หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออก > สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดตราด
TL;DR: รวมที่เที่ยวตราด พร้อมไฮไลต์ การเดินทาง และจุดที่ควรรู้สำหรับวางแผนเที่ยวได้เร็วขึ้นบนมือถือ

ตราด

ตราด

คำขวัญ :เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา

จังหวัดตราด เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นทั้งด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวทางทะเล เนื่องจากมีหมู่เกาะจำนวนมากจนได้รับฉายาว่า “เมืองเกาะครึ่งร้อย” ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในระดับประเทศ
 
จุดเด่นสำคัญที่สุดของจังหวัดตราดคือ เกาะช้าง ซึ่งเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจากภูเก็ต และเป็นหัวใจหลักของการท่องเที่ยวจังหวัดนี้ โดยมีทั้งชายหาด น้ำทะเลใส ป่าดิบชื้น และน้ำตกที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้หลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่สายพักผ่อน สายผจญภัย ไปจนถึงสายธรรมชาติ
 
นอกจากเกาะช้างแล้ว ตราดยังมีเกาะสำคัญอีกจำนวนมาก เช่น เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเงียบสงบ น้ำทะเลใส และบรรยากาศที่ยังคงความเป็นธรรมชาติสูง จึงทำให้ตราดกลายเป็นจังหวัดที่มีภาพลักษณ์ด้าน “ทะเลสวย น้ำใส เงียบสงบ” แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอื่น
 
ในด้านภูมิศาสตร์ จังหวัดตราดมีลักษณะพื้นที่ผสมผสานระหว่างชายฝั่งทะเล เทือกเขาบรรทัด และพื้นที่ราบ ทำให้เกิดระบบนิเวศที่หลากหลาย ทั้งป่าชายเลน ป่าดิบชื้น และระบบชายฝั่งทะเล ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติของจังหวัดมีความอุดมสมบูรณ์ และเหมาะต่อการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน
 
ในมุมของการเดินทาง ตราดถือเป็นจังหวัดที่เข้าถึงได้สะดวกจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 4–5 ชั่วโมงทางรถยนต์ และยังมีสนามบินตราดที่มีเที่ยวบินพาณิชย์ให้บริการเป็นประจำ ทำให้รองรับทั้งนักท่องเที่ยวภายในประเทศและต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
การเดินทาง สามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (สุขุมวิท) ผ่านจังหวัดชลบุรี ระยอง และจันทบุรี มายังจังหวัดตราด หรือเลือกเดินทางโดยเครื่องบินมายังสนามบินตราด จากนั้นต่อรถเข้าสู่ตัวเมืองหรือท่าเรือไปยังเกาะต่างๆ ได้อย่างสะดวก
 
ชื่อ “ตราด” มีที่มาจากคำว่า “กราด” ซึ่งเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้ทำไม้กวาด และเคยมีอยู่จำนวนมากในพื้นที่ในอดีต ต่อมาคำนี้ได้เพี้ยนเสียงมาเป็น “ตราด” ตามการเรียกขานในปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนในอดีต
 
ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา ตราดมีชื่อเรียกว่า “บ้านบางพระ” และยังปรากฏชื่อว่า “เมืองทุ่งใหญ่” ในเอกสารประวัติศาสตร์ โดยมีบทบาทเป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากมีทำเลที่เหมาะสมต่อการจอดเรือสินค้า ส่งผลให้มีชุมชนพ่อค้าชาวจีนเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ในอดีต
 
ในด้านเศรษฐกิจยุคโบราณ ตราดมีบทบาทเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเพื่อส่งออก โดยเฉพาะสินค้า “ของป่า” เช่น เขากวาง หนังสัตว์ ไม้หอม และเครื่องเทศ ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูงในตลาดต่างประเทศในขณะนั้น และสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
 
จังหวัดตราดมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นยุคที่การค้าระหว่างประเทศเริ่มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ตราดในเวลานั้นทำหน้าที่เป็นเมืองท่าชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคตะวันออก มีการติดต่อค้าขายกับพ่อค้าต่างชาติ รวมถึงจีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
 
ความสำคัญของตราดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการค้าเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤต
 
ในช่วงเวลาดังกล่าว สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระยาวชิรปราการ ได้ทรงนำกำลังฝ่าวงล้อมกองทัพพม่าออกจากกรุงศรีอยุธยา และเคลื่อนกำลังมาทางภาคตะวันออก โดยมีเป้าหมายในการรวบรวมกำลังเพื่อกอบกู้เอกราชของชาติ
 
จังหวัดตราดจึงถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในเมืองยุทธศาสตร์สำคัญ ทำหน้าที่เป็นเมืองหน้าด่านและฐานสนับสนุนด้านเสบียงอาหารให้กับเมืองจันทบุรี ซึ่งเป็นฐานหลักของกองกำลังในการรวบรวมทัพ ก่อนจะยกทัพกลับไปกู้เอกราชได้สำเร็จในเวลาต่อมา
 
บทบาทดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ตราดไม่ใช่เพียงเมืองชายทะเลธรรมดา แต่เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การสถาปนากรุงธนบุรี
 
ต่อมาในสมัย รัชกาลที่ 3 ประเทศไทยต้องเผชิญกับความขัดแย้งกับเวียงจันทน์และญวน ทำให้เกิดสงครามในปี พ.ศ. 2371 โดยจังหวัดตราดยังคงมีบทบาทเป็นฐานกำลังสำคัญ ทั้งในด้านการรวบรวมเสบียงอาหารและการตั้งค่ายทหารบริเวณชายฝั่ง เช่น บริเวณบ้านแหลมหิน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถควบคุมเส้นทางทางทะเลได้
 
ในยุคของ รัชกาลที่ 5 จังหวัดตราดต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่สำคัญ เมื่อฝรั่งเศสได้ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคอินโดจีน และเข้ายึดครองเมืองจันทบุรีในปี พ.ศ. 2436 ก่อนที่จะมีการเจรจาแลกเปลี่ยนดินแดนในเวลาต่อมา
 
ในปี พ.ศ. 2447 ไทยได้ยอมยกเมืองตราดและพื้นที่โดยรอบให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับการถอนกำลังทหารออกจากจันทบุรี อย่างไรก็ตาม ด้วยพระปรีชาสามารถทางการทูตของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้ในเวลาต่อมา ไทยสามารถเจรจาขอรับเมืองตราดคืนได้สำเร็จ
 
การลงนามในสนธิสัญญาเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 ส่งผลให้ตราดกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยอีกครั้ง โดยแลกกับดินแดนบางส่วนในกัมพูชา เหตุการณ์นี้ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางการทูตที่สำคัญของไทย และเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตราดยังคงอยู่ในอธิปไตยของประเทศจนถึงปัจจุบัน
 
ปัจจุบัน ชาวจังหวัดตราดยังคงระลึกถึงเหตุการณ์นี้ โดยกำหนดให้วันที่ 23 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันตราดรำลึก” เพื่อแสดงถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และการรักษาเอกราชของชาติ
 
ต่อมาในช่วงสงครามอินโดจีน วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เรียกว่า “ยุทธนาวีที่เกาะช้าง” เมื่อกองเรือรบฝรั่งเศสล่วงล้ำเข้ามาในน่านน้ำไทยบริเวณจังหวัดตราด และกองทัพเรือไทยได้เข้าปะทะจนเกิดการสู้รบ
 
แม้ฝ่ายไทยจะสามารถขับไล่กองกำลังฝรั่งเศสให้ล่าถอยได้สำเร็จ แต่ก็ต้องสูญเสียเรือรบสำคัญถึง 3 ลำ ได้แก่ เรือหลวงสงขลา เรือหลวงชลบุรี และเรือหลวงธนบุรี รวมถึงกำลังพลจำนวนหนึ่ง เหตุการณ์นี้จึงถูกจดจำในฐานะหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของกองทัพเรือไทย
 
นอกจากบทบาททางทหารและการเมืองแล้ว ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 จังหวัดตราดยังมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระดับภูมิภาค เมื่อเกิดความขัดแย้งในประเทศกัมพูชา ทำให้มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านพื้นที่ชายแดนบริเวณเทือกเขาบรรทัด
 
เส้นทางหลวงหมายเลข 318 ซึ่งเชื่อมต่อจากตัวเมืองตราดไปยังอำเภอคลองใหญ่ จึงกลายเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ และต่อมาเมื่อสถานการณ์สงบลง เส้นทางนี้ได้พัฒนาเป็นเส้นทางการค้าชายแดนที่สำคัญ โดยเฉพาะบริเวณตลาดบ้านหาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อไปยังเกาะกงของประเทศกัมพูชา
 
ในด้านวัฒนธรรม จังหวัดตราดมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เกิดจากการผสมผสานของผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย จีน และเขมร ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตั้งแต่อดีต ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีความหลากหลายและมีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งในด้านภาษา อาหาร ประเพณี และวิถีชีวิต
 
หนึ่งในประเพณีที่สำคัญของจังหวัดตราดคือ “วันตราดรำลึก” ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 23 มีนาคมของทุกปี เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่ไทยได้รับเมืองตราดคืนจากฝรั่งเศส นับเป็นประเพณีที่สะท้อนถึงความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์และความเป็นไทยของชาวจังหวัดอย่างชัดเจน
 
นอกจากนี้ ยังมีประเพณีท้องถิ่นและกิจกรรมทางศาสนาที่จัดขึ้นตามวัดและชุมชนต่างๆ ตลอดทั้งปี เช่น งานบุญประจำปี งานทอดกฐิน งานสงกรานต์ และพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ซึ่งสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่ผูกพันกับศาสนาและชุมชนอย่างแน่นแฟ้น
 
ในด้านอาหารการกิน จังหวัดตราดถือเป็นแหล่งรวมอาหารทะเลที่สดใหม่ เนื่องจากมีชายฝั่งทะเลยาวและมีชุมชนประมงจำนวนมาก อาหารขึ้นชื่อจึงมักเป็นเมนูจากทะเล เช่น ปู กุ้ง หอย ปลา รวมถึงอาหารพื้นบ้านที่มีรสชาติกลมกล่อมและได้รับอิทธิพลจากอาหารจีนและเขมร
 
เมนูท้องถิ่นที่น่าสนใจ เช่น อาหารทะเลสด น้ำพริกกะปิ ปลาทอด และอาหารพื้นบ้านที่ใช้วัตถุดิบจากป่าชายเลนและทะเล ซึ่งสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ และเป็นหนึ่งในเสน่ห์สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายอาหาร
 
ในด้านเศรษฐกิจ จังหวัดตราดมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการท่องเที่ยว การประมง และการค้าชายแดน โดยเฉพาะบริเวณอำเภอคลองใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งการนำเข้าและส่งออกสินค้า
 
การท่องเที่ยวถือเป็นรายได้หลักของจังหวัด โดยเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเล เช่น เกาะช้าง เกาะกูด และเกาะหมาก ซึ่งสร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และบริการนำเที่ยว ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 
ในขณะเดียวกัน ภาคการเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการปลูกผลไม้ เช่น ทุเรียน เงาะ และมังคุด ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญของภาคตะวันออก และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่
 
วิถีชีวิตของผู้คนในจังหวัดตราดยังคงมีความเรียบง่ายและผูกพันกับธรรมชาติ โดยเฉพาะในชุมชนชายฝั่งและเกาะต่างๆ ที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม เช่น การทำประมง การทำสวน และการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาธรรมชาติ
 
ในมุมของการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ จังหวัดตราดจึงตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสความเป็น “ไทยแท้” ที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวหลักอย่างภูเก็ตหรือพัทยา
 
เมื่อพิจารณาในภาพรวม จังหวัดตราดจึงเป็นจังหวัดที่มีความครบถ้วนทั้งในด้านธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจุดเด่นด้าน “หมู่เกาะ” ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดท่องเที่ยวระดับประเทศและระดับนานาชาติได้อย่างมีศักยภาพ
 
สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่มีทั้งความสวยงาม ความสงบ และความหลากหลาย จังหวัดตราดจึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างครบถ้วน และเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการเติบโตด้านการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในอนาคต
 
ตารางเทศกาลท่องเที่ยวจังหวัดตราด ประจำปี 2569
ลำดับชื่องานเทศกาลช่วงเวลาสถานที่จัดงานรายละเอียดเด่น
1วันตราดรำลึก23 มีนาคม 2569ศาลากลางจังหวัดตราดพิธีรำลึกเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ การแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น
2เทศกาลท่องเที่ยวเกาะช้างเมษายน 2569อำเภอเกาะช้างกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล ดนตรี และงานบันเทิงริมชายหาด
3งานผลไม้และของดีเมืองตราดพฤษภาคม – มิถุนายน 2569อำเภอเมืองตราดจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว
4งานสงกรานต์ตราด13–15 เมษายน 2569ทั่วจังหวัดตราดเล่นน้ำ สรงน้ำพระ และกิจกรรมประเพณีไทย
5เทศกาลอาหารทะเลตราดธันวาคม 2569ชายหาดแหลมงอบรวมอาหารทะเลสด การแสดงพื้นบ้าน และกิจกรรมท่องเที่ยว
 
แผนเที่ยว 3–5 วัน จังหวัดตราด (ละเอียดจริง)
วันสถานที่ที่อยู่จุดเด่น
Day 1ตัวเมืองตราด + ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองอำเภอเมืองตราดเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
Day 2เกาะช้างอำเภอเกาะช้างทะเลสวย น้ำใส น้ำตก และกิจกรรมดำน้ำ
Day 3เกาะกูดอำเภอเกาะกูดทะเลเงียบสงบ น้ำใสระดับโลก เหมาะพักผ่อน
Day 4เกาะหมากอำเภอเกาะกูดบรรยากาศชิล เงียบ เหมาะสาย slow life
Day 5แหลมงอบ + ท่าเรืออำเภอแหลมงอบจุดชมวิวทะเล และประตูสู่หมู่เกาะตราด
 
ที่เที่ยว MUST VISIT 10 จุด จังหวัดตราด
ลำดับสถานที่ที่อยู่จุดเด่น
1เกาะช้างอำเภอเกาะช้างเกาะใหญ่ ทะเลสวย น้ำตก และกิจกรรมครบ
2เกาะกูดอำเภอเกาะกูดทะเลใสระดับโลก เงียบสงบ
3เกาะหมากอำเภอเกาะกูดบรรยากาศธรรมชาติ เงียบ ชิล
4น้ำตกคลองพลูเกาะช้างน้ำตกสวยกลางป่า
5แหลมงอบอำเภอแหลมงอบจุดชมวิวทะเลและท่าเรือ
6ศาลหลักเมืองตราดอำเภอเมืองศูนย์รวมจิตใจชาวตราด
7ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยวอำเภอแหลมงอบวิถีชุมชน + สะพานแดง
8หาดทรายขาวเกาะช้างชายหาดยอดนิยม
9หาดคลองเจ้าเกาะกูดน้ำใส หาดสวย
10ตลาดบ้านหาดเล็กอำเภอคลองใหญ่ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) จังหวัดตราด
ถาม: จังหวัดตราดมีที่เที่ยวอะไรบ้าง?
ตอบ: จังหวัดตราดมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งทะเลและธรรมชาติ เช่น เกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก น้ำตกคลองพลู หาดทรายขาว รวมถึงชุมชนท่องเที่ยวอย่างบ้านน้ำเชี่ยว และสถานที่ทางวัฒนธรรมอย่างศาลหลักเมืองตราด
 
ถาม: ไปเที่ยวตราดช่วงไหนดี?
ตอบ: ช่วงที่เหมาะที่สุดคือเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน เพราะเป็นฤดูที่ทะเลสวย น้ำใส และคลื่นลมน้อย เหมาะกับการดำน้ำและพักผ่อนบนชายหาด
 
ถาม: จังหวัดตราดเดินทางยังไง?
ตอบ: สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารประจำทางจากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 5–6 ชั่วโมง หรือเครื่องบินมาลงสนามบินตราด จากนั้นต่อเรือไปยังเกาะต่าง ๆ เช่น เกาะช้างหรือเกาะกูด
 
ถาม: เกาะช้างกับเกาะกูดต่างกันยังไง?
ตอบ: เกาะช้างมีความคึกคัก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบ เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไป ส่วนเกาะกูดมีความสงบ ธรรมชาติบริสุทธิ์ เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบเงียบ ๆ
 
ถาม: จังหวัดตราดมีอะไรขึ้นชื่อ?
ตอบ: ตราดขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวยระดับโลก ผลไม้คุณภาพ เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด รวมถึงอาหารทะเลสด และวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่งที่ยังคงเอกลักษณ์
 
ถาม: เที่ยวตราดกี่วันดี?
ตอบ: แนะนำอย่างน้อย 3–5 วัน เพื่อให้สามารถเที่ยวครบทั้งตัวเมือง เกาะช้าง และเกาะใกล้เคียงได้อย่างไม่เร่งรีบ
 
ถาม: ตราดเหมาะกับการเที่ยวแบบไหน?
ตอบ: เหมาะทั้งการเที่ยวทะเล ดำน้ำ พักผ่อนแบบ slow life และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น ชุมชนพื้นบ้านและตลาดท้องถิ่น
 
ถาม: มีที่เที่ยวตราดแบบไม่ใช่ทะเลไหม?
ตอบ: มี เช่น น้ำตกคลองพลู ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ศาลหลักเมืองตราด และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตัวเมือง
 
ถาม: เที่ยวตราดงบประมาณประมาณเท่าไหร่?
ตอบ: งบประมาณขึ้นอยู่กับรูปแบบการเดินทาง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,000 – 10,000 บาทต่อทริป สำหรับ 3–5 วัน รวมค่าเดินทาง ที่พัก และอาหาร
 
ถาม: จังหวัดตราดปลอดภัยไหม?
ตอบ: จังหวัดตราดถือว่ามีความปลอดภัยสูง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่สงบ ผู้คนเป็นมิตร เหมาะสำหรับการเดินทางทั้งแบบครอบครัวและนักท่องเที่ยวเดี่ยว

แผนที่จังหวัดตราด

ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(1)

แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(1)

ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(3)

พิพิธภัณฑ์(2)

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(1)

ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(2)

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัด(11)

มัสยิด(2)

สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(2)

วิถีชีวิต

หมู่บ้าน ชุมชน(6)

ตลาดท้องถิ่น(2)

ธรรมชาติ และสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(2)

ดอย และภูเขา(1)

เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(3)

น้ำตก(15)

แม่น้ำลำคลอง(1)

อ่าว และชายหาด(21)

หมู่เกาะ(19)

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(12)

บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(1)

ช้อปปิ้ง

ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน(1)