ถ้ำวังบาดาล

Rating: 4/5 (7 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.30 น.
ถ้ำวังบาดาล หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “ถ้ำสวรรค์วังบาดาล” คือหนึ่งในพิกัดถ้ำของกาญจนบุรีที่เหมาะกับคนชอบการผจญภัยแบบสุภาพ ไม่ได้โหดจนเป็นสายเทคนิค แต่ก็ไม่ใช่ถ้ำที่เดินสบายเหมือนทางเดินในแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเสน่ห์ของที่นี่เริ่มตั้งแต่ก่อนถึงปากถ้ำ นั่นคือการเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติระยะประมาณ 1,500 เมตร ผ่านบรรยากาศป่าร่มชื้น และป้ายให้ความรู้ที่ค่อย ๆ พาเราเข้าใจธรรมชาติของพื้นที่ทีละขั้น ก่อนจะมาถึงปากถ้ำซึ่งเป็นช่องเล็ก ๆ และมีเอกลักษณ์สำคัญคือการเข้าชมต้องทำอย่างใจเย็น เป็นระเบียบ และใช้สมาธิในทุกช่วงก้าว
ถ้ำวังบาดาลมีภาพจำที่ชัดมากสำหรับคนที่ไปแล้วมักเล่าต่อ นั่นคือ “ปากถ้ำเล็ก แต่ข้างในลึก” ความรู้สึกแรกเมื่อมายืนหน้าปากถ้ำคือความต่างระหว่างโลกภายนอกกับโลกใต้ดิน ภายนอกยังมีแสง มีลม และมีเสียงของธรรมชาติที่คุ้นหู แต่พอก้าวผ่านช่องทางเข้าที่ค่อนข้างแคบ บรรยากาศจะเปลี่ยนไปทันที ความมืดและความเย็นเข้ามาแทนที่ ทำให้ไฟฉายไม่ใช่อุปกรณ์เสริม แต่เป็น “อุปกรณ์หลัก” ที่ทำให้การเดินชมปลอดภัยขึ้น และทำให้เราเริ่มเห็นรายละเอียดของผิวหินปูนที่ธรรมชาติสะสมเวลามานานจนกลายเป็นรูปทรงที่คนมักตีความเป็นห้องต่าง ๆ ภายในถ้ำ
สิ่งที่ทำให้ถ้ำวังบาดาลต่างจากการเที่ยวถ้ำแบบถ่ายรูปแล้วจบ คือโครงสร้างภายในที่มักถูกอธิบายว่าเป็นถ้ำหินปูนแบบ 2 ชั้น โดยชั้นบนจะเป็นส่วนที่มีหินงอกหินย้อยเด่น ๆ ให้ชมในหลายอารมณ์ และมีการตั้งชื่อห้องเพื่อช่วยให้คนดูถ้ำ “อ่านภาพ” ได้ง่ายขึ้น เช่น ห้องม่านพระจันทร์ ที่หินงอกหินย้อยบางช่วงย้อยลงมาเป็นริ้วคล้ายม่าน และห้องเข็มนารายณ์ ที่มีหินย้อยทรงแท่งใหญ่เด่นตา ชวนให้คนหยุดดูนานกว่าห้องอื่น ๆ ส่วนชั้นล่างเป็นอีกโลกหนึ่ง เพราะมีธารน้ำไหลผ่านและให้ความรู้สึกคล้ายอุโมงค์น้ำใต้หิน ทำให้ประสบการณ์ของถ้ำนี้ไม่ได้มีแค่ “มิติของภาพ” แต่มี “มิติของเสียงและความชื้น” ที่ทำให้เรารู้สึกว่าถ้ำยังมีชีวิตอยู่ในแบบของมัน
ก่อนเริ่มเล่ารายละเอียดภายในถ้ำ สิ่งที่ควรทำความเข้าใจร่วมกันคือถ้ำหินปูนเป็นระบบธรรมชาติที่บอบบางมาก หินงอกหินย้อยที่เรามองว่าสวยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว และไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เกิดจากน้ำฝนซึมผ่านชั้นหินปูน ค่อย ๆ ละลายแคลเซียมคาร์บอเนตออกมาเป็นสารละลาย แล้วหยดลงตามเพดานหรือผนังถ้ำ เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ในหยดน้ำค่อย ๆ ระเหยออก แคลไซต์จึงตกผลึกสะสมเป็นชั้นบาง ๆ ทีละน้อย เกิดเป็นหินย้อยจากด้านบน และหินงอกจากด้านล่าง กระบวนการนี้ช้าเกินกว่าจะวัดได้ในช่วงชีวิตของคนคนหนึ่ง ดังนั้นความเสียหายจากการแตะต้องเพียงครั้งเดียวอาจมีผลระยะยาว เพราะคราบไขมันจากผิวหนังสามารถทำให้พื้นผิวเปลี่ยนสี หรือรบกวนการตกผลึกจนทำให้หินหยุดเติบโตในจุดนั้นได้
ด้วยเหตุนี้ การเที่ยวถ้ำวังบาดาลให้คุ้มที่สุดจึงไม่ใช่การพยายาม “สัมผัส” แต่คือการ “มองให้เป็น” ใช้ไฟฉายส่องแบบพอดี ไม่จ่อใกล้เกินไป และลองส่องเฉียงเพื่อให้เงาทำงาน เพราะเงาอ่อน ๆ จะทำให้เราเห็นมิติของผิวหินชัดขึ้น เห็นริ้ว เห็นชั้น และเห็นทิศทางการไหลของน้ำในอดีตที่ทิ้งลายไว้บนหิน ความงามแบบนี้มักไม่ปรากฏทันทีถ้าเราเดินเร็วหรือเปิดไฟแรงจนทุกอย่างกลายเป็นสีขาวเรียบ แต่จะค่อย ๆ โผล่มาเมื่อเราใจเย็นและให้เวลาตัวเองปรับสายตาเข้ากับความมืด
เมื่อพูดถึง “ห้องม่านพระจันทร์” หลายคนชอบเพราะเป็นห้องที่ให้ความรู้สึกเหมือนธรรมชาติทำงานประณีตเป็นพิเศษ หินย้อยบางช่วงจับตัวเป็นแผ่นหรือเป็นริ้วคล้ายผ้าม่านที่ไหลลงมาจากเพดาน บางมุมดูเหมือนม่านที่ถูกจับจีบเป็นชั้น ๆ ความสวยของห้องนี้มักเห็นชัดเมื่อส่องไฟฉายแบบเฉียงและไม่ส่องค้างนิ่งนานเกินไป ลองค่อย ๆ เปลี่ยนมุมส่องไปทีละนิด เราจะเห็นว่า “ม่านหิน” มีความหนา-บางไม่เท่ากัน และบางช่วงมีความโปร่งกว่าที่คิด นี่คือจุดที่ทำให้คนจำนวนมากอยากหยุดนาน เพราะยิ่งดูยิ่งเห็นรายละเอียดใหม่ ๆ ที่ไม่ซ้ำกัน
ส่วน “ห้องเข็มนารายณ์” เป็นอีกห้องที่คนมักจำได้ เพราะรูปทรงหินย้อยหลักมีลักษณะคล้ายเข็มแท่งใหญ่ย้อยลงมาเด่นตา ความรู้สึกของห้องนี้คือความ “ตั้งตรง” และความ “หนักแน่น” ของรูปทรง ทำให้เรานึกถึงสถาปัตยกรรมมากกว่างานประดับธรรมชาติ หากยืนให้มีระยะถอยพอสมควรและส่องไฟให้เห็นทั้งแท่ง จะเห็นความต่างของพื้นผิว บางส่วนเรียบแน่น บางส่วนเป็นลอนเหมือนถูกน้ำปั้นเป็นชั้น ๆ และหากส่องแบบเฉียงจะเห็นเงาที่ทำให้แท่งหินดูมีมิติเหมือนประติมากรรม
สิ่งที่ทำให้ถ้ำวังบาดาลน่าจดจำอีกอย่างคือ “ความลึก” และ “ความมืด” ที่ทำให้ทุกคนต้องมีวินัยร่วมกัน โดยเฉพาะช่วงทางผ่านที่แคบหรือช่วงที่ต้องเข้าเรียงคนทีละคน การเดินถ้ำให้ปลอดภัยจึงควรยึดหลักง่าย ๆ คือส่องไฟที่พื้นก่อนก้าวทุกครั้ง เดินช้า ๆ ก้าวสั้น ๆ ไม่เร่ง ไม่แซงกันในช่วงแคบ และเว้นระยะระหว่างคนเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แสงไฟรบกวนกัน เมื่อแสงไฟไม่ตีกันมั่ว เราจะมองพื้นได้ชัดขึ้นและลดความเสี่ยงสะดุดหรือก้าวพลาดจากพื้นต่างระดับ
ในส่วนของชั้นล่างที่มีธารน้ำไหลผ่าน บรรยากาศจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งทันที ความชื้นมากขึ้น อากาศเย็นขึ้น และเสียงน้ำจะชัดขึ้นในความมืด ทำให้ประสบการณ์ของถ้ำไม่ได้มีแค่ “ดูหิน” แต่มี “ฟังถ้ำ” ด้วย เสียงน้ำไหลในช่องแคบหรือในโพรงจะก้องเบา ๆ คล้ายถ้ำกำลังหายใจ จุดนี้เองที่ทำให้บางคนรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในอุโมงค์น้ำใต้หิน ซึ่งเป็นภาพจำที่คนเล่าแล้วคนฟังมักอยากมาพิสูจน์ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตาม โซนที่มีน้ำมักมีพื้นลื่นกว่าปกติ การเดินจึงต้องช้าลงอีกระดับ และรองเท้าที่เกาะพื้นดีจะช่วยมากกว่าที่หลายคนคิด
นอกจากความสวยงามของภายในถ้ำ เส้นทางเดินเข้าถ้ำระยะประมาณ 1,500 เมตรก็คือ “บทนำ” ของการเที่ยวถ้ำวังบาดาลอย่างแท้จริง เพราะการเดินผ่านป่าที่มีความร่มชื้นและมีป้ายให้ความรู้ตลอดทางจะค่อย ๆ ปรับจังหวะของคนเดินทางให้ช้าลง จากความรีบของการเดินทางบนถนนสู่ความนิ่งของการเดินสำรวจ ระยะทางนี้ไม่ได้ยาวเกินไปสำหรับคนที่มีกำลังพอสมควร แต่ก็ไม่สั้นจนเดินแบบไม่คิดได้ หากไปกับครอบครัวหรือมีผู้สูงอายุ การแบ่งจังหวะเดิน พักเป็นช่วง ๆ และไม่รีบเร่งจะทำให้ทุกคนถึงปากถ้ำแบบไม่ล้าเกินไป และทำให้ตอนเข้าถ้ำยังมีสมาธิเหลือพอสำหรับความมืดและพื้นต่างระดับ
ถ้าให้สรุปภาพรวมของถ้ำวังบาดาลในประโยคเดียว นี่คือถ้ำที่ให้คุณค่าทั้งด้านธรรมชาติและด้าน “ทักษะของนักท่องเที่ยว” เพราะมันสอนให้เราเดินช้าลง ใช้สติ และเคารพธรรมชาติแบบที่มองเห็นได้จริง ทุกคนที่เดินถ้ำจะรู้สึกได้ว่าความงามในถ้ำไม่ใช่ความงามที่ถูกสร้างมาเพื่อเรา แต่เป็นความงามที่เกิดขึ้นเองจากเวลา และเรามีหน้าที่เพียงเข้าไปชมอย่างสุภาพที่สุด เพื่อไม่ให้การมาเยือนของเรากลายเป็นรอยแผลบนงานศิลป์ของธรรมชาติ
การเดินทาง หากเริ่มจากตัวเมืองกาญจนบุรี โดยภาพรวมใช้เส้นทางหลักคือทางหลวงหมายเลข 323 มุ่งหน้าไปทางอำเภอไทรโยค จากนั้นให้สังเกตป้ายทางเข้าที่มุ่งไปยังโซนหน่วยพิทักษ์อุทยานฯในพื้นที่ท่าเสา และขับเข้าไปตามทางย่อยประมาณ 3 กิโลเมตรจนถึงบริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯซึ่งเป็นจุดเริ่มเดินเท้า จากนั้นเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกประมาณ 1,500 เมตร ใช้เวลาเดินโดยเฉลี่ยราว 1 ชั่วโมง (ขึ้นกับความเร็วและจำนวนจุดพัก) เมื่อถึงปากถ้ำจึงเริ่มเข้าชมภายในถ้ำตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
การเตรียมตัวสำหรับถ้ำวังบาดาลควรเน้นความปลอดภัยและความคล่องตัวเป็นหลัก ไฟฉายคาดหัวช่วยมากเพราะทำให้มือว่างสำหรับการทรงตัวและทำให้แสงไปตามทิศทางสายตา รองเท้าดอกยางเกาะพื้นดีเป็นอีกสิ่งที่ควรถือเป็นมาตรฐาน เพราะทั้งเส้นทางเดินเข้าถ้ำและพื้นในถ้ำมีโอกาสชื้นลื่นได้ น้ำดื่มควรมีพอเหมาะเพื่อกันเหนื่อยระหว่างเดินทาง เสื้อผ้าควรเป็นแบบแห้งไวและเคลื่อนไหวสะดวก หากเป็นช่วงฝนควรเตรียมเสื้อกันฝนแบบบางและถุงกันน้ำสำหรับโทรศัพท์หรือของสำคัญ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือกระเป๋าห้อยยาวหรือของเกะกะ เพราะมีโอกาสไปชนผนังถ้ำหรือทำให้เสียการทรงตัวได้ง่ายกว่าปกติ
สำหรับกลุ่มที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ จุดตัดสินใจสำคัญไม่ใช่ความอยากเห็นถ้ำ แต่คือความพร้อมในการเดินเท้าระยะ 1,500 เมตรและความพร้อมในการอยู่ในพื้นที่มืดที่ปากถ้ำค่อนข้างแคบ หากมีคนในกลุ่มไม่ถนัดที่แคบหรือกลัวความมืด ควรประเมินอย่างจริงจังก่อนเริ่มเดินเข้าไป เพราะความลังเลกลางทางจะทำให้ทั้งกลุ่มเสียจังหวะและเพิ่มความเสี่ยง วิธีที่ปลอดภัยคือเดินช้า ไม่เร่ง พักเป็นช่วง ๆ และให้ทุกคนมีไฟฉายของตัวเองเพื่อไม่ต้องพึ่งแสงของคนอื่นอย่างเดียว
ในมุมของการวางทริป ถ้ำวังบาดาลสามารถเป็นกิจกรรมหลักของวันได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะคนที่อยากได้ประสบการณ์ธรรมชาติแบบ “เดินจริง” มากกว่าการแวะถ่ายรูป เพราะระยะเดินเข้า-ออกและเวลาชมถ้ำทำให้ทริปนี้มีจังหวะของมันเอง หากต้องการจัดให้คุ้มในพื้นที่ใกล้เคียง สามารถวางแผนรวมกับจุดท่องเที่ยวแนวไทรโยค เช่น โซนน้ำตกและจุดชมวิวริมแม่น้ำ หรือจุดประวัติศาสตร์ในพื้นที่ แต่หัวใจคือควรเผื่อเวลาให้เพียงพอและไม่เริ่มเข้าป่าช่วงบ่ายแก่ เพราะการกลับออกมาช่วงแสงน้อยจะเพิ่มความเสี่ยงเรื่องลื่นและทำให้การเดินทางกลับไม่สบายเท่าที่ควร
สุดท้าย ถ้ำวังบาดาลเป็นสถานที่ที่ให้ทั้งความตื่นตาและความถ่อมตัวในเวลาเดียวกัน เราตื่นตากับรูปทรงของหินงอกหินย้อยที่เหมือนม่านและเหมือนเข็มขนาดใหญ่ และถ่อมตัวเมื่อรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดจากหยดน้ำเล็ก ๆ ที่ทำงานร่วมกับเวลายาวนานเกินกว่าที่คนจะนับได้ การมาเยือนถ้ำจึงไม่ใช่แค่การไป “เห็นของสวย” แต่เป็นการไปเรียนรู้ธรรมชาติในแบบที่ต้องใช้สมาธิ และเป็นการย้ำกับตัวเองว่าในพื้นที่ที่บอบบางเช่นนี้ ความระมัดระวังของนักท่องเที่ยวคือส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์
| ชื่อสถานที่ | ถ้ำวังบาดาล (ถ้ำสวรรค์วังบาดาล) |
| ที่อยู่/พิกัดพื้นที่ | พื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ (โซนหน่วยพิทักษ์ฯ พื้นที่วังบาดาล) ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี พิกัด (อ้างอิงแหล่งข้อมูลภาครัฐ/ฐานข้อมูล): N 14.34543, E 99.03760 |
| สรุปสถานที่ | ถ้ำหินปูนขนาดเล็กแต่ลึก โครงสร้าง 2 ชั้น ชั้นบนมีหินงอกหินย้อยสวยและห้องเด่น เช่น ห้องม่านพระจันทร์ และห้องเข็มนารายณ์ ชั้นล่างมีธารน้ำไหลคล้ายอุโมงค์ใต้หิน จุดเริ่มต้องเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติราว 1,500 เมตร |
| จุดเด่นของสถานที่ | ปากถ้ำช่องเล็กเข้าได้ทีละคนให้ความรู้สึกผจญภัยอย่างสุภาพ, ถ้ำหินปูน 2 ชั้น, ห้องเด่นที่ถูกกล่าวถึงบ่อย เช่น ห้องม่านพระจันทร์ และห้องเข็มนารายณ์, ชั้นล่างมีน้ำไหลให้บรรยากาศเหมือนอุโมงค์น้ำใต้หิน, มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติพร้อมป้ายความรู้ก่อนถึงถ้ำ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 16.30 น. |
| ค่าธรรมเนียม | อ้างอิงค่าเข้าชมอุทยานแห่งชาติเอราวัณ (โปรดตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนเดินทาง): คนไทย ผู้ใหญ่ 100 บาท/เด็ก 50 บาท, ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 300 บาท/เด็ก 200 บาท |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | เส้นทางศึกษาธรรมชาติและป้ายความรู้, ควรเตรียมไฟฉายคาดหัว/รองเท้าดอกยางดี, ภายในถ้ำมืดและบางช่วงชื้นลื่น |
| การเดินทาง (สรุป) | จากตัวเมืองกาญจนบุรีใช้ทางหลวง 323 มุ่งหน้าไทรโยค เข้าทางย่อยไปหน่วยพิทักษ์ฯในพื้นที่วังบาดาลประมาณ 3 กม. แล้วเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติอีกประมาณ 1,500 ม. ใช้เวลาราว 1 ชม. |
| สภาพปัจจุบัน | เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่อุทยานฯที่ควรเข้าชมแบบระมัดระวัง แนะนำเที่ยวช่วงเช้า–บ่ายต้นและปฏิบัติตามคำแนะนำเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด |
| เบอร์ติดต่อ (ยืนยันได้) | อุทยานแห่งชาติเอราวัณ: 034-574-288 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | 1) น้ำตกไทรโยคน้อย – 3 กม. 2) ถ้ำกระแซ/ทางรถไฟสายมรณะ (โซนถ้ำกระแซ) – 15 กม. 3) น้ำตกไทรโยคใหญ่ (โซนอุทยานฯไทรโยค) – 25 กม. 4) ช่องเขาขาด (Hellfire Pass) – 45 กม. 5) น้ำตกเอราวัณ – 60 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) เรณู (Ray Nu Restaurant) – 3 กม. – 081-880-1987 2) ครัวรักอร่อย (Luck Aroi Kitchen) – 6 กม. – 084-507-7745 3) สวนอาหารวังโพธิ์ – 16 กม. – 087-152-4654 4) ภิรมย์ ปาร์ค (Pirom Park) – 28 กม. – 080-989-9798 5) ครัวผักหวานบ้านไร่นฤบดินทร์ – 18 กม. – 034-585-023 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) Yoko River Kwai Resort – 16 กม. – 081-880-1002 2) River Kwai Jungle Rafts – 22 กม. – 081-734-0667 3) River Kwai Resotel – 26 กม. – 02-642-5497 4) Home Phutoey River Kwai Resort – 30 กม. – 02-642-5497 5) Hintok River Camp at Hellfire Pass – 45 กม. – 081-754-3898 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ถ้ำวังบาดาลอยู่ที่ไหน?
ตอบ: อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณ โซนหน่วยพิทักษ์ฯพื้นที่วังบาดาล ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี โดยต้องเดินเท้าตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติประมาณ 1,500 เมตรก่อนถึงปากถ้ำ
ถาม: ต้องเดินไกลแค่ไหนกว่าจะถึงถ้ำ และใช้เวลาประมาณเท่าไร?
ตอบ: ต้องเดินเข้าไปประมาณ 1,500 เมตร และใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับความเร็วในการเดิน จำนวนจุดพัก และสภาพพื้นทางในแต่ละฤดูกาล
ถาม: ทำไมถึงเรียกว่าถ้ำสวรรค์วังบาดาล?
ตอบ: เป็นชื่อเรียกที่พบในการประชาสัมพันธ์และการเล่าต่อของนักท่องเที่ยว เพื่อสื่อถึงความสวยงามภายในถ้ำ โดยเฉพาะชั้นบนที่มีหินงอกหินย้อยเด่น ๆ และห้องที่ตั้งชื่อตามลักษณะหิน เช่น ห้องม่านพระจันทร์ และห้องเข็มนารายณ์
ถาม: ภายในถ้ำมีอะไรเด่นที่สุด?
ตอบ: จุดเด่นคือถ้ำหินปูนแบบ 2 ชั้น ชั้นบนมีหินงอกหินย้อยสวยและห้องเด่น เช่น ห้องม่านพระจันทร์ กับห้องเข็มนารายณ์ ส่วนชั้นล่างมีธารน้ำไหลผ่านให้บรรยากาศคล้ายอุโมงค์น้ำใต้หิน
ถาม: ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้าถ้ำ?
ตอบ: แนะนำไฟฉายคาดหัวหรือไฟฉายส่วนตัว รองเท้าดอกยางเกาะพื้นดี น้ำดื่มพอเหมาะ และเสื้อผ้าที่คล่องตัว เพราะเส้นทางเดินเข้าถ้ำยาวและภายในถ้ำมืด รวมถึงอาจชื้นลื่นในบางช่วง
ถาม: ข้อควรระวังสำคัญที่สุดในการเข้าชมถ้ำคืออะไร?
ตอบ: ระวังความมืดและพื้นลื่น เดินช้า ๆ ส่องไฟที่พื้นก่อนก้าว และไม่แตะต้องหินงอกหินย้อยทุกกรณี เพราะบอบบางและเสียหายได้ง่าย รวมถึงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|







หมวดหมู่:
กลุ่ม: