หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดตาก >อ.แม่ระมาด >ต.แม่ตื่น > ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ
TL;DR: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ อยู่ที่หมู่ 13 บ้านเลอตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก 63140 เปิดวันจันทร์ – วันศุกร์ (เวลาทำการสำนักงานตามทะเบียนสถานที่) เวลา 08.00 – 16.00 น. (เวลาทำการสำนักงาน).

ตาก

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ

วันเปิดทำการ: วันจันทร์ – วันศุกร์ (เวลาทำการสำนักงานตามทะเบียนสถานที่)
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.00 น. (เวลาทำการสำนักงาน)
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ตั้งอยู่ที่บ้านเลอตอ หมู่ 13 ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เป็นศูนย์พัฒนาการเกษตรและชุมชนบนพื้นที่สูงของมูลนิธิโครงการหลวง ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายปี พ.ศ. 2559 เพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น ความยากจน การประกอบเกษตรกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานในชุมชนภูเขาห่างไกล ศูนย์แห่งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษในฐานะศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 และเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่ภายใต้แนวทางการพัฒนาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมุ่งสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานด้านการพัฒนาพื้นที่สูงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอเป็นมากกว่าหน่วยงานส่งเสริมการเกษตร เพราะการดำเนินงานครอบคลุมทั้งการพัฒนาอาชีพ การจัดระบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน การฟื้นฟูป่าไม้ การพัฒนาแหล่งน้ำ การคมนาคม การศึกษา การสาธารณสุข และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูงทางตะวันตกของประเทศไทย การดำเนินงานเหล่านี้เชื่อมโยงกับเป้าหมายในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเข้าไปในป่าธรรมชาติหรือกลับไปพึ่งพาการปลูกพืชผิดกฎหมาย
 
ที่ตั้งของศูนย์อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ระมาด ท่ามกลางภูมิประเทศภูเขาสูงสลับซับซ้อน พื้นที่ดำเนินงานมีระดับความสูงแตกต่างกันตั้งแต่ประมาณ 500 ถึง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขณะที่พื้นที่ชุมชนบ้านเลอตออยู่บนภูเขาที่มีความสูงประมาณ 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่มีความลาดชันสูงและมีที่ราบสำหรับการเกษตรจำกัด ความแตกต่างของระดับความสูงและสภาพภูมิประเทศจึงส่งผลโดยตรงต่อรูปแบบการตั้งถิ่นฐาน การเพาะปลูก การเดินทาง และการเข้าถึงบริการพื้นฐานของประชาชนในชุมชน
 
สภาพภูมิอากาศบริเวณเลอตอมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 23 องศาเซลเซียส มีฝนตกเป็นระยะเวลาประมาณ 8 ถึง 9 เดือนในแต่ละปี และมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยราว 1,100 มิลลิเมตรต่อปี ความชุ่มชื้นของภูเขาและแหล่งน้ำธรรมชาติเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบนิเวศ แต่พื้นที่ลาดชันและความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ค่อนข้างต่ำทำให้การเพาะปลูกจำเป็นต้องอาศัยการจัดการอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน การรักษาความชื้น และการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร
 
ความสำคัญของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอเริ่มต้นจากสภาพปัญหาที่สะสมอยู่ในชุมชนภูเขาห่างไกลมายาวนาน โดยเฉพาะการปลูกฝิ่นและการขยายพื้นที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว เมื่อประชาชนมีทางเลือกด้านอาชีพจำกัด การใช้พื้นที่ลาดชันเพื่อเพาะปลูกจึงกลายเป็นหนทางสำคัญในการหาเลี้ยงครอบครัว แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะสร้างรายได้บางช่วงเวลา แต่ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านราคาผลผลิต ต้นทุนการผลิต และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาพื้นที่เลอตอจึงต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจความเป็นอยู่ของประชาชนและค้นหาทางเลือกที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
 
ในอดีตบ้านเลอตอเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีปัญหาการปลูกฝิ่นรุนแรงของประเทศไทย การใช้มาตรการทำลายแปลงฝิ่นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน เนื่องจากประชาชนยังขาดอาชีพที่สามารถสร้างรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิต การดำเนินงานตามแนวทางโครงการหลวงจึงมุ่งแก้ไขสาเหตุทางเศรษฐกิจและสังคมควบคู่กับมาตรการภาครัฐ โดยให้ความสำคัญกับการทดลองปลูกพืชทางเลือก การพัฒนาระบบตลาด และการสร้างความเข้าใจร่วมกับชุมชนเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากความสมัครใจและผลประโยชน์ที่ประชาชนได้รับจริง
 
ในวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิโครงการหลวงในขณะนั้น มีพระดำริให้จัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 ณ บ้านเลอตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการสานต่อพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาพื้นที่สูง โดยมูลนิธิโครงการหลวงเข้ามาสำรวจสภาพพื้นที่ ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นลำดับตั้งแต่ระบบคมนาคม การจัดการที่ดิน การชลประทาน การส่งเสริมเกษตรกรรม ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน
 
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณรับพื้นที่บ้านเลอตอให้เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกในรัชสมัย และให้มูลนิธิโครงการหลวงดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการพัฒนาศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอเพื่อความยั่งยืน แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายให้ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างเหมาะสม มีระบบประกอบอาชีพที่มั่นคง ใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในระยะยาว
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอจึงมีความหมายสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาพื้นที่สูงจากรัชกาลที่ 9 เข้ากับพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดในรัชกาลปัจจุบัน การดำเนินงานไม่ได้มุ่งเพียงลดพื้นที่ปลูกฝิ่น แต่ต้องการสร้างระบบการดำรงชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของชุมชน และทำให้ประชาชนสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองโดยรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานสำคัญของการดำรงชีวิตเอาไว้ได้
 
พื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ครอบคลุม 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแม่ระมาดและอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก โดยมีชุมชนปกาเกอะญอรวม 6 หมู่บ้าน 25 หย่อมบ้าน ข้อมูลพื้นฐานในแผนการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวงระบุจำนวน 2,536 ครัวเรือน และประชากร 7,476 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนขนาดของภารกิจที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะบ้านเลอตอซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงาน แต่ครอบคลุมกลุ่มชุมชนที่กระจายตัวอยู่ในหุบเขาและตามแนวภูเขาหลายแห่ง การเข้าถึงประชาชนจึงต้องดำเนินการผ่านเครือข่ายชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
 
ชาวปกาเกอะญอเป็นประชากรหลักของพื้นที่ มีภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับภูเขา ป่าไม้ และการประกอบเกษตรกรรม บ้านเรือนตั้งอยู่ตามกลุ่มเครือญาติและพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงน้ำและที่ดินทำกินได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตอาหาร การดูแลผู้สูงอายุ การถ่ายทอดความรู้ และกิจกรรมทางสังคม การพัฒนาพื้นที่จึงจำเป็นต้องเข้าใจความสัมพันธ์เหล่านี้และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกกลุ่ม
 
ชื่อเลอตอมีความเกี่ยวข้องกับภูมิประเทศและประวัติการตั้งถิ่นฐานของชุมชน โดยความหมายที่บันทึกไว้ในงานศึกษาท้องถิ่นคือหินซ้อนกัน สะท้อนถึงลักษณะทางกายภาพที่ชาวบ้านใช้เป็นที่มาของชื่อหมู่บ้าน การตั้งถิ่นฐานของชุมชนมีประวัติยาวนานก่อนการจัดตั้งศูนย์พัฒนาโครงการหลวง และต่อมามีการรวมกลุ่มหมู่บ้านในบริเวณใกล้เคียงเข้าด้วยกัน ทำให้บ้านเลอตอกลายเป็นชุมชนสำคัญของตำบลแม่ตื่นและเป็นที่ตั้งของศูนย์พัฒนาการเกษตรในเวลาต่อมา
 
โครงสร้างการดำเนินงานของศูนย์แบ่งพื้นที่ปฏิบัติงานหลักออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ พื้นที่ตั้งสำนักงานที่บ้านเลอตอ และหน่วยปฏิบัติงานบ้านจ่อคี พื้นที่ทั้งสองมีบทบาทสนับสนุนกันในการดำเนินงานพัฒนาชุมชนและการเกษตร โดยบริเวณสำนักงานบ้านเลอตอเป็นศูนย์กลางการประสานงาน การปฏิบัติงาน และการสาธิตกิจกรรมทางการเกษตร ส่วนพื้นที่บ้านจ่อคีมีความสำคัญในด้านการจัดการผลผลิต การเรียนรู้และการทดลองปลูกพืชที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ
 
บริเวณสำนักงานบ้านเลอตอได้รับการพัฒนาให้เป็นฐานปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่และการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งใช้เป็นพื้นที่ฝึกอบรมและสาธิตการเกษตรแก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจการพัฒนาพื้นที่สูง ความสำคัญของบริเวณนี้อยู่ที่การเป็นสถานที่ถ่ายทอดองค์ความรู้จากการทดลองและการปฏิบัติจริงไปสู่ประชาชน โดยไม่จำกัดเพียงความรู้ด้านการปลูกพืช แต่ยังครอบคลุมการจัดการทรัพยากรและการสร้างอาชีพนอกภาคเกษตรกรรม
 
แปลงสาธิตที่บ้านเลอตอใช้เป็นพื้นที่ศึกษาการปลูกไม้ผล พืชผัก และกาแฟร่วมกับไม้ป่า การดำเนินงานรูปแบบนี้ทำให้เกษตรกรสามารถเห็นผลของการจัดระบบพืชในพื้นที่ลาดชันและการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเหมาะสม การปลูกไม้ยืนต้นร่วมกับพืชเศรษฐกิจยังช่วยเพิ่มความหลากหลายของพื้นที่เกษตร ลดการเปิดหน้าดิน และสนับสนุนการสร้างรายได้จากผลผลิตที่มีช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวแตกต่างกัน
 
ส่วนหน่วยบ้านจ่อคีเป็นพื้นที่สำคัญของการสาธิตพืชผัก พืชไร่ และป่าชาวบ้าน ตลอดจนการทดลองพันธุ์พืชก่อนขยายผลสู่เกษตรกร การจัดทำแปลงทดลองช่วยให้การส่งเสริมพืชใหม่มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจและลดความเสี่ยงของเกษตรกรที่ต้องลงทุนในการเพาะปลูก การเรียนรู้จากผลการทดลองจริงยังช่วยให้เจ้าหน้าที่ปรับวิธีการผลิตให้เหมาะกับดิน น้ำ อุณหภูมิ และข้อจำกัดของพื้นที่
 
นอกจากแปลงเกษตรแล้ว บ้านจ่อคียังเกี่ยวข้องกับการจัดการผลผลิตและการพัฒนาระบบคัดบรรจุ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างมูลค่าเพิ่มทางการเกษตร ผลผลิตที่ผ่านการคัดเลือกและจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสมมีโอกาสรักษาคุณภาพได้ดีขึ้น ลดความสูญเสียจากการขนส่ง และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การพัฒนาระบบหลังเก็บเกี่ยวจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาชีพที่มั่นคง ไม่ใช่เพียงการเพิ่มปริมาณผลผลิตในไร่เท่านั้น
 
พืชผักที่ศูนย์ส่งเสริมและระบุเป็นผลผลิตหลัก ได้แก่ เบบี้ฮ่องเต้ กวางตุ้ง คะน้าฮ่องกง ผักกาดขาวปลี และกะหล่ำปลี พืชเหล่านี้เป็นผักที่มีความต้องการในตลาดอาหารและสามารถสร้างรายได้ในรอบการผลิตที่ค่อนข้างสั้น การส่งเสริมการปลูกผักช่วยให้เกษตรกรมีทางเลือกในการบริหารพื้นที่และรายได้ โดยต้องอาศัยความรู้ด้านการเลือกพันธุ์ การเตรียมดิน การจัดการน้ำ การป้องกันศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม
 
เบบี้ฮ่องเต้และกวางตุ้งเป็นกลุ่มผักใบที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลาย การผลิตผักใบให้มีคุณภาพต้องใส่ใจความสะอาดของแปลงปลูก การให้น้ำสม่ำเสมอ และการเก็บเกี่ยวในระยะที่เหมาะสม ส่วนคะน้าฮ่องกงเป็นพืชที่ต้องดูแลทั้งการเจริญเติบโตของใบและลำต้น ขณะที่ผักกาดขาวปลีและกะหล่ำปลีมีลักษณะการเจริญเติบโตเป็นหัว ทำให้มีความต้องการด้านพื้นที่ปลูกและการจัดการแตกต่างจากผักใบทั่วไป
 
ไม้ผลสำคัญของศูนย์ประกอบด้วยสตรอว์เบอร์รีและเสาวรสหวาน ซึ่งเป็นพืชทางเลือกที่สร้างความหลากหลายให้ระบบการเกษตรบนพื้นที่สูง การปลูกไม้ผลต้องพิจารณาความเหมาะสมของสภาพอากาศและการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องมากกว่าการปลูกผักบางประเภท แต่เมื่อมีการจัดการที่เหมาะสมก็สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรได้
 
สตรอว์เบอร์รีเป็นพืชที่ต้องการการจัดการอย่างละเอียด ทั้งการเลือกต้นพันธุ์ การเตรียมแปลง การให้น้ำ และการรักษาคุณภาพผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว เนื่องจากผลสุกมีเนื้อสัมผัสบอบบางและเสียหายได้ง่าย การผลิตจึงเกี่ยวข้องกับการวางแผนรอบเก็บเกี่ยว การคัดคุณภาพ และการขนส่งที่เหมาะสม ส่วนเสาวรสหวานเป็นไม้เถาที่ต้องใช้ระบบค้างและการดูแลทรงต้นเพื่อสนับสนุนการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต
 
กาแฟอาราบิก้าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่เลอตอ เนื่องจากสามารถส่งเสริมให้ปลูกในระบบที่มีไม้ยืนต้นและร่มเงาได้ การพัฒนาพื้นที่ปลูกกาแฟช่วยสร้างทางเลือกแทนการปลูกข้าวโพดเชิงเดี่ยวในบางพื้นที่ และสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มพื้นที่สีเขียวบนภูเขา การปลูกกาแฟยังเป็นการลงทุนด้านเกษตรกรรมระยะยาวที่ต้องอาศัยการดูแลต้น การจัดการร่มเงา และการพัฒนาคุณภาพผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว
 
การเปลี่ยนจากพืชเชิงเดี่ยวไปสู่ไม้ยืนต้นมีความสำคัญต่อการฟื้นฟูภูมิทัศน์ เพราะต้นไม้ที่มีอายุหลายปีช่วยรักษาการปกคลุมดิน ลดความจำเป็นในการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกใหม่ทุกฤดูกาล และสามารถใช้ร่วมกับระบบวนเกษตรที่เหมาะสมได้ แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าการปลูกพืชทุกชนิดในระบบเดียวกันจะเหมาะสมเสมอไป แต่ต้องพิจารณาความต้องการแสง น้ำ ธาตุอาหาร และการเจริญเติบโตของพืชแต่ละประเภทอย่างรอบคอบ
 
การผลิตกาแฟให้มีคุณภาพเกี่ยวข้องกับกระบวนการหลายขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลต้นและเก็บเกี่ยวผลสุก ไปจนถึงการแปรรูปและรักษาคุณภาพเมล็ดกาแฟก่อนจำหน่าย การพัฒนาคุณภาพตลอดห่วงโซ่การผลิตช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกร และสร้างโอกาสในการจำหน่ายผลผลิตที่มีมูลค่าสูงกว่าการขายสินค้าเกษตรโดยไม่ผ่านการจัดการหลังเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอส่งเสริมการปลูกพืชภายใต้มาตรฐานอาหารปลอดภัย เพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค การจัดการด้านความปลอดภัยครอบคลุมการเลือกใช้ปัจจัยการผลิต การจัดการน้ำ การดูแลความสะอาดของพื้นที่ปลูก การควบคุมศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยวตามวิธีการที่เหมาะสม การส่งเสริมมาตรฐานช่วยให้เกษตรกรเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการผลิตในแปลงกับคุณภาพสินค้าที่ผู้บริโภคได้รับ
 
การปลูกพืชในโรงเรือนเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรควบคุมสภาพแวดล้อมบางส่วนได้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่เพาะปลูก โรงเรือนช่วยลดผลกระทบจากฝนที่ตกโดยตรงต่อพืชบางชนิด และเอื้อต่อการจัดการน้ำและการดูแลแปลงอย่างเป็นระบบ การส่งเสริมเทคโนโลยีการผลิตจึงมีบทบาทในการเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่และลดแรงกดดันในการขยายพื้นที่เกษตรเข้าสู่ป่า
 
การพัฒนาดินเป็นภารกิจสำคัญของศูนย์ เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกหลายแห่งอยู่บนภูเขาลาดชันและมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การผลิตปุ๋ยหมักจากวัสดุอินทรีย์ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุและปรับปรุงคุณสมบัติของดิน เมื่อดำเนินการร่วมกับการจัดการน้ำและการปลูกพืชอย่างเหมาะสม จะช่วยให้ดินสามารถรองรับการผลิตในระยะยาวและลดการพึ่งพาการเปิดพื้นที่ใหม่เพื่อเพาะปลูก
 
หญ้าแฝกเป็นพืชที่นำมาใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ด้วยระบบรากที่หนาแน่นและหยั่งลึก การปลูกหญ้าแฝกตามแนวระดับช่วยชะลอการไหลบ่าของน้ำผิวดินและลดการชะล้างหน้าดินในพื้นที่ลาดชัน การใช้หญ้าแฝกจึงเป็นตัวอย่างของการนำพืชมาเป็นเครื่องมือทางธรรมชาติในการรักษาความสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตร และช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากฝนตกหนักในภูเขา
 
การอนุรักษ์ดินและน้ำมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความมั่นคงด้านอาหารของชุมชน หากหน้าดินถูกชะล้างอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการปลูกพืชจะลดลงและต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันการสูญเสียพื้นที่ป่าต้นน้ำย่อมส่งผลต่อการกักเก็บความชุ่มชื้นและปริมาณน้ำในฤดูแล้ง การรักษาความสมดุลของดิน น้ำ และป่าไม้จึงเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืนในพื้นที่เลอตอ
 
แนวพระราชดำริเรื่องป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งให้การปลูกและดูแลต้นไม้ตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งด้านอาหาร ไม้ใช้สอย และประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พร้อมช่วยรักษาระบบนิเวศ การส่งเสริมป่าชาวบ้านและการปลูกพืชร่วมกับไม้ยืนต้นช่วยสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนรักษาพื้นที่สีเขียว เพราะป่าไม้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้
 
หนึ่งในแนวทางการพัฒนาของศูนย์คือโครงการสวมหมวกให้ดอย ซึ่งส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยความร่วมมือของเกษตรกร โดยใช้ระบบวนเกษตรและการจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างเหมาะสม การปรับรูปแบบการผลิตช่วยให้บางพื้นที่สามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นพื้นที่สีเขียวได้ และลดแรงกดดันจากการเพาะปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องเปิดหน้าดินเป็นบริเวณกว้าง การดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2565 ถึง 2566 มีพื้นที่ดำเนินการแล้วประมาณ 350 ไร่ และมีเกษตรกรเข้าร่วม 106 ราย
 
การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นอีกภารกิจสำคัญ เพราะศูนย์ตั้งอยู่ในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ การพัฒนาพื้นที่จึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มูลนิธิโครงการหลวงได้ร่วมกับหน่วยงานด้านป่าไม้สำรวจการใช้ประโยชน์พื้นที่และดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดขอบเขตการใช้พื้นที่และลดความขัดแย้งระหว่างการประกอบอาชีพกับการรักษาป่าในระยะยาว
 
การพัฒนาระบบคมนาคมมีผลสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนเลอตอ เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่บนภูเขาห่างไกล เส้นทางเดินทางที่สะดวกและปลอดภัยช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด และบริการภาครัฐได้ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้การขนส่งผลผลิตทางการเกษตรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสียหายของสินค้าระหว่างขนส่ง และเพิ่มโอกาสในการเชื่อมโยงชุมชนกับเศรษฐกิจภายนอก
 
กรมทางหลวงชนบทมีบทบาทในการพัฒนาเส้นทางคมนาคมเชื่อมต่อพื้นที่เลอตอจากอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก ไปยังอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยเส้นทางที่พัฒนามีระยะทางรวมประมาณ 74 กิโลเมตร โครงการดังกล่าวช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทางระหว่างพื้นที่ภูเขาและลดข้อจำกัดทางคมนาคมที่ชุมชนเคยเผชิญ อย่างไรก็ตาม เส้นทางยังมีลักษณะเป็นถนนภูเขาที่มีทางโค้งและความลาดชันหลายช่วง จึงต้องอาศัยความระมัดระวังในการขับขี่
 
นอกจากถนนแล้ว การขยายระบบไฟฟ้าและการสื่อสารยังช่วยสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การมีไฟฟ้าช่วยเพิ่มโอกาสในการเก็บรักษาผลผลิต การใช้เครื่องมือทางการเกษตร และการดำเนินกิจกรรมภายในครัวเรือน ขณะที่ระบบสื่อสารช่วยให้ประชาชนสามารถติดต่อกับหน่วยงานภายนอกและเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกขึ้น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จึงมีผลต่อความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชนในระยะยาว
 
การพัฒนาแหล่งน้ำเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทั้งชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพ ศูนย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐพัฒนาระบบส่งน้ำ บ่อพักน้ำ และแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้น้ำในการอุปโภคบริโภคและการเพาะปลูกได้อย่างเหมาะสม การจัดการน้ำในพื้นที่ภูเขาต้องพิจารณาความแตกต่างของระดับพื้นที่และการกระจายตัวของชุมชน เพราะการเข้าถึงแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการรองรับการผลิตที่มีคุณภาพตลอดปี
 
อ่างเก็บน้ำแม่หินหลวงน้อยเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เลอตอ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการเกษตรและการอุปโภคบริโภคของราษฎร การมีระบบบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมช่วยเพิ่มความมั่นคงในการเพาะปลูก ลดความเสี่ยงจากการขาดน้ำในบางฤดูกาล และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
ด้านเศรษฐกิจชุมชน ศูนย์ส่งเสริมการสร้างรายได้นอกภาคเกษตรกรรมควบคู่กับการปลูกพืช โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนางานหัตถกรรมและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น แนวทางดังกล่าวช่วยให้ครัวเรือนมีทางเลือกในการหารายได้เพิ่มขึ้น และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาราคาผลผลิตทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูกหรือจำนวนแรงงาน
 
งานผ้าทอปกาเกอะญอย้อมสีธรรมชาติเป็นกิจกรรมสำคัญที่เชื่อมโยงการสร้างอาชีพกับการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น การใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติในการย้อมสีผ้าช่วยเพิ่มลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ขณะที่การพัฒนารูปแบบเครื่องแต่งกายและกระบวนการผลิตช่วยเพิ่มความสามารถในการจำหน่ายสินค้า กิจกรรมดังกล่าวยังสร้างพื้นที่ให้กลุ่มสตรีและเยาวชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้วยทักษะที่สัมพันธ์กับรากฐานวัฒนธรรมของตนเอง
 
การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการเพิ่มมูลค่า โดยมีการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบอย่างเสาวรส กล้วย ขิง และกระชายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแปรรูปช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากผลผลิต ลดข้อจำกัดในการจำหน่ายสินค้าเกษตรสด และสามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เหมาะกับกลุ่มเยาวชนและกลุ่มสตรีในชุมชน
 
การรวมกลุ่มของประชาชนมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพราะช่วยให้สมาชิกสามารถแลกเปลี่ยนความรู้ วางแผนการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน การส่งเสริมกลุ่มเตรียมสหกรณ์และกลุ่มอาชีพจึงเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชนให้มีความสามารถในการบริหารจัดการตนเอง ไม่จำกัดอยู่เพียงการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอก แต่สามารถสร้างกลไกความร่วมมือที่ดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน
 
การพัฒนาเยาวชนเป็นอีกภารกิจสำคัญของศูนย์ เนื่องจากคนรุ่นใหม่จะเป็นกำลังหลักในการดูแลชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต การจัดกิจกรรมด้านการเกษตรในสถานศึกษา การฝึกทักษะอาชีพ และการสร้างความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมช่วยให้เยาวชนเข้าใจความสำคัญของการประกอบอาชีพอย่างเหมาะสมกับพื้นที่ และสามารถนำความรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตได้
 
โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเกษตรในโรงเรียนช่วยให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสฝึกปฏิบัติจริง ตั้งแต่การเพาะปลูก การดูแลพืช ไปจนถึงการเรียนรู้เรื่องอาหารและสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำมีความสำคัญต่อชุมชนบนพื้นที่สูง เพราะสามารถเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียนเข้ากับชีวิตประจำวันและอาชีพของครอบครัวได้โดยตรง
 
ด้านสาธารณสุข ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอมีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ โดยสุขศาลาโครงการหลวงเลอตอเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของการยกระดับคุณภาพชีวิต ในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2568 มีประชาชนเข้ารับบริการสุขภาพรวม 3,858 ราย สะท้อนความสำคัญของการจัดบริการสาธารณสุขในพื้นที่ภูเขาที่ประชาชนเคยมีข้อจำกัดด้านการเดินทางเพื่อเข้าถึงสถานพยาบาล
 
การพัฒนาคุณภาพชีวิตในพื้นที่เลอตอจึงเป็นการดำเนินงานที่เชื่อมโยงหลายด้านเข้าด้วยกัน ความสามารถในการสร้างรายได้จากการเกษตรช่วยให้ครัวเรือนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ การพัฒนาถนนและแหล่งน้ำช่วยลดข้อจำกัดในการดำรงชีวิต การศึกษาช่วยเพิ่มโอกาสให้เยาวชน ส่วนบริการสุขภาพช่วยลดผลกระทบจากความห่างไกลของพื้นที่ ทั้งหมดเป็นองค์ประกอบที่สนับสนุนให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
 
การดำเนินงานของศูนย์มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิโครงการหลวงรายงานการติดตามงานด้านแหล่งน้ำ การเพิ่มพื้นที่ป่า และการส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกร รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านแปลงทดสอบสาธิตและการฝึกปฏิบัติแก่เกษตรกรและผู้สนใจมากกว่า 1,243 คน การดำเนินกิจกรรมเหล่านี้สะท้อนบทบาทของศูนย์ที่เป็นทั้งหน่วยงานพัฒนาอาชีพและสถานที่เรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
 
การพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ที่บ้านจ่อคียังคงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานในระยะต่อไป โดยมีการวางแผนพัฒนาพื้นที่ 12 ไร่ เพื่อใช้ในการเรียนรู้เรื่องการผลิตปุ๋ย การขยายพันธุ์พืช และการเพาะปลูก กิจกรรมดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรได้รับความรู้จากการปฏิบัติจริง และสามารถนำแนวทางที่เหมาะสมไปปรับใช้กับแปลงเกษตรของครอบครัวได้
 
ความสำคัญของการถ่ายทอดความรู้ไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถของผู้เรียนในการนำความรู้ไปใช้อย่างต่อเนื่อง เกษตรกรที่เข้าใจการปรับปรุงดิน การขยายพันธุ์พืช และการจัดการโรงเรือนสามารถลดความเสี่ยงด้านการผลิตและพัฒนาประสิทธิภาพของแปลงเพาะปลูกได้ การเรียนรู้จึงเป็นพื้นฐานของการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความสามารถในการพึ่งพาตนเองของชุมชน
 
ในด้านภูมิทัศน์ บ้านเลอตอมีลักษณะโดดเด่นจากหมู่บ้านขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ท่ามกลางภูเขาสูง พื้นที่เพาะปลูกกระจายตัวอยู่ตามไหล่เขาและบริเวณใกล้ลำน้ำ โดยมีป่าไม้และแนวภูเขาล้อมรอบ ความเปลี่ยนแปลงของแสงและสภาพอากาศในแต่ละฤดูกาลทำให้ภูมิทัศน์มีลักษณะแตกต่างกัน ช่วงฤดูฝนพื้นที่มีความเขียวชอุ่ม ขณะที่ช่วงที่อากาศเย็นและความชื้นเหมาะสมสามารถพบหมอกปกคลุมบริเวณภูเขาและหุบเขาได้
 
การท่องเที่ยวบริเวณเลอตอมีลักษณะแตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวที่จัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพราะพื้นที่นี้เป็นทั้งชุมชนที่มีประชาชนอาศัยอยู่จริงและสถานที่ปฏิบัติงานของมูลนิธิโครงการหลวง ความน่าสนใจจึงอยู่ที่การเรียนรู้ประวัติการพัฒนาชุมชน การเกษตรบนพื้นที่สูง การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และวิถีชีวิตปกาเกอะญอ โดยพื้นที่ปฏิบัติงานและแปลงทดลองไม่ได้เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้เดินเข้าได้โดยไม่มีข้อจำกัด
 
กิจกรรมการศึกษาดูงานเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้แนวทางพัฒนาพื้นที่สูง การทดลองปลูกพืช การส่งเสริมเกษตรกรรมปลอดภัย การอนุรักษ์ดินและน้ำ และการพัฒนากลุ่มอาชีพของชุมชน ลักษณะกิจกรรมขึ้นอยู่กับการจัดการของศูนย์และภารกิจในช่วงเวลานั้น การเข้าศึกษาพื้นที่ปฏิบัติงานจึงต้องดำเนินการภายใต้การประสานงานกับเจ้าหน้าที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อแปลงทดลอง ผลผลิต และการทำงานของเกษตรกร
 
ผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูงจะเห็นความแตกต่างระหว่างการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากับการพัฒนาระยะยาวได้อย่างชัดเจนจากกรณีเลอตอ การลดการปลูกฝิ่นด้วยมาตรการบังคับไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ประชาชนได้หากไม่มีรายได้ทดแทน แต่การพัฒนาพืชเศรษฐกิจ ระบบตลาด โครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะร่วมกันช่วยให้การเปลี่ยนแปลงมีรากฐานที่มั่นคงมากขึ้น
 
ความเชื่อมโยงระหว่างการเกษตรกับป่าไม้เป็นอีกประเด็นสำคัญของเลอตอ พื้นที่สูงที่มีป่าธรรมชาติสมบูรณ์มีบทบาทในการรักษาต้นน้ำและช่วยควบคุมการไหลของน้ำ หากมีการเปิดพื้นที่ลาดชันจำนวนมากโดยไม่มีมาตรการอนุรักษ์ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียหน้าดินและการเสื่อมโทรมของลำน้ำ การพัฒนาอาชีพที่ลดแรงกดดันต่อป่าจึงช่วยทั้งระบบเศรษฐกิจครัวเรือนและระบบนิเวศในภาพรวม
 
การเดินทางเข้าสู่บ้านเลอตอทำให้เห็นภูมิประเทศภูเขาของจังหวัดตากในมิติที่แตกต่างจากเส้นทางท่องเที่ยวทั่วไป โดยเส้นทางเชื่อมอำเภอแม่ระมาดกับพื้นที่แม่ตื่นและต่อไปยังอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเส้นทางภูเขาที่มีความลาดชันและโค้งต่อเนื่อง การพัฒนาเส้นทางคมนาคมช่วยให้ชุมชนเข้าถึงบริการต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น แต่ผู้เดินทางยังต้องคำนึงถึงสภาพอากาศ ระยะเวลาเดินทาง และความพร้อมของยานพาหนะ
 
พื้นที่เลอตอตั้งอยู่ห่างจากศูนย์กลางเมืองและแหล่งบริการขนาดใหญ่ การเดินทางจึงเหมาะกับรถยนต์ส่วนตัวหรือรถที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า โดยต้องใช้เส้นทางที่เข้าสู่ตำบลแม่ตื่นและบ้านเลอตออย่างถูกต้อง การวางเส้นทางจากอำเภอแม่ระมาดผ่านถนนภูเขาช่วยให้สามารถเข้าถึงชุมชนได้โดยไม่ต้องย้อนกลับผ่านจังหวัดอื่น แต่ผู้ขับขี่ต้องคำนึงถึงความลาดชันและการเปลี่ยนแปลงของสภาพถนนในแต่ละช่วง
 
พื้นที่โดยรอบยังเชื่อมโยงกับชุมชนบ้านจ่อคี บ้านห้วยโป่ง และหมู่บ้านบนเส้นทางแม่ระมาดถึงแม่ตื่น ซึ่งมีความสัมพันธ์กับภูมิประเทศและวิถีชีวิตบนพื้นที่สูง การเดินทางผ่านชุมชนเหล่านี้ทำให้เห็นลักษณะการตั้งถิ่นฐานตามแนวหุบเขา การใช้ประโยชน์ที่ดินบนไหล่เขา และความสำคัญของเส้นทางคมนาคมที่เชื่อมโยงหมู่บ้านขนาดเล็กเข้ากับระบบเศรษฐกิจภายนอก
 
การท่องเที่ยวในพื้นที่ชุมชนจำเป็นต้องเคารพการดำรงชีวิตของประชาชน บ้านเรือน แปลงเพาะปลูก และสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาหรือวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การถ่ายภาพบุคคล การเข้าไปในบริเวณบ้านหรือพื้นที่เกษตร และการเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนต้องได้รับความยินยอมจากผู้เกี่ยวข้อง แนวทางดังกล่าวช่วยให้การเดินทางและการเรียนรู้วัฒนธรรมเกิดขึ้นอย่างเหมาะสมและไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนเจ้าของพื้นที่
 
ฤดูฝนเป็นช่วงที่ภูเขาเลอตอมีความชุ่มชื้นและเขียวขจี แต่ถนนบนพื้นที่สูงอาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนัก หมอก และน้ำไหลผ่านผิวถนน ส่วนช่วงฤดูหนาวมีอากาศเย็นกว่าพื้นที่ราบและอาจมีหมอกในช่วงเช้า ความแตกต่างของฤดูกาลทำให้สภาพการเดินทางและการประกอบกิจกรรมกลางแจ้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางที่อยู่บนสันเขาหรือมีความลาดชันมาก
 
พื้นที่บ้านเลอตอและชุมชนโดยรอบมีระบบการให้บริการแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ร้านค้า ร้านอาหาร และที่พักกระจายตัวอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ การเข้าถึงบริการบางประเภทจึงต้องพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งและระยะทางบนเส้นทางจริง ขณะที่การเข้าศึกษาพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอมีความแตกต่างจากการเข้าชมสวนสาธารณะ เนื่องจากเป็นสถานที่ทำงานและดำเนินโครงการพัฒนาชุมชน
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอยังมีความสำคัญด้านการศึกษาเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่อาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน การทำงานด้านการเกษตรเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาความยากจน หากประชาชนยังขาดถนน น้ำ ไฟฟ้า และบริการพื้นฐาน การพัฒนาเลอตอจึงเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับการประกอบอาชีพและการดูแลสังคมเข้าด้วยกัน
 
ในแง่ของการอนุรักษ์วัฒนธรรม การพัฒนาอาชีพไม่จำเป็นต้องทำให้ภูมิปัญญาท้องถิ่นสูญหายไป การส่งเสริมงานผ้าทอและการย้อมสีธรรมชาติแสดงให้เห็นว่าความรู้ของชุมชนสามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ โดยยังรักษาเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมปกาเกอะญอเอาไว้ การเชื่อมโยงทักษะดั้งเดิมกับการออกแบบผลิตภัณฑ์และการรวมกลุ่มอาชีพจึงเป็นอีกมิติของการพัฒนาที่สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน
 
ความสำเร็จของพื้นที่เลอตอสะท้อนผ่านการลดปัญหาการปลูกฝิ่น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การส่งเสริมอาชีพทางเลือก และการขยายโอกาสด้านการศึกษาและสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องอาศัยระยะเวลาและความต่อเนื่องของการทำงาน โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนสามารถรักษาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ด้วยระบบที่ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอจึงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สูงในประเทศไทย รวมถึงการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรรม ชุมชนปกาเกอะญอ ป่าต้นน้ำ และระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น คุณค่าของศูนย์ไม่ได้อยู่ที่สิ่งปลูกสร้างหรือทิวทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยมีข้อจำกัดด้านอาชีพและโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่เชื่อมโยงชีวิตของประชาชนกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว
 
การเดินทาง จากอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก สามารถใช้เส้นทางภูเขาที่เชื่อมต่อไปยังตำบลแม่ตื่น ผ่านบริเวณชุมชนบ้านจ่อคี บ้านห้วยโป่ง และบ้านเลอตอ โดยศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอตั้งอยู่หมู่ 13 ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก 63140 เส้นทางมีทางโค้งและความลาดชันหลายช่วง จึงเหมาะกับการใช้รถยนต์ที่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและการเดินทางในช่วงกลางวัน โดยเฉพาะฤดูฝนที่สภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว การเดินทางเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานของศูนย์สามารถประสานเจ้าหน้าที่โดยตรงที่หมายเลข 093-134-7669
 
ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอเป็นตัวอย่างสำคัญของการพัฒนาพื้นที่สูงที่ให้ความสำคัญกับคนเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่การสร้างทางเลือกด้านอาชีพ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต การพัฒนาระบบคมนาคมและแหล่งน้ำ ไปจนถึงการรักษาวัฒนธรรมชุมชนและการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ บทบาทของศูนย์สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาที่มั่นคงไม่ได้เกิดจากการสร้างรายได้เพียงด้านเดียว แต่เกิดจากการเสริมสร้างความสามารถของประชาชนในการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสมกับภูมิประเทศ สังคม และทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นรากฐานของชุมชน
 
ชื่อสถานที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ
ที่อยู่หมู่ 13 บ้านเลอตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก 63140
พิกัดชุมชนบ้านเลอตอ17.23869, 98.42569
หน่วยงานผู้ดูแลมูลนิธิโครงการหลวง
การก่อตั้ง17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน
ภูมิประเทศภูเขาสูงสลับซับซ้อนในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ระมาด
ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 500 – 1,200 เมตร ในพื้นที่ดำเนินงาน
อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 23 องศาเซลเซียส
พื้นที่รับผิดชอบอำเภอแม่ระมาดและอำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก รวม 6 หมู่บ้าน 25 หย่อมบ้าน
กลุ่มชาติพันธุ์หลักปกาเกอะญอ
ผลผลิตหลักเบบี้ฮ่องเต้ กวางตุ้ง คะน้าฮ่องกง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี สตรอว์เบอร์รี และเสาวรสหวาน
พืชเศรษฐกิจที่ส่งเสริมเพิ่มเติมกาแฟอาราบิก้า พืชผัก ไม้ผล และพืชไร่ที่เหมาะสมกับพื้นที่
พื้นที่ปฏิบัติงานหลัก1. สำนักงานและแปลงสาธิตบ้านเลอตอ
2. หน่วยปฏิบัติงานและแปลงสาธิตบ้านจ่อคี
องค์ประกอบสำคัญฐานปฏิบัติการศูนย์ แปลงทดสอบสาธิตการเกษตร พื้นที่ฝึกอบรม อาคารคัดบรรจุบ้านจ่อคี และพื้นที่เรียนรู้ด้านการผลิตปุ๋ยและการขยายพันธุ์พืช
งานอนุรักษ์ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง การปลูกหญ้าแฝก การผลิตปุ๋ยหมัก การปลูกกาแฟร่วมกับไม้ป่า การฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการจัดการการใช้ที่ดิน
วันทำการสำนักงานวันจันทร์ – วันศุกร์ ตามทะเบียนสถานที่
เวลาทำการสำนักงาน08.00 – 16.00 น. ตามทะเบียนสถานที่
สถานะดำเนินงานด้านการพัฒนาอาชีพ การเกษตร การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง
การเดินทางใช้เส้นทางภูเขาจากอำเภอแม่ระมาดไปยังตำบลแม่ตื่นและบ้านเลอตอ ซึ่งเชื่อมต่อกับเส้นทางไปอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
หมายเลขโทรศัพท์ศูนย์093-134-7669
อีเมลlertor@royalproject.org
เว็บไซต์ทางการroyalproject.org/devstation/lurtor/
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตออยู่ที่ไหน?
ตอบ: ตั้งอยู่หมู่ 13 บ้านเลอตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก 63140 ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ระมาด
 
ถาม: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอเปิดวันไหนและเวลาใด?
ตอบ: ทะเบียนสถานที่แสดงเวลาทำการสำนักงานวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 08.00 – 16.00 น. ส่วนการเข้าศึกษาดูงานและการเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานเป็นไปตามการจัดการของศูนย์
 
ถาม: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอก่อตั้งเมื่อใด?
ตอบ: ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559 เป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งที่ 39 และเป็นศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแห่งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
 
ถาม: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอมีจุดเด่นอะไร?
ตอบ: เป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาทางเลือกบนพื้นที่สูง เน้นลดการปลูกฝิ่น ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนปกาเกอะญอ
 
ถาม: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอปลูกพืชอะไรบ้าง?
ตอบ: ผลผลิตหลัก ได้แก่ เบบี้ฮ่องเต้ กวางตุ้ง คะน้าฮ่องกง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี สตรอว์เบอร์รี และเสาวรสหวาน รวมทั้งส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือก
 
ถาม: ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอมีพื้นที่สำคัญกี่แห่ง?
ตอบ: มีพื้นที่ปฏิบัติงานหลัก 2 แห่ง ได้แก่ สำนักงานและแปลงสาธิตบ้านเลอตอ กับหน่วยปฏิบัติงานบ้านจ่อคี ซึ่งใช้สำหรับการสาธิตการเกษตร การเรียนรู้ และการพัฒนาผลผลิต
 
ถาม: บ้านเลอตอมีความสำคัญต่อชุมชนอย่างไร?
ตอบ: เป็นศูนย์กลางการพัฒนาอาชีพ การศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนปกาเกอะญอในพื้นที่อำเภอแม่ระมาดและอำเภอท่าสองยาง
 
ถาม: ติดต่อศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอได้อย่างไร?
ตอบ: โทรศัพท์ 093-134-7669 หรืออีเมล lertor@royalproject.org ซึ่งเป็นช่องทางติดต่อของศูนย์ที่มูลนิธิโครงการหลวงเผยแพร่

โครงการในพระราชดำริหมวดหมู่: ●โครงการในพระราชดำริ

โครงการหลวงกลุ่ม: ●โครงการหลวง

ปรับปรุงล่าสุด : 2 สัปดาห์ที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(2)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(3)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(6)
บ้านโบราณ และเมืองโบราณ บ้านโบราณ และเมืองโบราณ(2)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(2)
วัด วัด(22)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(9)
โครงการหลวง โครงการหลวง(1)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(5)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(3)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(11)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(9)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(14)
น้ำตก น้ำตก(23)
น้ำพุร้อน น้ำพุร้อน(2)
ถ้ำ ถ้ำ(6)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(1)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(1)
หมู่เกาะ หมู่เกาะ(1)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(5)
กิจกรรมกลางแจ้ง และผจญภัย กิจกรรมกลางแจ้ง และผจญภัย(4)
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(1)