โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย

Rating: 4.3/5 (4 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวเพชรบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: วันจันทร์–ศุกร์ (แนะนำประสานงานล่วงหน้าหากเข้าชมเป็นหมู่คณะ)
เวลาเปิดทำการ: 08:30 – 16:30 น. (วันเสาร์–อาทิตย์ 08:30 – 12:00 น.)
โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี คือ “ต้นแบบระดับประเทศ” ของการแก้ปัญหาน้ำเสียและขยะด้วยแนวคิดธรรมชาติช่วยธรรมชาติ โดยออกแบบระบบบ่อบำบัดและพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมให้เลียนแบบระบบนิเวศจริง ลดภาระมลพิษก่อนปล่อยคืนสู่สิ่งแวดล้อมอย่างปลอดภัย พร้อมเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงปฏิบัติสำหรับนักเรียน นักศึกษา หน่วยงาน และประชาชนทั่วไป
โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่มุ่งจัดการ “น้ำเสียและขยะ” ด้วยหลักคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง คือให้ธรรมชาติเป็นเครื่องมือหลักในการฟื้นฟูธรรมชาติ แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน หากเป็นกรอบการออกแบบระบบบำบัดที่อาศัยกระบวนการชีวภาพและสมดุลของระบบนิเวศเป็นหัวใจสำคัญ แล้วค่อยเสริมด้วยการจัดการแบบวิศวกรรมเท่าที่จำเป็น เพื่อให้เหมาะกับบริบทของประเทศไทยที่มีภูมิอากาศเขตร้อนชื้น และมีศักยภาพด้านการย่อยสลายทางชีวภาพสูง
หากมองปัญหาสิ่งแวดล้อมในมุมของผู้คนที่อยู่ปลายน้ำ น้ำเสียในเมืองไม่ได้จบแค่กลิ่นหรือความสกปรก แต่มันไหลไปสู่คลอง แม่น้ำ ปากอ่าว และทะเล กระทบต่อการประมง การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตของชุมชนชายฝั่งโดยตรง ขยะก็เช่นเดียวกัน หากจัดการด้วยการฝังกลบเพียงอย่างเดียว ปลายทางจะสะสมปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งน้ำชะขยะ กลิ่น และพื้นที่ที่ต้องใช้มากขึ้น โครงการแหลมผักเบี้ยจึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่า เราสามารถทำระบบบำบัดของเสียที่ “มีประสิทธิภาพ ประหยัด ขยายผลได้จริง” โดยไม่ต้องพึ่งเทคโนโลยีราคาแพงหรือพลังงานสูงเกินความจำเป็น
จุดเริ่มต้นของโครงการเชื่อมโยงกับพระราชดำริเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533 ที่ทรงให้ความสำคัญกับการบำบัดน้ำให้สะอาดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำหรือทะเล และชี้ให้เห็นว่าหากออกแบบระบบให้สอดคล้องกับธรรมชาติ การทำให้น้ำดีขึ้น “ไม่ใช่เรื่องยาก” ประเด็นสำคัญคือการจัดลำดับกระบวนการให้เป็นขั้นเป็นตอน ให้จุลินทรีย์ พืชน้ำ และดินได้ทำงานตามบทบาทของตัวเองในระบบนิเวศจริง โครงการนี้จึงถูกวางเป็นพื้นที่ทดลองเชิงปฏิบัติ เพื่อให้ได้คำตอบที่ตรวจสอบได้และนำไปใช้ซ้ำได้ในพื้นที่อื่นของประเทศ
ทำเลที่ตั้งของแหลมผักเบี้ยเหมาะสมกับการพัฒนาระบบธรรมชาติ เพราะเป็นพื้นที่ราบชายฝั่ง มีพื้นที่เพียงพอสำหรับทำ “บ่อบำบัดแบบบ่อผึ่ง” (Waste Stabilization Ponds) และพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม (Constructed Wetland) ที่ต้องอาศัยพื้นที่มากกว่าระบบเชิงกล แต่แลกกับต้นทุนการเดินระบบที่ต่ำกว่าและดูแลง่ายกว่าในระยะยาว ระบบบ่อผึ่งหลายระดับช่วยให้การย่อยสลายสารอินทรีย์เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยธรรมชาติของบ่อจะเกิดการทำงานร่วมกันระหว่างจุลินทรีย์ แสงแดด ออกซิเจน และการตกตะกอน ทำให้ความสกปรกของน้ำลดลงตามลำดับขั้น ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน “กรองซ้ำ” ผ่านพืชและดินในพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม
หัวใจของแนวคิดธรรมชาติช่วยธรรมชาติอยู่ตรงการปล่อยให้กระบวนการทางชีวภาพทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม บ่อบำบัดไม่ใช่เพียงบ่อน้ำขนาดใหญ่ แต่เป็นพื้นที่ที่ถูกออกแบบให้เวลาในการกักเก็บ (retention time) เพียงพอให้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ ลดค่าความสกปรกทางชีวภาพ (BOD) และช่วยให้คุณภาพน้ำค่อย ๆ ดีขึ้น เมื่อความสกปรกถูกลดลงในบ่อระดับต้น ๆ น้ำที่ผ่านการปรับสภาพแล้วจึงเข้าสู่บ่อและพื้นที่ที่เน้นการเติมออกซิเจน การใช้พืชน้ำ และการกรองผ่านดิน เพื่อดึงสารอาหารส่วนเกินออกจากระบบ ลดโอกาสเกิดน้ำเน่าและสภาวะขาดออกซิเจนเมื่อปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ
พื้นที่ชุ่มน้ำเทียมเป็นองค์ประกอบที่ทำให้โครงการนี้ถูกจดจำในฐานะต้นแบบ เพราะพื้นที่ดังกล่าวจำลองกลไกของพื้นที่ชุ่มน้ำจริงให้ทำงานอย่างเป็นระบบ พืชน้ำท้องถิ่น เช่น ธูปฤาษี กก และพืชที่เหมาะกับสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำ จะช่วยดูดซับไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่หากมีมากเกินไปจะกระตุ้นการเจริญของสาหร่ายและทำให้น้ำเสื่อมคุณภาพ ขณะเดียวกัน จุลินทรีย์ในดินและบริเวณรากพืชจะทำหน้าที่กรอง ย่อยสลาย และเปลี่ยนรูปสารบางชนิดให้ลดความเป็นพิษหรืออยู่ในรูปที่ไม่ก่อผลกระทบต่อระบบนิเวศมากนัก ผลลัพธ์คือคุณภาพน้ำดีขึ้นอย่างชัดเจนก่อนปล่อยลงสู่ทะเลอ่าวไทย
อีกมิติหนึ่งที่ทำให้โครงการแหลมผักเบี้ยโดดเด่น คือการไม่มองน้ำเสียแยกจากขยะ เพราะในชีวิตจริง “ของเสีย” มักมาเป็นชุดเดียวกัน ทั้งน้ำเสียจากครัวเรือน/ชุมชน เศษอาหาร วัสดุเหลือใช้ และขยะอินทรีย์ โครงการจึงทดลองแนวทางจัดการขยะด้วยการหมักย่อยสลาย การทำปุ๋ยอินทรีย์ และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ลดปริมาณที่ต้องนำไปฝังกลบ และลดภาระการขนส่งขยะไปยังปลายทางที่ห่างไกล แนวทางนี้สอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และสอดรับกับหลักคิดด้านความพอดีและความยั่งยืนในระดับชุมชน
เมื่อพื้นที่ได้รับการฟื้นฟู คุณค่าที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ “ตัวเลขคุณภาพน้ำ” แต่รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่กลับมาอย่างเป็นรูปธรรม ระบบนิเวศที่ดีขึ้นเอื้อต่อการเกิดแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำขนาดเล็ก แมลง และนกในพื้นที่ชุ่มน้ำและชายฝั่ง โครงการจึงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เห็นผลได้ด้วยสายตา ผู้มาเยือนมักได้สัมผัสภาพของระบบนิเวศที่ทำงานจริง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมมนุษย์กับธรรมชาติได้ชัดขึ้นว่า “การจัดการของเสียที่ดี” คือการป้องกันไม่ให้ภาระถูกโยนไปให้ปลายน้ำ
ในเชิงการเรียนรู้ โครงการนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาดูงาน เพราะสามารถเชื่อมโยงได้หลายสาขา ตั้งแต่วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ชีววิทยา จุลชีววิทยา เคมีสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการบริหารจัดการชุมชน นักเรียนและนักศึกษาจะได้เห็นว่าคำว่า BOD, COD, สารอาหารในน้ำ หรือระบบนิเวศ ไม่ใช่ทฤษฎีในหนังสือ แต่เป็นสิ่งที่ถูกจัดการได้จริงผ่านการออกแบบพื้นที่และกระบวนการที่ถูกต้อง ส่วนหน่วยงานท้องถิ่นหรือเทศบาลสามารถนำบทเรียนไปปรับใช้กับระบบบำบัดของตัวเอง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องการระบบดูแลง่าย ใช้พลังงานต่ำ และเดินระบบได้ต่อเนื่องในระยะยาว
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป โครงการแหลมผักเบี้ยให้ประสบการณ์แบบ “ท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้” ที่ไม่เร่งรีบ จุดเด่นคือการได้เดินชมพื้นที่จริง เห็นบ่อบำบัด เห็นสภาพแวดล้อมของพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และรับรู้การทำงานของธรรมชาติในฐานะเครื่องมือจัดการสิ่งแวดล้อม ซึ่งต่างจากการท่องเที่ยวที่เน้นการถ่ายรูปเช็กอินเพียงอย่างเดียว ที่นี่คุณจะได้กลับไปพร้อมความเข้าใจว่า การรักษาทะเลให้ใสสะอาด เริ่มตั้งแต่การจัดการน้ำเสียให้ดีตั้งแต่ต้นทาง และการจัดการขยะให้ลดลงตั้งแต่ในครัวเรือน
เสน่ห์ของแหลมผักเบี้ยยังอยู่ที่บรรยากาศชายฝั่งของอำเภอบ้านแหลมที่สงบและเป็นธรรมชาติ เส้นทางเลียบทะเลมีวิวทุ่งนาเกลือและวิถีชีวิตชุมชนชายฝั่งประกอบอยู่ตลอดทาง ทำให้การเดินทางมาที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการไปถึง “สถานที่หนึ่ง” แต่เป็นการเดินทางผ่านภูมิทัศน์เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของเพชรบุรีฝั่งทะเล ซึ่งมีทั้งปากอ่าว แหล่งประมงพื้นบ้าน นาเกลือ และชุมชนที่ผูกชีวิตกับทะเลมาอย่างยาวนาน เมื่อมองภาพรวม โครงการแหลมผักเบี้ยจึงเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางของบทสนทนาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เชื่อม “เมือง–ชุมชนชายฝั่ง–ทะเล” เข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ
อีกสิ่งที่ทำให้โครงการนี้มีน้ำหนักในฐานะต้นแบบระดับประเทศ คือการเป็นงานเชิง “พิสูจน์แนวทาง” มากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ให้ความรู้ เพราะมีการทดลองและพัฒนากระบวนการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมกับสภาพจริงของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศที่มีฝนตามฤดูกาล อุณหภูมิที่เอื้อต่อการทำงานของจุลินทรีย์ หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณและการดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในมุมนี้ โครงการแหลมผักเบี้ยจึงเป็นทั้งห้องทดลองกลางแจ้งและพื้นที่สาธิตที่ทำให้ผู้มาศึกษาดูงาน “นำกลับไปใช้ได้จริง” ไม่ใช่เพียงรับฟังแนวคิดแล้วจบลงที่ความประทับใจ
หากคุณตั้งใจมาแบบจริงจัง การเยี่ยมชมจะยิ่งมีคุณค่าเมื่อเตรียมคำถามล่วงหน้า เช่น ระบบบ่อบำบัดแบ่งขั้นตอนอย่างไร เหตุใดต้องมีบ่อหลายระดับ พื้นที่ชุ่มน้ำเทียมต้องดูแลพืชอย่างไรเพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่อง คุณภาพน้ำวัดด้วยตัวชี้วัดใด และมีการติดตามผลอย่างไรในแต่ละฤดูกาล คำถามเหล่านี้จะทำให้การเยี่ยมชมไม่ใช่การเดินดูสถานที่ แต่เป็นการเรียนรู้กลไกที่อยู่เบื้องหลัง และทำให้มองเห็นภาพว่าหลักการเดียวกันสามารถถูกย่อส่วนหรือขยายผลให้เหมาะกับโรงเรียน ชุมชน หรือเทศบาลขนาดเล็กได้อย่างไร
ในแง่การวางแผนทริป โครงการเหมาะกับการไปเช้าเย็นกลับ หรือจับคู่กับแหล่งท่องเที่ยวชายฝั่งใกล้เคียง เช่น หาดเจ้าสำราญ หาดปึกเตียน หรือการแวะชิมอาหารทะเลและสัมผัสวิถีชุมชนปากอ่าวในโซนบ้านแหลม การจัดทริปแบบนี้จะทำให้ผู้เดินทางเห็นภาพครบวงจรของ “ทรัพยากรชายฝั่ง” ตั้งแต่ระบบจัดการของเสีย การฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงวิถีประมงและการท่องเที่ยวที่พึ่งพาความสมบูรณ์ของทะเลเป็นฐานเศรษฐกิจ
การเดินทาง จากตัวเมืองเพชรบุรีเดินทางไปโครงการได้สะดวก ระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางมุ่งหน้าอำเภอบ้านแหลมและเข้าสู่ตำบลแหลมผักเบี้ย เหมาะสำหรับรถยนต์ส่วนตัวและรถตู้ศึกษาดูงาน เส้นทางโดยรวมขับง่ายและสามารถวางแผนเป็นทริปครึ่งวันได้ หากเดินทางเป็นหมู่คณะควรประสานงานล่วงหน้าเพื่อความคล่องตัวในการเข้าชมและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
สิ่งที่ผู้มาเยือนจำนวนมากจดจำได้หลังออกจากแหลมผักเบี้ย ไม่ใช่เพียงภาพบ่อบำบัดหรือพืชน้ำ แต่คือการตระหนักว่า “ระบบนิเวศเป็นเทคโนโลยีของธรรมชาติ” ที่เราสามารถเรียนรู้และออกแบบให้ทำงานเพื่อสังคมได้ หากเราให้พื้นที่ ให้เวลา และให้เงื่อนไขที่เหมาะสม โครงการนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การพัฒนาไม่จำเป็นต้องแลกกับสิ่งแวดล้อมเสมอไป และการแก้ปัญหาใหญ่ระดับประเทศอาจเริ่มจากแนวคิดที่เรียบง่าย แต่ลงรายละเอียดอย่างเป็นระบบและทำซ้ำได้จริง
| ชื่อสถานที่ | โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย |
| ที่อยู่ | ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76100 |
| สรุปลักษณะเด่น | ต้นแบบการบำบัดน้ำเสียและจัดการขยะด้วยระบบธรรมชาติ (บ่อผึ่ง + พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม) ตามแนวคิด “ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ” |
| ยุคเริ่มต้น | เริ่มต้นจากพระราชดำริปี 2533 |
| หลักฐาน/จุดเรียนรู้สำคัญ | ระบบบ่อบำบัดแบบธรรมชาติหลายระดับ, พื้นที่ชุ่มน้ำเทียม, แนวทางจัดการขยะอินทรีย์/ทำปุ๋ย, เส้นทางเรียนรู้ระบบนิเวศชายฝั่ง |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่เรียนรู้ภาคสนาม, จุดศึกษาระบบบำบัด, เส้นทางเดินชมธรรมชาติ (ตามรูปแบบการเข้าชมของพื้นที่) |
| ค่าเข้าชม | เข้าชมฟรี (แนะนำประสานงานล่วงหน้าเมื่อเข้าชมเป็นหมู่คณะ) |
| สถานะปัจจุบัน | แหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับประเทศ |
| เบอร์โทรติดต่อ | 0 3244 1264-5 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | 1) หาดเจ้าสำราญ – ประมาณ 5 กม. 2) หาดแหลมหลวง – ประมาณ 4 กม. 3) Kanghuntong Salt Spa – ประมาณ 8 กม. 4) หาดปึกเตียน – ประมาณ 11 กม. 5) เขตปากอ่าวบางตะบูน/ชุมชนบางตะบูน – ประมาณ 15 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) บ้านปูเป็น 2 สาขาแหลมผักเบี้ย – ประมาณ 1 กม. – 088-194-4172 2) ร้านอาหารบ้านทะเล แหลมผักเบี้ย – ประมาณ 2 กม. – 085-405-2856 3) Sand Beach Club (หาดเจ้าสำราญ) – ประมาณ 6 กม. – 096-098-7980 4) แม่ลูกหวาน อาหารทะเล (หาดเจ้าสำราญ) – ประมาณ 6 กม. – 081-981-9640 5) เป็น 1 ซีฟู้ด (หาดเจ้าสำราญ) – ประมาณ 6 กม. – 086-001-4173 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) i Tara Resort & Spa – ประมาณ 2–3 กม. – 032-770-777 2) Fisherman’s Resort – ประมาณ 5 กม. – 032-478-020 3) Seaman Resort – ประมาณ 4–5 กม. – 092-165-6547 4) ชมทะเลรีสอร์ท (Chomtalay Resort) – ประมาณ 3 กม. – 032-478-488 5) Eco Moment Beach Resort – ประมาณ 4 กม. – 032-770-555 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ยคืออะไร?
ตอบ: เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่พัฒนาต้นแบบการบำบัดน้ำเสียและจัดการขยะด้วยระบบธรรมชาติ โดยใช้บ่อผึ่งและพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมเป็นหัวใจของกระบวนการ
ถาม: เปิดให้เข้าชมวันไหนและเวลาใด?
ตอบ: วันจันทร์–ศุกร์ 08:30 – 16:30 น. และวันเสาร์–อาทิตย์ 08:30 – 12:00 น. หากเข้าชมเป็นหมู่คณะแนะนำประสานงานล่วงหน้า
ถาม: เข้าชมมีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
ตอบ: เข้าชมฟรี โดยกลุ่มศึกษาดูงานควรติดต่อประสานงานล่วงหน้าเพื่อจัดรูปแบบการเข้าชมให้เหมาะสม
ถาม: จุดเด่นของโครงการที่ทำให้ต่างจากระบบบำบัดทั่วไปคืออะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือการออกแบบให้ธรรมชาติทำงานเป็นระบบ ตั้งแต่บ่อบำบัดหลายระดับจนถึงพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม ใช้กระบวนการชีวภาพและสมดุลของระบบนิเวศเป็นแกนหลัก ลดการพึ่งพาพลังงานและเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง
ถาม: เหมาะกับการพาเด็กหรือนักเรียนไปเรียนรู้นอกห้องเรียนไหม?
ตอบ: เหมาะมาก เพราะเป็นพื้นที่ภาคสนามที่เชื่อมความรู้วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมกับสถานการณ์จริง ทำให้เข้าใจเรื่องน้ำเสีย ขยะ ระบบนิเวศ และความยั่งยืนได้ชัดเจน
ถาม: ควรเตรียมตัวยังไงก่อนเข้าชมให้ได้ประโยชน์สูงสุด?
ตอบ: แนะนำเตรียมคำถามเชิงระบบ เช่น ขั้นตอนบำบัด คุณภาพน้ำ และบทเรียนที่นำไปปรับใช้ได้ รวมถึงเตรียมหมวก/น้ำดื่ม/รองเท้าที่เดินสบายเพื่อการเดินชมพื้นที่ภาคสนาม
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage



หมวดหมู่:
กลุ่ม:
ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
พระราชวัง(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(
ดอย และภูเขา(
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
น้ำตก(
น้ำพุร้อน(
ถ้ำ(
แม่น้ำลำคลอง(
อ่าว และชายหาด(
หมู่เกาะ(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
โรงละคร(
กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(