หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ > 20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด
TL;DR: 20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด. กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดอีสานที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนจากการผสมผสานระหว่างโลกยุคไดโนเสาร์ อารยธรรมทวารวดี วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ภูเขา ป่า.

กาฬสินธุ์

20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด

20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด

20 ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่เที่ยวอีสานที่ดีที่สุด กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดอีสานที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนจากการผสมผสานระหว่างโลกยุคไดโนเสาร์ อารยธรรมทวารวดี วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ภูเขา ป่า และผืนน้ำขนาดใหญ่ของเขื่อนลำปาว จึงเหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการเที่ยวภาคอีสานแบบได้ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม และวิถีชุมชนในจังหวัดเดียว โดยเฉพาะอำเภอสหัสขันธ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวไดโนเสาร์ของจังหวัด และอำเภอกมลาไสยที่มีเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางเป็นหลักฐานสำคัญของอารยธรรมเก่าแก่ในลุ่มน้ำชี
 
สำหรับผู้ที่มา เที่ยวกาฬสินธุ์ครั้งแรก จุดที่ควรเริ่มคือพิพิธภัณฑ์สิรินธรและแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เพราะช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดกาฬสินธุ์จึงได้รับการจดจำในฐานะเมืองไดโนเสาร์ของประเทศไทย จากนั้นสามารถขึ้นพุทธสถานภูสิงห์เพื่อชมวิวอำเภอสหัสขันธ์และอ่างเก็บน้ำลำปาว แวะวัดพุทธนิมิตภูค่าว ชมสะพานเทพสุดาที่ทอดยาวเหนือผืนน้ำ และเที่ยวเขื่อนลำปาวในช่วงเย็น หากมีเวลา 2–3 วันควรเพิ่มพระธาตุยาคู วนอุทยานภูแฝก และกลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน เพื่อให้ได้เห็นทั้งบรรพชีวินวิทยา ทวารวดี ธรรมชาติ และวัฒนธรรมผู้ไทยอย่างครบถ้วน
 
ภูมิประเทศของกาฬสินธุ์มีทั้งพื้นที่ราบลุ่ม พื้นที่เกษตรกรรม แนวภูเขาที่เชื่อมโยงกับเทือกเขาภูพาน ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ลำห้วย และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ พื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของจังหวัดมีภูเขาและป่ามากขึ้น ขณะที่พื้นที่ตอนกลางและตอนใต้เชื่อมโยงกับลุ่มน้ำชีและลำน้ำปาว ทำให้เกิดชุมชนเกษตรกรรมและเมืองโบราณหลายแห่ง ความหลากหลายของภูมิประเทศนี้ทำให้กาฬสินธุ์มีสถานที่เที่ยวตั้งแต่ภูเขา ป่า แหล่งฟอสซิล แหล่งน้ำ ไปจนถึงชุมชนหัตถกรรม
 
สิ่งที่ทำให้กาฬสินธุ์แตกต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวอีสานอื่นอย่างชัดเจนคือหลักฐานเกี่ยวกับไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์ ภูกุ้มข้าวในอำเภอสหัสขันธ์เป็นหนึ่งในแหล่งค้นพบกระดูกไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย มีการพบกระดูกไดโนเสาร์กินพืชจำนวนมากในชั้นหินเสาขัวอายุประมาณ 130 ล้านปี ขณะที่วนอุทยานภูแฝกในอำเภอนาคูมีรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อบนลานหินอายุประมาณ 140 ล้านปี หลักฐานทั้ง 2 แห่งทำให้การเที่ยวกาฬสินธุ์สามารถเชื่อมโยงความสนุกกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกยุคดึกดำบรรพ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
 
ในมิติประวัติศาสตร์มนุษย์ กาฬสินธุ์มีเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางในอำเภอกมลาไสยเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญที่สุด เมืองมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ และพบหลักฐานเกี่ยวกับพุทธศาสนาแบบทวารวดีจำนวนมาก ทั้งใบเสมาหินทราย ภาพสลักชาดก ฐานศาสนสถาน และโบราณวัตถุ พระธาตุยาคูซึ่งตั้งอยู่ภายในเมืองโบราณยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาและเป็นแลนด์มาร์กที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นพัฒนาการทางศิลปกรรมต่อเนื่องตั้งแต่ทวารวดี อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์
 
อีกด้านหนึ่งของกาฬสินธุ์คือวัฒนธรรมของชาวผู้ไทยหรือภูไท โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอคำม่วงและชุมชนบ้านโพน ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการทอผ้าไหมแพรวา ผ้าแพรวาได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งไหมไทย” เพราะใช้กรรมวิธีเก็บลายและจกไหมหลายสีอย่างละเอียด ลวดลายบนผืนผ้าไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่ง แต่สะท้อนความรู้ ความเชื่อ การแต่งกาย และอัตลักษณ์ของหญิงชาวผู้ไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน
 
ดนตรีและการแสดงพื้นบ้านก็เป็นหัวใจสำคัญของจังหวัด โดยเฉพาะ โปงลาง เครื่องดนตรีอีสานที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของกาฬสินธุ์ และถูกนำมาเชื่อมโยงกับงานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาในงานประจำปีของจังหวัด ช่วงงานเทศกาลเป็นเวลาที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นการแสดงโปงลาง การฟ้อนพื้นบ้าน เครื่องแต่งกายผ้าแพรวา และผลิตภัณฑ์ชุมชนในพื้นที่เดียวกัน
 
อาหารกาฬสินธุ์ยังคงรากของอาหารอีสานอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลาบ ก้อย ส้มตำ แจ่ว อาหารย่าง และเมนูปลาน้ำจืด โดยพื้นที่รอบเขื่อนลำปาวเป็นแหล่งประมงสำคัญ จึงพบเมนูปลาเผา ปลาทอด ต้มปลา และอาหารจากปลาน้ำจืดได้ทั่วไป ของฝากสำคัญนอกจากผ้าไหมแพรวาแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าผู้ไทย งานหัตถกรรม อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์จากชุมชนตามอำเภอต่าง ๆ
 
สำหรับการแบ่งโซนท่องเที่ยว โซนสหัสขันธ์–ลำปาว เหมาะกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว พุทธสถานภูสิงห์ วัดพุทธนิมิต สะพานเทพสุดา และเขื่อนลำปาว, โซนกมลาไสย เหมาะกับเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางและพระธาตุยาคู, โซนนาคู เหมาะกับวนอุทยานภูแฝกและรอยเท้าไดโนเสาร์, โซนคำม่วง เหมาะกับผ้าไหมแพรวาและวัฒนธรรมผู้ไทย ส่วนบริเวณรอบเขื่อนลำปาวยังมีสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาวสำหรับครอบครัวและผู้สนใจธรรมชาติ
 
หากมีเวลาเพียง 1 วัน สามารถจัดเส้นทางสหัสขันธ์โดยเริ่มจากพิพิธภัณฑ์สิรินธร–แหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว–พุทธสถานภูสิงห์–วัดพุทธนิมิต–สะพานเทพสุดา และปิดท้ายชมบรรยากาศอ่างเก็บน้ำลำปาว หากมี 2–3 วันควรเพิ่มพระธาตุยาคูและบ้านโพน ส่วนทริป 4–5 วันสามารถขยายไปยังวนอุทยานภูแฝก พื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว และสถานที่ในอำเภออื่น เพื่อให้เห็นกาฬสินธุ์ทั้งในฐานะเมืองไดโนเสาร์ เมืองทวารวดี เมืองผ้าไหมแพรวา และจังหวัดแห่งวิถีชีวิตรอบลำน้ำปาวอย่างครบถ้วน
 
พิพิธภัณฑ์สิรินธร กาฬสินธุ์

1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร ตั้งอยู่เลขที่ 200 หมู่ 11 ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ เป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์และศูนย์เรียนรู้ซากดึกดำบรรพ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย จุดเด่นคือการเชื่อมพื้นที่แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์จริงกับนิทรรศการด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และเทคโนโลยีการจัดแสดงสมัยใหม่ จึงเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ในอันดับแรกของการเที่ยวกาฬสินธุ์ โดยเฉพาะสำหรับครอบครัว เด็ก นักเรียน และผู้ที่สนใจไดโนเสาร์
 
ไฮไลต์: นิทรรศการที่เรียงเรื่องราวตั้งแต่กำเนิดจักรวาล การกำเนิดโลก สิ่งมีชีวิตยุคแรก ยุคไดโนเสาร์ การสูญพันธุ์ วิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจนถึงมนุษย์ รวมถึงโครงกระดูกไดโนเสาร์ ซากดึกดำบรรพ์จริง หุ่นจำลอง สื่อมัลติมีเดีย และการเชื่อมต่อกับแหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าวที่อยู่ใกล้กัน
 
จุดเริ่มต้นของพิพิธภัณฑ์สัมพันธ์โดยตรงกับการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ที่ภูกุ้มข้าว พื้นที่เชิงเขาใกล้วัดสักกะวัน เมื่อมีการค้นพบกระดูกจำนวนมากและพบว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งฟอสซิลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงเกิดการศึกษาอย่างเป็นระบบและพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านบรรพชีวินวิทยาที่มีมาตรฐาน
 
การจัดแสดงภายในไม่ได้เริ่มต้นที่ไดโนเสาร์ทันที แต่ค่อย ๆ พาผู้ชมย้อนกลับไปถึงกำเนิดจักรวาล ระบบสุริยะ และโลก ก่อนอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา การกำเนิดสิ่งมีชีวิต และวิวัฒนาการเข้าสู่ยุคต่าง ๆ วิธีจัดเรื่องแบบลำดับเวลาทำให้ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจภาพใหญ่ของประวัติศาสตร์โลกได้ง่ายขึ้น
 
หนึ่งในความสำคัญของพื้นที่คือการพบไดโนเสาร์กินพืชในกลุ่มซอโรพอดจำนวนมาก โดยเฉพาะไดโนเสาร์ที่สัมพันธ์กับชื่อ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน การได้เห็นโครงกระดูกและข้อมูลประกอบในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งค้นพบจริงทำให้ประสบการณ์แตกต่างจากการชมพิพิธภัณฑ์ทั่วไป เพราะผู้มาเยือนสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่อยู่ในตู้จัดแสดงกับภูมิประเทศจริงภายนอกอาคารได้ทันที
 
พิพิธภัณฑ์เหมาะกับการใช้เวลาอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง หากเดินทางกับเด็กควรเผื่อเวลาให้มากขึ้น เพราะมีทั้งหุ่นจำลอง จุดเรียนรู้ และเนื้อหาที่สามารถใช้เป็นกิจกรรมครอบครัวได้ การเที่ยวในช่วงเช้าจะช่วยให้มีเวลาเดินต่อไปยังแหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าวและพุทธสถานภูสิงห์ในวันเดียวกัน
 
สถานที่นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเส้นทาง “กาฬสินธุ์เมืองไดโนเสาร์” ก่อนต่อไปยังภูกุ้มข้าวและวนอุทยานภูแฝก เพราะพิพิธภัณฑ์ช่วยปูพื้นฐานเรื่องชนิดของไดโนเสาร์ อายุชั้นหิน และกระบวนการเกิดฟอสซิล ทำให้การดูหลักฐานจริงในพื้นที่อื่นมีความหมายมากขึ้น
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จากตัวเมืองกาฬสินธุ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 227 เส้นทางกาฬสินธุ์–สหัสขันธ์ ระยะทางประมาณ 25–30 กิโลเมตร เปิดวันอังคาร–วันอาทิตย์ เวลา 09.30–16.30 น. หยุดวันจันทร์
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.692339,103.523922&travelmode=driving
 
แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว กาฬสินธุ์

2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูกุ้มข้าวในพื้นที่วัดสักกะวัน ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ใกล้กับพิพิธภัณฑ์สิรินธร เป็นแหล่งขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นหัวใจของเรื่องราวที่ทำให้กาฬสินธุ์ได้รับการยอมรับในฐานะเมืองไดโนเสาร์
 
ไฮไลต์: หลุมขุดค้นฟอสซิลจริง กระดูกไดโนเสาร์กินพืชจำนวนมากในชั้นหินเสาขัวอายุประมาณ 130 ล้านปี การเรียนรู้กระบวนการขุดค้นและอนุรักษ์ฟอสซิล และการเชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์สิรินธรและวัดสักกะวันที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
 
เรื่องราวของภูกุ้มข้าวเริ่มเป็นที่สนใจเมื่อมีการพบกระดูกขนาดใหญ่ในพื้นที่ใกล้วัดสักกะวัน ก่อนมีการศึกษาทางวิชาการอย่างจริงจังและพบว่ากระดูกจำนวนมากเป็นซากของไดโนเสาร์ โดยเฉพาะกลุ่มกินพืชคอยาว หลักฐานที่พบมีทั้งกระดูกหลายส่วนและอยู่ในบริบทชั้นหินที่ช่วยให้นักบรรพชีวินวิทยาศึกษาสภาพแวดล้อมในอดีตได้
 
ความสำคัญของแหล่งขุดค้นไม่ได้อยู่เพียงจำนวนฟอสซิล แต่ยังอยู่ที่การที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นพื้นที่ค้นพบจริงได้อย่างใกล้ชิด ต่างจากพิพิธภัณฑ์ที่นำวัตถุไปจัดแสดงภายในอาคาร ที่ภูกุ้มข้าวผู้มาเยือนจะเห็นว่ากระดูกไดโนเสาร์ฝังตัวอยู่ในชั้นหินอย่างไร และเข้าใจว่าการขุดค้นต้องอาศัยความละเอียดและใช้เวลามากเพียงใด
 
ชั้นหินเสาขัวซึ่งพบฟอสซิลบริเวณนี้เป็นหนึ่งในชั้นหินสำคัญของภาคอีสาน การศึกษาฟอสซิลจากภูกุ้มข้าวช่วยให้เกิดความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและภูมิอากาศของภูมิภาคในช่วงยุคครีเทเชียสตอนต้น ทำให้สถานที่แห่งนี้มีคุณค่าทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และงานวิจัยระดับประเทศ
 
นักท่องเที่ยวควรจัดพิพิธภัณฑ์สิรินธรและภูกุ้มข้าวไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน เพราะอยู่ใกล้กันมาก การชมพิพิธภัณฑ์ก่อนช่วยให้เข้าใจศัพท์และเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ แล้วจึงออกมาดูพื้นที่จริง จะทำให้เส้นทางมีความต่อเนื่องและเหมาะกับทั้งเด็กและผู้ใหญ่
 
ภายในบริเวณวัดสักกะวันยังมีพื้นที่ศาสนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนเคารพ ผู้มาเยือนจึงควรแต่งกายสุภาพและรักษาความสงบ การอยู่ร่วมกันของวัดกับแหล่งบรรพชีวินวิทยาเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้ภูกุ้มข้าวแตกต่างจากแหล่งฟอสซิลทั่วไป
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณวัดสักกะวัน ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ จากตัวเมืองกาฬสินธุ์ใช้ทางหลวงหมายเลข 227 ระยะทางประมาณ 25–28 กิโลเมตร เปิดวันอังคาร–วันอาทิตย์ เวลา 09.30–16.30 น. และหยุดวันจันทร์ ยกเว้นกรณีวันหยุดนักขัตฤกษ์ตามประกาศของพื้นที่
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.694504,103.524743&travelmode=driving
 
เขื่อนลำปาว กาฬสินธุ์

3. เขื่อนลำปาว เป็นเขื่อนดินขนาดใหญ่และหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญที่สุดของกาฬสินธุ์ พื้นที่อ่างเก็บน้ำครอบคลุมหลายอำเภอ ทั้งอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ยางตลาด หนองกุงศรี และสหัสขันธ์ ทำหน้าที่ทั้งด้านชลประทาน บรรเทาน้ำท่วม ประมงน้ำจืด และการท่องเที่ยว บรรยากาศผืนน้ำกว้างทำให้บริเวณเขื่อนเป็นจุดพักผ่อนยอดนิยมของคนท้องถิ่นและนักเดินทาง
 
ไฮไลต์: สันเขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ทิวทัศน์พระอาทิตย์ตก หาดดอกเกดที่มีบรรยากาศคล้ายชายหาดน้ำจืด สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว สะพานเทพสุดา และเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมต่ออำเภอสหัสขันธ์กับพื้นที่รอบอ่างเก็บน้ำ
 
โครงการเขื่อนลำปาวเริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2506 และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2511 มีเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการน้ำจากลำน้ำปาวและห้วยยาง ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและสำรองน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรในฤดูแล้ง การเกิดขึ้นของอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์และรูปแบบเศรษฐกิจของชุมชนรอบพื้นที่อย่างชัดเจน
 
นอกจากบทบาทด้านชลประทาน เขื่อนลำปาวยังกลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดสำคัญ ชุมชนรอบอ่างมีรายได้จากการจับปลา การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากแหล่งน้ำ ทำให้การเที่ยวเขื่อนสามารถเชื่อมโยงกับการลองชิมอาหารปลาและวิถีประมงพื้นบ้านได้ด้วย
 
บริเวณหาดดอกเกดเป็นจุดพักผ่อนที่ได้รับความนิยมในช่วงอากาศร้อน มีลักษณะเป็นพื้นที่ริมอ่างเก็บน้ำที่เปิดกว้าง สามารถชมวิว รับลม และพักผ่อนกับครอบครัวได้ ส่วนช่วงเย็นเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกเหนือผืนน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของการเที่ยวกาฬสินธุ์
 
เส้นทางรอบเขื่อนยังเชื่อมไปยังสะพานเทพสุดา พุทธสถานภูสิงห์ พิพิธภัณฑ์สิรินธร และแหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว ทำให้เขื่อนลำปาวสามารถเป็นแกนกลางของทริปสหัสขันธ์ได้ โดยไม่ต้องย้อนเส้นทางมากเกินไป
 
เหมาะกับครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน นักถ่ายภาพ และผู้ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบพักผ่อน หากเที่ยวริมอ่างควรระวังระดับน้ำและไม่ลงเล่นในพื้นที่ที่ไม่มีการจัดเขตปลอดภัย รวมถึงควรรักษาความสะอาดบริเวณริมเขื่อน
 
การเดินทาง: ตัวเขื่อนอยู่บริเวณตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และพื้นที่อ่างเก็บน้ำกระจายต่อเนื่องหลายอำเภอ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. สำหรับพื้นที่บริการหลักของเขื่อน
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.602372,103.440868&travelmode=driving
 
พุทธสถานภูสิงห์ กาฬสินธุ์

4. พุทธสถานภูสิงห์ หรือวัดพุทธาวาสภูสิงห์ ตั้งอยู่บนยอดเขาภูสิงห์ ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ เป็นสถานที่ที่รวมพุทธศิลป์ การทำบุญ และจุดชมวิวมุมสูงไว้ในแห่งเดียว จุดเด่นที่สุดคือพระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปปางมารวิชัยสีขาวองค์ใหญ่ที่ประดิษฐานเด่นอยู่บนยอดเขา
 
ไฮไลต์: พระพรหมภูมิปาโลหน้าตักกว้างประมาณ 10.5 เมตร สูงประมาณ 17.80 เมตร จุดชมวิวบนยอดภูสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 346 เมตร บันไดเดินขึ้น 417 ขั้น และทิวทัศน์ที่มองเห็นภูกุ้มข้าว ภูค่าว ภูปอ ชุมชนสหัสขันธ์ และอ่างเก็บน้ำลำปาว
 
การขึ้นภูสิงห์มี 2 ทาง โดยทางด้านตะวันตกเป็นถนนลาดยางคดเคี้ยวขึ้นสู่ยอดเขาระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เหมาะกับรถยนต์และผู้สูงอายุ ส่วนทางด้านตะวันออกเป็นบันได 417 ขั้น เหมาะกับผู้ที่ต้องการเดินขึ้นด้วยตนเองและสัมผัสบรรยากาศแบบเส้นทางศรัทธา
 
เมื่อขึ้นถึงยอดภู มุมมองจะเปิดกว้างกว่าพื้นที่ราบด้านล่างอย่างชัดเจน สามารถมองเห็นภูเขาหลายลูกในเขตสหัสขันธ์ รวมถึงแนวอ่างเก็บน้ำลำปาว ทำให้ภูสิงห์เป็นหนึ่งในจุดที่ช่วยให้เข้าใจภูมิประเทศของกาฬสินธุ์ตอนกลางและตอนเหนือได้ดีที่สุด
 
พระพรหมภูมิปาโลเป็นศูนย์กลางของพื้นที่บนยอดเขา ผู้มาเยือนนิยมกราบพระ ทำบุญ และเดินชมวิวรอบลานพระพุทธรูป บรรยากาศช่วงเช้าและเย็นจะไม่ร้อนมาก เหมาะกับการถ่ายภาพและพักผ่อน
 
พุทธสถานภูสิงห์ควรเที่ยวร่วมกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว และวัดพุทธนิมิตภูค่าว เพราะอยู่ในอำเภอสหัสขันธ์และสามารถจัดเป็นเส้นทางเดียวกันได้ ช่วยให้ 1 วันมีทั้งวิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ และศาสนา
 
สถานที่เหมาะกับสายบุญ ครอบครัว ผู้สูงอายุ นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการชมวิวโดยไม่ต้องเดินป่าระยะไกล หากเลือกขึ้นบันไดควรเตรียมน้ำดื่มและพักตามความเหมาะสม โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ 34 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 227 สามารถขับรถขึ้นสู่ยอดเขาได้ เปิดทุกวัน เวลา 06.00–18.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.716127,103.513991&travelmode=driving
 
วนอุทยานภูแฝก แหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์ กาฬสินธุ์

5. วนอุทยานภูแฝก (แหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์) ตั้งอยู่หมู่ 6 บ้านน้ำคำ ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรณีวิทยาที่สำคัญของกาฬสินธุ์ เพราะพบรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้ออายุประมาณ 140 ล้านปีประทับอยู่บนลานหินบริเวณลำห้วยเชิงเขาภูแฝก
 
ไฮไลต์: รอยเท้าไดโนเสาร์บนชั้นหินจริง ลานหินในลำห้วย ป่าเต็งรัง เส้นทางธรรมชาติ และการเรียนรู้ภูมิประเทศแบบภูพานที่เชื่อมเรื่องราวของธรณีวิทยา ป่าไม้ และสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ไว้ด้วยกัน
 
รอยเท้าเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไดโนเสาร์เดินผ่านพื้นตะกอนชุ่มน้ำในอดีต ก่อนรอยจะถูกตะกอนชั้นใหม่ปิดทับและแข็งตัวเป็นหิน เมื่อกระบวนการกัดเซาะเปิดชั้นหินขึ้นอีกครั้ง รอยเท้าที่เคยถูกเก็บรักษาไว้นานนับร้อยล้านปีจึงปรากฏให้เห็นบนพื้นผิว
 
ความสำคัญของภูแฝกแตกต่างจากภูกุ้มข้าว เพราะภูกุ้มข้าวเด่นด้านกระดูกไดโนเสาร์ ส่วนภูแฝกเด่นด้านร่องรอยการเคลื่อนไหวของสัตว์ การเที่ยวทั้ง 2 แห่งจึงช่วยให้เข้าใจไดโนเสาร์จากหลักฐานคนละประเภท ทั้งโครงกระดูกและรอยเท้า
 
พื้นที่โดยรอบเป็นป่าเต็งรัง พบไม้พื้นถิ่น เช่น เต็ง รัง ประดู่ และมะค่าโมง รวมถึงสัตว์ป่าขนาดเล็กและนกหลายชนิด บรรยากาศจึงเหมาะกับผู้ที่ชอบธรรมชาติและต้องการเรียนรู้เรื่องระบบนิเวศร่วมกับธรณีวิทยา
 
เส้นทางไปยังรอยเท้าบางช่วงเป็นพื้นที่ธรรมชาติและอาจได้รับผลกระทบจากฤดูฝน น้ำในลำห้วย และสภาพทางเดิน จึงควรสวมรองเท้าที่เหมาะกับพื้นลื่นและไม่ปีนหรือสัมผัสรอยเท้าโดยไม่จำเป็น เพื่อรักษาหลักฐานทางธรณีวิทยา
 
สถานที่เหมาะกับสาย Adventure เบา ๆ นักเรียน นักธรณีวิทยาสมัครเล่น ครอบครัวที่เด็กโตพอเดินเส้นทางธรรมชาติ และนักถ่ายภาพ ควรจัดเวลาแยกจากโซนสหัสขันธ์เพราะอยู่ในอำเภอนาคูและต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มเติม
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่หมู่ 6 บ้านน้ำคำ ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนเดินทางควรติดต่อหน่วยงานผู้ดูแลเพื่อตรวจสอบการเปิดพื้นที่และสภาพเส้นทาง เนื่องจากการเข้าชมขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ธรรมชาติ
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.675093,103.963351&travelmode=driving
 
พระธาตุยาคู เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธุ์

6. พระธาตุยาคู (พระธาตุใหญ่) ตั้งอยู่ในเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย เป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญที่สุดของจังหวัดกาฬสินธุ์และเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สุดในพื้นที่เมืองโบราณแห่งนี้ สะท้อนพัฒนาการทางพุทธศาสนาและศิลปกรรมที่ต่อเนื่องยาวนานหลายยุค
 
ไฮไลต์: เจดีย์ก่ออิฐทรงแปดเหลี่ยม ฐานย่อมุม บันได 4 ทิศ ร่องรอยปูนปั้นทวารวดี ใบเสมาหินทรายสลักภาพพุทธประวัติและชาดก และบริบทของเมืองโบราณที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ
 
พระธาตุยาคูมีความน่าสนใจเป็นพิเศษจากหลักฐานการสร้างและบูรณะต่อเนื่องถึง 3 สมัย คือ ทวารวดี อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ทำให้องค์พระธาตุเป็นเหมือนบันทึกทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง แม้โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมของภูมิภาคจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
 
เมืองฟ้าแดดสงยางมีลักษณะเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่ มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ภายในพบกองอิฐ ฐานศาสนสถาน เศษภาชนะดินเผา และใบเสมาจำนวนมาก โดยเฉพาะใบเสมาที่มีภาพสลักนูนต่ำเกี่ยวกับชาดกและพุทธประวัติ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญของพุทธศาสนาแบบทวารวดีในภาคอีสาน
 
พื้นที่พระธาตุเปิดกว้างและมองเห็นองค์เจดีย์เด่นกลางภูมิทัศน์ชนบท เหมาะกับการเดินชมรายละเอียดและถ่ายภาพทั้งช่วงเช้าและเย็น ผู้สนใจประวัติศาสตร์ควรเผื่อเวลาอ่านข้อมูลประกอบและชมสภาพพื้นที่รอบองค์พระธาตุ ไม่ควรมาเพียงสักการะแล้วรีบเดินทางกลับ
 
พระธาตุยาคูยังเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชุมชน ทำให้พื้นที่โบราณคดีไม่ได้ถูกแยกออกจากวิถีชีวิตปัจจุบัน กิจกรรมทางศาสนาและงานประเพณียังช่วยรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับมรดกของเมืองโบราณเอาไว้
 
เหมาะกับสายประวัติศาสตร์ สายบุญ ครอบครัว นักเรียน และนักถ่ายภาพ สามารถจัดเป็นจุดหลักของทริปกมลาไสย และเที่ยวต่อวัดโพธิ์ชัยเสมารามซึ่งเกี่ยวข้องกับใบเสมาทวารวดีในพื้นที่ใกล้เคียง
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.319119,103.520213&travelmode=driving
 
วัดพุทธนิมิต ภูค่าว กาฬสินธุ์

7. วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) ตั้งอยู่บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ เป็นวัดสำคัญที่มีทั้งปูชนียวัตถุเก่าแก่ พุทธศิลป์ งานไม้ และสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น โดยเฉพาะพระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้ายซึ่งมีรูปแบบแตกต่างจากพระนอนที่พบทั่วไป
 
ไฮไลต์: พระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้ายยาวประมาณ 2 เมตร กว้างประมาณ 50 เซนติเมตร ไม่มีเกตุมาลา ประดิษฐานหน้าปากถ้ำบนภูค่าว อุโบสถไม้แกะสลัก วิหารสังฆนิมิต พระมหาธาตุเจดีย์หินทราย และบรรยากาศสงบร่มรื่น
 
ชื่อ “ภูค่าว” มาจากคำว่า “ค่าว” ในภาษาอีสานที่หมายถึงเชือก เนื่องจากลักษณะภูเขาทอดตัวยาวคล้ายเชือก ชื่อสถานที่จึงสะท้อนภูมิปัญญาการเรียกภูมิประเทศของคนอีสานและความสัมพันธ์ระหว่างภาษา ชุมชน และธรรมชาติ
 
พระพุทธไสยาสน์เป็นหัวใจสำคัญของวัด ลักษณะตะแคงซ้ายและไม่มีเกตุมาลาทำให้องค์พระมีรูปแบบที่แตกต่างจากพระพุทธไสยาสน์ส่วนใหญ่ในประเทศไทย ผู้คนในพื้นที่เคารพสักการะมาอย่างต่อเนื่องและถือเป็นปูชนียวัตถุสำคัญของสหัสขันธ์
 
อุโบสถไม้ของวัดเป็นอีกจุดที่ควรใช้เวลาชม รายละเอียดการแกะสลักและงานช่างช่วยสะท้อนความประณีตของพุทธศิลป์ร่วมสมัยที่นำวัสดุธรรมชาติมาใช้สร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนวิหารสังฆนิมิตรวบรวมพระพุทธรูปและวัตถุทางศาสนาหลายประเภท
 
วัดตั้งอยู่ไม่ไกลจากพุทธสถานภูสิงห์และโซนพิพิธภัณฑ์สิรินธร จึงเหมาะกับการจัดเป็นหนึ่งในเส้นทางเที่ยวสหัสขันธ์แบบเต็มวัน โดยสามารถเริ่มจากไดโนเสาร์ในช่วงเช้า ต่อภูสิงห์ แล้วจบด้วยวัดพุทธนิมิตก่อนเข้าสู่เส้นทางสะพานเทพสุดา
 
เหมาะกับสายบุญ ผู้สูงอายุ นักถ่ายภาพ ผู้สนใจงานไม้ และผู้ที่ต้องการพื้นที่สงบ ควรแต่งกายสุภาพ รักษาความสงบ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสปูชนียวัตถุเก่าแก่โดยไม่จำเป็น
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บ้านนาสีนวล ตำบลสหัสขันธ์ อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 7 กิโลเมตร และอยู่ห่างภูสิงห์ประมาณ 4 กิโลเมตร เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.726472,103.569125&travelmode=driving
 
กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน กาฬสินธุ์

8. กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน ตั้งอยู่ตำบลโพน อำเภอคำม่วง เป็นแหล่งหัตถศิลป์ผ้าไหมแพรวาที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจอัตลักษณ์ของชาวผู้ไทยกาฬสินธุ์ผ่านเครื่องแต่งกาย ภาษา ประเพณี และภูมิปัญญาการทอผ้า
 
ไฮไลต์: ผ้าไหมแพรวาทอมือ เทคนิคเก็บลายและจกไหมหลายสี ลวดลายหลักและลายแถบ สีแดงครั่งแบบดั้งเดิม การสาธิตการทอ และผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่สามารถซื้อจากชุมชนผู้ผลิตโดยตรง
 
ผ้าแพรวาได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งไหมไทย” จากความประณีตของลวดลายและเทคนิคการทอ ผ้าแบบดั้งเดิมใช้เป็นผ้าพาดบ่า ผ้าเบี่ยง หรือสไบสำหรับงานบุญและพิธีสำคัญของชาวผู้ไทย ทำให้ผ้าแต่ละผืนไม่ได้เป็นเพียงสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายและอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์
 
คำว่า “แพรวา” เชื่อมโยงกับลักษณะของผ้า โดย “แพร” หมายถึงผ้าทอที่มีความงดงาม ส่วน “วา” สื่อถึงความยาวของผืนผ้าแบบดั้งเดิม การสร้างลายต้องใช้การเก็บเส้นและจกไหมเพิ่มเข้าไปในผืนผ้า ทำให้ช่างต้องวางตำแหน่งสีและลายอย่างแม่นยำตลอดกระบวนการทอ
 
สีพื้นดั้งเดิมที่พบมากคือสีแดงจากครั่ง แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาสีและรูปแบบให้หลากหลายขึ้น เช่น สีครีม ชมพู ม่วง และโทนร่วมสมัย เพื่อให้สามารถนำไปใช้กับเสื้อผ้า ผ้าพันคอ กระเป๋า ของตกแต่ง และผลิตภัณฑ์แฟชั่นได้มากขึ้น โดยยังรักษาโครงสร้างลายที่เป็นเอกลักษณ์ไว้
 
ความโดดเด่นของบ้านโพนยังอยู่ที่การรักษาวัฒนธรรมผู้ไทย ชุมชนยังคงมีภาษา การแต่งกาย พิธีกรรม และความเชื่อที่สัมพันธ์กับการใช้ผ้าแพรวา การมาเยือนจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเรียนรู้วัฒนธรรมจากผู้ผลิตจริง ไม่ใช่เพียงเลือกซื้อสินค้าจากร้านของฝาก
 
สถานที่เหมาะกับครอบครัว นักเรียน นักออกแบบ สายแฟชั่น ผู้สนใจผ้าไทย และผู้ที่ต้องการซื้อของฝากคุณภาพ การซื้อจากกลุ่มชุมชนโดยตรงยังช่วยสร้างรายได้กลับสู่ช่างทอและช่วยให้ภูมิปัญญาการทอผ้ายังคงดำเนินต่อไป
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลโพน อำเภอคำม่วง ห่างจากตัวเมืองกาฬสินธุ์ประมาณ 70 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 227 เปิดทุกวัน เวลา 08.30–17.00 น. หากเดินทางเป็นหมู่คณะหรือต้องการชมการสาธิตโดยละเอียดควรประสานชุมชนล่วงหน้า
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.867310,103.617207&travelmode=driving
 
สะพานเทพสุดา สะพานสิรินธร กาฬสินธุ์

9. สะพานเทพสุดา (สะพานสิรินธร) เป็นสะพานข้ามอ่างเก็บน้ำลำปาวที่เชื่อมแหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ กับตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี เป็นทั้งโครงสร้างคมนาคมสำคัญและแลนด์มาร์กที่เปิดมุมมองกว้างเหนือผืนน้ำของเขื่อนลำปาว
 
ไฮไลต์: สะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ช่องจราจร ความยาวประมาณ 2,040 เมตร วิวอ่างเก็บน้ำลำปาวสองฝั่ง จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก และบทบาทในการเชื่อมเส้นทางสหัสขันธ์กับหนองกุงศรีให้เดินทางสะดวกขึ้น
 
ก่อนมีสะพาน การเดินทางระหว่างชุมชนสองฝั่งของอ่างเก็บน้ำต้องใช้เส้นทางอ้อม ทำให้ใช้เวลามากและเพิ่มต้นทุนการขนส่งผลผลิตทางการเกษตร การสร้างสะพานช่วยลดระยะทางและเชื่อมเศรษฐกิจของพื้นที่รอบเขื่อนเข้าหากันโดยตรง
 
ชื่อ “สะพานเทพสุดา” เป็นชื่อพระราชทานเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 นอกจากคุณค่าด้านคมนาคมแล้ว สะพานยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจำการท่องเที่ยวกาฬสินธุ์ เพราะแนวสะพานทอดยาวเหนือผืนน้ำและสามารถเห็นภูมิทัศน์อ่างเก็บน้ำได้อย่างกว้างไกล
 
ช่วงเช้าให้บรรยากาศสงบและอากาศค่อนข้างเย็น ส่วนช่วงเย็นเหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตก สีของท้องฟ้าและผิวน้ำเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ ทำให้เป็นจุดยอดนิยมของนักถ่ายภาพและผู้ที่ขับรถเที่ยวรอบเขื่อน
 
สะพานเทพสุดาเหมาะกับการจัดอยู่ในเส้นทางเดียวกับพิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว ภูสิงห์ และเขื่อนลำปาว เพราะช่วยให้สามารถขับรถเป็นวงรอบแทนการย้อนกลับเส้นทางเดิม และยังเพิ่มจุดชมวิวในทริปได้โดยไม่ต้องใช้เวลาเดินเท้ามาก
 
ผู้มาเยือนควรคำนึงว่าสะพานเป็นเส้นทางจราจรจริง จึงไม่ควรหยุดรถในตำแหน่งที่กีดขวางหรือเสี่ยงอันตราย หากต้องการถ่ายภาพควรใช้พื้นที่จอดหรือจุดชมวิวที่ปลอดภัยบริเวณหัวสะพาน
 
การเดินทาง: สะพานเชื่อมพื้นที่แหลมโนนวิเศษ ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ กับตำบลหนองบัว อำเภอหนองกุงศรี สามารถใช้เส้นทางนี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นถนนสาธารณะ
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.713022,103.459930&travelmode=driving
 
สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว กาฬสินธุ์

10. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สวนสะออน” ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสัตว์ป่าและระบบนิเวศที่เหมาะกับครอบครัว มีพื้นที่ประมาณ 1,420 ไร่ และยังคงสภาพป่าเต็งรังหรือป่าแดงไว้เป็นส่วนสำคัญของพื้นที่
 
ไฮไลต์: วัวแดงมากกว่า 130 ตัว สวนสัตว์เปิด ป่าเต็งรัง เส้นทางศึกษาธรรมชาติ จุดดูนก ลานกางเต็นท์ พื้นที่พักผ่อน และบรรยากาศที่เชื่อมต่อกับอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว
 
วัวแดงเป็นสัตว์ที่สร้างเอกลักษณ์ให้สวนสะออนมากที่สุด เป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในวงศ์วัวและควาย มีลำตัวสีน้ำตาลแดง ขาอ่อนกว่าส่วนลำตัว และมีเขาโค้งแข็งแรง การได้เห็นวัวแดงในพื้นที่เปิดช่วยให้เด็กและผู้มาเยือนได้เรียนรู้ลักษณะของสัตว์ป่าไทยโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปในป่าลึก
 
พื้นที่ป่าเต็งรังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ ป่าแบบนี้อาจดูโปร่งในบางฤดู แต่เป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์จำนวนมาก ต้นเต็ง รัง และพืชท้องถิ่นสามารถปรับตัวกับฤดูแล้งและไฟป่าตามธรรมชาติได้ดี จึงเหมาะกับการใช้เป็นพื้นที่ศึกษาธรรมชาติของภาคอีสาน
 
นอกจากการดูวัวแดง ผู้มาเยือนยังสามารถเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ดูนก และเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์สัตว์ป่าได้ เหมาะกับโรงเรียนและครอบครัวที่ต้องการกิจกรรมนอกห้องเรียน รวมถึงนักถ่ายภาพธรรมชาติที่ไม่ต้องการเดินป่าระยะไกล
 
สวนสะออนสามารถจัดเที่ยวร่วมกับเขื่อนลำปาวได้สะดวก เพราะอยู่บริเวณเดียวกัน หากเริ่มเที่ยวตั้งแต่เช้าสามารถชมพื้นที่อนุรักษ์ก่อน แล้วต่อไปยังเขื่อนหรือขับขึ้นสหัสขันธ์เพื่อเที่ยวพิพิธภัณฑ์สิรินธรและภูสิงห์ได้
 
การเที่ยวพื้นที่สัตว์ป่าควรรักษาระยะ ไม่ให้อาหารสัตว์ ไม่ส่งเสียงดัง และไม่เข้าใกล้วัวแดงหรือสัตว์อื่นเกินขอบเขตที่เจ้าหน้าที่กำหนด เพราะเป้าหมายหลักของพื้นที่คือการอนุรักษ์และให้ความรู้ ไม่ใช่การสัมผัสสัตว์อย่างใกล้ชิด
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ตำบลลำปาว อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 07.00–18.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.605085,103.468095&travelmode=driving
 
วัดโพธิ์ชัยเสมาราม วัดบ้านก้อม กาฬสินธุ์

11. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม) ตั้งอยู่บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง เป็นวัดสำคัญที่ช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นความต่อเนื่องระหว่างพระพุทธศาสนาในปัจจุบันกับมรดกศิลปกรรมทวารวดีที่เคยรุ่งเรืองในพื้นที่กาฬสินธุ์ตอนใต้
 
ไฮไลต์: ใบเสมาหินทรายจากเมืองโบราณฟ้าแดดสงยางจำนวนมาก ทั้งแบบแผ่นเรียบและแบบสลักภาพนูนต่ำเกี่ยวกับพุทธประวัติ ชาดก และคติทางพระพุทธศาสนา รวมถึงบรรยากาศวัดเก่าที่ทำหน้าที่คล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งของศิลปะทวารวดี
 
ใบเสมาเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมพุทธศาสนาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์หรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรม แต่สิ่งที่ทำให้ใบเสมาในเขตฟ้าแดดสงยางโดดเด่นคือขนาด รูปแบบ และภาพสลักที่แสดงถึงพัฒนาการทางศิลปกรรมและความเชื่อในช่วงทวารวดี
 
หลายหลักถูกนำมาเก็บรักษาไว้ภายในวัดหลังจากพบกระจายตามพื้นที่เมืองโบราณ การเดินชมใบเสมาทีละหลักจึงเปรียบเหมือนการอ่านเรื่องราวที่ถูกสลักไว้บนหิน ผู้สนใจประวัติศาสตร์สามารถสังเกตรูปบุคคล เทวดา สถาปัตยกรรม และองค์ประกอบทางพุทธศาสนาที่ปรากฏบนผิวหิน
 
วัดโพธิ์ชัยเสมารามควรเที่ยวคู่กับพระธาตุยาคู เพราะอยู่ในบริบทเมืองโบราณเดียวกัน พระธาตุยาคูช่วยให้เห็นภาพของศาสนสถานขนาดใหญ่และพัฒนาการทางสถาปัตยกรรม ขณะที่วัดบ้านก้อมช่วยให้ศึกษาใบเสมาและศิลปกรรมในรายละเอียดมากขึ้น
 
สถานที่เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา สายประวัติศาสตร์ สายโบราณคดี และผู้ที่ต้องการเข้าใจเมืองฟ้าแดดสงยางแบบลึกกว่าการแวะถ่ายภาพ ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือพิงใบเสมาหินเพื่อช่วยรักษาผิวสลักเก่าแก่
 
การมาเที่ยวในช่วงเช้าหรือบ่ายแก่จะเดินชมได้สบายกว่าช่วงกลางวัน เนื่องจากพื้นที่กลางแจ้งมีแดดค่อนข้างแรง สามารถใช้เวลาในโซนฟ้าแดดสงยางครึ่งวันและต่อเส้นทางไปสถานที่ในอำเภอกมลาไสยได้
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บ้านเสมา ตำบลหนองแปน อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ตรงข้ามทางเข้าเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.315070,103.518697&travelmode=driving
 
พุทธสถานภูปอ กาฬสินธุ์

12. พุทธสถานภูปอ ตั้งอยู่ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ภายในพื้นที่วัดอินทรประทานพรหรือวัดภูปอ เป็นศาสนสถานบนภูเขาหินทรายที่มีพระพุทธไสยาสน์โบราณจำหลักบนหน้าผา 2 องค์ และมีภูมิทัศน์ป่าเขาที่สงบ เหมาะกับทั้งการไหว้พระและเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
 
ไฮไลต์: พระพุทธไสยาสน์จำหลักบนผาหินทราย 2 ระดับ องค์ล่างอยู่บริเวณเพิงผาใกล้เชิงเขา ส่วนองค์บนอยู่สูงขึ้นไปตามเส้นทางภูเขา พร้อมจุดชมวิวและบรรยากาศธรรมชาติรอบภูปอ
 
พระพุทธรูปของภูปอแตกต่างจากพระนอนที่สร้างเป็นประติมากรรมลอยตัว เพราะเป็นการจำหลักลงบนผาหินโดยตรง ทำให้ภูเขาและศาสนสถานดูเป็นส่วนเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างหิน ผา ป่า และองค์พระสร้างบรรยากาศทางศรัทธาที่มีลักษณะเฉพาะมาก
 
ภูปอเป็นภูเขาหินทรายที่ทอดตัวตามแนวตะวันออก–ตะวันตก ยอดเขาสูงประมาณ 336 เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณรอบภูยังมีป่าและเส้นทางขึ้นสู่จุดประดิษฐานพระพุทธรูปองค์บน จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเดินออกกำลังเล็กน้อยระหว่างการไหว้พระ
 
พระพุทธไสยาสน์ทั้ง 2 องค์เป็นปูชนียวัตถุที่คนในพื้นที่เคารพมายาวนาน และสะท้อนการเลือกใช้ภูมิประเทศธรรมชาติเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชนในอดีต ผู้มาเยือนจึงควรรักษาความสงบและไม่ปีนหรือสัมผัสผิวหินบริเวณองค์พระ
 
สถานที่เหมาะกับสายบุญ นักประวัติศาสตร์ ศิลปะโบราณ นักถ่ายภาพ และผู้ที่ชอบวัดในบรรยากาศภูเขา หากเดินขึ้นไปยังองค์บนควรเตรียมน้ำดื่มและรองเท้าที่เหมาะกับเส้นทาง
 
สามารถจัดภูปอร่วมกับเส้นทางตัวเมืองกาฬสินธุ์หรือขับต่อไปยังสหัสขันธ์ได้ เพราะอยู่ทางตอนเหนือของตัวเมือง และให้ประสบการณ์ต่างจากพุทธสถานภูสิงห์ซึ่งเด่นด้านพระพุทธรูปองค์ใหญ่และวิวอ่างเก็บน้ำ
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลภูปอ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือประมาณ 28 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 213 แล้วแยกเข้าสู่เส้นทางท้องถิ่น เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.625141,103.623570&travelmode=driving
 
แหลมโนนวิเศษ กาฬสินธุ์

13. แหลมโนนวิเศษ ตั้งอยู่ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ เป็นผืนดินที่ยื่นเข้าไปในอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว ทำให้สามารถมองเห็นผืนน้ำกว้าง แนวสะพานเทพสุดา และเส้นขอบฟ้าได้อย่างเปิดโล่ง เป็นจุดพักผ่อนและชมพระอาทิตย์ตกที่โดดเด่นของโซนสหัสขันธ์
 
ไฮไลต์: วิวอ่างเก็บน้ำลำปาวแบบกว้าง จุดชมพระอาทิตย์ตก มุมมองสะพานเทพสุดา พื้นที่พักผ่อนริมอ่าง และบรรยากาศสงบที่เหมาะกับการถ่ายภาพและนั่งรับลม
 
เสน่ห์ของแหลมโนนวิเศษไม่ได้อยู่ที่สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่เกิดจากภูมิประเทศของแหลมที่ยื่นออกไปกลางผืนน้ำ ผู้มาเยือนจึงเห็นอ่างเก็บน้ำในมุมที่เปิดกว้างกว่าจุดริมฝั่งทั่วไป โดยเฉพาะช่วงระดับน้ำสูงที่บรรยากาศจะคล้ายเกาะหรือคาบสมุทรเล็ก ๆ กลางทะเลสาบ
 
ช่วงเย็นเป็นเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะดวงอาทิตย์ลดระดับลงเหนือผืนน้ำและเกิดเงาสะท้อนสีทอง การเปลี่ยนสีของท้องฟ้าและแนวสะพานที่ทอดไกลช่วยสร้างองค์ประกอบภาพที่เหมาะกับนักถ่ายภาพ
 
พื้นที่นี้ยังเชื่อมโยงกับเส้นทางสัญจรของชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำลำปาว ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นทั้งมิติการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตที่พึ่งพาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ของจังหวัด
 
แหลมโนนวิเศษควรจัดเที่ยวร่วมกับสะพานเทพสุดา พิพิธภัณฑ์สิรินธร ภูกุ้มข้าว และภูสิงห์ สามารถวางเป็นจุดสุดท้ายของวันเพื่อชมพระอาทิตย์ตกหลังเที่ยวโซนสหัสขันธ์มาตลอดวัน
 
เหมาะกับคู่รัก ครอบครัว กลุ่มเพื่อน นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการสถานที่พักผ่อนแบบไม่ต้องเดินมาก ควรระวังขอบน้ำและระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่ตำบลโนนบุรี อำเภอสหัสขันธ์ ห่างจากตัวอำเภอสหัสขันธ์ประมาณ 6 กิโลเมตร เปิดทุกวัน เวลา 06.30–20.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.709360,103.466095&travelmode=driving
 
พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์

14. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่ภายในศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์หลังเก่า ถนนกาฬสินธุ์ ในเขตตัวเมือง เป็นแหล่งเรียนรู้ที่รวบรวมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม บุคคลสำคัญ ศาสนา วิถีชีวิต ผ้าไหมแพรวา และอัตลักษณ์ของจังหวัดไว้ในอาคารเดียว
 
ไฮไลต์: ห้องประวัติเมือง ห้องเจ้าเมือง ห้องศาสนา นิทรรศการวัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปกรรม และเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่มีบทบาทต่อการพัฒนากาฬสินธุ์
 
ตัวอาคารมีคุณค่าในตัวเองเพราะเป็นศาลากลางจังหวัดหลังเก่าที่เคยเป็นศูนย์กลางการบริหารบ้านเมือง ก่อนถูกปรับให้เป็นพื้นที่วัฒนธรรมสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว การเดินภายในอาคารจึงให้ทั้งประสบการณ์จากสถาปัตยกรรมราชการเดิมและเนื้อหาที่จัดแสดง
 
พิพิธภัณฑ์ช่วยอธิบายกาฬสินธุ์ในภาพรวมตั้งแต่ภูมิประเทศ การตั้งถิ่นฐาน ระบบน้ำ การเกษตร พระพุทธศาสนา ประวัติเมือง เจ้าเมือง ไปจนถึงชาติพันธุ์และงานหัตถกรรม จึงเหมาะกับการมาเยือนก่อนออกเที่ยวสถานที่เฉพาะทางตามอำเภอต่าง ๆ
 
ส่วนที่เกี่ยวกับผ้าไหมแพรวาและชาวผู้ไทยช่วยเชื่อมต่อความรู้กับบ้านโพน ขณะที่เนื้อหาด้านประวัติศาสตร์และศิลปกรรมสามารถต่อยอดไปยังเมืองฟ้าแดดสงยาง พระธาตุยาคู และวัดที่มีใบเสมาทวารวดี
 
เหมาะกับครอบครัว นักเรียน นักท่องเที่ยวที่มีเวลาจำกัด และผู้ที่ต้องการเข้าใจจังหวัดแบบเป็นระบบ ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมงก่อนเดินเที่ยวสถานที่กลางเมืองต่อได้
 
เพราะอยู่ในเขตเมือง จึงสามารถจัดร่วมกับวงเวียนโปงลาง วัดในตัวเมือง ตลาด และย่านอาหารได้สะดวก เป็นตัวเลือกที่ดีในวันที่อากาศร้อนหรือมีฝนเพราะเป็นแหล่งเรียนรู้ภายในอาคาร
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์หลังเก่า ถนนกาฬสินธุ์ ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เปิดวันอังคาร–วันอาทิตย์ เวลา 09.00–16.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.432163,103.506945&travelmode=driving
 
วงเวียนโปงลาง กาฬสินธุ์

15. วงเวียนโปงลาง ตั้งอยู่บริเวณจุดตัดถนนกาฬสินธุ์และถนนชัยสุนทรในตัวเมือง เป็นแลนด์มาร์กที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางดนตรีของจังหวัดผ่านประติมากรรมรูปโปงลาง เครื่องดนตรีพื้นบ้านอีสานที่มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับกาฬสินธุ์
 
ไฮไลต์: ประติมากรรมโปงลางขนาดใหญ่กลางวงเวียน จุดถ่ายภาพสัญลักษณ์เมือง และเรื่องราวของโปงลางที่พัฒนาจากเครื่องตีพื้นบ้านจนกลายเป็นวงดนตรีและการแสดงที่สร้างชื่อเสียงให้กาฬสินธุ์ทั่วประเทศ
 
โปงลางเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี ประกอบด้วยลูกโปงไม้เรียงตามระดับเสียง แขวนต่อกันและใช้ไม้ตีเพื่อสร้างทำนอง เสียงของโปงลางมีความกังวาน สดใส และเหมาะกับการแสดงที่มีจังหวะสนุกสนาน จึงกลายเป็นเครื่องดนตรีหลักของวงพื้นบ้านอีสานสมัยใหม่
 
กาฬสินธุ์มีบทบาทสำคัญต่อพัฒนาการของโปงลาง โดยเฉพาะผลงานของครูเปลื้อง ฉายรัศมี ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเครื่องดนตรี ระบบเสียง เทคนิคการบรรเลง และการถ่ายทอดความรู้จนโปงลางเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
 
วงเวียนจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบทางจราจร แต่ทำหน้าที่เสมือนอนุสรณ์ทางวัฒนธรรมที่บอกนักเดินทางว่ากำลังอยู่ในเมืองซึ่งผูกพันกับโปงลางอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในช่วงงานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาที่วัฒนธรรมดนตรีและสิ่งทอของจังหวัดถูกนำเสนอร่วมกันอย่างเด่นชัด
 
เหมาะกับการแวะถ่ายภาพระหว่างเที่ยวตัวเมือง โดยสามารถจัดร่วมกับพิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ วัดกลาง และย่านร้านอาหารได้ในเส้นทางสั้น ๆ
 
เนื่องจากเป็นวงเวียนจราจรจริง ควรใช้จุดยืนหรือจุดจอดที่ปลอดภัย ไม่ลงไปถ่ายภาพบนผิวจราจรและไม่กีดขวางรถที่สัญจรผ่าน
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกถนนกาฬสินธุ์ตัดถนนชัยสุนทร ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เป็นพื้นที่สาธารณะที่มองเห็นได้ตลอด 24 ชั่วโมง
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.433597,103.508427&travelmode=driving
 
อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง กาฬสินธุ์

16. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง หรืออ่างเก็บน้ำวังมน ตั้งอยู่บ้านวังมน ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นแหล่งน้ำชลประทานที่โอบล้อมด้วยภูเขา ป่าโปร่ง และพื้นที่เกษตรกรรม มีบรรยากาศสงบและให้ภาพของกาฬสินธุ์ในมุมธรรมชาติชนบทที่แตกต่างจากโซนไดโนเสาร์และเมืองโบราณ
 
ไฮไลต์: ผืนน้ำกว้าง แนวภูเขาและป่าโดยรอบ จุดพักผ่อนริมอ่าง การถ่ายภาพธรรมชาติ ล่องเรือตามบริการในพื้นที่ และวิถีประมงกับเกษตรกรรมของชุมชนบ้านวังมน
 
อ่างเก็บน้ำสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำและสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมของตำบลกุดหว้า มีความจุเก็บกักระดับปกติประมาณ 7.38 ล้านลูกบาศก์เมตร และยังทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำสำหรับประมงพื้นบ้านและการใช้น้ำในชุมชน
 
ภูมิประเทศรอบอ่างมีทั้งพื้นที่ราบและแนวเนินเขา เมื่อมองจากริมอ่างจะเห็นผืนน้ำตัดกับแนวป่าและพื้นที่เกษตร เป็นภาพที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างระบบชลประทานกับชีวิตชนบทของกุฉินารายณ์ได้ชัดเจน
 
ช่วงเช้าและบ่ายแก่เหมาะกับการเที่ยวมากที่สุด เพราะอากาศไม่ร้อนและแสงนุ่ม เหมาะกับการนั่งพักริมอ่าง ถ่ายภาพ หรือชมวิถีชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำ
 
สถานที่เหมาะกับครอบครัว คู่รัก กลุ่มเพื่อน และนักถ่ายภาพที่ต้องการจุดพักผ่อนเงียบ ๆ หากต้องการล่องเรือหรือทำกิจกรรมในน้ำควรตรวจบริการและสภาพอากาศในวันที่เดินทาง
 
สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางกุฉินารายณ์และต่อไปยังพื้นที่ภูสีฐานหรือแหล่งวัฒนธรรมผู้ไทยในบริเวณใกล้เคียงได้ ทำให้ทริปครอบคลุมทั้งธรรมชาติและวิถีชุมชน
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บ้านวังมน ตำบลกุดหว้า อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ รถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.532310,104.148057&travelmode=driving
 
น้ำตกตาดเชียงทา กาฬสินธุ์

17. น้ำตกตาดเชียงทา ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านนาขาม ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู เป็นน้ำตกธรรมชาติในแนวภูแฝกที่ยังคงบรรยากาศป่าและภูเขาค่อนข้างสงบ จุดเด่นคือสายน้ำที่ไหลผ่านหน้าผาหินแบบ “ตาด” ในช่วงฤดูฝน
 
ไฮไลต์: น้ำตกตามฤดูกาล ลานหิน ป่าเขียวในช่วงหน้าฝน เส้นทางธรรมชาติ และบรรยากาศป่าภูแฝกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวสถานที่ไม่หนาแน่น
 
คำว่า “ตาด” เป็นคำที่ใช้เรียกน้ำตกหรือช่วงที่ลำน้ำไหลผ่านแนวหินในหลายพื้นที่ของอีสานและลาว น้ำตกตาดเชียงทาจึงมีลักษณะเป็นสายน้ำที่ไหลผ่านชั้นหินและหน้าผาธรรมชาติ มากกว่าจะเป็นน้ำตกสูงขนาดใหญ่
 
น้ำตกมีความสวยงามตามฤดูกาล โดยช่วงฝนถึงต้นฤดูหนาวมีโอกาสเห็นสายน้ำเต็มกว่าในช่วงแล้ง ป่าโดยรอบจะเขียวและมีความชื้นสูง ส่วนหน้าแล้งปริมาณน้ำสามารถลดลงมาก จึงควรวางแผนตามฤดูกาล
 
เส้นทางบางช่วงอยู่ในพื้นที่ป่าและห่างจากชุมชน นักท่องเที่ยวควรเตรียมรองเท้าที่เหมาะกับพื้นดินและหินเปียก น้ำดื่ม และหลีกเลี่ยงการเดินทางลำพังเมื่อไม่คุ้นเคยกับพื้นที่
 
น้ำตกเหมาะกับสายธรรมชาติ กลุ่มเพื่อน นักถ่ายภาพ และผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบ Adventure เบา ๆ สามารถจัดอยู่ในเส้นทางเดียวกับวนอุทยานภูแฝกและพื้นที่นาคูได้
 
ในช่วงฝนตกหนักควรตรวจสภาพเส้นทางและปริมาณน้ำก่อนเข้าพื้นที่ เพราะน้ำตกธรรมชาติในภูเขาสามารถมีระดับน้ำเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว และควรหลีกเลี่ยงการเล่นน้ำบริเวณที่มีกระแสน้ำแรง
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่หมู่ 8 บ้านนาขาม ตำบลโนนนาจาน อำเภอนาคู ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 6 กิโลเมตร แนะนำเข้าชมช่วงกลางวัน และควรสอบถามสภาพเส้นทางในพื้นที่ก่อนเดินทาง โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน
 
ถ้ำเสรีไทย กาฬสินธุ์

18. ถ้ำเสรีไทย ตั้งอยู่บริเวณบ้านชาด อำเภอนาคู บนแนวเทือกเขาภูพาน เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผสมผสานถ้ำธรรมชาติ ป่า และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
 
ไฮไลต์: ถ้ำธรรมชาติบนเทือกเขาภูพาน เรื่องราวของเสรีไทย พื้นที่บ้านชาด ผาระแงง ลักษณะสะพานหินธรรมชาติ น้ำตก และภูมิประเทศที่เคยใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนและเคลื่อนไหวในป่า
 
เรื่องเล่าของชุมชนเชื่อมโยงถ้ำกับการใช้พื้นที่ภูพานเป็นจุดหลบซ่อน เก็บเสบียง หรือสนับสนุนการเคลื่อนไหวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พื้นที่ภูเขาและป่าทึบของภาคอีสานตอนบนเหมาะกับการซ่อนตัวและการเดินทางที่หลีกเลี่ยงเส้นทางหลักในยุคนั้น
 
ตัวถ้ำมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่คุณค่าของสถานที่อยู่ที่บริบททางประวัติศาสตร์และภูมิประเทศโดยรอบมากกว่าขนาดถ้ำ ผู้มาเยือนจึงควรมองพื้นที่ทั้งหมดเป็นเส้นทางเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชน ป่าภูพาน และความทรงจำช่วงสงคราม
 
บริเวณบ้านชาดยังมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่าสนามบินเสรีไทย และจุดธรรมชาติอื่นในแนวภูพาน ทำให้สามารถพัฒนาเป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นร่วมกับการเดินธรรมชาติได้
 
เหมาะกับนักเรียน สายประวัติศาสตร์ นักเดินป่า และผู้สนใจเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศไทย ควรแต่งกายให้เหมาะกับพื้นที่ป่าและใช้รองเท้าที่มีดอกยาง
 
การเดินทางในช่วงฤดูฝนควรเพิ่มความระมัดระวัง เพราะพื้นป่าและหินสามารถลื่น รวมถึงควรเดินตามเส้นทางที่ชุมชนหรือผู้ดูแลแนะนำ เพื่อไม่หลงออกนอกพื้นที่
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณบ้านชาด อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด และควรเข้าพื้นที่ช่วงกลางวัน
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=17.112372,103.981501&travelmode=driving
 
วัดศรีบุญเรือง วัดเหนือ กาฬสินธุ์

19. วัดศรีบุญเรือง (วัดเหนือ) เป็นวัดเก่าแก่ในเขตเมืองกาฬสินธุ์ ตั้งอยู่บริเวณถนนอนรรฆนาค และเป็นอีกสถานที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาศิลปะทวารวดีโดยไม่ต้องเดินทางออกนอกตัวเมือง เพราะภายในวัดเก็บรักษาใบเสมาหินจากเมืองฟ้าแดดสงยางไว้หลายหลัก
 
ไฮไลต์: ใบเสมาหินทรายทั้งแบบแผ่นเรียบและแบบสลักลวดลาย โดยเฉพาะหลักเสมาที่มีภาพเทวดาเหาะเหนือปราสาท ซุ้มเรือนแก้ว และภาพบุคคลด้านล่าง ซึ่งเป็นหลักฐานศิลปกรรมทวารวดีที่มีรายละเอียดน่าสนใจ
 
การนำใบเสมาจากเมืองฟ้าแดดสงยางมาเก็บรักษาในวัดช่วยให้หลักฐานเหล่านี้ยังคงได้รับการดูแลและสามารถใช้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับคนรุ่นหลัง ผู้มาเยือนจึงสามารถชมลวดลายบนหินได้ใกล้ชิดในสภาพแวดล้อมของวัดที่ยังมีการใช้งานทางศาสนา
 
ศิลปกรรมบนใบเสมาช่วยสะท้อนความเชื่อและรูปแบบศิลปะของพุทธศาสนาในภาคอีสานยุคโบราณ ภาพบุคคล ปราสาท เทวดา และองค์ประกอบตกแต่งทำให้เห็นว่าช่างในอดีตมีทักษะและระบบสัญลักษณ์ที่ซับซ้อน
 
วัดศรีบุญเรืองจึงเป็นจุดเชื่อมที่ดีระหว่างการเที่ยวตัวเมืองกับการไปพระธาตุยาคูและเมืองฟ้าแดดสงยาง นักท่องเที่ยวสามารถชมใบเสมาในเมืองก่อน แล้วจึงเดินทางไปดูพื้นที่ต้นทางของโบราณวัตถุเหล่านี้ในอำเภอกมลาไสย
 
เหมาะกับสายบุญ นักเรียน สายศิลปะและประวัติศาสตร์ รวมถึงผู้ที่มีเวลาจำกัดและต้องการเพิ่มจุดเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตัวเมือง ควรแต่งกายสุภาพและไม่สัมผัสผิวเสมาโดยไม่จำเป็น
 
สามารถจัดเที่ยวร่วมกับพิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ วงเวียนโปงลาง วัดกลาง และย่านเมืองเก่า เพื่อทำเป็นเส้นทางวัฒนธรรมกาฬสินธุ์แบบครึ่งวัน
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณถนนอนรรฆนาค ในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.607649,103.358518&travelmode=driving
 
อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน กาฬสินธุ์

20. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง บ้านห้วยม่วง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ เป็นพื้นที่ธรรมชาติที่รวมอ่างเก็บน้ำ แนวป่าภูสีฐาน และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไว้ในภูมิทัศน์เดียวกัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวกาฬสินธุ์ในมุมเงียบสงบและเน้นการเรียนรู้ระบบนิเวศ
 
ไฮไลต์: อ่างเก็บน้ำห้วยม่วง แนวป่าภูพานตอนล่าง พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน จุดชมภูเขาและผืนน้ำ รวมถึงการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างป่า ต้นน้ำ สัตว์ป่า และชุมชนรอบพื้นที่อนุรักษ์
 
อ่างเก็บน้ำห้วยม่วงทำหน้าที่เป็นแหล่งน้ำของชุมชนและพื้นที่เกษตร ขณะที่แนวป่าภูสีฐานด้านหลังทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นน้ำและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ภูมิทัศน์ที่เห็นจึงสะท้อนการพึ่งพากันระหว่างระบบธรรมชาติกับการดำรงชีวิตของผู้คนได้อย่างชัดเจน
 
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐานครอบคลุมพื้นที่ป่าหลายส่วนและมีหน้าที่หลักด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ดังนั้นการเข้าพื้นที่บางโซนจึงแตกต่างจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป ผู้มาเยือนต้องประสานเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตามข้อกำหนดของพื้นที่
 
บรรยากาศริมอ่างเหมาะกับการชมวิว ถ่ายภาพ ดูนก และศึกษาธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงเช้าที่อากาศเย็นและมีความสงบมาก ส่วนหลังฝนตกผืนป่าและภูเขาจะมีสีเขียวชัดเจนขึ้น
 
สถานที่เหมาะกับสายธรรมชาติ นักดูนก นักเรียน และนักถ่ายภาพ ไม่เหมาะกับกิจกรรมเสียงดังหรือการเข้าใกล้สัตว์ป่า และไม่ควรออกนอกพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่อนุญาต
 
สามารถจัดเที่ยวร่วมกับอ่างเก็บน้ำห้วยจุมจังและสถานที่ในอำเภอกุฉินารายณ์ เพื่อเพิ่มโซนธรรมชาติทางตะวันออกของจังหวัดและช่วยให้บทความครอบคลุมพื้นที่มากกว่าสหัสขันธ์กับตัวเมืองเพียงอย่างเดียว
 
การเดินทาง: ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยม่วง บ้านห้วยม่วง ตำบลหนองห้าง อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ต้องติดต่อเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐานก่อนเดินทางและก่อนเข้าพื้นที่อนุรักษ์
 
Map (GPS): https://www.google.com/maps/dir/?api=1&destination=16.583304,104.142487&travelmode=driving
 
หัวข้อรายละเอียด
ภาพรวมจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญของภาคอีสานที่โดดเด่นด้วยแหล่งไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์ เมืองโบราณทวารวดี ผ้าไหมแพรวา วัฒนธรรมผู้ไทย โปงลาง วัดและพุทธสถาน ตลอดจนเขื่อน อ่างเก็บน้ำ ภูเขา ป่า และแหล่งอนุรักษ์สัตว์ป่า เหมาะกับการเที่ยวตั้งแต่ 1 วัน ไปจนถึง 4–5 วันหรือมากกว่า
Top 10 Highlights1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร
2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว
3. เขื่อนลำปาว
4. พุทธสถานภูสิงห์
5. วนอุทยานภูแฝก
6. พระธาตุยาคู
7. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว
8. กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน
9. สะพานเทพสุดา
10. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว
โซนสหัสขันธ์–ลำปาว1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร
2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว
3. พุทธสถานภูสิงห์
4. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว
5. สะพานเทพสุดา
6. แหลมโนนวิเศษ
7. เขื่อนลำปาว
8. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว

เป็นโซนที่เหมาะที่สุดสำหรับผู้มาเที่ยวกาฬสินธุ์ครั้งแรก เพราะมีทั้งไดโนเสาร์ ศาสนา จุดชมวิว ผืนน้ำ และธรรมชาติอยู่ในเส้นทางเดียวกัน
โซนกมลาไสย–ฟ้าแดดสงยาง1. พระธาตุยาคู
2. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม (วัดบ้านก้อม)

เหมาะกับผู้สนใจเมืองโบราณทวารวดี ใบเสมาหินทราย พุทธศิลป์ และการพัฒนาของชุมชนโบราณในลุ่มน้ำชี
โซนนาคู–ภูแฝก1. วนอุทยานภูแฝก
2. น้ำตกตาดเชียงทา
3. ถ้ำเสรีไทย

เหมาะกับสายธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และผู้ที่ต้องการเห็นกาฬสินธุ์ในมุมภูเขา ป่า รอยเท้าไดโนเสาร์ และเรื่องราวเสรีไทย
โซนคำม่วง1. กลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพน

เป็นจุดหลักสำหรับเรียนรู้วัฒนธรรมผู้ไทยและผ้าไหมแพรวา ตั้งแต่การเตรียมเส้นไหม เทคนิคเก็บลาย จกไหมหลายสี ไปจนถึงการเลือกซื้อผ้าและผลิตภัณฑ์จากชุมชนโดยตรง
โซนเมืองกาฬสินธุ์1. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์
2. วงเวียนโปงลาง
3. วัดศรีบุญเรือง (วัดเหนือ)

เหมาะกับทริปครึ่งวันสำหรับเรียนรู้ประวัติเมือง ดนตรีโปงลาง ศิลปะทวารวดี และอัตลักษณ์ของจังหวัดโดยไม่ต้องเดินทางไกล
โซนภูปอ1. พุทธสถานภูปอ

เหมาะกับสายบุญ ผู้สนใจศิลปกรรมโบราณ และผู้ที่ชอบวัดบนภูเขาหินทราย จุดเด่นคือพระพุทธไสยาสน์จำหลักบนหน้าผา 2 ระดับและวิวธรรมชาติรอบภู
โซนกุฉินารายณ์1. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง
2. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน

เหมาะกับการพักผ่อนริมอ่าง ชมภูเขา ดูนก เรียนรู้เรื่องป่า น้ำ และชุมชน โดยพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องประสานเจ้าหน้าที่ก่อนเข้าชม
ไดโนเสาร์และซากดึกดำบรรพ์1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร
2. แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว
3. วนอุทยานภูแฝก

พิพิธภัณฑ์สิรินธรและภูกุ้มข้าวเด่นด้านโครงกระดูกและฟอสซิล ส่วนภูแฝกเด่นด้านรอยเท้าไดโนเสาร์บนชั้นหินจริง ทำให้ทั้ง 3 แห่งเสริมกันเป็นเส้นทางเรียนรู้บรรพชีวินวิทยาที่ครบที่สุดของจังหวัด
ประวัติศาสตร์และโบราณคดี1. พระธาตุยาคู
2. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม
3. วัดศรีบุญเรือง
4. ถ้ำเสรีไทย

ครอบคลุมตั้งแต่ทวารวดี ใบเสมาหินทราย พัฒนาการพุทธศิลป์ ไปจนถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
วัฒนธรรมผู้ไทยและผ้าไหมแพรวากลุ่มทอผ้าไหมแพรวาบ้านโพนเป็นจุดสำคัญที่สุดสำหรับเรียนรู้ผ้าแพรวา ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นราชินีแห่งไหมไทย และยังเชื่อมโยงกับภาษา การแต่งกาย ประเพณี และอัตลักษณ์ของชาวผู้ไทยกาฬสินธุ์
โปงลางและดนตรีพื้นบ้านวงเวียนโปงลางเป็นแลนด์มาร์กกลางเมืองที่สะท้อนบทบาทของกาฬสินธุ์ในฐานะเมืองสำคัญของดนตรีโปงลาง ขณะที่งานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาเป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวสามารถเห็นดนตรี การฟ้อน และเครื่องแต่งกายพื้นบ้านได้ชัดเจนที่สุด
สายบุญและศรัทธา1. พุทธสถานภูสิงห์
2. พระธาตุยาคู
3. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว
4. พุทธสถานภูปอ
5. วัดโพธิ์ชัยเสมาราม
6. วัดศรีบุญเรือง
ธรรมชาติและแหล่งน้ำ1. เขื่อนลำปาว
2. แหลมโนนวิเศษ
3. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง
4. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน
5. น้ำตกตาดเชียงทา
6. สะพานเทพสุดา
สัตว์ป่าและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์1. สถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาว
2. อ่างเก็บน้ำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน

เหมาะกับการเรียนรู้สัตว์ป่า ป่าเต็งรัง ระบบนิเวศ ดูนก และการอนุรักษ์ โดยต้องปฏิบัติตามกฎของเจ้าหน้าที่และไม่รบกวนสัตว์ป่า
เหมาะสำหรับครอบครัว1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร
2. ภูกุ้มข้าว
3. เขื่อนลำปาว
4. ภูสิงห์
5. สะพานเทพสุดา
6. สวนสะออน
7. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์
8. แหลมโนนวิเศษ
9. บ้านโพน
10. พระธาตุยาคู
เหมาะสำหรับเด็กพิพิธภัณฑ์สิรินธรเหมาะที่สุดเพราะมีนิทรรศการไดโนเสาร์และสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย จากนั้นสามารถต่อภูกุ้มข้าวและสถานีพัฒนาและส่งเสริมการอนุรักษ์สัตว์ป่าลำปาวเพื่อเพิ่มกิจกรรมด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า
เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ1. พิพิธภัณฑ์สิรินธร
2. เขื่อนลำปาว
3. พุทธสถานภูสิงห์โดยใช้เส้นทางรถขึ้นยอด
4. พระธาตุยาคู
5. วัดพุทธนิมิต
6. บ้านโพน
7. พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์
8. แหลมโนนวิเศษ
เหมาะสำหรับสายถ่ายภาพ1. สะพานเทพสุดา
2. แหลมโนนวิเศษ
3. เขื่อนลำปาว
4. พุทธสถานภูสิงห์
5. พระธาตุยาคู
6. วัดพุทธนิมิต ภูค่าว
7. พุทธสถานภูปอ
8. อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง
เหมาะสำหรับสาย Adventure1. วนอุทยานภูแฝก
2. น้ำตกตาดเชียงทา
3. ถ้ำเสรีไทย
4. พุทธสถานภูปอในส่วนเส้นทางขึ้นองค์บน

ควรเตรียมรองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี น้ำดื่ม อุปกรณ์กันแดด และตรวจสภาพเส้นทางก่อนเดินทางในช่วงฤดูฝน
อาหารพื้นบ้านอาหารหลักยังคงเอกลักษณ์อีสาน เช่น ส้มตำ ลาบ ก้อย แจ่ว อาหารย่าง และเมนูปลาน้ำจืด โดยเฉพาะพื้นที่รอบเขื่อนลำปาวซึ่งมีทั้งปลาเผา ปลาทอด ต้มปลา และอาหารที่เชื่อมโยงกับวิถีประมงรอบอ่างเก็บน้ำ
ของฝาก1. ผ้าไหมแพรวา
2. ผลิตภัณฑ์ผ้าผู้ไทย
3. เสื้อผ้าและกระเป๋าจากผ้าแพรวา
4. งานหัตถกรรมชุมชน
5. อาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์จากปลาในพื้นที่รอบลำปาว
เทศกาลและประเพณีสำคัญงานมหกรรมโปงลางและผ้าไหมแพรวาเป็นงานสำคัญที่นำดนตรีโปงลาง การฟ้อนรำ ผ้าแพรวา และวัฒนธรรมผู้ไทยมารวมไว้ในงานเดียว ขณะที่พระธาตุยาคูและพื้นที่เมืองฟ้าแดดสงยางมีงานบุญและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่สะท้อนความต่อเนื่องของชุมชนกับโบราณสถาน
เที่ยว 1 วัน — โซนสหัสขันธ์เช้า: พิพิธภัณฑ์สิรินธร – แหล่งขุดค้นภูกุ้มข้าว
สายถึงเที่ยง: พุทธสถานภูสิงห์
บ่าย: วัดพุทธนิมิต ภูค่าว
เย็น: สะพานเทพสุดา – แหลมโนนวิเศษ – ชมพระอาทิตย์ตกริมลำปาว
เที่ยว 1 วัน — โซนประวัติศาสตร์เช้า: พระธาตุยาคู – เมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง
สาย: วัดโพธิ์ชัยเสมาราม
บ่าย: กลับตัวเมือง – พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ – วัดศรีบุญเรือง
เย็น: วงเวียนโปงลางและย่านอาหารในเมือง
เที่ยว 2 วัน 1 คืนDay 1: พิพิธภัณฑ์สิรินธร – ภูกุ้มข้าว – ภูสิงห์ – วัดพุทธนิมิต – สะพานเทพสุดา
Day 2: พระธาตุยาคู – วัดโพธิ์ชัยเสมาราม – พิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ – วงเวียนโปงลาง
เที่ยว 3 วัน 2 คืนDay 1: สหัสขันธ์–ไดโนเสาร์–ลำปาว
Day 2: ฟ้าแดดสงยาง–ตัวเมือง
Day 3: บ้านโพน หรือเลือกเส้นทางภูแฝก–นาคูตามความสนใจ
เที่ยว 4–5 วันเพิ่มบ้านโพน พุทธสถานภูปอ วนอุทยานภูแฝก น้ำตกตาดเชียงทา ถ้ำเสรีไทย อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง และพื้นที่ภูสีฐาน เพื่อให้เห็นกาฬสินธุ์ครบทั้งไดโนเสาร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรมผู้ไทย ธรรมชาติ และการอนุรักษ์
ช่วงเหมาะเที่ยวเที่ยวได้ตลอดปี โดยเดือนพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินทางกลางแจ้งและเที่ยวภูเขาเพราะอากาศเย็นกว่า ส่วนฤดูฝนเหมาะกับน้ำตกและพื้นที่ป่าเขียว เช่น ตาดเชียงทาและภูแฝก พิพิธภัณฑ์ วัด ชุมชนผ้าไหม และแหล่งประวัติศาสตร์สามารถเที่ยวได้ตลอดปี
การเดินทางในจังหวัดรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าเหมาะที่สุด เพราะสถานที่ท่องเที่ยวกระจายอยู่หลายอำเภอ ควรจัดเส้นทางตามโซน เช่น เมือง–ลำปาว–สหัสขันธ์, กมลาไสย, นาคู, คำม่วง และกุฉินารายณ์ เพื่อลดการขับย้อนเส้นทาง
ข้อควรระวังแหล่งธรรมชาติและพื้นที่ภูเขาควรตรวจสภาพอากาศและเส้นทางก่อนเดินทาง โดยเฉพาะภูแฝก น้ำตกตาดเชียงทา และถ้ำเสรีไทย ส่วนสถานที่เกี่ยวกับฟอสซิล ใบเสมา และโบราณสถานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัส ปีน หรือกระทำสิ่งที่อาจสร้างความเสียหาย
การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบไม่เก็บฟอสซิล หิน หรือชิ้นส่วนธรรมชาติออกจากพื้นที่ ไม่สัมผัสใบเสมาหรือรอยเท้าไดโนเสาร์โดยไม่จำเป็น ไม่ให้อาหารสัตว์ป่า ไม่ส่งเสียงดังในพื้นที่อนุรักษ์ และสนับสนุนสินค้าอย่างผ้าไหมแพรวาจากช่างทอหรือกลุ่มชุมชนโดยตรง
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ที่เที่ยวกาฬสินธุ์ที่ห้ามพลาดมีที่ไหนบ้าง?
ตอบ: จุดหลักที่ควรไป ได้แก่ พิพิธภัณฑ์สิรินธร แหล่งขุดค้นไดโนเสาร์ภูกุ้มข้าว เขื่อนลำปาว พุทธสถานภูสิงห์ พระธาตุยาคู วัดพุทธนิมิต ภูค่าว สะพานเทพสุดา และบ้านโพน เพราะครอบคลุมทั้งไดโนเสาร์ ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมของกาฬสินธุ์
 
ถาม: เที่ยวกาฬสินธุ์ 1 วันควรไปไหน?
ตอบ: หากเป็นครั้งแรก แนะนำเส้นทางพิพิธภัณฑ์สิรินธร – ภูกุ้มข้าว – พุทธสถานภูสิงห์ – วัดพุทธนิมิต – สะพานเทพสุดา – แหลมโนนวิเศษ เพราะเป็นเส้นทางที่รวมแลนด์มาร์กสำคัญของโซนสหัสขันธ์ไว้ครบที่สุด
 
ถาม: ควรเที่ยวกาฬสินธุ์กี่วัน?
ตอบ: 2 วัน 1 คืนเพียงพอสำหรับโซนสหัสขันธ์และเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง แต่ถ้าต้องการเที่ยวบ้านโพน ภูแฝก นาคู กุฉินารายณ์ หรือพุทธสถานภูปอด้วย ควรมีเวลา 3–5 วัน
 
ถาม: พิพิธภัณฑ์สิรินธรกับภูกุ้มข้าวต่างกันอย่างไร?
ตอบ: พิพิธภัณฑ์สิรินธรเป็นศูนย์จัดแสดงเรื่องกำเนิดโลก ไดโนเสาร์ และวิวัฒนาการ พร้อมโครงกระดูกและสื่อการเรียนรู้ ส่วนภูกุ้มข้าวเป็นพื้นที่แหล่งขุดค้นจริงที่สามารถเห็นชั้นหินและหลักฐานฟอสซิลในบริบทของสถานที่ค้นพบ
 
ถาม: กาฬสินธุ์มีรอยเท้าไดโนเสาร์ที่ไหน?
ตอบ: รอยเท้าไดโนเสาร์พบที่วนอุทยานภูแฝก อำเภอนาคู โดยเป็นรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อบนชั้นหินอายุประมาณ 140 ล้านปี และควรตรวจสภาพเส้นทางก่อนเดินทางเข้าเยี่ยมชม
 
ถาม: เมืองโบราณฟ้าแดดสงยางมีอะไรน่าสนใจ?
ตอบ: จุดสำคัญคือพระธาตุยาคู เมืองคูน้ำคันดิน และใบเสมาหินทรายสลักภาพพุทธประวัติและชาดก ซึ่งพบกระจายในพื้นที่และเก็บรักษาบางส่วนที่วัดโพธิ์ชัยเสมารามและวัดศรีบุญเรือง
 
ถาม: ผ้าไหมแพรวาควรซื้อที่ไหน?
ตอบ: บ้านโพน อำเภอคำม่วง เป็นหนึ่งในแหล่งสำคัญที่สุดของผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ นักท่องเที่ยวสามารถชมการทอ เรียนรู้เทคนิคเก็บลายและจกไหม และซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนผู้ผลิตโดยตรง
 
ถาม: ที่ไหนเหมาะชมพระอาทิตย์ตกในกาฬสินธุ์?
ตอบ: แหลมโนนวิเศษ เขื่อนลำปาว และพื้นที่บริเวณหัวสะพานเทพสุดาเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่โดดเด่น เพราะมองเห็นผืนน้ำกว้างและแนวท้องฟ้าได้ชัดเจน
 
ถาม: พุทธสถานภูสิงห์ขึ้นรถได้ไหม?
ตอบ: ได้ มีถนนลาดยางขึ้นยอดภูจากด้านตะวันตก เหมาะกับครอบครัวและผู้สูงอายุ ส่วนผู้ที่ต้องการเดินขึ้นสามารถใช้บันไดประมาณ 417 ขั้นทางด้านตะวันออก
 
ถาม: กาฬสินธุ์มีที่เที่ยวธรรมชาติอะไรบ้าง?
ตอบ: มีทั้งเขื่อนลำปาว วนอุทยานภูแฝก น้ำตกตาดเชียงทา แหลมโนนวิเศษ อ่างเก็บน้ำห้วยจุมจัง และอ่างเก็บน้ำในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูสีฐาน รวมถึงพื้นที่ป่าและภูเขาในโซนนาคูและกุฉินารายณ์
 
ถาม: สถานที่เที่ยวกาฬสินธุ์สำหรับเด็กมีที่ไหน?
ตอบ: พิพิธภัณฑ์สิรินธรเหมาะที่สุดสำหรับเด็กเพราะมีไดโนเสาร์และสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย จากนั้นสามารถต่อภูกุ้มข้าว สวนสะออน และเขื่อนลำปาวเพื่อเพิ่มกิจกรรมด้านธรรมชาติและสัตว์ป่า
 
ถาม: เที่ยวกาฬสินธุ์ช่วงไหนดีที่สุด?
ตอบ: ช่วงพฤศจิกายน–กุมภาพันธ์เหมาะกับการเที่ยวกลางแจ้งเพราะอากาศเย็นกว่า ส่วนฤดูฝนเหมาะกับน้ำตกและป่าเขียว ขณะที่พิพิธภัณฑ์ วัด แหล่งประวัติศาสตร์ และชุมชนผ้าไหมเที่ยวได้ตลอดปี
 
ถาม: ไม่มีรถส่วนตัวเที่ยวกาฬสินธุ์ได้ไหม?
ตอบ: สามารถเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองด้วยรถโดยสารได้ แต่สถานที่สำคัญอย่างสหัสขันธ์ ภูแฝก บ้านโพน และกุฉินารายณ์กระจายอยู่หลายอำเภอ การเช่ารถหรือเหมารถพร้อมคนขับจะสะดวกกว่ามาก
 
ถาม: ที่เที่ยวกาฬสินธุ์สำหรับสายบุญมีที่ไหนบ้าง?
ตอบ: แนะนำพุทธสถานภูสิงห์ พระธาตุยาคู วัดพุทธนิมิต ภูค่าว พุทธสถานภูปอ วัดโพธิ์ชัยเสมาราม และวัดศรีบุญเรือง ซึ่งแต่ละแห่งมีคุณค่าทั้งด้านศรัทธา ศิลปกรรม และประวัติศาสตร์
 
ถาม: ของฝากขึ้นชื่อของกาฬสินธุ์คืออะไร?
ตอบ: ของฝากเด่นที่สุดคือผ้าไหมแพรวาและผลิตภัณฑ์จากผ้าแพรวา นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ผ้าผู้ไทย งานหัตถกรรมชุมชน และอาหารแปรรูปจากปลาและวัตถุดิบท้องถิ่น

บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหารหมวดหมู่: ●บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร

รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหารกลุ่ม: ●รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร

ปรับปรุงล่าสุด : 3 สัปดาห์ที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(2)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(3)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(4)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(3)
อาร์ตแกลเลอรี่ อาร์ตแกลเลอรี่(1)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(1)
วัด วัด(21)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(7)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(3)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(3)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(2)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(5)
น้ำตก น้ำตก(4)
ถ้ำ ถ้ำ(2)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(3)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(1)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(2)
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์ แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(2)
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(1)