ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร

Rating: 3.8/5 (4 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวฉะเชิงเทรา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: โปรดนัดหมายล่วงหน้า
เวลาเปิดทำการ: โปรดนัดหมายล่วงหน้า
ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลบางเตย คือจุดหมายเชิงเรียนรู้ของจังหวัดฉะเชิงเทราที่เหมาะกับคนอยาก “เที่ยวแบบได้ความรู้กลับบ้าน” มากพอ ๆ กับคนที่ตั้งใจมาดูงานด้านเกษตร เพราะที่นี่ถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนในระดับอำเภอที่ทำงานแบบคณะทำงาน เน้นแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และทำให้เรื่องเกษตรที่เคยดูไกลตัวกลายเป็นเรื่องที่เริ่มได้จริงในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงเห็ด การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ การใช้น้ำส้มควันไม้ไล่แมลง การปลูกผักสวนครัวปลอดสาร ไปจนถึงการรณรงค์ไม่เผาตอซังฟางข้าว ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของพื้นที่เกษตรภาคตะวันออกที่ต้องการลดควัน ลดฝุ่น และฟื้นคุณภาพดินให้กลับมาดีขึ้นอย่างยั่งยืน
จุดแข็งของศูนย์เรียนรู้ลักษณะนี้ไม่ใช่การจัดแสดงให้ดูอย่างเดียว แต่คือการทำให้ผู้มาเยือน “เห็นกระบวนการ” แบบจับต้องได้ เพราะกิจกรรมหลายอย่างถูกออกแบบให้ชาวบ้านทำได้จริงด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ และช่วยให้คนธรรมดาเข้าใจว่าการลดต้นทุนทางเกษตรไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลงทุนใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากการจัดการเศษวัสดุในครัวเรือนให้กลับมาเป็นปุ๋ย การปลูกผักกินเองให้ลดค่าใช้จ่ายรายวัน หรือการเลือกใช้สารชีวภาพบางชนิดให้ลดการพึ่งพาสารเคมีในช่วงที่แมลงรบกวนหนัก เมื่อมองในภาพรวม ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรจึงเป็นเหมือนพื้นที่ที่เชื่อม “ความรู้” เข้ากับ “วิถีชีวิต” ของคนแปดริ้วได้อย่างเป็นรูปธรรม
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่ศูนย์ยึดเป็นแกนไม่ได้ถูกพูดในเชิงสโลแกน แต่ถูกแปลงเป็นรูปแบบการทำงานที่เน้นความพอดีและความต่อเนื่อง เช่น การผลักดันให้ครัวเรือนเริ่มจากสวนครัวปลอดสารก่อน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ลดรายจ่าย และค่อยต่อยอดสู่การทำเกษตรผสมผสานหรือการแปรรูปตามความถนัดของแต่ละบ้าน แนวคิดนี้ทำให้การเรียนรู้ที่ศูนย์เหมาะกับทั้งคนที่มีพื้นที่น้อยและคนที่ทำเกษตรอยู่แล้ว เพราะทุกคนสามารถหยิบ “บางส่วน” ไปทดลองในบริบทของตัวเองได้โดยไม่ฝืนทุนและไม่ฝืนเวลา
หนึ่งในกิจกรรมที่คนสนใจมากคือการเพาะเลี้ยงเห็ด เพราะเห็ดเป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะกับการเริ่มต้นในระดับครัวเรือน ใช้พื้นที่ไม่มาก และสามารถจัดการในรูปแบบโรงเรือนหรือพื้นที่ร่มได้ ข้อสำคัญของการเพาะเห็ดแบบได้ผลคือการคุมความชื้น อุณหภูมิ และความสะอาดให้เหมาะสม เพื่อให้ก้อนเชื้อออกดอกได้สม่ำเสมอ ผู้ที่มาศึกษาดูงานมักต้องการเห็นรายละเอียดตั้งแต่การจัดวางก้อนเชื้อ การให้น้ำในจังหวะที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีเก็บผลผลิตที่ไม่ทำให้ก้อนเชื้อเสียเร็ว เพราะจุดเล็ก ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้การเพาะเห็ดต่างจาก “ลองทำเล่น” กับ “ทำแล้วคุ้มค่า” ในระยะยาว
อีกหัวข้อที่มีความหมายต่อฉะเชิงเทราโดยตรงคือการรณรงค์ไม่เผาตอซังฟางข้าว เนื่องจากการเผาทำให้สูญเสียอินทรียวัตถุในดิน เพิ่มปัญหาควันและฝุ่น และยังทำให้โครงสร้างดินเสื่อมเร็วขึ้นในระยะยาว การไถกลบตอซังและฟางข้าวจึงเป็นแนวทางที่ช่วยคืนอินทรียวัตถุให้ดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยในบางช่วง และช่วยให้ระบบนิเวศของแปลงนาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อผู้คนได้เห็นตัวอย่างจริงในพื้นที่ศูนย์ จะเข้าใจง่ายขึ้นว่า “ไม่เผา” ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องต้นทุนของเกษตรกรและสุขภาพของคนทั้งชุมชนด้วย
การใช้น้ำส้มควันไม้ไล่แมลงเป็นอีกหัวข้อที่มักถูกถามบ่อย เพราะเป็นแนวทางที่คนทำเกษตรรายย่อยนำไปใช้ได้ง่ายในช่วงที่ต้องการลดการใช้สารเคมี น้ำส้มควันไม้ถูกใช้ในหลายพื้นที่เพื่อช่วยไล่แมลงหรือรบกวนวงจรบางชนิด โดยต้องใช้อย่างมีวินัยและเหมาะกับชนิดพืช ช่วงเวลา และความเข้มข้นที่กำหนด จุดสำคัญของการเรียนรู้ในศูนย์คือทำให้คนเข้าใจว่า “สารชีวภาพ” ไม่ใช่เวทมนตร์ แต่คือเครื่องมือหนึ่งในระบบการจัดการศัตรูพืชที่ต้องทำร่วมกับวิธีอื่น เช่น การดูแลความสะอาดแปลง การจัดระยะปลูก การสังเกตอาการระบาด และการเลือกใช้วิธีที่เหมาะกับสถานการณ์
ส่วนเรื่องจุลินทรีย์ปรับสภาพน้ำและน้ำหมักชีวภาพจะช่วยให้เห็นภาพของการจัดการทรัพยากรที่คนมักมองข้าม นั่นคือ “น้ำ” ในภาคเกษตรไม่ได้เป็นเพียงของที่มีหรือไม่มี แต่เป็นสิ่งที่ต้องบริหารให้เหมาะกับพืชและสัตว์น้ำในพื้นที่ การใช้จุลินทรีย์ที่เหมาะสมในบางกรณีช่วยลดกลิ่น ลดของเสียในระบบน้ำ และทำให้การดูแลแปลงหรือบ่อเลี้ยงบางรูปแบบมีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันน้ำหมักชีวภาพยังเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนวัตถุดิบเหลือใช้ให้กลายเป็นสิ่งที่เพิ่มมูลค่าได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจพอเพียงแบบที่ศูนย์ยึดถือ
สำหรับคนเมืองหรือครอบครัวที่อยากเริ่มต้นแบบง่ายที่สุด “ผักสวนครัวปลอดสารพิษ” มักเป็นจุดเริ่มที่ดี เพราะการปลูกผักกินเองทำให้เห็นผลเร็วและสร้างแรงใจได้ง่าย ศูนย์เรียนรู้มักทำให้คนเห็นว่าการปลูกผักไม่จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นที่ใหญ่ แต่เริ่มจากแปลงเล็กหรือภาชนะปลูกก็ได้ สิ่งสำคัญคือการเลือกชนิดผักที่เหมาะกับฤดูกาล การจัดการดินให้ร่วนซุย การให้น้ำสม่ำเสมอ และการป้องกันแมลงด้วยวิธีที่ไม่รุนแรงเกินไป เมื่อปลูกได้จริงในระดับครัวเรือน ความมั่นใจจะพาคนต่อยอดไปสู่การปลูกแบบหลากหลายขึ้น หรือขยับไปสู่การทำเกษตรผสมผสานตามความเหมาะสมของบ้านแต่ละหลัง
การทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพเป็นอีกแกนที่ช่วยให้คน “ปิดวงจร” ภายในบ้านและชุมชนได้ดีขึ้น เพราะเศษใบไม้ เศษหญ้า เศษผัก หรือวัสดุทางการเกษตรจำนวนมากสามารถกลับมาเป็นปุ๋ยได้ หากจัดการอย่างถูกวิธี การทำปุ๋ยหมักที่ดีไม่ได้วัดที่ความเร็วอย่างเดียว แต่ต้องวัดที่ความสมบูรณ์ของกองปุ๋ย ความร่วน ความไม่เหม็น และความปลอดภัยต่อการใช้ในแปลงปลูก การได้เห็นตัวอย่างจริงทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจว่า ถ้าเริ่มอย่างมีระบบ การทำปุ๋ยหมักไม่ใช่งานหนัก แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยลดต้นทุนได้ต่อเนื่องและทำให้ดินดีขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะศูนย์เรียนรู้ตั้งอยู่ในบริบทชุมชน การมาเยือนจึงเป็นการสัมผัส “วิถีเกษตร” มากกว่าแค่การดูสาธิต และนี่คือเหตุผลที่ศูนย์สามารถต่อยอดเป็นการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้ คนที่ตั้งใจมาดูงานมักอยากเห็นความเชื่อมโยงของกิจกรรมหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น มีเห็ด → มีเศษวัสดุ → ทำปุ๋ย → ปลูกผัก → ได้อาหารปลอดภัย → ลดรายจ่าย → เหลือจึงค่อยขยายเป็นรายได้ แนวคิดนี้ทำให้ผู้มาเยือน โดยเฉพาะเยาวชน เห็นภาพของการพึ่งพาตนเองแบบเป็นขั้นตอน ไม่ใช่การพุ่งไปสู่ความสำเร็จแบบลัดขั้นซึ่งมักทำให้เหนื่อยและถอดใจง่าย
ถ้าคุณตั้งใจมาดูงานหรือมาศึกษาเป็นกลุ่ม สิ่งที่ทำให้การมาเยือนคุ้มค่าคือการตั้งคำถามให้ชัดก่อน เช่น อยากมาเรียนรู้เรื่องเห็ดเพื่อทำกินหรือเพื่อทำขาย อยากเน้นเรื่องดินและปุ๋ยเพื่อปรับแปลงเดิม หรืออยากเน้นเรื่องการลดควันและการไถกลบตอซังเพราะทำข้าวอยู่แล้ว เมื่อคำถามชัด คุณจะจับประเด็นจากการดูสาธิตได้เร็วขึ้น และสามารถนำกลับไปลองทำต่อได้ทันที เพราะความคุ้มค่าของศูนย์เรียนรู้แบบนี้อยู่ที่ “เอากลับไปทำได้จริง” ไม่ใช่แค่ได้ถ่ายรูปแล้วจบ
ในด้านบรรยากาศ ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรมักให้ความรู้สึกเรียบง่าย โล่ง และเป็นมิตรกับครอบครัว หากพาเด็ก ๆ มา จุดที่น่าสนใจคือการทำให้เด็กเห็นว่าของที่เราใช้กินทุกวันไม่ได้เกิดจากซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบการผลิตที่ต้องอาศัยความรู้และความอดทน เด็กจะเห็นวงจรง่าย ๆ ของการปลูก การดูแล การเก็บเกี่ยว และการจัดการของเหลือให้กลับมาเป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นบทเรียนชีวิตที่หาได้ยากในเมืองใหญ่
การเดินทาง ไปศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลบางเตย โดยภาพรวมสามารถเริ่มต้นจากตัวเมืองฉะเชิงเทราแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่ตำบลบางเตย ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตเมือง การวางแผนที่ดีคือจัดเส้นทางแบบ “เรียนรู้เกษตร + เที่ยวเมืองแปดริ้ว” ในวันเดียว เช่น แวะศูนย์เรียนรู้ในช่วงเช้าหรือช่วงสาย แล้วเข้าเมืองไปสักการะวัดโสธรวรารามวรวิหาร จากนั้นต่อด้วยตลาดบ้านใหม่ 100 ปีหรือจุดเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างวิหารแปดเซียน ทำให้ทริปได้ทั้งสาระและพักผ่อนในสัดส่วนที่พอดี
หากคุณเป็นสายท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่อยากได้ประสบการณ์แบบไม่เร่งรีบ สามารถจัดทริปแบบครึ่งวันหรือค้าง 1 คืนในตัวเมืองฉะเชิงเทราได้ง่าย เพราะมีที่พักและร้านอาหารให้เลือกจำนวนมาก การค้างคืนทำให้คุณมีเวลาซึมซับทั้งฝั่ง “เรียนรู้” และฝั่ง “เที่ยว” โดยไม่ต้องรีบกลับ และยังเหมาะกับคนที่ตั้งใจถ่ายภาพหรืออยากเดินตลาดแบบสบาย ๆ ในวันรุ่งขึ้น
โดยสรุป ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลบางเตย คือที่เที่ยวฉะเชิงเทราที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่อยากได้มากกว่าการเที่ยวเช็คอิน เพราะคุณจะได้เห็นตัวอย่างการใช้ชีวิตแบบพอเพียงที่ลงมือทำจริง ได้แรงบันดาลใจจากการจัดการทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และได้มุมมองใหม่ว่าการเกษตรไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างผักสวนครัว ปุ๋ยหมัก หรือการลดของเสียในบ้าน เมื่อรวมกับทำเลที่สามารถเชื่อมต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองแปดริ้วได้ง่าย ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จึงเหมาะทั้งกับสายดูงาน สายครอบครัว และสายท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่อยากเพิ่ม “สาระ” ให้ทริปของตัวเองอย่างแท้จริง
| ชื่อสถานที่ | ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลบางเตย (บ้านแพรกวิหารแก้ว) |
| ที่อยู่ | บ้านแพรกวิหารแก้ว หมู่ 11 ตำบลบางเตย อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา |
| พิกัด (ละติจูด, ลองจิจูด) | 13.71055203675, 101.0031576441 |
| สรุปสถานที่ | ศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรของชุมชนในต.บางเตย เน้นเศรษฐกิจพอเพียงและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทำได้จริง เช่น เพาะเลี้ยงเห็ด ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ น้ำส้มควันไม้ จุลินทรีย์ปรับสภาพน้ำ ผักสวนครัวปลอดสาร และรณรงค์ไม่เผาตอซังฟางข้าว เหมาะกับท่องเที่ยวเชิงเกษตรและศึกษาดูงาน |
| จุดเด่นของสถานที่ | เรียนรู้แบบลงมือทำ, แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง, ตัวอย่างกิจกรรมลดต้นทุนเกษตรและลดควันจากการเผา, เหมาะกับครอบครัว/นักเรียน/กลุ่มดูงาน/สายท่องเที่ยวเชิงเกษตร |
| การเดินทาง (สรุป) | ขับรถจากตัวเมืองฉะเชิงเทราไปตำบลบางเตย แล้วเข้าพื้นที่บ้านแพรกวิหารแก้ว หมู่ 11 (เหมาะกับการนัดหมายเพื่อศึกษาดูงานก่อนเดินทาง) |
| สถานะปัจจุบัน | ศูนย์เรียนรู้ของชุมชน เปิดรับการศึกษาดูงานตามการประสานงาน |
| เบอร์ติดต่อ | 089-694-8598, 081-865-1963 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1) วัดโสธรวรารามวรวิหาร – ประมาณ 12 กม. – โทร 038-511-048 2) ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี – ประมาณ 14 กม. – โทร 097-259-6438 3) วิหารแปดเซียนแปดริ้ว (สว่างศรัทธาธรรมสถาน) – ประมาณ 16 กม. – โทร 038-535-049 4) วัดสมานรัตนาราม – ประมาณ 18 กม. – โทร 081-983-0400 5) เทวสถานอุทยานพระพิฆเนศ (องค์ยืน) คลองเขื่อน – ประมาณ 22 กม. – โทร 092-254-9228 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1) บ้านไม้ริมน้ำ (ตัวเมืองฉะเชิงเทรา) – ประมาณ 14 กม. – โทร 038-512-064 2) เดอะ ริเวอร์ บาร์น (The River Barn) – ประมาณ 15 กม. – โทร 038-515-892 3) Boss Thai & Seafood Restaurant – ประมาณ 15 กม. – โทร 038-088-236 4) ครัวอิ่มสุข บาย บ้านอยู่เป็นสุข – ประมาณ 17 กม. – โทร 095-964-0083 5) ร่มไม้สายธาร (Rommaisaitarn) – ประมาณ 24 กม. – โทร 086-155-7111 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1) JK Living Hotel & Service Apartment – ประมาณ 14 กม. – โทร 092-742-9929 2) The Wish Hotel & Condo – ประมาณ 15 กม. – โทร 088-521-5234 3) Suntara Wellness Resort & Hotel – ประมาณ 16 กม. – โทร 038-823-317 4) Yenjit Resort (เย็นจิต รีสอร์ท) – ประมาณ 16 กม. – โทร 086-803-2070 5) T2 Residence Hotel – ประมาณ 15 กม. – โทร 038-515-512 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ตำบลบางเตย อยู่ที่ไหน?
ตอบ: อยู่ในพื้นที่บ้านแพรกวิหารแก้ว หมู่ 11 ตำบลบางเตย อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยพิกัดคือ 13.71055203675, 101.0031576441
ถาม: ที่ศูนย์เรียนรู้อะไรได้บ้าง?
ตอบ: เนื้อหาหลักเน้นเศรษฐกิจพอเพียงและการลดต้นทุนเกษตร เช่น เพาะเลี้ยงเห็ด ปลูกผักสวนครัวปลอดสาร ทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ ใช้น้ำส้มควันไม้ไล่แมลง ใช้จุลินทรีย์ปรับสภาพน้ำ และแนวทางรณรงค์ไม่เผาตอซังฟางข้าว
ถาม: เหมาะกับคนไม่ทำเกษตรหรือมือใหม่ไหม?
ตอบ: เหมาะ เพราะหลายหัวข้อเริ่มได้ในระดับครัวเรือน เช่น ผักสวนครัว ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และการจัดการเศษวัสดุให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดรายจ่ายและทำให้เห็นผลจริงแบบค่อยเป็นค่อยไป
ถาม: ถ้าจะไปเป็นกลุ่มดูงาน ควรทำอย่างไร?
ตอบ: ควรโทรประสานงานและนัดหมายล่วงหน้า เพื่อจัดเวลาการสาธิตและให้การเรียนรู้เป็นระบบ โดยสามารถติดต่อได้ที่ 089-694-8598 หรือ 081-865-1963
ถาม: ไปแล้วสามารถจัดทริปเที่ยวต่อที่ไหนได้บ้าง?
ตอบ: สามารถต่อทริปไปวัดโสธรวรารามวรวิหาร ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี วิหารแปดเซียน วัดสมานรัตนาราม หรือเทวสถานอุทยานพระพิฆเนศคลองเขื่อน เพื่อให้ได้ทั้งสาระเชิงเกษตรและเส้นทางท่องเที่ยวเมืองแปดริ้วในวันเดียว
ถาม: ควรเผื่อเวลาเที่ยว/เรียนรู้กี่ชั่วโมง?
ตอบ: ถ้ามาแบบแวะเรียนรู้ภาพรวม เผื่อเวลา 60–120 นาทีจะพอดี แต่ถ้ามาเป็นกลุ่มศึกษาดูงานหรืออยากลงลึกหลายฐาน แนะนำเผื่อเวลาครึ่งวันเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ครบและไม่เร่งรีบ
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage


หมวดหมู่:
กลุ่ม:
ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
พระราชวัง(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
บ้านโบราณ และเมืองโบราณ(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(
ห้องสมุด(
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
มัสยิด(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดท้องถิ่น(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(
ดอย และภูเขา(
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
น้ำตก(
ถ้ำ(
แม่น้ำลำคลอง(
อ่าว และชายหาด(
หมู่เกาะ(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
สปาเพื่อสุขภาพ
สปาเพื่อสุขภาพ(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(