หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ > 20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด
TL;DR: 20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด. กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดอีสานที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนจากการผสมผสานระหว่างโลกยุคไดโนเสาร์ อารยธรรมทวารวดี วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ภูเขา ป่า.
20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด

20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดอีสานที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนจากการผสมผสานระหว่างโลกยุคไดโนเสาร์ อารยธรรมทวารวดี วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ภูเขา ป่า และผืนน้ำขนาดใหญ่ของเขื่อนลำปาว จึงเหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการเที่ยวภาคอีสานแบบได้ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชุมชนในจังหวัดเดียว โดยเฉพาะอำเภอสหัสขันธ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวไดโนเสาร์ของจังหวัด และอำเภอกมลาไสยที่มีเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมเก่าแก่ในลุ่มน้ำชี
สำหรับผู้ที่มา เที่ยวกาฬสินธุ์ครั้งแรก จุดที่ควรเริ่มคือพิพิธภัณฑ์สิรินธรและแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เพราะช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดกาฬสินธุ์จึงได้รับการจดจำในฐานะเมืองไดโนเสาร์ของประเทศไทย จากนั้นสามารถขึ้นพุทธสถานภูสิงห์เพื่อชมวิวอำเภอสหัสขันธ์และอ่างเก็บน้ำลำปาว แวะวัดพุทธนิมิตภูค่าว ชมสะพานเทพสุดาที่ทอดยาวเหนือผืนน้ำ และเที่ยวเขื่อนลำปาวในช่วงเย็น หากมีเวลา 2–3 วันควรเพิ่มพระธาตุยาคู วนอุทยานภูแฝก และกลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เพื่อให้ได้เห็นทั้งบรรพชีวินวิทยา ทวารวดี ธรรมชาติ และวัฒนธรรมผู้ไทยอย่างครบถ้วน
ภูมิประเทศของกาฬสินธุ์มีทั้งพื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่เกษตรกรรม แนวภูเขาที่เชื่อมโยงกับเทือกเขาภูพาน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ลำห้วย และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ พื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของจังหวัดมีภูเขาและป่ามากขึ้น ขณะที่พื้นที่ตอนกลางและตอนใต้เชื่อมโยงกับลุ่มน้ำชีและลำน้ำปาว ทำให้เกิดชุมชนเกษตรกรรมและเมืองโบราณหลายแห่ง ความหลากหลายของภูมิประเทศนี้ทำให้กาฬสินธุ์มีสถานที่เที่ยวตั้งแต่ภูเขา ป่า แหล่งฟอสซิล แหล่งน้ำ ไปจนถึงชุมชนหัตถกรรม
สิ่งที่ทำให้กาฬสินธุ์แตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอีสานอื่นอย่างชัดเจนคือหลักฐานเกี่ยวกับไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์ ภูกุ้มข้าวในอำเภอสหัสขันธ์เป็นหนึ่งในแหล่งค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย มีการพบกระดูกไดโนเสาร์กินพืชจำนวนมากในชั้นหินเสาขัวอายุประมาณ 130 ล้านปี ขณะที่วนอุทยานภูแฝกในอำเภอนาคูมีรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อบนลานหินอายุประมาณ 140 ล้านปี หลักฐานทั้ง 2 แห่งทำให้การเที่ยวกาฬสินธุ์สามารถเชื่อมโยงความสนุกกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกยุคดึกดำบรรพ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ในมิติประวัติศาสตร์มนุษย์ กาฬสินธุ์มีเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางในอำเภอกมลาไสยเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุด เมืองมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ และพบหลักฐานเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบทวารวดีจำนวนมาก ทั้งใบเสมาหินทราย ภาพสลักชาดก ฐานศาสนสถาน และโบราณวัตถุ พระธาตุยาคูซึ่งตั้งอยู่ภายในเมืองโบราณยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาและเป็นแลนด์มาร์กที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นพัฒนาการทางศิลปกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ทวารวดี อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์
อีกด้านหนึ่งของกาฬสินธุ์คือวัฒนธรรมของชาวผู้ไทยหรือภูไท โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอคำม่วงและชุมชนบ้านโพน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการทอผ้าไหมแพรวา ผ้าแพรวาได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งไหมไทย” เพราะใช้กรรมวิธีเก็บลายและจกไหมหลายสีอย่างละเอียด ลวดลายบนผืนผ้าไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่ง แต่สะท้อนความรู้ ความเชื่อ การแต่งกาย และอัตลักษณ์ของหญิงชาวผู้ไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านก็เป็นหัวใจสำคัญของจังหวัด โดยเฉพาะ โปงลาง เครื่องดนตรีอีสานที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกาฬสินธุ์ และถูกนำมาเชื่อมโยงกับงานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาในงานประจำปีของจังหวัด ช่วงงานเทศกาลเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นการแสดงโปงลาง การฟ้อนพื้นบ้าน เครื่องแต่งกายผ้าแพรวา และผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่เดียวกัน
อาหารกาฬสินธุ์ยังคงรากของอาหารอีสานอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลาบ ก้อย ส้มตำ แจ่ว อาหารย่าง และเมนูปลาน้ำจืด โดยพื้นที่รอบเขื่อนลำปาวเป็นแหล่งประมงสำคัญ จึงพบเมนูปลาเผา ปลาทอด ต้มปลา และอาหารจากปลาน้ำจืดได้ทั่วไป ของฝากสำคัญนอกจากผ้าไหมแพรวาแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าผู้ไทย งานหัตถกรรม อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์จากชุมชนตามอำเภอต่าง ๆ
สำหรับการแบ่งโซนท่องเที่ยว โซนสหัสขันธ์–ลำปาว เหมาะกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว พุทธสถานภูสิงห์ วัดพุทธนิมิต สะพานเทพสุดา และเขื่อนลำปาว, โซนกมลาไสย เหมาะกับเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางและพระธาตุยาคู, โซนนาคู เหมาะกับวนอุทยานภูแฝกและรอยเท้าไดโนเสาร์, โซนคำม่วง เหมาะกับผ้าไหมแพรวาและวัฒนธรรมผู้ไทย ส่วนบริเวณรอบเขื่อนลำปาวยังมีสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาวสำหรับครอบครัวและผู้สนใจธรรมชาติ
หากมีเวลาเพียง 1 วัน สามารถจัดเส้นทางสหัสขันธ์โดยเริ่มจากพิพิธภัณฑ์สิรินธร–แหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว–พุทธสถานภูสิงห์–วัดพุทธนิมิต–สะพานเทพสุดา และปิดท้ายชมบรรยากาศอ่างเก็บน้ำลำปาว หากมี 2–3 วันควรเพิ่มพระธาตุยาคูและบ้านโพน ส่วนทริป 4–5 วันสามารถขยายไปยังวนอุทยานภูแฝก พื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว และสถานที่ในอำเภออื่น เพื่อให้เห็นกาฬสินธุ์ทั้งในฐานะเมืองไดโนเสาร์ เมืองทวารวดี เมืองผ้าไหมแพรวา และจังหวัดแห่งวิถีชีวิตรอบลำน้ำปาวอย่างครบถ้วน

1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร ตั้งอยู่เลขที่ 200 หมู่ 11 ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์และศูนย์เรียนรู้ซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จุดเด่นคือการเชื่อมพื้นที่แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์จริงกับนิทรรศการด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และเทคโนโลยีการจัดแสดงสมัยใหม่ จึงเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ในอันดับแรกของการเที่ยวกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว เด็ก นักเรียน และผู้ที่สนใจไดโนเสาร์
ไฮไลต์: นิทรรศการที่เรียงเรื่องราวตั้งแต่กำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก สิ่งมีชีวิตยุคแรก ยุคไดโนเสาร์ การสูญพันธุ์ วิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจนถึงมนุษย์ รวมถึงโครงกระดูกไดโนเสาร์ ซากดึกดำบรรพ์จริง หุ่นจำลอง สื่อมัลติมีเดีย และการเชื่อมต่อกับแหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าวที่อยู่ใกล้กัน
จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์สัมพันธ์โดยตรงกับการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว พื้นที่เชิงเขาใกล้วัดสักกะวัน เมื่อมีการค้นพบกระดูกจำนวนมากและพบว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งฟอสซิลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเกิดการศึกษาอย่างเป็นระบบและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาที่มีมาตรฐาน
การจัดแสดงภายในไม่ได้เริ่มต้นที่ไดโนเสาร์ทันที แต่ค่อย ๆ พาผู้ชมย้อนกลับไปถึงกำเนิดจักรวาล ระบบสุริยะ และโลก ก่อนอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา การกำเนิดสิ่งมีชีวิต และวิวัฒนาการเข้าสู่ยุคต่าง ๆ วิธีจัดเรื่องแบบลำดับเวลาทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์โลกได้ง่ายขึ้น
หนึ่งในความสำคัญของพื้นที่คือการพบไดโนเสาร์กินพืชในกลุ่มซอโรพอดจำนวนมาก โดยเฉพาะไดโนเสาร์ที่สัมพันธ์กับชื่อ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน การได้เห็นโครงกระดูกและข้อมูลประกอบในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งค้นพบจริงทำให้ประสบการณ์แตกต่างจากการชมพิพิธภัณฑ์ทั่วไป เพราะผู้มาเยือนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ในตู้จัดแสดงกับภูมิประเทศจริงภายนอกอาคารได้ทันที
พิพิธภัณฑ์เหมาะกับการใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง หากเดินทางกับเด็กควรเผื่อเวลาให้มากขึ้น เพราะมีทั้งหุ่นจำลอง จุดเรียนรู้ และเนื้อหาที่สามารถใช้เป็นกิจกรรมครอบครัวได้ การเที่ยวในช่วงเช้าจะช่วยให้มีเวลาเดินต่อไปยังแหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าวและพุทธสถานภูสิงห์ในวันเดียวกัน
สถานที่นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเส้นทาง “กาฬสินธุ์เมืองไดโนเสาร์” ก่อนต่อไปยังภูกุ้มข้าวและวนอุทยานภูแฝก เพราะพิพิธภัณฑ์ช่วยปูพื้นฐานเรื่องชนิดของไดโนเสาร์ อายุชั้นหิน และกระบวนการเกิดฟอสซิล ทำให้การดูหลักฐานจริงในพื้นที่อื่นมีความหมายมากขึ้น
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จากตัวเมืองกาฬสินธุ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 227 เส้นทางกาฬสินธุ์–สหัสขันธ์ ระยะทางประมาณ 25–30 กิโลเมตร เปิดวันอังคาร–วันอาทิตย์ เวลา 09.30–16.30 น. หยุดวันจันทร์
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.692339,103.523922&travelmode=driving

2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูกุ้มข้าวในพื้นที่วัดสักกะวัน ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ใกล้กับพิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นแหล่งขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นหัวใจของเรื่องราวที่ทำให้กาฬสินธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะเมืองไดโนเสาร์
ไฮไลต์: หลุมขุดค้นฟอสซิลจริง กระดูกไดโนเสาร์กินพืชจำนวนมากในชั้นหินเสาขัวอายุประมาณ 130 ล้านปี การเรียนรู้กระบวนการขุดค้นและอนุรักษ์ฟอสซิล และการเชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์สิรินธรและวัดสักกะวันที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
เรื่องราวของภูกุ้มข้าวเริ่มเป็นที่สนใจเมื่อมีการพบกระดูกขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้วัดสักกะวัน ก่อนมีการศึกษาทางวิชาการอย่างจริงจังและพบว่ากระดูกจำนวนมากเป็นซากของไดโนเสาร์ โดยเฉพาะกลุ่มกินพืชคอยาว หลักฐานที่พบมีทั้งกระดูกหลายส่วนและอยู่ในบริบทชั้นหินที่ช่วยให้นักบรรพชีวินวิทยาศึกษาสภาพแวดล้อมในอดีตได้
ความสำคัญของแหล่งขุดค้นไม่ได้อยู่เพียงจำนวนฟอสซิล แต่ยังอยู่ที่การที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นพื้นที่ค้นพบจริงได้อย่างใกล้ชิด ต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่นำวัตถุไปจัดแสดงภายในอาคาร ที่ภูกุ้มข้าวผู้มาเยือนจะเห็นว่ากระดูกไดโนเสาร์ฝังตัวอยู่ในชั้นหินอย่างไร และเข้าใจว่าการขุดค้นต้องอาศัยความละเอียดและใช้เวลามากเพียงใด
ชั้นหินเสาขัวซึ่งพบฟอสซิลบริเวณนี้เป็นหนึ่งในชั้นหินสำคัญของภาคอีสาน การศึกษาฟอสซิลจากภูกุ้มข้าวช่วยให้เกิดความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและภูมิอากาศของภูมิภาคในช่วงยุคครีเทเชียสตอนต้น ทำให้สถานที่แห่งนี้มีคุณค่าทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และงานวิจัยระดับประเทศ
นักท่องเที่ยวควรจัดพิพิธภัณฑ์สิรินธรและภูกุ้มข้าวไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะอยู่ใกล้กันมาก การชมพิพิธภัณฑ์ก่อนช่วยให้เข้าใจศัพท์และเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ แล้วจึงออกมาดูพื้นที่จริง จะทำให้เส้นทางมีความต่อเนื่องและเหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่
ภายในบริเวณวัดสักกะวันยังมีพื้นที่ศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนเคารพ ผู้มาเยือนจึงควรแต่งกายสุภาพและรักษาความสงบ การอยู่ร่วมกันของวัดกับแหล่งบรรพชีวินวิทยาเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ภูกุ้มข้าวแตกต่างจากแหล่งฟอสซิลทั่วไป
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณวัดสักกะวัน ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จากตัวเมืองกาฬสินธุ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 227 ระยะทางประมาณ 25–28 กิโลเมตร เปิดวันอังคาร–วันอาทิตย์ เวลา 09.30–16.30 น. และหยุดวันจันทร์ ยกเว้นกรณีวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามประกาศของพื้นที่
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.694504,103.524743&travelmode=driving

3. เขื่อนลำปาว เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่และหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของกาฬสินธุ์ พื้นที่อ่างเก็บน้ำครอบคลุมหลายอำเภอ ทั้งอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ยางตลาด หนองกุงศรี และสหัสขันธ์ ทำหน้าที่ทั้งด้านชลประทาน บรรเทาน้ำท่วม ประมงน้ำจืด และการท่องเที่ยว บรรยากาศผืนน้ำกว้างทำให้บริเวณเขื่อนเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของคนท้องถิ่นและนักเดินทาง
ไฮไลต์: สันเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทิวทัศน์พระอาทิตย์ตก หาดดอกเกดที่มีบรรยากาศคล้ายชายหาดน้ำจืด สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว สะพานเทพสุดา และเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่ออำเภอสหัสขันธ์กับพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำ
โครงการเขื่อนลำปาวเริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2506 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2511 มีเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการน้ำจากลำน้ำปาวและห้วยยาง ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและสำรองน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรในฤดูแล้ง การเกิดขึ้นของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์และรูปแบบเศรษฐกิจของชุมชนรอบพื้นที่อย่างชัดเจน
นอกจากบทบาทด้านชลประทาน เขื่อนลำปาวยังกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดสำคัญ ชุมชนรอบอ่างมีรายได้จากการจับปลา การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากแหล่งน้ำ ทำให้การเที่ยวเขื่อนสามารถเชื่อมโยงกับการลองชิมอาหารปลาและวิถีประมงพื้นบ้านได้ด้วย
บริเวณหาดดอกเกดเป็นจุดพักผ่อนที่ได้รับความนิยมในช่วงอากาศร้อน มีลักษณะเป็นพื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำที่เปิดกว้าง สามารถชมวิว รับลม และพักผ่อนกับครอบครัวได้ ส่วนช่วงเย็นเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกเหนือผืนน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของการเที่ยวกาฬสินธุ์
เส้นทางรอบเขื่อนยังเชื่อมไปยังสะพานเทพสุดา พุทธสถานภูสิงห์ พิพิธภัณฑ์สิรินธร และแหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว ทำให้เขื่อนลำปาวสามารถเป็นแกนกลางของทริปสหัสขันธ์ได้ โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางมากเกินไป
เหมาะกับครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน นักถ่ายภาพ และผู้ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบพักผ่อน หากเที่ยวริมอ่างควรระวังระดับน้ำและไม่ลงเล่นในพื้นที่ที่ไม่มีการจัดเขตปลอดภัย รวมถึงควรรักษาความสะอาดบริเวณริมเขื่อน
การเดินทาง: ตัวเขื่อนอยู่บริเวณตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และพื้นที่อ่างเก็บน้ำกระจายต่อเนื่องหลายอำเภอ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. สำหรับพื้นที่บริการหลักของเขื่อน
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.602372,103.440868&travelmode=driving

4. พุทธสถานภูสิงห์ หรือวัดพุทธาวาสภูสิงห์ ตั้งอยู่บนยอดเขาภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ เป็นสถานที่ที่รวมพุทธศิลป์ การทำบุญ และจุดชมวิวมุมสูงไว้ในแห่งเดียว จุดเด่นที่สุดคือพระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีขาวองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานเด่นอยู่บนยอดเขา
ไฮไลต์: พระพรหมภูมิปาโลหน้าตักกว้างประมาณ 10.5 เมตร สูงประมาณ 17.80 เมตร จุดชมวิวบนยอดภูสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 346 เมตร บันไดเดินขึ้น 417 ขั้น และทิวทัศน์ที่มองเห็นภูกุ้มข้าว ภูค่าว ภูปอ ชุมชนสหัสขันธ์ และอ่างเก็บน้ำลำปาว
การขึ้นภูสิงห์มี 2 ทาง โดยทางด้านตะวันตกเป็นถนนลาดยางคดเคี้ยวขึ้นสู่ยอดเขาระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เหมาะกับรถยนต์และผู้สูงอายุ ส่วนทางด้านตะวันออกเป็นบันได 417 ขั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการเดินขึ้นด้วยตนเองและสัมผัสบรรยากาศแบบเส้นทางศรัทธา
เมื่อขึ้นถึงยอดภู มุมมองจะเปิดกว้างกว่าพื้นที่ราบด้านล่างอย่างชัดเจน สามารถมองเห็นภูเขาหลายลูกในเขตสหัสขันธ์ รวมถึงแนวอ่างเก็บน้ำลำปาว ทำให้ภูสิงห์เป็นหนึ่งในจุดที่ช่วยให้เข้าใจภูมิประเทศของกาฬสินธุ์ตอนกลางและตอนเหนือได้ดีที่สุด
พระพรหมภูมิปาโลเป็นศูนย์กลางของพื้นที่บนยอดเขา ผู้มาเยือนนิยมกราบพระ ทำบุญ และเดินชมวิวรอบลานพระพุทธรูป บรรยากาศช่วงเช้าและเย็นจะไม่ร้อนมาก เหมาะกับการถ่ายภาพและพักผ่อน
พุทธสถานภูสิงห์ควรเที่ยวร่วมกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว และวัดพุทธนิมิตภูค่าว เพราะอยู่ในอำเภอสหัสขันธ์และสามารถจัดเป็นเส้นทางเดียวกันได้ ช่วยให้ 1 วันมีทั้งวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และศาสนา
สถานที่เหมาะกับสายบุญ ครอบครัว ผู้สูงอายุ นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการชมวิวโดยไม่ต้องเดินป่าระยะไกล หากเลือกขึ้นบันไดควรเตรียมน้ำดื่มและพักตามความเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ 34 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 227 สามารถขับรถขึ้นสู่ยอดเขาได้ เปิดทุกวัน เวลา 06.00–18.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.716127,103.513991&travelmode=driving

5. วนอุทยานภูแฝก (แหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์) ตั้งอยู่หมู่ 6 บ้านน้ำคำ ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาที่สำคัญของกาฬสินธุ์ เพราะพบรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้ออายุประมาณ 140 ล้านปีประทับอยู่บนลานหินบริเวณลำห้วยเชิงเขาภูแฝก
ไฮไลต์: รอยเท้าไดโนเสาร์บนชั้นหินจริง ลานหินในลำห้วย ป่าเต็งรัง เส้นทางธรรมชาติ และการเรียนรู้ภูมิประเทศแบบภูพานที่เชื่อมเรื่องราวของธรณีวิทยา ป่าไม้ และสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ไว้ด้วยกัน
รอยเท้าเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไดโนเสาร์เดินผ่านพื้นตะกอนชุ่มน้ำในอดีต ก่อนรอยจะถูกตะกอนชั้นใหม่ปิดทับและแข็งตัวเป็นหิน เมื่อกระบวนการกัดเซาะเปิดชั้นหินขึ้นอีกครั้ง รอยเท้าที่เคยถูกเก็บรักษาไว้นานนับร้อยล้านปีจึงปรากฏให้เห็นบนพื้นผิว
ความสำคัญของภูแฝกแตกต่างจากภูกุ้มข้าว เพราะภูกุ้มข้าวเด่นด้านกระดูกไดโนเสาร์ ส่วนภูแฝกเด่นด้านร่องรอยการเคลื่อนไหวของสัตว์ การเที่ยวทั้ง 2 แห่งจึงช่วยให้เข้าใจไดโนเสาร์จากหลักฐานคนละประเภท ทั้งโครงกระดูกและรอยเท้า
พื้นที่โดยรอบเป็นป่าเต็งรัง พบไม้พื้นถิ่น เช่น เต็ง รัง ประดู่ และมะค่าโมง รวมถึงสัตว์ป่าขนาดเล็กและนกหลายชนิด บรรยากาศจึงเหมาะกับผู้ที่ชอบธรรมชาติและต้องการเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศร่วมกับธรณีวิทยา
เส้นทางไปยังรอยเท้าบางช่วงเป็นพื้นที่ธรรมชาติและอาจได้รับผลกระทบจากฤดูฝน น้ำในลำห้วย และสภาพทางเดิน จึงควรสวมรองเท้าที่เหมาะกับพื้นลื่นและไม่ปีนหรือสัมผัสรอยเท้าโดยไม่จำเป็น เพื่อรักษาหลักฐานทางธรณีวิทยา
สถานที่เหมาะกับสาย Adventure เบา ๆ นักเรียน นักธรณีวิทยาสมัครเล่น ครอบครัวที่เด็กโตพอเดินเส้นทางธรรมชาติ และนักถ่ายภาพ ควรจัดเวลาแยกจากโซนสหัสขันธ์เพราะอยู่ในอำเภอนาคูและต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มเติม
การเดินทาง: ตั้งอยู่หมู่ 6 บ้านน้ำคำ ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนเดินทางควรติดต่อหน่วยงานผู้ดูแลเพื่อตรวจสอบการเปิดพื้นที่และสภาพเส้นทาง เนื่องจากการเข้าชมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ธรรมชาติ
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.675093,103.963351&travelmode=driving

6. พระธาตุยาคู (พระธาตุใหญ่) ตั้งอยู่ในเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญที่สุดของจังหวัดกาฬสินธุ์และเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่เมืองโบราณแห่งนี้ สะท้อนพัฒนาการทางพุทธศาสนาและศิลปกรรมที่ต่อเนื่องยาวนานหลายยุค
ไฮไลต์: เจดีย์ก่ออิฐทรงแปดเหลี่ยม ฐานย่อมุม บันได 4 ทิศ ร่องรอยปูนปั้นทวารวดี ใบเสมาหินทรายสลักภาพพุทธประวัติและชาดก และบริบทของเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ
พระธาตุยาคูมีความน่าสนใจเป็นพิเศษจากหลักฐานการสร้างและบูรณะต่อเนื่องถึง 3 สมัย คือ ทวารวดี อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ทำให้องค์พระธาตุเป็นเหมือนบันทึกทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง แม้โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมของภูมิภาคจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
เมืองฟ้าแดดสงยางมีลักษณะเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ภายในพบกองอิฐ ฐานศาสนสถาน เศษภาชนะดินเผา และใบเสมาจำนวนมาก โดยเฉพาะใบเสมาที่มีภาพสลักนูนต่ำเกี่ยวกับชาดกและพุทธประวัติ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของพุทธศาสนาแบบทวารวดีในภาคอีสาน
พื้นที่พระธาตุเปิดกว้างและมองเห็นองค์เจดีย์เด่นกลางภูมิทัศน์ชนบท เหมาะกับการเดินชมรายละเอียดและถ่ายภาพทั้งช่วงเช้าและเย็น ผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรเผื่อเวลาอ่านข้อมูลประกอบและชมสภาพพื้นที่รอบองค์พระธาตุ ไม่ควรมาเพียงสักการะแล้วรีบเดินทางกลับ
พระธาตุยาคูยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน ทำให้พื้นที่โบราณคดีไม่ได้ถูกแยกออกจากวิถีชีวิตปัจจุบัน กิจกรรมทางศาสนาและงานประเพณียังช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับมรดกของเมืองโบราณเอาไว้
เหมาะกับสายประวัติศาสตร์ สายบุญ ครอบครัว นักเรียน และนักถ่ายภาพ สามารถจัดเป็นจุดหลักของทริปกมลาไสย และเที่ยวต่อวัดโพธิ์ชัยเสมารามซึ่งเกี่ยวข้องกับใบเสมาทวารวดีในพื้นที่ใกล้เคียง
การเดินทาง: ตั้งอยู่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.319119,103.520213&travelmode=driving

7. วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) ตั้งอยู่บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ เป็นวัดสำคัญที่มีทั้งปูชนียวัตถุเก่าแก่ พุทธศิลป์ งานไม้ และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะพระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้ายซึ่งมีรูปแบบแตกต่างจากพระนอนที่พบทั่วไป
ไฮไลต์: พระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้ายยาวประมาณ 2 เมตร กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ไม่มีเกตุมาลา ประดิษฐานหน้าปากถ้ำบนภูค่าว อุโบสถไม้แกะสลัก วิหารสังฆนิมิต พระมหาธาตุเจดีย์หินทราย และบรรยากาศสงบร่มรื่น
ชื่อ “ภูค่าว” มาจากคำว่า “ค่าว” ในภาษาอีสานที่หมายถึงเชือก เนื่องจากลักษณะภูเขาทอดตัวยาวคล้ายเชือก ชื่อสถานที่จึงสะท้อนภูมิปัญญาการเรียกภูมิประเทศของคนอีสานและความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ชุมชน และธรรมชาติ
พระพุทธไสยาสน์เป็นหัวใจสำคัญของวัด ลักษณะตะแคงซ้ายและไม่มีเกตุมาลาทำให้องค์พระมีรูปแบบที่แตกต่างจากพระพุทธไสยาสน์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ผู้คนในพื้นที่เคารพสักการะมาอย่างต่อเนื่องและถือเป็นปูชนียวัตถุสำคัญของสหัสขันธ์
อุโบสถไม้ของวัดเป็นอีกจุดที่ควรใช้เวลาชม รายละเอียดการแกะสลักและงานช่างช่วยสะท้อนความประณีตของพุทธศิลป์ร่วมสมัยที่นำวัสดุธรรมชาติมาใช้สร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนวิหารสังฆนิมิตรวบรวมพระพุทธรูปและวัตถุทางศาสนาหลายประเภท
วัดตั้งอยู่ไม่ไกลจากพุทธสถานภูสิงห์และโซนพิพิธภัณฑ์สิรินธร จึงเหมาะกับการจัดเป็นหนึ่งในเส้นทางเที่ยวสหัสขันธ์แบบเต็มวัน โดยสามารถเริ่มจากไดโนเสาร์ในช่วงเช้า ต่อภูสิงห์ แล้วจบด้วยวัดพุทธนิมิตก่อนเข้าสู่เส้นทางสะพานเทพสุดา
เหมาะกับสายบุญ ผู้สูงอายุ นักถ่ายภาพ ผู้สนใจงานไม้ และผู้ที่ต้องการพื้นที่สงบ ควรแต่งกายสุภาพ รักษาความสงบ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสปูชนียวัตถุเก่าแก่โดยไม่จำเป็น
การเดินทาง: ตั้งอยู่บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 7 กิโลเมตร และอยู่ห่างภูสิงห์ประมาณ 4 กิโลเมตร เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.726472,103.569125&travelmode=driving

8. กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ตั้งอยู่ตำบลโพน อำเภอคำม่วง เป็นแหล่งหัตถศิลป์ผ้าไหมแพรวาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจอัตลักษณ์ของชาวผู้ไทยกาฬสินธุ์ผ่านเครื่องแต่งกาย ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาการทอผ้า
ไฮไลต์: ผ้าไหมแพรวาทอมือ เทคนิคเก็บลายและจกไหมหลายสี ลวดลายหลักและลายแถบ สีแดงครั่งแบบดั้งเดิม การสาธิตการทอ และผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่สามารถซื้อจากชุมชนผู้ผลิตโดยตรง
ผ้าแพรวาได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งไหมไทย” จากความประณีตของลวดลายและเทคนิคการทอ ผ้าแบบดั้งเดิมใช้เป็นผ้าพาดบ่า ผ้าเบี่ยง หรือสไบสำหรับงานบุญและพิธีสำคัญของชาวผู้ไทย ทำให้ผ้าแต่ละผืนไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์
คำว่า “แพรวา” เชื่อมโยงกับลักษณะของผ้า โดย “แพร” หมายถึงผ้าทอที่มีความงดงาม ส่วน “วา” สื่อถึงความยาวของผืนผ้าแบบดั้งเดิม การสร้างลายต้องใช้การเก็บเส้นและจกไหมเพิ่มเข้าไปในผืนผ้า ทำให้ช่างต้องวางตำแหน่งสีและลายอย่างแม่นยำตลอดกระบวนการทอ
สีพื้นดั้งเดิมที่พบมากคือสีแดงจากครั่ง แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสีและรูปแบบให้หลากหลายขึ้น เช่น สีครีม ชมพู ม่วง และโทนร่วมสมัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้กับเสื้อผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ของตกแต่ง และผลิตภัณฑ์แฟชั่นได้มากขึ้น โดยยังรักษาโครงสร้างลายที่เป็นเอกลักษณ์ไว้
ความโดดเด่นของบ้านโพนยังอยู่ที่การรักษาวัฒนธรรมผู้ไทย ชุมชนยังคงมีภาษา การแต่งกาย พิธีกรรม และความเชื่อที่สัมพันธ์กับการใช้ผ้าแพรวา การมาเยือนจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมจากผู้ผลิตจริง ไม่ใช่เพียงเลือกซื้อสินค้าจากร้านของฝาก
สถานที่เหมาะกับครอบครัว นักเรียน นักออกแบบ สายแฟชั่น ผู้สนใจผ้าไทย และผู้ที่ต้องการซื้อของฝากคุณภาพ การซื้อจากกลุ่มชุมชนโดยตรงยังช่วยสร้างรายได้กลับสู่ช่างทอและช่วยให้ภูมิปัญญาการทอผ้ายังคงดำเนินต่อไป
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลโพน อำเภอคำม่วง ห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 227 เปิดทุกวัน เวลา 08.30–17.00 น. หากเดินทางเป็นหมู่คณะหรือต้องการชมการสาธิตโดยละเอียดควรประสานชุมชนล่วงหน้า
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.867310,103.617207&travelmode=driving

9. สะพานเทพสุดา (สะพานสิรินธร) เป็นสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำลำปาวที่เชื่อมแหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ กับตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี เป็นทั้งโครงสร้างคมนาคมสำคัญและแลนด์มาร์กที่เปิดมุมมองกว้างเหนือผืนน้ำของเขื่อนลำปาว
ไฮไลต์: สะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 2,040 เมตร วิวอ่างเก็บน้ำลำปาวสองฝั่ง จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และบทบาทในการเชื่อมเส้นทางสหัสขันธ์กับหนองกุงศรีให้เดินทางสะดวกขึ้น
ก่อนมีสะพาน การเดินทางระหว่างชุมชนสองฝั่งของอ่างเก็บน้ำต้องใช้เส้นทางอ้อม ทำให้ใช้เวลามากและเพิ่มต้นทุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร การสร้างสะพานช่วยลดระยะทางและเชื่อมเศรษฐกิจของพื้นที่รอบเขื่อนเข้าหากันโดยตรง
ชื่อ “สะพานเทพสุดา” เป็นชื่อพระราชทานเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 นอกจากคุณค่าด้านคมนาคมแล้ว สะพานยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำการท่องเที่ยวกาฬสินธุ์ เพราะแนวสะพานทอดยาวเหนือผืนน้ำและสามารถเห็นภูมิทัศน์อ่างเก็บน้ำได้อย่างกว้างไกล
ช่วงเช้าให้บรรยากาศสงบและอากาศค่อนข้างเย็น ส่วนช่วงเย็นเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตก สีของท้องฟ้าและผิวน้ำเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ทำให้เป็นจุดยอดนิยมของนักถ่ายภาพและผู้ที่ขับรถเที่ยวรอบเขื่อน
สะพานเทพสุดาเหมาะกับการจัดอยู่ในเส้นทางเดียวกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว ภูสิงห์ และเขื่อนลำปาว เพราะช่วยให้สามารถขับรถเป็นวงรอบแทนการย้อนกลับเส้นทางเดิม และยังเพิ่มจุดชมวิวในทริปได้โดยไม่ต้องใช้เวลาเดินเท้ามาก
ผู้มาเยือนควรคำนึงว่าสะพานเป็นเส้นทางจราจรจริง จึงไม่ควรหยุดรถในตำแหน่งที่กีดขวางหรือเสี่ยงอันตราย หากต้องการถ่ายภาพควรใช้พื้นที่จอดหรือจุดชมวิวที่ปลอดภัยบริเวณหัวสะพาน
การเดินทาง: สะพานเชื่อมพื้นที่แหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ กับตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นถนนสาธารณะ
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.713022,103.459930&travelmode=driving

10. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สวนสะออน” ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่าและระบบนิเวศที่เหมาะกับครอบครัว มีพื้นที่ประมาณ 1,420 ไร่ และยังคงสภาพป่าเต็งรังหรือป่าแดงไว้เป็นส่วนสำคัญของพื้นที่
ไฮไลต์: วัวแดงมากกว่า 130 ตัว สวนสัตว์เปิด ป่าเต็งรัง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ จุดดูนก ลานกางเต็นท์ พื้นที่พักผ่อน และบรรยากาศที่เชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว
วัวแดงเป็นสัตว์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้สวนสะออนมากที่สุด เป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในวงศ์วัวและควาย มีลำตัวสีน้ำตาลแดง ขาอ่อนกว่าส่วนลำตัว และมีเขาโค้งแข็งแรง การได้เห็นวัวแดงในพื้นที่เปิดช่วยให้เด็กและผู้มาเยือนได้เรียนรู้ลักษณะของสัตว์ป่าไทยโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปในป่าลึก
พื้นที่ป่าเต็งรังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ ป่าแบบนี้อาจดูโปร่งในบางฤดู แต่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์จำนวนมาก ต้นเต็ง รัง และพืชท้องถิ่นสามารถปรับตัวกับฤดูแล้งและไฟป่าตามธรรมชาติได้ดี จึงเหมาะกับการใช้เป็นพื้นที่ศึกษาธรรมชาติของภาคอีสาน
นอกจากการดูวัวแดง ผู้มาเยือนยังสามารถเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูนก และเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ เหมาะกับโรงเรียนและครอบครัวที่ต้องการกิจกรรมนอกห้องเรียน รวมถึงนักถ่ายภาพธรรมชาติที่ไม่ต้องการเดินป่าระยะไกล
สวนสะออนสามารถจัดเที่ยวร่วมกับเขื่อนลำปาวได้สะดวก เพราะอยู่บริเวณเดียวกัน หากเริ่มเที่ยวตั้งแต่เช้าสามารถชมพื้นที่อนุรักษ์ก่อน แล้วต่อไปยังเขื่อนหรือขับขึ้นสหัสขันธ์เพื่อเที่ยวพิพิธภัณฑ์สิรินธรและภูสิงห์ได้
การเที่ยวพื้นที่สัตว์ป่าควรรักษาระยะ ไม่ให้อาหารสัตว์ ไม่ส่งเสียงดัง และไม่เข้าใกล้วัวแดงหรือสัตว์อื่นเกินขอบเขตที่เจ้าหน้าที่กำหนด เพราะเป้าหมายหลักของพื้นที่คือการอนุรักษ์และให้ความรู้ ไม่ใช่การสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 07.00–18.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.605085,103.468095&travelmode=driving

11. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ตั้งอยู่บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง เป็นวัดสำคัญที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นความต่อเนื่องระหว่างพระพุทธศาสนาในปัจจุบันกับมรดกศิลปกรรมทวารวดีที่เคยรุ่งเรืองในพื้นที่กาฬสินธุ์ตอนใต้
ไฮไลต์: ใบเสมาหินทรายจากเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางจำนวนมาก ทั้งแบบแผ่นเรียบและแบบสลักภาพนูนต่ำเกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก และคติทางพระพุทธศาสนา รวมถึงบรรยากาศวัดเก่าที่ทำหน้าที่คล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของศิลปะทวารวดี
ใบเสมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์หรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรม แต่สิ่งที่ทำให้ใบเสมาในเขตฟ้าแดดสงยางโดดเด่นคือขนาด รูปแบบ และภาพสลักที่แสดงถึงพัฒนาการทางศิลปกรรมและความเชื่อในช่วงทวารวดี
หลายหลักถูกนำมาเก็บรักษาไว้ภายในวัดหลังจากพบกระจายตามพื้นที่เมืองโบราณ การเดินชมใบเสมาทีละหลักจึงเปรียบเหมือนการอ่านเรื่องราวที่ถูกสลักไว้บนหิน ผู้สนใจประวัติศาสตร์สามารถสังเกตรูปบุคคล เทวดา สถาปัตยกรรม และองค์ประกอบทางพุทธศาสนาที่ปรากฏบนผิวหิน
วัดโพธิ์ชัยเสมารามควรเที่ยวคู่กับพระธาตุยาคู เพราะอยู่ในบริบทเมืองโบราณเดียวกัน พระธาตุยาคูช่วยให้เห็นภาพของศาสนสถานขนาดใหญ่และพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ขณะที่วัดบ้านก้อมช่วยให้ศึกษาใบเสมาและศิลปกรรมในรายละเอียดมากขึ้น
สถานที่เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา สายประวัติศาสตร์ สายโบราณคดี และผู้ที่ต้องการเข้าใจเมืองฟ้าแดดสงยางแบบลึกกว่าการแวะถ่ายภาพ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือพิงใบเสมาหินเพื่อช่วยรักษาผิวสลักเก่าแก่
การมาเที่ยวในช่วงเช้าหรือบ่ายแก่จะเดินชมได้สบายกว่าช่วงกลางวัน เนื่องจากพื้นที่กลางแจ้งมีแดดค่อนข้างแรง สามารถใช้เวลาในโซนฟ้าแดดสงยางครึ่งวันและต่อเส้นทางไปสถานที่ในอำเภอกมลาไสยได้
การเดินทาง: ตั้งอยู่บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.315070,103.518697&travelmode=driving

12. พุทธสถานภูปอ ตั้งอยู่ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ภายในพื้นที่วัดอินทรประทานพรหรือวัดภูปอ เป็นศาสนสถานบนภูเขาหินทรายที่มีพระพุทธไสยาสน์โบราณจำหลักบนหน้าผา 2 องค์ และมีภูมิทัศน์ป่าเขาที่สงบ เหมาะกับทั้งการไหว้พระและเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
ไฮไลต์: พระพุทธไสยาสน์จำหลักบนผาหินทราย 2 ระดับ องค์ล่างอยู่บริเวณเพิงผาใกล้เชิงเขา ส่วนองค์บนอยู่สูงขึ้นไปตามเส้นทางภูเขา พร้อมจุดชมวิวและบรรยากาศธรรมชาติรอบภูปอ
พระพุทธรูปของภูปอแตกต่างจากพระนอนที่สร้างเป็นประติมากรรมลอยตัว เพราะเป็นการจำหลักลงบนผาหินโดยตรง ทำให้ภูเขาและศาสนสถานดูเป็นส่วนเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างหิน ผา ป่า และองค์พระสร้างบรรยากาศทางศรัทธาที่มีลักษณะเฉพาะมาก
ภูปอเป็นภูเขาหินทรายที่ทอดตัวตามแนวตะวันออก–ตะวันตก ยอดเขาสูงประมาณ 336 เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณรอบภูยังมีป่าและเส้นทางขึ้นสู่จุดประดิษฐานพระพุทธรูปองค์บน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเดินออกกำลังเล็กน้อยระหว่างการไหว้พระ
พระพุทธไสยาสน์ทั้ง 2 องค์เป็นปูชนียวัตถุที่คนในพื้นที่เคารพมายาวนาน และสะท้อนการเลือกใช้ภูมิประเทศธรรมชาติเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในอดีต ผู้มาเยือนจึงควรรักษาความสงบและไม่ปีนหรือสัมผัสผิวหินบริเวณองค์พระ
สถานที่เหมาะกับสายบุญ นักประวัติศาสตร์ ศิลปะโบราณ นักถ่ายภาพ และผู้ที่ชอบวัดในบรรยากาศภูเขา หากเดินขึ้นไปยังองค์บนควรเตรียมน้ำดื่มและรองเท้าที่เหมาะกับเส้นทาง
สามารถจัดภูปอร่วมกับเส้นทางตัวเมืองกาฬสินธุ์หรือขับต่อไปยังสหัสขันธ์ได้ เพราะอยู่ทางตอนเหนือของตัวเมือง และให้ประสบการณ์ต่างจากพุทธสถานภูสิงห์ซึ่งเด่นด้านพระพุทธรูปองค์ใหญ่และวิวอ่างเก็บน้ำ
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือประมาณ 28 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 213 แล้วแยกเข้าสู่เส้นทางท้องถิ่น เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.625141,103.623570&travelmode=driving

13. แหลมโนนวิเศษ ตั้งอยู่ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ เป็นผืนดินที่ยื่นเข้าไปในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ทำให้สามารถมองเห็นผืนน้ำกว้าง แนวสะพานเทพสุดา และเส้นขอบฟ้าได้อย่างเปิดโล่ง เป็นจุดพักผ่อนและชมพระอาทิตย์ตกที่โดดเด่นของโซนสหัสขันธ์
ไฮไลต์: วิวอ่างเก็บน้ำลำปาวแบบกว้าง จุดชมพระอาทิตย์ตก มุมมองสะพานเทพสุดา พื้นที่พักผ่อนริมอ่าง และบรรยากาศสงบที่เหมาะกับการถ่ายภาพและนั่งรับลม
เสน่ห์ของแหลมโนนวิเศษไม่ได้อยู่ที่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่เกิดจากภูมิประเทศของแหลมที่ยื่นออกไปกลางผืนน้ำ ผู้มาเยือนจึงเห็นอ่างเก็บน้ำในมุมที่เปิดกว้างกว่าจุดริมฝั่งทั่วไป โดยเฉพาะช่วงระดับน้ำสูงที่บรรยากาศจะคล้ายเกาะหรือคาบสมุทรเล็ก ๆ กลางทะเลสาบ
ช่วงเย็นเป็นเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะดวงอาทิตย์ลดระดับลงเหนือผืนน้ำและเกิดเงาสะท้อนสีทอง การเปลี่ยนสีของท้องฟ้าและแนวสะพานที่ทอดไกลช่วยสร้างองค์ประกอบภาพที่เหมาะกับนักถ่ายภาพ
พื้นที่นี้ยังเชื่อมโยงกับเส้นทางสัญจรของชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำลำปาว ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นทั้งมิติการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตที่พึ่งพาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัด
แหลมโนนวิเศษควรจัดเที่ยวร่วมกับสะพานเทพสุดา พิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว และภูสิงห์ สามารถวางเป็นจุดสุดท้ายของวันเพื่อชมพระอาทิตย์ตกหลังเที่ยวโซนสหัสขันธ์มาตลอดวัน
เหมาะกับคู่รัก ครอบครัว กลุ่มเพื่อน นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการสถานที่พักผ่อนแบบไม่ต้องเดินมาก ควรระวังขอบน้ำและระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวอำเภอสหัสขันธ์ประมาณ 6 กิโลเมตร เปิดทุกวัน เวลา 06.30–20.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.709360,103.466095&travelmode=driving

14. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ภายในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์หลังเก่า ถนนกาฬสินธุ์ ในเขตตัวเมือง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม บุคคลสำคัญ ศาสนา วิถีชีวิต ผ้าไหมแพรวา และอัตลักษณ์ของจังหวัดไว้ในอาคารเดียว
ไฮไลต์: ห้องประวัติเมือง ห้องเจ้าเมือง ห้องศาสนา นิทรรศการวัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปกรรม และเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนากาฬสินธุ์
ตัวอาคารมีคุณค่าในตัวเองเพราะเป็นศาลากลางจังหวัดหลังเก่าที่เคยเป็นศูนย์กลางการบริหารบ้านเมือง ก่อนถูกปรับให้เป็นพื้นที่วัฒนธรรมสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การเดินภายในอาคารจึงให้ทั้งประสบการณ์จากสถาปัตยกรรมราชการเดิมและเนื้อหาที่จัดแสดง
พิพิธภัณฑ์ช่วยอธิบายกาฬสินธุ์ในภาพรวมตั้งแต่ภูมิประเทศ การตั้งถิ่นฐาน ระบบน้ำ การเกษตร พระพุทธศาสนา ประวัติเมือง เจ้าเมือง ไปจนถึงชาติพันธุ์และงานหัตถกรรม จึงเหมาะกับการมาเยือนก่อนออกเที่ยวสถานที่เฉพาะทางตามอำเภอต่าง ๆ
ส่วนที่เกี่ยวกับผ้าไหมแพรวาและชาวผู้ไทยช่วยเชื่อมต่อความรู้กับบ้านโพน ขณะที่เนื้อหาด้านประวัติศาสตร์และศิลปกรรมสามารถต่อยอดไปยังเมืองฟ้าแดดสงยาง พระธาตุยาคู และวัดที่มีใบเสมาทวารวดี
เหมาะกับครอบครัว นักเรียน นักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด และผู้ที่ต้องการเข้าใจจังหวัดแบบเป็นระบบ ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมงก่อนเดินเที่ยวสถานที่กลางเมืองต่อได้
เพราะอยู่ในเขตเมือง จึงสามารถจัดร่วมกับวงเวียนโปงลาง วัดในตัวเมือง ตลาด และย่านอาหารได้สะดวก เป็นตัวเลือกที่ดีในวันที่อากาศร้อนหรือมีฝนเพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในอาคาร
การเดินทาง: ตั้งอยู่ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์หลังเก่า ถนนกาฬสินธุ์ ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เปิดวันอังคาร–วันอาทิตย์ เวลา 09.00–16.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.432163,103.506945&travelmode=driving

15. วงเวียนโปงลาง ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดถนนกาฬสินธุ์และถนนชัยสุนทรในตัวเมือง เป็นแลนด์มาร์กที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางดนตรีของจังหวัดผ่านประติมากรรมรูปโปงลาง เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับกาฬสินธุ์
ไฮไลต์: ประติมากรรมโปงลางขนาดใหญ่กลางวงเวียน จุดถ่ายภาพสัญลักษณ์เมือง และเรื่องราวของโปงลางที่พัฒนาจากเครื่องตีพื้นบ้านจนกลายเป็นวงดนตรีและการแสดงที่สร้างชื่อเสียงให้กาฬสินธุ์ทั่วประเทศ
โปงลางเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ประกอบด้วยลูกโปงไม้เรียงตามระดับเสียง แขวนต่อกันและใช้ไม้ตีเพื่อสร้างทำนอง เสียงของโปงลางมีความกังวาน สดใส และเหมาะกับการแสดงที่มีจังหวะสนุกสนาน จึงกลายเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงพื้นบ้านอีสานสมัยใหม่
กาฬสินธุ์มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของโปงลาง โดยเฉพาะผลงานของครูเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเครื่องดนตรี ระบบเสียง เทคนิคการบรรเลง และการถ่ายทอดความรู้จนโปงลางเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
วงเวียนจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางจราจร แต่ทำหน้าที่เสมือนอนุสรณ์ทางวัฒนธรรมที่บอกนักเดินทางว่ากำลังอยู่ในเมืองซึ่งผูกพันกับโปงลางอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในช่วงงานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาที่วัฒนธรรมดนตรีและสิ่งทอของจังหวัดถูกนำเสนอร่วมกันอย่างเด่นชัด
เหมาะกับการแวะถ่ายภาพระหว่างเที่ยวตัวเมือง โดยสามารถจัดร่วมกับพิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ วัดกลาง และย่านร้านอาหารได้ในเส้นทางสั้น ๆ
เนื่องจากเป็นวงเวียนจราจรจริง ควรใช้จุดยืนหรือจุดจอดที่ปลอดภัย ไม่ลงไปถ่ายภาพบนผิวจราจรและไม่กีดขวางรถที่สัญจรผ่าน
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกถนนกาฬสินธุ์ตัดถนนชัยสุนทร ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่สาธารณะที่มองเห็นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.433597,103.508427&travelmode=driving

16. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง หรืออ่างเก็บน้ำวังมน ตั้งอยู่บ้านวังมน ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นแหล่งน้ำชลประทานที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าโปร่ง และพื้นที่เกษตรกรรม มีบรรยากาศสงบและให้ภาพของกาฬสินธุ์ในมุมธรรมชาติชนบทที่แตกต่างจากโซนไดโนเสาร์และเมืองโบราณ
ไฮไลต์: ผืนน้ำกว้าง แนวภูเขาและป่าโดยรอบ จุดพักผ่อนริมอ่าง การถ่ายภาพธรรมชาติ ล่องเรือตามบริการในพื้นที่ และวิถีประมงกับเกษตรกรรมของชุมชนบ้านวังมน
อ่างเก็บน้ำสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำและสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมของตำบลกุดหว้า มีความจุเก็บกักระดับปกติประมาณ 7.38 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำหรับประมงพื้นบ้านและการใช้น้ำในชุมชน
ภูมิประเทศรอบอ่างมีทั้งพื้นที่ราบและแนวเนินเขา เมื่อมองจากริมอ่างจะเห็นผืนน้ำตัดกับแนวป่าและพื้นที่เกษตร เป็นภาพที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างระบบชลประทานกับชีวิตชนบทของกุฉินารายณ์ได้ชัดเจน
ช่วงเช้าและบ่ายแก่เหมาะกับการเที่ยวมากที่สุด เพราะอากาศไม่ร้อนและแสงนุ่ม เหมาะกับการนั่งพักริมอ่าง ถ่ายภาพ หรือชมวิถีชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ
สถานที่เหมาะกับครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน และนักถ่ายภาพที่ต้องการจุดพักผ่อนเงียบ ๆ หากต้องการล่องเรือหรือทำกิจกรรมในน้ำควรตรวจบริการและสภาพอากาศในวันที่เดินทาง
สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกุฉินารายณ์และต่อไปยังพื้นที่ภูสีฐานหรือแหล่งวัฒนธรรมผู้ไทยในบริเวณใกล้เคียงได้ ทำให้ทริปครอบคลุมทั้งธรรมชาติและวิถีชุมชน
การเดินทาง: ตั้งอยู่บ้านวังมน ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.532310,104.148057&travelmode=driving

17. น้ำตกตาดเชียงทา ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านนาขาม ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู เป็นน้ำตกธรรมชาติในแนวภูแฝกที่ยังคงบรรยากาศป่าและภูเขาค่อนข้างสงบ จุดเด่นคือสายน้ำที่ไหลผ่านหน้าผาหินแบบ “ตาด” ในช่วงฤดูฝน
ไฮไลต์: น้ำตกตามฤดูกาล ลานหิน ป่าเขียวในช่วงหน้าฝน เส้นทางธรรมชาติ และบรรยากาศป่าภูแฝกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวสถานที่ไม่หนาแน่น
คำว่า “ตาด” เป็นคำที่ใช้เรียกน้ำตกหรือช่วงที่ลำน้ำไหลผ่านแนวหินในหลายพื้นที่ของอีสานและลาว น้ำตกตาดเชียงทาจึงมีลักษณะเป็นสายน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินและหน้าผาธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นน้ำตกสูงขนาดใหญ่
น้ำตกมีความสวยงามตามฤดูกาล โดยช่วงฝนถึงต้นฤดูหนาวมีโอกาสเห็นสายน้ำเต็มกว่าในช่วงแล้ง ป่าโดยรอบจะเขียวและมีความชื้นสูง ส่วนหน้าแล้งปริมาณน้ำสามารถลดลงมาก จึงควรวางแผนตามฤดูกาล
เส้นทางบางช่วงอยู่ในพื้นที่ป่าและห่างจากชุมชน นักท่องเที่ยวควรเตรียมรองเท้าที่เหมาะกับพื้นดินและหินเปียก น้ำดื่ม และหลีกเลี่ยงการเดินทางลำพังเมื่อไม่คุ้นเคยกับพื้นที่
น้ำตกเหมาะกับสายธรรมชาติ กลุ่มเพื่อน นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบ Adventure เบา ๆ สามารถจัดอยู่ในเส้นทางเดียวกับวนอุทยานภูแฝกและพื้นที่นาคูได้
ในช่วงฝนตกหนักควรตรวจสภาพเส้นทางและปริมาณน้ำก่อนเข้าพื้นที่ เพราะน้ำตกธรรมชาติในภูเขาสามารถมีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว และควรหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำบริเวณที่มีกระแสน้ำแรง
การเดินทาง: ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านนาขาม ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 6 กิโลเมตร แนะนำเข้าชมช่วงกลางวัน และควรสอบถามสภาพเส้นทางในพื้นที่ก่อนเดินทาง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

18. ถ้ำเสรีไทย ตั้งอยู่บริเวณบ้านชาด อำเภอนาคู บนแนวเทือกเขาภูพาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานถ้ำธรรมชาติ ป่า และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ไฮไลต์: ถ้ำธรรมชาติบนเทือกเขาภูพาน เรื่องราวของเสรีไทย พื้นที่บ้านชาด ผาระแงง ลักษณะสะพานหินธรรมชาติ น้ำตก และภูมิประเทศที่เคยใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนและเคลื่อนไหวในป่า
เรื่องเล่าของชุมชนเชื่อมโยงถ้ำกับการใช้พื้นที่ภูพานเป็นจุดหลบซ่อน เก็บเสบียง หรือสนับสนุนการเคลื่อนไหวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่ภูเขาและป่าทึบของภาคอีสานตอนบนเหมาะกับการซ่อนตัวและการเดินทางที่หลีกเลี่ยงเส้นทางหลักในยุคนั้น
ตัวถ้ำมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่คุณค่าของสถานที่อยู่ที่บริบททางประวัติศาสตร์และภูมิประเทศโดยรอบมากกว่าขนาดถ้ำ ผู้มาเยือนจึงควรมองพื้นที่ทั้งหมดเป็นเส้นทางเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน ป่าภูพาน และความทรงจำช่วงสงคราม
บริเวณบ้านชาดยังมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่าสนามบินเสรีไทย และจุดธรรมชาติอื่นในแนวภูพาน ทำให้สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นร่วมกับการเดินธรรมชาติได้
เหมาะกับนักเรียน สายประวัติศาสตร์ นักเดินป่า และผู้สนใจเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ควรแต่งกายให้เหมาะกับพื้นที่ป่าและใช้รองเท้าที่มีดอกยาง
การเดินทางในช่วงฤดูฝนควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะพื้นป่าและหินสามารถลื่น รวมถึงควรเดินตามเส้นทางที่ชุมชนหรือผู้ดูแลแนะนำ เพื่อไม่หลงออกนอกพื้นที่
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณบ้านชาด อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด และควรเข้าพื้นที่ช่วงกลางวัน
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=17.112372,103.981501&travelmode=driving

19. วัดศรีบุญเรือง (วัดเหนือ) เป็นวัดเก่าแก่ในเขตเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่บริเวณถนนอนรรฆนาค และเป็นอีกสถานที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาศิลปะทวารวดีโดยไม่ต้องเดินทางออกนอกตัวเมือง เพราะภายในวัดเก็บรักษาใบเสมาหินจากเมืองฟ้าแดดสงยางไว้หลายหลัก
ไฮไลต์: ใบเสมาหินทรายทั้งแบบแผ่นเรียบและแบบสลักลวดลาย โดยเฉพาะหลักเสมาที่มีภาพเทวดาเหาะเหนือปราสาท ซุ้มเรือนแก้ว และภาพบุคคลด้านล่าง ซึ่งเป็นหลักฐานศิลปกรรมทวารวดีที่มีรายละเอียดน่าสนใจ
การนำใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางมาเก็บรักษาในวัดช่วยให้หลักฐานเหล่านี้ยังคงได้รับการดูแลและสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรุ่นหลัง ผู้มาเยือนจึงสามารถชมลวดลายบนหินได้ใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมของวัดที่ยังมีการใช้งานทางศาสนา
ศิลปกรรมบนใบเสมาช่วยสะท้อนความเชื่อและรูปแบบศิลปะของพุทธศาสนาในภาคอีสานยุคโบราณ ภาพบุคคล ปราสาท เทวดา และองค์ประกอบตกแต่งทำให้เห็นว่าช่างในอดีตมีทักษะและระบบสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน
วัดศรีบุญเรืองจึงเป็นจุดเชื่อมที่ดีระหว่างการเที่ยวตัวเมืองกับการไปพระธาตุยาคูและเมืองฟ้าแดดสงยาง นักท่องเที่ยวสามารถชมใบเสมาในเมืองก่อน แล้วจึงเดินทางไปดูพื้นที่ต้นทางของโบราณวัตถุเหล่านี้ในอำเภอกมลาไสย
เหมาะกับสายบุญ นักเรียน สายศิลปะและประวัติศาสตร์ รวมถึงผู้ที่มีเวลาจำกัดและต้องการเพิ่มจุดเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตัวเมือง ควรแต่งกายสุภาพและไม่สัมผัสผิวเสมาโดยไม่จำเป็น
สามารถจัดเที่ยวร่วมกับพิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ วงเวียนโปงลาง วัดกลาง และย่านเมืองเก่า เพื่อทำเป็นเส้นทางวัฒนธรรมกาฬสินธุ์แบบครึ่งวัน
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณถนนอนรรฆนาค ในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.607649,103.358518&travelmode=driving

20. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง บ้านห้วยม่วง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่รวมอ่างเก็บน้ำ แนวป่าภูสีฐาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไว้ในภูมิทัศน์เดียวกัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวกาฬสินธุ์ในมุมเงียบสงบและเน้นการเรียนรู้ระบบนิเวศ
ไฮไลต์: อ่างเก็บน้ำห้วยม่วง แนวป่าภูพานตอนล่าง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน จุดชมภูเขาและผืนน้ำ รวมถึงการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างป่า ต้นน้ำ สัตว์ป่า และชุมชนรอบพื้นที่อนุรักษ์
อ่างเก็บน้ำห้วยม่วงทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำของชุมชนและพื้นที่เกษตร ขณะที่แนวป่าภูสีฐานด้านหลังทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ภูมิทัศน์ที่เห็นจึงสะท้อนการพึ่งพากันระหว่างระบบธรรมชาติกับการดำรงชีวิตของผู้คนได้อย่างชัดเจน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐานครอบคลุมพื้นที่ป่าหลายส่วนและมีหน้าที่หลักด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ดังนั้นการเข้าพื้นที่บางโซนจึงแตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ผู้มาเยือนต้องประสานเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตามข้อกำหนดของพื้นที่
บรรยากาศริมอ่างเหมาะกับการชมวิว ถ่ายภาพ ดูนก และศึกษาธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงเช้าที่อากาศเย็นและมีความสงบมาก ส่วนหลังฝนตกผืนป่าและภูเขาจะมีสีเขียวชัดเจนขึ้น
สถานที่เหมาะกับสายธรรมชาติ นักดูนก นักเรียน และนักถ่ายภาพ ไม่เหมาะกับกิจกรรมเสียงดังหรือการเข้าใกล้สัตว์ป่า และไม่ควรออกนอกพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่อนุญาต
สามารถจัดเที่ยวร่วมกับอ่างเก็บน้ำห้วยจุมจังและสถานที่ในอำเภอกุฉินารายณ์ เพื่อเพิ่มโซนธรรมชาติทางตะวันออกของจังหวัดและช่วยให้บทความครอบคลุมพื้นที่มากกว่าสหัสขันธ์กับตัวเมืองเพียงอย่างเดียว
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง บ้านห้วยม่วง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐานก่อนเดินทางและก่อนเข้าพื้นที่อนุรักษ์
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.583304,104.142487&travelmode=driving
| หัวข้อ | รายละเอียด |
| ภาพรวมจังหวัด | กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของภาคอีสานที่โดดเด่นด้วยแหล่งไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์ เมืองโบราณทวารวดี ผ้าไหมแพรวา วัฒนธรรมผู้ไทย โปงลาง วัดและพุทธสถาน ตลอดจนเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ภูเขา ป่า และแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่า เหมาะกับการเที่ยวตั้งแต่ 1 วัน ไปจนถึง 4–5 วันหรือมากกว่า |
| Top 10 Highlights | 1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร 2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว 3. เขื่อนลำปาว 4. พุทธสถานภูสิงห์ 5. วนอุทยานภูแฝก 6. พระธาตุยาคู 7. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว 8. กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน 9. สะพานเทพสุดา 10. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว |
| โซนสหัสขันธ์–ลำปาว | 1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร 2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว 3. พุทธสถานภูสิงห์ 4. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว 5. สะพานเทพสุดา 6. แหลมโนนวิเศษ 7. เขื่อนลำปาว 8. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว เป็นโซนที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้มาเที่ยวกาฬสินธุ์ครั้งแรก เพราะมีทั้งไดโนเสาร์ ศาสนา จุดชมวิว ผืนน้ำ และธรรมชาติอยู่ในเส้นทางเดียวกัน |
| โซนกมลาไสย–ฟ้าแดดสงยาง | 1. พระธาตุยาคู 2. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) เหมาะกับผู้สนใจเมืองโบราณทวารวดี ใบเสมาหินทราย พุทธศิลป์ และการพัฒนาของชุมชนโบราณในลุ่มน้ำชี |
| โซนนาคู–ภูแฝก | 1. วนอุทยานภูแฝก 2. น้ำตกตาดเชียงทา 3. ถ้ำเสรีไทย เหมาะกับสายธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และผู้ที่ต้องการเห็นกาฬสินธุ์ในมุมภูเขา ป่า รอยเท้าไดโนเสาร์ และเรื่องราวเสรีไทย |
| โซนคำม่วง | 1. กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เป็นจุดหลักสำหรับเรียนรู้วัฒนธรรมผู้ไทยและผ้าไหมแพรวา ตั้งแต่การเตรียมเส้นไหม เทคนิคเก็บลาย จกไหมหลายสี ไปจนถึงการเลือกซื้อผ้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชนโดยตรง |
| โซนเมืองกาฬสินธุ์ | 1. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ 2. วงเวียนโปงลาง 3. วัดศรีบุญเรือง (วัดเหนือ) เหมาะกับทริปครึ่งวันสำหรับเรียนรู้ประวัติเมือง ดนตรีโปงลาง ศิลปะทวารวดี และอัตลักษณ์ของจังหวัดโดยไม่ต้องเดินทางไกล |
| โซนภูปอ | 1. พุทธสถานภูปอ เหมาะกับสายบุญ ผู้สนใจศิลปกรรมโบราณ และผู้ที่ชอบวัดบนภูเขาหินทราย จุดเด่นคือพระพุทธไสยาสน์จำหลักบนหน้าผา 2 ระดับและวิวธรรมชาติรอบภู |
| โซนกุฉินารายณ์ | 1. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง 2. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน เหมาะกับการพักผ่อนริมอ่าง ชมภูเขา ดูนก เรียนรู้เรื่องป่า น้ำ และชุมชน โดยพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องประสานเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชม |
| ไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์ | 1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร 2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว 3. วนอุทยานภูแฝก พิพิธภัณฑ์สิรินธรและภูกุ้มข้าวเด่นด้านโครงกระดูกและฟอสซิล ส่วนภูแฝกเด่นด้านรอยเท้าไดโนเสาร์บนชั้นหินจริง ทำให้ทั้ง 3 แห่งเสริมกันเป็นเส้นทางเรียนรู้บรรพชีวินวิทยาที่ครบที่สุดของจังหวัด |
| ประวัติศาสตร์และโบราณคดี | 1. พระธาตุยาคู 2. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม 3. วัดศรีบุญเรือง 4. ถ้ำเสรีไทย ครอบคลุมตั้งแต่ทวารวดี ใบเสมาหินทราย พัฒนาการพุทธศิลป์ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 |
| วัฒนธรรมผู้ไทยและผ้าไหมแพรวา | กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนเป็นจุดสำคัญที่สุดสำหรับเรียนรู้ผ้าแพรวา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งไหมไทย และยังเชื่อมโยงกับภาษา การแต่งกาย ประเพณี และอัตลักษณ์ของชาวผู้ไทยกาฬสินธุ์ |
| โปงลางและดนตรีพื้นบ้าน | วงเวียนโปงลางเป็นแลนด์มาร์กกลางเมืองที่สะท้อนบทบาทของกาฬสินธุ์ในฐานะเมืองสำคัญของดนตรีโปงลาง ขณะที่งานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นดนตรี การฟ้อน และเครื่องแต่งกายพื้นบ้านได้ชัดเจนที่สุด |
| สายบุญและศรัทธา | 1. พุทธสถานภูสิงห์ 2. พระธาตุยาคู 3. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว 4. พุทธสถานภูปอ 5. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม 6. วัดศรีบุญเรือง |
| ธรรมชาติและแหล่งน้ำ | 1. เขื่อนลำปาว 2. แหลมโนนวิเศษ 3. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง 4. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน 5. น้ำตกตาดเชียงทา 6. สะพานเทพสุดา |
| สัตว์ป่าและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ | 1. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว 2. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน เหมาะกับการเรียนรู้สัตว์ป่า ป่าเต็งรัง ระบบนิเวศ ดูนก และการอนุรักษ์ โดยต้องปฏิบัติตามกฎของเจ้าหน้าที่และไม่รบกวนสัตว์ป่า |
| เหมาะสำหรับครอบครัว | 1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร 2. ภูกุ้มข้าว 3. เขื่อนลำปาว 4. ภูสิงห์ 5. สะพานเทพสุดา 6. สวนสะออน 7. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ 8. แหลมโนนวิเศษ 9. บ้านโพน 10. พระธาตุยาคู |
| เหมาะสำหรับเด็ก | พิพิธภัณฑ์สิรินธรเหมาะที่สุดเพราะมีนิทรรศการไดโนเสาร์และสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย จากนั้นสามารถต่อภูกุ้มข้าวและสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาวเพื่อเพิ่มกิจกรรมด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า |
| เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ | 1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร 2. เขื่อนลำปาว 3. พุทธสถานภูสิงห์โดยใช้เส้นทางรถขึ้นยอด 4. พระธาตุยาคู 5. วัดพุทธนิมิต 6. บ้านโพน 7. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ 8. แหลมโนนวิเศษ |
| เหมาะสำหรับสายถ่ายภาพ | 1. สะพานเทพสุดา 2. แหลมโนนวิเศษ 3. เขื่อนลำปาว 4. พุทธสถานภูสิงห์ 5. พระธาตุยาคู 6. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว 7. พุทธสถานภูปอ 8. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง |
| เหมาะสำหรับสาย Adventure | 1. วนอุทยานภูแฝก 2. น้ำตกตาดเชียงทา 3. ถ้ำเสรีไทย 4. พุทธสถานภูปอในส่วนเส้นทางขึ้นองค์บน ควรเตรียมรองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี น้ำดื่ม อุปกรณ์กันแดด และตรวจสภาพเส้นทางก่อนเดินทางในช่วงฤดูฝน |
| อาหารพื้นบ้าน | อาหารหลักยังคงเอกลักษณ์อีสาน เช่น ส้มตำ ลาบ ก้อย แจ่ว อาหารย่าง และเมนูปลาน้ำจืด โดยเฉพาะพื้นที่รอบเขื่อนลำปาวซึ่งมีทั้งปลาเผา ปลาทอด ต้มปลา และอาหารที่เชื่อมโยงกับวิถีประมงรอบอ่างเก็บน้ำ |
| ของฝาก | 1. ผ้าไหมแพรวา 2. ผลิตภัณฑ์ผ้าผู้ไทย 3. เสื้อผ้าและกระเป๋าจากผ้าแพรวา 4. งานหัตถกรรมชุมชน 5. อาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากปลาในพื้นที่รอบลำปาว |
| เทศกาลและประเพณีสำคัญ | งานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาเป็นงานสำคัญที่นำดนตรีโปงลาง การฟ้อนรำ ผ้าแพรวา และวัฒนธรรมผู้ไทยมารวมไว้ในงานเดียว ขณะที่พระธาตุยาคูและพื้นที่เมืองฟ้าแดดสงยางมีงานบุญและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อนความต่อเนื่องของชุมชนกับโบราณสถาน |
| เที่ยว 1 วัน — โซนสหัสขันธ์ | เช้า: พิพิธภัณฑ์สิรินธร – แหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว สายถึงเที่ยง: พุทธสถานภูสิงห์ บ่าย: วัดพุทธนิมิต ภูค่าว เย็น: สะพานเทพสุดา – แหลมโนนวิเศษ – ชมพระอาทิตย์ตกริมลำปาว |
| เที่ยว 1 วัน — โซนประวัติศาสตร์ | เช้า: พระธาตุยาคู – เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง สาย: วัดโพธิ์ชัยเสมาราม บ่าย: กลับตัวเมือง – พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ – วัดศรีบุญเรือง เย็น: วงเวียนโปงลางและย่านอาหารในเมือง |
| เที่ยว 2 วัน 1 คืน | Day 1: พิพิธภัณฑ์สิรินธร – ภูกุ้มข้าว – ภูสิงห์ – วัดพุทธนิมิต – สะพานเทพสุดา Day 2: พระธาตุยาคู – วัดโพธิ์ชัยเสมาราม – พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ – วงเวียนโปงลาง |
| เที่ยว 3 วัน 2 คืน | Day 1: สหัสขันธ์–ไดโนเสาร์–ลำปาว Day 2: ฟ้าแดดสงยาง–ตัวเมือง Day 3: บ้านโพน หรือเลือกเส้นทางภูแฝก–นาคูตามความสนใจ |
| เที่ยว 4–5 วัน | เพิ่มบ้านโพน พุทธสถานภูปอ วนอุทยานภูแฝก น้ำตกตาดเชียงทา ถ้ำเสรีไทย อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง และพื้นที่ภูสีฐาน เพื่อให้เห็นกาฬสินธุ์ครบทั้งไดโนเสาร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรมผู้ไทย ธรรมชาติ และการอนุรักษ์ |
| ช่วงเหมาะเที่ยว | เที่ยวได้ตลอดปี โดยเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินทางกลางแจ้งและเที่ยวภูเขาเพราะอากาศเย็นกว่า ส่วนฤดูฝนเหมาะกับน้ำตกและพื้นที่ป่าเขียว เช่น ตาดเชียงทาและภูแฝก พิพิธภัณฑ์ วัด ชุมชนผ้าไหม และแหล่งประวัติศาสตร์สามารถเที่ยวได้ตลอดปี |
| การเดินทางในจังหวัด | รถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าเหมาะที่สุด เพราะสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่หลายอำเภอ ควรจัดเส้นทางตามโซน เช่น เมือง–ลำปาว–สหัสขันธ์, กมลาไสย, นาคู, คำม่วง และกุฉินารายณ์ เพื่อลดการขับย้อนเส้นทาง |
| ข้อควรระวัง | แหล่งธรรมชาติและพื้นที่ภูเขาควรตรวจสภาพอากาศและเส้นทางก่อนเดินทาง โดยเฉพาะภูแฝก น้ำตกตาดเชียงทา และถ้ำเสรีไทย ส่วนสถานที่เกี่ยวกับฟอสซิล ใบเสมา และโบราณสถานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส ปีน หรือกระทำสิ่งที่อาจสร้างความเสียหาย |
| การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ | ไม่เก็บฟอสซิล หิน หรือชิ้นส่วนธรรมชาติออกจากพื้นที่ ไม่สัมผัสใบเสมาหรือรอยเท้าไดโนเสาร์โดยไม่จำเป็น ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า ไม่ส่งเสียงดังในพื้นที่อนุรักษ์ และสนับสนุนสินค้าอย่างผ้าไหมแพรวาจากช่างทอหรือกลุ่มชุมชนโดยตรง |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่ห้ามพลาดมีที่ไหนบ้าง?
ตอบ: จุดหลักที่ควรไป ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สิรินธร แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เขื่อนลำปาว พุทธสถานภูสิงห์ พระธาตุยาคู วัดพุทธนิมิต ภูค่าว สะพานเทพสุดา และบ้านโพน เพราะครอบคลุมทั้งไดโนเสาร์ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของกาฬสินธุ์
ถาม: เที่ยวกาฬสินธุ์ 1 วันควรไปไหน?
ตอบ: หากเป็นครั้งแรก แนะนำเส้นทางพิพิธภัณฑ์สิรินธร – ภูกุ้มข้าว – พุทธสถานภูสิงห์ – วัดพุทธนิมิต – สะพานเทพสุดา – แหลมโนนวิเศษ เพราะเป็นเส้นทางที่รวมแลนด์มาร์กสำคัญของโซนสหัสขันธ์ไว้ครบที่สุด
ถาม: ควรเที่ยวกาฬสินธุ์กี่วัน?
ตอบ: 2 วัน 1 คืนเพียงพอสำหรับโซนสหัสขันธ์และเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง แต่ถ้าต้องการเที่ยวบ้านโพน ภูแฝก นาคู กุฉินารายณ์ หรือพุทธสถานภูปอด้วย ควรมีเวลา 3–5 วัน
ถาม: พิพิธภัณฑ์สิรินธรกับภูกุ้มข้าวต่างกันอย่างไร?
ตอบ: พิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นศูนย์จัดแสดงเรื่องกำเนิดโลก ไดโนเสาร์ และวิวัฒนาการ พร้อมโครงกระดูกและสื่อการเรียนรู้ ส่วนภูกุ้มข้าวเป็นพื้นที่แหล่งขุดค้นจริงที่สามารถเห็นชั้นหินและหลักฐานฟอสซิลในบริบทของสถานที่ค้นพบ
ถาม: กาฬสินธุ์มีรอยเท้าไดโนเสาร์ที่ไหน?
ตอบ: รอยเท้าไดโนเสาร์พบที่วนอุทยานภูแฝก อำเภอนาคู โดยเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อบนชั้นหินอายุประมาณ 140 ล้านปี และควรตรวจสภาพเส้นทางก่อนเดินทางเข้าเยี่ยมชม
ถาม: เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางมีอะไรน่าสนใจ?
ตอบ: จุดสำคัญคือพระธาตุยาคู เมืองคูน้ำคันดิน และใบเสมาหินทรายสลักภาพพุทธประวัติและชาดก ซึ่งพบกระจายในพื้นที่และเก็บรักษาบางส่วนที่วัดโพธิ์ชัยเสมารามและวัดศรีบุญเรือง
ถาม: ผ้าไหมแพรวาควรซื้อที่ไหน?
ตอบ: บ้านโพน อำเภอคำม่วง เป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่สุดของผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ นักท่องเที่ยวสามารถชมการทอ เรียนรู้เทคนิคเก็บลายและจกไหม และซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนผู้ผลิตโดยตรง
ถาม: ที่ไหนเหมาะชมพระอาทิตย์ตกในกาฬสินธุ์?
ตอบ: แหลมโนนวิเศษ เขื่อนลำปาว และพื้นที่บริเวณหัวสะพานเทพสุดาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โดดเด่น เพราะมองเห็นผืนน้ำกว้างและแนวท้องฟ้าได้ชัดเจน
ถาม: พุทธสถานภูสิงห์ขึ้นรถได้ไหม?
ตอบ: ได้ มีถนนลาดยางขึ้นยอดภูจากด้านตะวันตก เหมาะกับครอบครัวและผู้สูงอายุ ส่วนผู้ที่ต้องการเดินขึ้นสามารถใช้บันไดประมาณ 417 ขั้นทางด้านตะวันออก
ถาม: กาฬสินธุ์มีที่เที่ยวธรรมชาติอะไรบ้าง?
ตอบ: มีทั้งเขื่อนลำปาว วนอุทยานภูแฝก น้ำตกตาดเชียงทา แหลมโนนวิเศษ อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง และอ่างเก็บน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน รวมถึงพื้นที่ป่าและภูเขาในโซนนาคูและกุฉินารายณ์
ถาม: สถานที่เที่ยวกาฬสินธุ์สำหรับเด็กมีที่ไหน?
ตอบ: พิพิธภัณฑ์สิรินธรเหมาะที่สุดสำหรับเด็กเพราะมีไดโนเสาร์และสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย จากนั้นสามารถต่อภูกุ้มข้าว สวนสะออน และเขื่อนลำปาวเพื่อเพิ่มกิจกรรมด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า
ถาม: เที่ยวกาฬสินธุ์ช่วงไหนดีที่สุด?
ตอบ: ช่วงพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์เหมาะกับการเที่ยวกลางแจ้งเพราะอากาศเย็นกว่า ส่วนฤดูฝนเหมาะกับน้ำตกและป่าเขียว ขณะที่พิพิธภัณฑ์ วัด แหล่งประวัติศาสตร์ และชุมชนผ้าไหมเที่ยวได้ตลอดปี
ถาม: ไม่มีรถส่วนตัวเที่ยวกาฬสินธุ์ได้ไหม?
ตอบ: สามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองด้วยรถโดยสารได้ แต่สถานที่สำคัญอย่างสหัสขันธ์ ภูแฝก บ้านโพน และกุฉินารายณ์กระจายอยู่หลายอำเภอ การเช่ารถหรือเหมารถพร้อมคนขับจะสะดวกกว่ามาก
ถาม: ที่เที่ยวกาฬสินธุ์สำหรับสายบุญมีที่ไหนบ้าง?
ตอบ: แนะนำพุทธสถานภูสิงห์ พระธาตุยาคู วัดพุทธนิมิต ภูค่าว พุทธสถานภูปอ วัดโพธิ์ชัยเสมาราม และวัดศรีบุญเรือง ซึ่งแต่ละแห่งมีคุณค่าทั้งด้านศรัทธา ศิลปกรรม และประวัติศาสตร์
ถาม: ของฝากขึ้นชื่อของกาฬสินธุ์คืออะไร?
ตอบ: ของฝากเด่นที่สุดคือผ้าไหมแพรวาและผลิตภัณฑ์จากผ้าแพรวา นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าผู้ไทย งานหัตถกรรมชุมชน และอาหารแปรรูปจากปลาและวัตถุดิบท้องถิ่น
หมวดหมู่: ●บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
กลุ่ม: ●รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร
ปรับปรุงล่าสุด : 3 สัปดาห์ที่แล้ว



