ถ้ำวังบาดาล

Rating: 4/5 (7 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.30 น.
ถ้ำวังบาดาล หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ถ้ำสวรรค์วังบาดาล” คือหนึ่งในพิกัดถ้ำของกาญจนบุรีที่เหมาะกับคนชอบการผจญภัยแบบสุภาพ ไม่ได้โหดจนเป็นสายเทคนิค แต่ก็ไม่ใช่ถ้ำที่เดินสบายเหมือนทางเดินในแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเสน่ห์ของที่นี่เริ่มตั้งแต่ก่อนถึงปากถ้ำ นั่นคือการเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 1,500 เมตร ผ่านบรรยากาศป่าร่มชื้น และป้ายให้ความรู้ที่ค่อย ๆ พาเราเข้าใจธรรมชาติของพื้นที่ทีละขั้น ก่อนจะมาถึงปากถ้ำซึ่งเป็นช่องเล็ก ๆ และมีเอกลักษณ์สำคัญคือการเข้าชมต้องทำอย่างใจเย็น เป็นระเบียบ และใช้สมาธิในทุกช่วงก้าว
ถ้ำวังบาดาลมีภาพจำที่ชัดมากสำหรับคนที่ไปแล้วมักเล่าต่อ นั่นคือ “ปากถ้ำเล็ก แต่ข้างในลึก” ความรู้สึกแรกเมื่อมายืนหน้าปากถ้ำคือความต่างระหว่างโลกภายนอกกับโลกใต้ดิน ภายนอกยังมีแสง มีลม และมีเสียงของธรรมชาติที่คุ้นหู แต่พอก้าวผ่านช่องทางเข้าที่ค่อนข้างแคบ บรรยากาศจะเปลี่ยนไปทันที ความมืดและความเย็นเข้ามาแทนที่ ทำให้ไฟฉายไม่ใช่อุปกรณ์เสริม แต่เป็น “อุปกรณ์หลัก” ที่ทำให้การเดินชมปลอดภัยขึ้น และทำให้เราเริ่มเห็นรายละเอียดของผิวหินปูนที่ธรรมชาติสะสมเวลามานานจนกลายเป็นรูปทรงที่คนมักตีความเป็นห้องต่าง ๆ ภายในถ้ำ
สิ่งที่ทำให้ถ้ำวังบาดาลต่างจากการเที่ยวถ้ำแบบถ่ายรูปแล้วจบ คือโครงสร้างภายในที่มักถูกอธิบายว่าเป็นถ้ำหินปูนแบบ 2 ชั้น โดยชั้นบนจะเป็นส่วนที่มีหินงอกหินย้อยเด่น ๆ ให้ชมในหลายอารมณ์ และมีการตั้งชื่อห้องเพื่อช่วยให้คนดูถ้ำ “อ่านภาพ” ได้ง่ายขึ้น เช่น ห้องม่านพระจันทร์ ที่หินงอกหินย้อยบางช่วงย้อยลงมาเป็นริ้วคล้ายม่าน และห้องเข็มนารายณ์ ที่มีหินย้อยทรงแท่งใหญ่เด่นตา ชวนให้คนหยุดดูนานกว่าห้องอื่น ๆ ส่วนชั้นล่างเป็นอีกโลกหนึ่ง เพราะมีธารน้ำไหลผ่านและให้ความรู้สึกคล้ายอุโมงค์น้ำใต้หิน ทำให้ประสบการณ์ของถ้ำนี้ไม่ได้มีแค่ “มิติของภาพ” แต่มี “มิติของเสียงและความชื้น” ที่ทำให้เรารู้สึกว่าถ้ำยังมีชีวิตอยู่ในแบบของมัน
ก่อนเริ่มเล่ารายละเอียดภายในถ้ำ สิ่งที่ควรทำความเข้าใจร่วมกันคือถ้ำหินปูนเป็นระบบธรรมชาติที่บอบบางมาก หินงอกหินย้อยที่เรามองว่าสวยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว และไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เกิดจากน้ำฝนซึมผ่านชั้นหินปูน ค่อย ๆ ละลายแคลเซียมคาร์บอเนตออกมาเป็นสารละลาย แล้วหยดลงตามเพดานหรือผนังถ้ำ เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในหยดน้ำค่อย ๆ ระเหยออก แคลไซต์จึงตกผลึกสะสมเป็นชั้นบาง ๆ ทีละน้อย เกิดเป็นหินย้อยจากด้านบน และหินงอกจากด้านล่าง กระบวนการนี้ช้าเกินกว่าจะวัดได้ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง ดังนั้นความเสียหายจากการแตะต้องเพียงครั้งเดียวอาจมีผลระยะยาว เพราะคราบไขมันจากผิวหนังสามารถทำให้พื้นผิวเปลี่ยนสี หรือรบกวนการตกผลึกจนทำให้หินหยุดเติบโตในจุดนั้นได้
ด้วยเหตุนี้ การเที่ยวถ้ำวังบาดาลให้คุ้มที่สุดจึงไม่ใช่การพยายาม “สัมผัส” แต่คือการ “มองให้เป็น” ใช้ไฟฉายส่องแบบพอดี ไม่จ่อใกล้เกินไป และลองส่องเฉียงเพื่อให้เงาทำงาน เพราะเงาอ่อน ๆ จะทำให้เราเห็นมิติของผิวหินชัดขึ้น เห็นริ้ว เห็นชั้น และเห็นทิศทางการไหลของน้ำในอดีตที่ทิ้งลายไว้บนหิน ความงามแบบนี้มักไม่ปรากฏทันทีถ้าเราเดินเร็วหรือเปิดไฟแรงจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวเรียบ แต่จะค่อย ๆ โผล่มาเมื่อเราใจเย็นและให้เวลาตัวเองปรับสายตาเข้ากับความมืด
เมื่อพูดถึง “ห้องม่านพระจันทร์” หลายคนชอบเพราะเป็นห้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนธรรมชาติทำงานประณีตเป็นพิเศษ หินย้อยบางช่วงจับตัวเป็นแผ่นหรือเป็นริ้วคล้ายผ้าม่านที่ไหลลงมาจากเพดาน บางมุมดูเหมือนม่านที่ถูกจับจีบเป็นชั้น ๆ ความสวยของห้องนี้มักเห็นชัดเมื่อส่องไฟฉายแบบเฉียงและไม่ส่องค้างนิ่งนานเกินไป ลองค่อย ๆ เปลี่ยนมุมส่องไปทีละนิด เราจะเห็นว่า “ม่านหิน” มีความหนา-บางไม่เท่ากัน และบางช่วงมีความโปร่งกว่าที่คิด นี่คือจุดที่ทำให้คนจำนวนมากอยากหยุดนาน เพราะยิ่งดูยิ่งเห็นรายละเอียดใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำกัน
ส่วน “ห้องเข็มนารายณ์” เป็นอีกห้องที่คนมักจำได้ เพราะรูปทรงหินย้อยหลักมีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ย้อยลงมาเด่นตา ความรู้สึกของห้องนี้คือความ “ตั้งตรง” และความ “หนักแน่น” ของรูปทรง ทำให้เรานึกถึงสถาปัตยกรรมมากกว่างานประดับธรรมชาติ หากยืนให้มีระยะถอยพอสมควรและส่องไฟให้เห็นทั้งแท่ง จะเห็นความต่างของพื้นผิว บางส่วนเรียบแน่น บางส่วนเป็นลอนเหมือนถูกน้ำปั้นเป็นชั้น ๆ และหากส่องแบบเฉียงจะเห็นเงาที่ทำให้แท่งหินดูมีมิติเหมือนประติมากรรม
สิ่งที่ทำให้ถ้ำวังบาดาลน่าจดจำอีกอย่างคือ “ความลึก” และ “ความมืด” ที่ทำให้ทุกคนต้องมีวินัยร่วมกัน โดยเฉพาะช่วงทางผ่านที่แคบหรือช่วงที่ต้องเข้าเรียงคนทีละคน การเดินถ้ำให้ปลอดภัยจึงควรยึดหลักง่าย ๆ คือส่องไฟที่พื้นก่อนก้าวทุกครั้ง เดินช้า ๆ ก้าวสั้น ๆ ไม่เร่ง ไม่แซงกันในช่วงแคบ และเว้นระยะระหว่างคนเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แสงไฟรบกวนกัน เมื่อแสงไฟไม่ตีกันมั่ว เราจะมองพื้นได้ชัดขึ้นและลดความเสี่ยงสะดุดหรือก้าวพลาดจากพื้นต่างระดับ
ในส่วนของชั้นล่างที่มีธารน้ำไหลผ่าน บรรยากาศจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งทันที ความชื้นมากขึ้น อากาศเย็นขึ้น และเสียงน้ำจะชัดขึ้นในความมืด ทำให้ประสบการณ์ของถ้ำไม่ได้มีแค่ “ดูหิน” แต่มี “ฟังถ้ำ” ด้วย เสียงน้ำไหลในช่องแคบหรือในโพรงจะก้องเบา ๆ คล้ายถ้ำกำลังหายใจ จุดนี้เองที่ทำให้บางคนรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์น้ำใต้หิน ซึ่งเป็นภาพจำที่คนเล่าแล้วคนฟังมักอยากมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม โซนที่มีน้ำมักมีพื้นลื่นกว่าปกติ การเดินจึงต้องช้าลงอีกระดับ และรองเท้าที่เกาะพื้นดีจะช่วยมากกว่าที่หลายคนคิด
นอกจากความสวยงามของภายในถ้ำ เส้นทางเดินเข้าถ้ำระยะประมาณ 1,500 เมตรก็คือ “บทนำ” ของการเที่ยวถ้ำวังบาดาลอย่างแท้จริง เพราะการเดินผ่านป่าที่มีความร่มชื้นและมีป้ายให้ความรู้ตลอดทางจะค่อย ๆ ปรับจังหวะของคนเดินทางให้ช้าลง จากความรีบของการเดินทางบนถนนสู่ความนิ่งของการเดินสำรวจ ระยะทางนี้ไม่ได้ยาวเกินไปสำหรับคนที่มีกำลังพอสมควร แต่ก็ไม่สั้นจนเดินแบบไม่คิดได้ หากไปกับครอบครัวหรือมีผู้สูงอายุ การแบ่งจังหวะเดิน พักเป็นช่วง ๆ และไม่รีบเร่งจะทำให้ทุกคนถึงปากถ้ำแบบไม่ล้าเกินไป และทำให้ตอนเข้าถ้ำยังมีสมาธิเหลือพอสำหรับความมืดและพื้นต่างระดับ
ถ้าให้สรุปภาพรวมของถ้ำวังบาดาลในประโยคเดียว นี่คือถ้ำที่ให้คุณค่าทั้งด้านธรรมชาติและด้าน “ทักษะของนักท่องเที่ยว” เพราะมันสอนให้เราเดินช้าลง ใช้สติ และเคารพธรรมชาติแบบที่มองเห็นได้จริง ทุกคนที่เดินถ้ำจะรู้สึกได้ว่าความงามในถ้ำไม่ใช่ความงามที่ถูกสร้างมาเพื่อเรา แต่เป็นความงามที่เกิดขึ้นเองจากเวลา และเรามีหน้าที่เพียงเข้าไปชมอย่างสุภาพที่สุด เพื่อไม่ให้การมาเยือนของเรากลายเป็นรอยแผลบนงานศิลป์ของธรรมชาติ
การเดินทาง หากเริ่มจากตัวเมืองกาญจนบุรี โดยภาพรวมใช้เส้นทางหลักคือทางหลวงหมายเลข 323 มุ่งหน้าไปทางอำเภอไทรโยค จากนั้นให้สังเกตป้ายทางเข้าที่มุ่งไปยังโซนหน่วยพิทักษ์อุทยานฯในพื้นที่ท่าเสา และขับเข้าไปตามทางย่อยประมาณ 3 กิโลเมตรจนถึงบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินเท้า จากนั้นเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกประมาณ 1,500 เมตร ใช้เวลาเดินโดยเฉลี่ยราว 1 ชั่วโมง (ขึ้นกับความเร็วและจำนวนจุดพัก) เมื่อถึงปากถ้ำจึงเริ่มเข้าชมภายในถ้ำตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
การเตรียมตัวสำหรับถ้ำวังบาดาลควรเน้นความปลอดภัยและความคล่องตัวเป็นหลัก ไฟฉายคาดหัวช่วยมากเพราะทำให้มือว่างสำหรับการทรงตัวและทำให้แสงไปตามทิศทางสายตา รองเท้าดอกยางเกาะพื้นดีเป็นอีกสิ่งที่ควรถือเป็นมาตรฐาน เพราะทั้งเส้นทางเดินเข้าถ้ำและพื้นในถ้ำมีโอกาสชื้นลื่นได้ น้ำดื่มควรมีพอเหมาะเพื่อกันเหนื่อยระหว่างเดินทาง เสื้อผ้าควรเป็นแบบแห้งไวและเคลื่อนไหวสะดวก หากเป็นช่วงฝนควรเตรียมเสื้อกันฝนแบบบางและถุงกันน้ำสำหรับโทรศัพท์หรือของสำคัญ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือกระเป๋าห้อยยาวหรือของเกะกะ เพราะมีโอกาสไปชนผนังถ้ำหรือทำให้เสียการทรงตัวได้ง่ายกว่าปกติ
สำหรับกลุ่มที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ จุดตัดสินใจสำคัญไม่ใช่ความอยากเห็นถ้ำ แต่คือความพร้อมในการเดินเท้าระยะ 1,500 เมตรและความพร้อมในการอยู่ในพื้นที่มืดที่ปากถ้ำค่อนข้างแคบ หากมีคนในกลุ่มไม่ถนัดที่แคบหรือกลัวความมืด ควรประเมินอย่างจริงจังก่อนเริ่มเดินเข้าไป เพราะความลังเลกลางทางจะทำให้ทั้งกลุ่มเสียจังหวะและเพิ่มความเสี่ยง วิธีที่ปลอดภัยคือเดินช้า ไม่เร่ง พักเป็นช่วง ๆ และให้ทุกคนมีไฟฉายของตัวเองเพื่อไม่ต้องพึ่งแสงของคนอื่นอย่างเดียว
ในมุมของการวางทริป ถ้ำวังบาดาลสามารถเป็นกิจกรรมหลักของวันได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะคนที่อยากได้ประสบการณ์ธรรมชาติแบบ “เดินจริง” มากกว่าการแวะถ่ายรูป เพราะระยะเดินเข้า-ออกและเวลาชมถ้ำทำให้ทริปนี้มีจังหวะของมันเอง หากต้องการจัดให้คุ้มในพื้นที่ใกล้เคียง สามารถวางแผนรวมกับจุดท่องเที่ยวแนวไทรโยค เช่น โซนน้ำตกและจุดชมวิวริมแม่น้ำ หรือจุดประวัติศาสตร์ในพื้นที่ แต่หัวใจคือควรเผื่อเวลาให้เพียงพอและไม่เริ่มเข้าป่าช่วงบ่ายแก่ เพราะการกลับออกมาช่วงแสงน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องลื่นและทำให้การเดินทางกลับไม่สบายเท่าที่ควร
สุดท้าย ถ้ำวังบาดาลเป็นสถานที่ที่ให้ทั้งความตื่นตาและความถ่อมตัวในเวลาเดียวกัน เราตื่นตากับรูปทรงของหินงอกหินย้อยที่เหมือนม่านและเหมือนเข็มขนาดใหญ่ และถ่อมตัวเมื่อรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดจากหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ทำงานร่วมกับเวลายาวนานเกินกว่าที่คนจะนับได้ การมาเยือนถ้ำจึงไม่ใช่แค่การไป “เห็นของสวย” แต่เป็นการไปเรียนรู้ธรรมชาติในแบบที่ต้องใช้สมาธิ และเป็นการย้ำกับตัวเองว่าในพื้นที่ที่บอบบางเช่นนี้ ความระมัดระวังของนักท่องเที่ยวคือส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์
| ชื่อสถานที่ | ถ้ำวังบาดาล (ถ้ำสวรรค์วังบาดาล) |
| ที่อยู่/พิกัดพื้นที่ | พื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ (โซนหน่วยพิทักษ์ฯ พื้นที่วังบาดาล) ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี พิกัด (อ้างอิงแหล่งข้อมูลภาครัฐ/ฐานข้อมูล): N 14.34543, E 99.03760 |
| สรุปสถานที่ | ถ้ำหินปูนขนาดเล็กแต่ลึก โครงสร้าง 2 ชั้น ชั้นบนมีหินงอกหินย้อยสวยและห้องเด่น เช่น ห้องม่านพระจันทร์ และห้องเข็มนารายณ์ ชั้นล่างมีธารน้ำไหลคล้ายอุโมงค์ใต้หิน จุดเริ่มต้องเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติราว 1,500 เมตร |
| จุดเด่นของสถานที่ | ปากถ้ำช่องเล็กเข้าได้ทีละคนให้ความรู้สึกผจญภัยอย่างสุภาพ, ถ้ำหินปูน 2 ชั้น, ห้องเด่นที่ถูกกล่าวถึงบ่อย เช่น ห้องม่านพระจันทร์ และห้องเข็มนารายณ์, ชั้นล่างมีน้ำไหลให้บรรยากาศเหมือนอุโมงค์น้ำใต้หิน, มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติพร้อมป้ายความรู้ก่อนถึงถ้ำ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 16.30 น. |
| ค่าธรรมเนียม | อ้างอิงค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติเอราวัณ (โปรดตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนเดินทาง): คนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท/เด็ก 50 บาท, ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท/เด็ก 200 บาท |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | เส้นทางศึกษาธรรมชาติและป้ายความรู้, ควรเตรียมไฟฉายคาดหัว/รองเท้าดอกยางดี, ภายในถ้ำมืดและบางช่วงชื้นลื่น |
| การเดินทาง (สรุป) | จากตัวเมืองกาญจนบุรีใช้ทางหลวง 323 มุ่งหน้าไทรโยค เข้าทางย่อยไปหน่วยพิทักษ์ฯในพื้นที่วังบาดาลประมาณ 3 กม. แล้วเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกประมาณ 1,500 ม. ใช้เวลาราว 1 ชม. |
| สภาพปัจจุบัน | เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่อุทยานฯที่ควรเข้าชมแบบระมัดระวัง แนะนำเที่ยวช่วงเช้า–บ่ายต้นและปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด |
| เบอร์ติดต่อ (ยืนยันได้) | อุทยานแห่งชาติเอราวัณ: 034-574-288 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | 1) น้ำตกไทรโยคน้อย – 3 กม. 2) ถ้ำกระแซ/ทางรถไฟสายมรณะ (โซนถ้ำกระแซ) – 15 กม. 3) น้ำตกไทรโยคใหญ่ (โซนอุทยานฯไทรโยค) – 25 กม. 4) ช่องเขาขาด (Hellfire Pass) – 45 กม. 5) น้ำตกเอราวัณ – 60 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) เรณู (Ray Nu Restaurant) – 3 กม. – 081-880-1987 2) ครัวรักอร่อย (Luck Aroi Kitchen) – 6 กม. – 084-507-7745 3) สวนอาหารวังโพธิ์ – 16 กม. – 087-152-4654 4) ภิรมย์ ปาร์ค (Pirom Park) – 28 กม. – 080-989-9798 5) ครัวผักหวานบ้านไร่นฤบดินทร์ – 18 กม. – 034-585-023 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) Yoko River Kwai Resort – 16 กม. – 081-880-1002 2) River Kwai Jungle Rafts – 22 กม. – 081-734-0667 3) River Kwai Resotel – 26 กม. – 02-642-5497 4) Home Phutoey River Kwai Resort – 30 กม. – 02-642-5497 5) Hintok River Camp at Hellfire Pass – 45 กม. – 081-754-3898 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ถ้ำวังบาดาลอยู่ที่ไหน?
ตอบ: อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ โซนหน่วยพิทักษ์ฯพื้นที่วังบาดาล ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยต้องเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติประมาณ 1,500 เมตรก่อนถึงปากถ้ำ
ถาม: ต้องเดินไกลแค่ไหนกว่าจะถึงถ้ำ และใช้เวลาประมาณเท่าไร?
ตอบ: ต้องเดินเข้าไปประมาณ 1,500 เมตร และใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับความเร็วในการเดิน จำนวนจุดพัก และสภาพพื้นทางในแต่ละฤดูกาล
ถาม: ทำไมถึงเรียกว่าถ้ำสวรรค์วังบาดาล?
ตอบ: เป็นชื่อเรียกที่พบในการประชาสัมพันธ์และการเล่าต่อของนักท่องเที่ยว เพื่อสื่อถึงความสวยงามภายในถ้ำ โดยเฉพาะชั้นบนที่มีหินงอกหินย้อยเด่น ๆ และห้องที่ตั้งชื่อตามลักษณะหิน เช่น ห้องม่านพระจันทร์ และห้องเข็มนารายณ์
ถาม: ภายในถ้ำมีอะไรเด่นที่สุด?
ตอบ: จุดเด่นคือถ้ำหินปูนแบบ 2 ชั้น ชั้นบนมีหินงอกหินย้อยสวยและห้องเด่น เช่น ห้องม่านพระจันทร์ กับห้องเข็มนารายณ์ ส่วนชั้นล่างมีธารน้ำไหลผ่านให้บรรยากาศคล้ายอุโมงค์น้ำใต้หิน
ถาม: ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้าถ้ำ?
ตอบ: แนะนำไฟฉายคาดหัวหรือไฟฉายส่วนตัว รองเท้าดอกยางเกาะพื้นดี น้ำดื่มพอเหมาะ และเสื้อผ้าที่คล่องตัว เพราะเส้นทางเดินเข้าถ้ำยาวและภายในถ้ำมืด รวมถึงอาจชื้นลื่นในบางช่วง
ถาม: ข้อควรระวังสำคัญที่สุดในการเข้าชมถ้ำคืออะไร?
ตอบ: ระวังความมืดและพื้นลื่น เดินช้า ๆ ส่องไฟที่พื้นก่อนก้าว และไม่แตะต้องหินงอกหินย้อยทุกกรณี เพราะบอบบางและเสียหายได้ง่าย รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage






หมวดหมู่:
กลุ่ม:
ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
อาร์ตแกลเลอรี่(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
โบสถ์(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดท้องถิ่น(
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(
ดอย และภูเขา(
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
น้ำตก(
น้ำพุร้อน(
แม่น้ำลำคลอง(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
โรงภาพยนตร์(
กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(