วัดท่าอิฐ
Rating: 3.6/5 (10 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวอ่างทอง
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 19.00 น.
วัดท่าอิฐ จังหวัดอ่างทอง เป็นวัดเก่าแก่ในอำเภอโพธิ์ทองที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนทั้งด้านประวัติศาสตร์ของชุมชนและความอลังการของสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะ “พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง” องค์เจดีย์สีทองที่ตั้งตระหง่านมองเห็นได้แต่ไกลจนกลายเป็นภาพจำของผู้มาเยือนหลายคน วัดตั้งอยู่ที่บ้านท่าอิฐ ตำบลบางพลับ และเป็นจุดหมายที่เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายไหว้พระ สายวัดสวย และผู้ที่อยากสัมผัสเรื่องเล่าท้องถิ่นซึ่งผูกโยงกับวิถีช่างและการก่อสร้างวัดสำคัญในพื้นที่อ่างทองมาแต่เดิม
ทำเลของวัดท่าอิฐอยู่ตามแนวทางหลวงหมายเลข 3064 โดยเป็นช่วงกิโลเมตรที่ 7 ถึงกิโลเมตรที่ 8 ตามข้อมูลท้องถิ่นที่เล่าต่อกันมา ทำให้การเดินทางด้วยรถยนต์สะดวกและเหมาะสำหรับทริปเช้าไปเย็นกลับหรือการจัดเส้นทางไหว้พระในอ่างทองแบบหลายวัดในวันเดียว บรรยากาศของวัดให้ความรู้สึกโปร่งโล่งในโซนลานและอาคารสำคัญ ขณะเดียวกันองค์เจดีย์ทองจะทำหน้าที่เหมือน “หมุดหมาย” ที่ชวนให้ผู้มาเยือนค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้เพื่อชมรายละเอียดของรูปทรงและสัดส่วนที่ยิ่งใหญ่ของงานก่อสร้างสมัยใหม่ซึ่งตั้งใจสร้างให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาและเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนในพื้นที่
วัดแห่งนี้มีประวัติการสร้างระบุไว้ว่าเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2304 โดยสิ่งที่ทำให้เรื่องเล่าของวัดท่าอิฐน่าสนใจเป็นพิเศษคือที่มาของชื่อ “ท่าอิฐ” ซึ่งสัมพันธ์กับภูมิหลังของพื้นที่เดิมที่เข้าใจกันว่าเป็นแหล่งปั้นและเผาอิฐเพื่อนำไปก่อสร้างงานช่างสำคัญในละแวกใกล้เคียง โดยเฉพาะการนำอิฐไปใช้ก่อสร้างวัดขุนอินทประมูล ชุมชนจึงผูกชื่อพื้นที่เข้ากับบทบาทการขนส่งอิฐอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือเป็น “ท่าขนอิฐ” หรือจุดรวบรวมและเคลื่อนย้ายอิฐก่อนนำไปใช้งานจริง เมื่อมีการสร้างวัดขึ้นในพื้นที่นี้ ชื่อวัดจึงสะท้อนรากเดิมของชุมชนและความทรงจำร่วมของผู้คนว่าเป็น “วัดท่าอิฐ” ซึ่งเป็นชื่อที่บอกเล่าภูมิหลังทางอาชีพและภูมิปัญญาช่างของคนท้องถิ่นได้อย่างมีชีวิตชีวา
เมื่อก้าวเข้าสู่เขตวัด ภาพที่เด่นชัดที่สุดคือ “พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง” สีทองอร่ามที่ตั้งตระหง่านเป็นฉากหลังของพื้นที่วัด และทำให้วัดท่าอิฐมีอัตลักษณ์ต่างจากวัดใกล้เคียงหลายแห่ง เพราะเจดีย์องค์นี้ไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้างประกอบทัศนียภาพ แต่ถูกสร้างขึ้นด้วยเจตนารมณ์ทางศาสนาที่ชัดเจนเพื่อเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นพื้นที่ให้พุทธศาสนิกชนได้ใช้ “การมองเห็น” เป็นสะพานเชื่อมศรัทธา กล่าวคือเพียงเห็นเจดีย์จากระยะไกลก็เกิดความรู้สึกอยากเข้าไปกราบไหว้และสำรวมใจตามแบบวัฒนธรรมการเข้าวัดของไทย
ในด้านพระประธาน วัดท่าอิฐมีพระพุทธรูปสำคัญที่ชาวบ้านเรียกขานอย่างคุ้นเคย โดยพระประธานในอุโบสถเรียกว่า “หลวงพ่อเพ็ชร” และพระประธานในวิหารเรียกว่า “หลวงพ่อขาว” ซึ่งระบุว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยอยุธยาและมีอายุราวกว่า 200 ปี ประดิษฐานอยู่ในวิหารมหาอุต การมีพระประธานสององค์ที่ชุมชนเรียกชื่อด้วยถ้อยคำง่าย ๆ แต่จำได้ทันที สะท้อนความใกล้ชิดระหว่างวัดกับผู้คนในพื้นที่ เพราะชื่อเรียกแบบชาวบ้านมักเกิดจากการใช้งานจริงในการนัดหมาย ทำบุญ หรือการบอกกล่าวกันในชีวิตประจำวัน และยิ่งทำให้วัดเป็นพื้นที่ศาสนาที่ “เป็นของชุมชน” ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวที่ผ่านแล้วผ่านไป
การสักการะหลวงพ่อเพ็ชรและหลวงพ่อขาวนิยมทำด้วยความสำรวม เริ่มจากการไหว้พระ ตั้งจิตอธิษฐาน แล้วค่อยถวายดอกไม้ ธูป เทียนตามความเหมาะสมของพื้นที่วัด ผู้มาเยือนจำนวนมากชอบใช้เวลายืนมองรายละเอียดองค์พระอย่างสงบ เพราะการมองเส้นสายและสัดส่วนของพระพุทธรูปเก่ามักทำให้สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของช่างในอดีต รวมถึงบรรยากาศของวิหารมหาอุตที่ให้ความรู้สึกขรึมและนิ่ง ซึ่งเหมาะกับการทำใจให้ช้าลงก่อนออกไปเดินชมลานเจดีย์และพื้นที่รอบวัดต่อ
หัวใจของการมาเยือนวัดท่าอิฐสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากคือการได้เห็น “พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง” ใกล้ ๆ และรับรู้ที่มาของการสร้างเจดีย์องค์นี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ตามข้อมูลท้องถิ่นระบุว่าราวพุทธศักราช 2535 พระครูสุคนธศีลคุณ (หลวงพ่อหอม) มีดำริจะสร้างเจดีย์ขึ้นในบริเวณวัด โดยกำหนดขนาดความกว้าง 40 เมตร และสูง 73 เมตร รูปแบบศิลปะผสมผสานลังกา–อยุธยา และรัตนโกสินทร์ มีลักษณะเป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีองค์ระฆังและปล้องไฉน 32 ปล้อง จุดประสงค์สำคัญคือการทดแทนเจดีย์หลังเดิมที่ผุพังไปตามกาลเวลา และเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระศอของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมถึงประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ภายในองค์เจดีย์ให้เป็นสมบัติของพระศาสนาและเป็นที่ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าในด้านศีล สมาธิ และปัญญา
ต่อมาในราวพุทธศักราช 2538 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นการก่อสร้างเจดีย์ หลวงพ่อหอมได้ตั้งสัจจาธิษฐานเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลในโอกาสที่ทรงห่วงใยอาการพระประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมีการระบุว่าได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเจดีย์ว่า “พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง” อีกทั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จมาเปิดในปี พ.ศ. 2543 เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เจดีย์องค์นี้ไม่ได้เป็นเพียงงานสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ แต่เป็น “บันทึกศรัทธา” ที่เชื่อมโยงชุมชน วัด และเหตุการณ์สำคัญของสังคมไทยในยุคสมัยใหม่เข้าด้วยกันอย่างชัดเจน
ในเชิงศิลปกรรม ความน่าสนใจของพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทองอยู่ที่การเลือกใช้รูปทรงแปดเหลี่ยมและการจัดชั้นขององค์ระฆังกับปล้องไฉนจำนวนมาก ซึ่งทำให้สัดส่วนของเจดีย์ดู “สูงส่งและสง่า” เมื่อมองจากระยะไกล ขณะเดียวกันสีทองขององค์เจดีย์ทำหน้าที่สะท้อนแสงตามช่วงเวลา โดยช่วงเช้าจะให้โทนสว่างนุ่ม ดูสงบ ส่วนช่วงบ่ายแสงจะแรงขึ้นทำให้ทองดูเด่นเป็นพิเศษ และช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกจะได้มิติของแสงเงาที่ชัด ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ชอบถ่ายภาพสถาปัตยกรรมมักตั้งใจมาเยือน เพราะสามารถเก็บภาพเจดีย์ทองกับท้องฟ้าได้สวยและดูมีพลังโดยไม่ต้องพึ่งเทคนิคมาก
การเดินชมรอบองค์เจดีย์จะทำให้เห็นรายละเอียดของฐานและจังหวะของเส้นนำสายตาที่ช่างออกแบบให้ไล่ขึ้นสู่ยอดอย่างต่อเนื่อง ลักษณะเช่นนี้เป็น “ภาษา” ทางสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่ชวนให้ผู้มาสักการะเงยหน้าและสำรวมใจโดยธรรมชาติ เพราะการเงยหน้ามองงานศิลป์ที่สูงใหญ่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และความตั้งใจของผู้สร้าง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่วัดไทยหลายแห่งใช้สถาปัตยกรรมเป็นสื่อกลางระหว่างศรัทธากับประสบการณ์ของผู้มาเยือนอยู่แล้ว เพียงแต่วัดท่าอิฐเลือกใช้วิธีที่ “เห็นผลทันที” ผ่านความใหญ่และความเด่นขององค์เจดีย์สีทอง
นอกจากการชมเจดีย์แล้ว วัดท่าอิฐยังเหมาะกับคนที่อยากเที่ยวแบบได้ทั้งความสงบและความรู้ โดยสามารถเริ่มจากการเข้ากราบหลวงพ่อเพ็ชรในอุโบสถ ต่อด้วยการเข้าสู่วิหารมหาอุตเพื่อสักการะหลวงพ่อขาว แล้วค่อยออกมาเดินชมพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทองอย่างเป็นลำดับ การเรียงกิจกรรมแบบนี้ช่วยให้ทริปไม่เร่งรีบและทำให้ผู้มาเยือนได้ “ทำความรู้จักวัด” ผ่านทั้งพระพุทธรูปสำคัญและสถาปัตยกรรมเด่นของวัดในคราวเดียว
หากตั้งใจมาเพื่อถ่ายภาพ แนะนำให้ให้ความสำคัญกับมารยาทการถ่ายภาพในวัด เช่น หลีกเลี่ยงการใช้เสียงดังขณะถ่ายรูป หลีกเลี่ยงท่าทางที่ไม่เหมาะสมหน้าองค์พระหรือในอาคารศาสนสถาน และควรแต่งกายสุภาพตามธรรมเนียมวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะเมื่อเข้าอุโบสถหรือวิหาร การทำเช่นนี้ทำให้การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมมีความราบรื่นและเคารพเจ้าของสถานที่อย่างแท้จริง อีกทั้งยังช่วยให้บรรยากาศของวัดคงความสงบซึ่งเป็นเสน่ห์หลักของการเที่ยววัดในอ่างทอง
การเดินทาง ไปวัดท่าอิฐสามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นหลัก โดยให้ไปตามทางหลวงหมายเลข 3064 ช่วงกิโลเมตรที่ 7 ถึงกิโลเมตรที่ 8 แล้วสังเกตป้ายทางเข้าวัดตามข้อมูลท้องถิ่น วัดอยู่ในพื้นที่บ้านท่าอิฐ ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง หากเดินทางจากตัวเมืองอ่างทองสามารถขับรถมุ่งหน้าไปทางอำเภอโพธิ์ทองแล้วเชื่อมเข้าสู่เส้น 3064 ได้สะดวก เส้นทางเป็นถนนที่รถเข้าถึงง่าย เหมาะกับทริปครอบครัว ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการเที่ยววัดแบบไม่ต้องเดินไกลมาก โดยควรจอดรถในจุดที่วัดจัดไว้หรือบริเวณที่ไม่กีดขวางทางสัญจรภายในวัด
ในภาพรวม วัดท่าอิฐเป็นวัดที่มี “เรื่องเล่าต้นทาง” ที่ชัดเจนจากชื่อวัดและที่มาของพื้นที่เดิมซึ่งเกี่ยวข้องกับการปั้นและขนอิฐ อีกทั้งยังมีแกนหลักของการท่องเที่ยวคือพระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทองที่โดดเด่นระดับเป็นแลนด์มาร์กของอ่างทอง การมาเยือนจึงให้ทั้งมิติศรัทธา มิติประวัติศาสตร์ชุมชน และมิติการชมสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ตั้งใจสร้างเป็นสมบัติของพระพุทธศาสนา หากจัดเวลาสัก 1–2 ชั่วโมงก็สามารถเที่ยวได้ครบทั้งการไหว้พระ ชมเจดีย์ และเก็บภาพความประทับใจกลับไปได้อย่างเต็มอิ่ม
| สรุปสถานที่ | วัดเก่าแก่สร้างปี พ.ศ. 2304 ในอำเภอโพธิ์ทอง อ่างทอง เด่นด้วย “พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง” สีทองอร่าม และพระประธานสำคัญ “หลวงพ่อเพ็ชร” กับ “หลวงพ่อขาว” |
| จุดเด่นของสถานที่ | พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง (กว้าง 40 ม. สูง 73 ม. เจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ปล้องไฉน 32 ปล้อง) / เรื่องเล่าที่มาชื่อ “ท่าอิฐ” / ไหว้หลวงพ่อเพ็ชรและหลวงพ่อขาว |
| ที่อยู่ | บ้านท่าอิฐ ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง |
| วันเปิดทำการ | เปิดทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 19.00 น. |
| ผู้ดูแล/เจ้าอาวาส (ล่าสุด) | พระครูไพศาลศิลาวัฒน์ ฐานจาโร |
| โทรศัพท์ติดต่อ | 0-3524-6076-7 |
| การเดินทาง | ไปตามทางหลวงหมายเลข 3064 ช่วงกม. 7–8 แล้วสังเกตป้ายทางเข้าวัด (พื้นที่บ้านท่าอิฐ ต.บางพลับ อ.โพธิ์ทอง) |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชมและสักการะได้ตามวันและเวลาทำการ |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ที่จอดรถภายในวัด (ตามพื้นที่จัดไว้) / พื้นที่ลานสำหรับเดินชมรอบเจดีย์ |
| ค่าบริการ | ไม่ระบุค่าเข้าชม (ทำบุญตามศรัทธา) |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | 1) วัดขุนอินทประมูล – 10 กม. 2) วัดม่วง (พระใหญ่) – 25 กม. 3) วัดไชโยวรวิหาร – 22 กม. 4) วัดป่าโมกวรวิหาร – 20 กม. 5) ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ – 18 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) สมบัติโภชนา (อ่างทอง) – 18 กม. – 035-611-003 2) แพอ่างทอง (อ่างทอง) – 18 กม. – 035-611-301 3) บ้านหลบตะวัน คาเฟ่ (อ่างทอง) – 17 กม. – 035-525-975 4) Wooden House Angthong (อ่างทอง) – 17 กม. – 061-012-6668 5) ครัวปลาทู (อ่างทอง) – 19 กม. – 081-858-3363 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) โพธิ์ทองอินน์ (โพธิ์ทอง) – 12 กม. – 035-691-139 2) Centerplace Angthong (โพธิ์ทอง) – 13 กม. – 092-691-3355 3) โรงแรมอ่างทอง (เมืองอ่างทอง) – 18 กม. – 035-611-767 4) บัวหลวง บูทีค รีสอร์ท (เมืองอ่างทอง) – 19 กม. – 035-949-850 5) MaPak Homestay (โพธิ์ทอง) – 14 กม. – 092-254-5496 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดท่าอิฐอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดท่าอิฐอยู่บ้านท่าอิฐ ตำบลบางพลับ อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง
ถาม: วัดท่าอิฐสร้างเมื่อปีใด?
ตอบ: วัดท่าอิฐสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2304
ถาม: ที่มาของชื่อ “วัดท่าอิฐ” คืออะไร?
ตอบ: ชื่อวัดมาจากความเชื่อเรื่องพื้นที่เดิมเป็นแหล่งปั้นและเผาอิฐ และเป็นจุดขนส่งอิฐไปใช้ก่อสร้างวัดสำคัญในพื้นที่ จึงเรียกกันว่าเป็นท่าขนอิฐหรือ “ท่าอิฐ”
ถาม: ไฮไลท์สำคัญของวัดท่าอิฐคืออะไร?
ตอบ: ไฮไลท์คือ “พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทอง” เจดีย์สีทองขนาดใหญ่ที่เป็นแลนด์มาร์กของวัด และเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
ถาม: พระธาตุเจดีย์ศรีโพธิ์ทองมีขนาดเท่าไร?
ตอบ: ข้อมูลท้องถิ่นระบุว่ามีความกว้าง 40 เมตร และสูง 73 เมตร เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม มีปล้องไฉน 32 ปล้อง
ถาม: หลวงพ่อเพ็ชรและหลวงพ่อขาวอยู่ส่วนใดของวัด?
ตอบ: หลวงพ่อเพ็ชรเป็นพระประธานในอุโบสถ และหลวงพ่อขาวเป็นพระประธานในวิหาร (วิหารมหาอุต)
ถาม: วัดท่าอิฐเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 19.00 น.
ถาม: ควรแต่งกายอย่างไรเมื่อไปวัดท่าอิฐ?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ โดยเฉพาะเมื่อเข้าอุโบสถหรือวิหาร เช่น เสื้อมีแขน กางเกงหรือกระโปรงยาวในระดับเหมาะสม
ถาม: ควรไปช่วงเวลาไหนถึงจะถ่ายรูปเจดีย์สีทองได้สวย?
ตอบ: ช่วงเช้าและช่วงเย็นเหมาะกับการถ่ายภาพ เพราะแสงนุ่มและมีมิติ ทำให้สีทองขององค์เจดีย์ดูเด่นและสวยเป็นพิเศษ
ถาม: เที่ยววัดท่าอิฐควรเผื่อเวลาเท่าไร?
ตอบ: โดยทั่วไปเผื่อเวลา 1–2 ชั่วโมงจะเที่ยวได้ครบทั้งการไหว้พระและเดินชมรอบพระธาตุเจดีย์
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|

หมวดหมู่:
กลุ่ม: