความพิเศษของศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์คือการทำให้ผู้มาเยือนเห็นว่าเมืองสิงห์บุรีมีรากศรัทธาเชื่อมกันหลายระดับ ตั้งแต่หลักเมืองที่เป็นสัญลักษณ์ของบ้านเมือง พระพุทธรูปที่เป็นหลักธรรม และพระเกจิอาจารย์ที่เป็นตัวแทนของการปฏิบัติ ความเมตตา และความทรงจำของชุมชน
การเดินทาง ไปยังศาลหลักเมืองสิงห์บุรีสะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถโดยสาร โดยผู้ที่เดินทางจากกรุงเทพฯ สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชีย มุ่งหน้าสู่จังหวัดสิงห์บุรี แล้วเข้าสู่ตัวเมืองสิงห์บุรีบริเวณแยกศาลหลักเมืองหรือย่านใจกลางเมือง หากใช้รถโดยสารประจำทางสามารถลงที่สถานีขนส่งจังหวัดสิงห์บุรี แล้วต่อรถท้องถิ่นหรือรถรับจ้างเข้าไปยังศาลหลักเมืองได้ไม่ไกล ภายในตัวเมืองมีร้านอาหาร ที่พัก และสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ในระยะเดินทางต่อได้ง่าย เหมาะกับทั้งนักท่องเที่ยวที่แวะพักระหว่างทางขึ้นภาคเหนือ และผู้ที่ตั้งใจเดินทางมาเที่ยวสิงห์บุรีแบบเต็มวัน
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาไหว้ศาลหลักเมืองคือช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายต้น ๆ เพราะอากาศไม่ร้อนมากและมีเวลาพอสำหรับเดินชมบริเวณศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ หากมาในวันหยุดหรือช่วงเทศกาล ควรเผื่อเวลาเรื่องที่จอดรถและจำนวนผู้มาสักการะ โดยเฉพาะช่วงใกล้สงกรานต์หรือวันที่มีพิธีบวงสรวงและสมโภชศาลหลักเมือง บรรยากาศจะคึกคักกว่าวันปกติ เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจชมพิธีกรรมท้องถิ่น แต่หากต้องการความสงบเพื่อไหว้พระและตั้งจิตอธิษฐาน ควรเลือกวันธรรมดาหรือช่วงเช้าหลังเปิดให้เข้าชม
ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีเหมาะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งสายมูและผู้ที่ศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สายวัฒนธรรมที่สนใจพิธีกรรมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ผู้สูงอายุที่ต้องการไหว้พระขอพรในเมืองที่เดินทางสะดวก รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างจังหวัดที่ต้องการหาจุดแวะพักทางใจระหว่างเดินทาง จุดเด่นคือใช้เวลาเข้าชมไม่นาน แต่ได้รับประสบการณ์ครบทั้งการไหว้หลักเมือง การกราบพระพุทธรูปสำคัญ และการนมัสการพระเกจิอาจารย์สิงห์บุรี 9 องค์ในบริเวณเดียวกัน
หากมองในมิติการท่องเที่ยว ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีเป็นสถานที่ที่ช่วยเปิดประตูสู่การทำความรู้จักจังหวัดสิงห์บุรีได้ดี เพราะจากจุดนี้สามารถต่อยอดไปสู่เส้นทางเที่ยววัดดัง เส้นทางประวัติศาสตร์บางระจัน เส้นทางอาหารปลาแม่น้ำ และเส้นทางชมวัฒนธรรมเมืองเก่าได้อย่างเป็นธรรมชาติ นักท่องเที่ยวที่มีเวลาครึ่งวันสามารถไหว้ศาลหลักเมือง รับประทานอาหารในตัวเมือง แล้วไปวัดพระนอนจักรสีห์หรือวัดสว่างอารมณ์ ส่วนผู้ที่มีเวลาเต็มวันสามารถเพิ่มวัดพิกุลทอง ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน และร้านอาหารพื้นถิ่นเข้าไปในแผนได้ ทำให้การมาไหว้ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทริปที่ครบทั้งศรัทธา ประวัติศาสตร์ และรสชาติท้องถิ่น
| ชื่อสถานที่ | ศาลหลักเมืองสิงห์บุรี และศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ |
| ที่ตั้ง | อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี |
| ที่อยู่ | บริเวณศาลหลักเมืองสิงห์บุรี อำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี 16000 |
| ไฮไลต์ | สักการะเสาหลักเมือง พระพุทธมงคลนพรัชภัทรปฏิมากร พระประธานปางนาคปรกศิลปะสมัยลพบุรี และรูปหล่อพระเกจิอาจารย์สำคัญของสิงห์บุรี 9 องค์ |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | ศาลหลักเมืองสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2525 ส่วนศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์เปิดอาคารเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 เวลา 09.09 น. |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อศาลหลักเมืองสื่อถึงเสาหลักเมืองซึ่งเป็นสัญลักษณ์ความมั่นคงของจังหวัด ส่วนชื่อศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์หมายถึงศาลาที่ประดิษฐานพระเกจิอาจารย์สำคัญของสิงห์บุรี 9 องค์ |
| ลักษณะเด่น | อาคารศาลหลักเมืองเป็นมณฑปจตุรมุขทรงไทย มีประตู 4 ด้าน หลังคาทรงไทยประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และยอดปรางค์กลางอาคาร |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | 1. อาคารศาลหลักเมืองและเสาหลักเมือง 2. พระพุทธมงคลนพรัชภัทรปฏิมากร 3. ศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์ 4. พระประธานปางนาคปรกศิลปะสมัยลพบุรี 5. รูปหล่อพระเกจิอาจารย์สำคัญของสิงห์บุรี 9 องค์ |
| พระเกจิอาจารย์ 9 องค์ | 1. พระอาจารย์ธรรมโชติ ธรรมโชติรังษี วัดโพธิ์เก้าต้น 2. พระครูศรีวิริยะโสภิต หรือหลวงพ่อศรี เกสะโร วัดพระปรางค์ 3. หลวงพ่อวอน วัดโพธิ์แก้วนพคุณ 4. พระครูสิงหราชมุณีวรนายก หรือหลวงพ่อพูน สาคโร วัดสังฆราชาวาส 5. พระครูอินทรคณานุสิชนฌ์ หรือหลวงปู่เจ็ก อาจารสุโภ วัดระนาม 6. หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข 7. หลวงพ่อชวง อภโย วัดชีปะขาว 8. พระธรรมมุนี หรือหลวงพ่อแพ เขมังกโร วัดพิกุลทอง 9. พระครูสุจิตตานุรักษ์ หรือหลวงพ่อจวน สุจิตโต วัดหนองสุ่ม |
| การเดินทาง | จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชีย เข้าตัวเมืองสิงห์บุรีบริเวณแยกศาลหลักเมือง หากเดินทางด้วยรถโดยสารสามารถลงสถานีขนส่งจังหวัดสิงห์บุรีแล้วต่อรถท้องถิ่นหรือรถรับจ้างเข้าสู่ศาลหลักเมือง |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าสักการะ และยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวง/สมโภชศาลหลักเมืองของจังหวัดสิงห์บุรี |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 16.30 น. |
| ผู้ดูแล | คณะกรรมการมูลนิธิศาลหลักเมืองสิงห์บุรีและหน่วยงานจังหวัดที่เกี่ยวข้อง |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่สักการะ ลานจอดรถบริเวณใกล้เคียง และพื้นที่สำหรับประกอบพิธี/ไหว้ขอพร |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีและศาลจังหวัดหลังเก่า ประมาณ 1 กม. 2. วัดสว่างอารมณ์ ประมาณ 3 กม. 3. วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ประมาณ 5 กม. 4. วัดอัมพวัน ประมาณ 7 กม. 5. วัดพิกุลทอง ประมาณ 13 กม. 6. ตลาดไทยย้อนยุคบ้านระจัน ประมาณ 15 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ร้านอาหารรำพึง ประมาณ 1 กม. โทร. 036-520-757 2. ร้านอาหารท่าพระจันทร์ ประมาณ 2 กม. โทร. 086-513-5610, 089-827-9495, 036-511-540 3. ร้านอาหารกังหันลม ประมาณ 4 กม. โทร. 085-813-6424, 036-507-044 4. ไพบูลย์ไก่ย่าง ประมาณ 5 กม. โทร. 099-104-0362, 036-512-132 5. บ้านสวนแม่ลาการ้อง ประมาณ 12 กม. โทร. 036-501-047, 081-448-3678 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. บ้านบุศรินทร์ ประมาณ 0.1 กม. โทร. 036-522-789, 083-699-2224 2. The Room Residence Singburi ประมาณ 0.4 กม. โทร. 095-935-2888 3. โรงแรมไชยแสง พาเลส ประมาณ 0.5 กม. โทร. 036-520-904 4. โกลเด้นดราก้อน รีสอร์ท ประมาณ 1 กม. โทร. 036-521-891, 085-666-3363 5. ไชยแสง วิลล่า สิงห์บุรี ประมาณ 2 กม. โทร. 036-510-895, 095-254-3174 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีอยู่ที่ไหน?
ตอบ: ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีตั้งอยู่ในอำเภอเมืองสิงห์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นสถานที่สักการะสำคัญของจังหวัดและอยู่ไม่ไกลจากย่านตัวเมือง
ถาม: ศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์คืออะไร?
ตอบ: ศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์เป็นศาลาที่ประดิษฐานพระประธานปางนาคปรกศิลปะสมัยลพบุรี และรูปหล่อพระเกจิอาจารย์สำคัญของจังหวัดสิงห์บุรี 9 องค์ เพื่อให้ประชาชนมากราบไหว้ขอพร
ถาม: ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีเหมาะกับการขอพรเรื่องใด?
ตอบ: ผู้คนมักมาขอพรเรื่องความมั่นคง ความสำเร็จ การงาน การเดินทาง การเริ่มต้นสิ่งใหม่ และความเป็นสิริมงคลในชีวิต
ถาม: ศาลหลักเมืองสิงห์บุรีเปิดกี่โมง?
ตอบ: เปิดให้เข้าสักการะทุกวัน เวลา 08.00 – 16.30 น.
ถาม: ต้องเสียค่าเข้าชมศาลหลักเมืองสิงห์บุรีหรือไม่?
ตอบ: ศาลหลักเมืองเป็นสถานที่สักการะของประชาชนทั่วไป โดยผู้มาเยือนควรเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน หรือเครื่องสักการะตามศรัทธา
ถาม: ถ้ามีเวลาครึ่งวันควรเที่ยวศาลหลักเมืองสิงห์บุรีร่วมกับที่ไหน?
ตอบ: สามารถเที่ยวร่วมกับศาลากลางจังหวัดสิงห์บุรีและศาลจังหวัดหลังเก่า วัดสว่างอารมณ์ และวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหารได้ เพราะอยู่ในระยะเดินทางต่อจากตัวเมืองได้สะดวก
ถาม: ช่วงไหนเหมาะกับการไปไหว้ศาลหลักเมืองสิงห์บุรี?
ตอบ: ช่วงเช้าหรือบ่ายต้น ๆ เหมาะที่สุดเพราะอากาศไม่ร้อนมาก และมีเวลาพอสำหรับไหว้เสาหลักเมือง พระพุทธรูปประจำศาลหลักเมือง และศาลาเก้าสิงหเกจิอาจารย์
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคกลาง
ปรับปรุงล่าสุด : 4 เดือนที่แล้ว



