ที่ว่าการมณฑลปราจีน

ที่ว่าการมณฑลปราจีน

ที่ว่าการมณฑลปราจีน
Rating: 3/5 (10 votes)
แผนที่ แผนที่ แผนที่ มีแผนที่ มีแผนที่ ไม่มีแผนที่ ไม่มีแผนที่

สถานที่ท่องเที่ยวฉะเชิงเทรา

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

วันเปิดทำการ: ทุกวัน (เข้าชมภายนอก) / จันทร์ – ศุกร์ (ติดต่อสำนักงาน ยกเว้นวันหยุดราชการ)
เวลาเปิดทำการ: เข้าชมภายนอกได้ตลอดวัน / เวลาราชการโดยประมาณ 08.30 – 16.30 น. (สำหรับงานติดต่อ)
 
ที่ว่าการมณฑลปราจีน (ศาลากลางหลังเก่า) จังหวัดฉะเชิงเทรา หรือที่คนเมืองแปดริ้วคุ้นชื่อว่า “ศาลากลางหลังเก่า” คืออาคารประวัติศาสตร์ชั้นเดียวทรงยุโรปสมัยนีโอคลาสสิก สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2446 ช่วงการปฏิรูปการปกครองแบบเทศาภิบาลในรัชกาลที่ 5 เป็นสัญลักษณ์ของรัฐสมัยใหม่ที่ย้ายศูนย์อำนาจจากระบบหัวเมืองสู่ระบบราชการรวมศูนย์ มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่สง่างาม โดดเด่นด้วยซุ้มทางเข้า หน้าจั่วตราครุฑ และประตูโค้ง 3 วง ก่อนถูกเพลิงไหม้หนักในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 และได้รับการอนุรักษ์ให้กลับสู่รูปแบบเดิม จนปัจจุบันใช้งานเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งยังเป็นจุดถ่ายภาพและจุดเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวในตัวเมืองที่ไปต่อได้ง่าย ทั้งวัดโสธรวรารามวรวิหาร ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี และริมแม่น้ำบางปะกง
 
หากมอง “ที่ว่าการมณฑลปราจีน” ในฐานะสถานที่ท่องเที่ยวอย่างเดียว เราอาจเห็นเพียงอาคารเก่าแก่ที่สวยงาม แต่มิติที่ทำให้อาคารหลังนี้มีพลังและมีความหมายมากกว่านั้น คือการเป็นหลักฐานเชิงกายภาพของการปรับประเทศเข้าสู่รัฐสมัยใหม่ในช่วงเวลาที่สยามต้องรับมือกับแรงกดดันจากโลกภายนอกและการเปลี่ยนแปลงภายใน พร้อมกันกับการยกระดับระบบบริหารราชการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ อาคารนี้จึงไม่ใช่แค่อาคารราชการเก่าที่เหลืออยู่ แต่คือ “หน้าต่างทางประวัติศาสตร์” ที่เปิดให้เราเห็นว่าการปฏิรูประบบเทศาภิบาลเคยมีตัวตนจริงอย่างไรในชีวิตประจำวันของหัวเมืองภาคตะวันออก และส่งผลต่อเมืองฉะเชิงเทราอย่างไรจนกลายเป็นเมืองศูนย์กลางริมน้ำบางปะกงที่เรารู้จักในวันนี้
 
ย้อนกลับไปช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 การปกครองแบบหัวเมืองเดิมยังมีความยืดหยุ่นสูงตามภูมิภาค เจ้าเมืองมีอำนาจการบริหารที่สัมพันธ์กับพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่น แต่เมื่อโลกภายนอกขยายอิทธิพลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รัฐสยามจำเป็นต้องจัดระบบการบริหารให้ทันสมัยและรวมศูนย์มากขึ้น เพื่อความมั่นคงทางการเมือง เศรษฐกิจ และการป้องกันอธิปไตย การปฏิรูปเทศาภิบาลในรัชกาลที่ 5 จึงเกิดขึ้นพร้อมกับแนวคิดการจัดตั้ง “มณฑล” ที่มีข้าหลวงจากส่วนกลางมาดูแล รวมการบริหาร การคลัง และการยุติธรรมให้เป็นระบบเดียวกัน “มณฑลปราจีน” เป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญในภาคตะวันออก และอาคารที่ว่าการมณฑลปราจีนในเมืองฉะเชิงเทราคือศูนย์กลางการขับเคลื่อนระบบนี้ในพื้นที่จริง
 
การสร้างอาคารใน พ.ศ. 2446 จึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างชัดเจน เพราะเป็นช่วงเวลาที่รัฐกำลังยืนยันภาพลักษณ์ของความเป็นระเบียบแบบแผนและความทันสมัยผ่าน “สถาปัตยกรรมราชการ” อาคารทรงยุโรปแบบนีโอคลาสสิกสื่อสารความมั่นคง ความมีเหตุผล และความเป็นสากลตามแนวคิดของรัฐสมัยใหม่ ขณะเดียวกันก็สะท้อนการรับเอาเทคนิคและรสนิยมจากตะวันตกมาปรับใช้กับภูมิอากาศและวัสดุในท้องถิ่นแบบไทย สิ่งนี้ทำให้ที่ว่าการมณฑลปราจีนเป็นมากกว่าอาคารสวยงาม แต่เป็น “ภาษาเชิงสถาปัตยกรรม” ที่รัฐใช้ประกาศว่าระบบใหม่ได้มาถึงหัวเมืองแล้ว
 
ในทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยังมีประเด็นที่ทำให้อาคารหลังนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น คือบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการใช้อาคารในช่วงเริ่มต้น พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมรุพงษ์ศิริพัฒน์ เป็นเจ้านายองค์แรกที่ใช้อาคารแห่งนี้ว่าราชการในฐานะข้าหลวงพิเศษสำเร็จราชการมณฑลปราจีน การที่เจ้านายและข้าหลวงจากส่วนกลางเข้ามาปฏิบัติราชการในอาคารลักษณะนี้ คือการยืนยันบทบาทศูนย์กลางของพื้นที่ และทำให้เมืองฉะเชิงเทราเป็นจุดเชื่อมระหว่างส่วนกลางกับหัวเมืองในบริบทจริง ทั้งด้านการปกครอง การยุติธรรม และการคลังในยุคเทศาภิบาล
 
เมื่อพูดถึงความงดงามของอาคาร จุดเด่นแรกที่คนส่วนใหญ่จดจำคือความเป็น “อาคารชั้นเดียวทรงยุโรป” ที่ดูสง่างามและสมดุล อาคารก่อด้วยอิฐ มีมิติขนาดยาวประมาณ 73 เมตร กว้างประมาณ 19 เมตร จัดผังอาคารแบบชักปีกออกสองข้าง ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงและยาวต่อเนื่องเหมือนสถาปัตยกรรมราชการยุโรป แต่ยังคงความเหมาะสมกับเมืองริมน้ำในไทยด้วยการทำระเบียงโปร่งด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อให้ลมผ่านและลดความอับชื้น ผนังด้านข้างสองด้านปิดทึบเพื่อความเป็นส่วนตัวและความแข็งแรง การจัดองค์ประกอบเช่นนี้ช่วยให้ตัวอาคารมีทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยที่ตอบโจทย์ภูมิอากาศร้อนชื้น
 
รายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้อาคารสะดุดตา คือซุ้มประตูด้านหน้าที่ถูกดึงให้ยื่นออกมาเป็นองค์ประกอบนำสายตา พร้อมหน้าจั่วที่ปั้นเป็นรูปครุฑตราแผ่นดิน สื่อถึงอำนาจรัฐและความเป็นทางการ ใต้ครุฑมีข้อความปูนปั้นว่า “ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา” พร้อมระบุพุทธศักราช 2449 ซึ่งสะท้อนว่าอาคารมีช่วงการใช้งานต่อเนื่องและการกำหนดสถานะในระบบจังหวัดด้วยเช่นกัน ทางเข้าด้านหน้าเป็นประตูโค้ง 3 วง ซึ่งเป็นภาษาสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิกที่ให้ความรู้สึกโอ่อ่าแต่ไม่หนักเกินไป เมื่อยืนมองจากระยะที่พอดี จะเห็นสัดส่วนซุ้ม ประตูโค้ง และจังหวะเสา รวมกันเป็นภาพที่เรียบร้อยและสง่า เหมาะกับบทบาทของอาคารราชการระดับมณฑลและศาลากลางจังหวัดในเวลาต่อมา
 
หลังคาทรงปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว คืออีกองค์ประกอบที่ทำให้อาคารดูเป็นไทยในโครงสร้างและการใช้งาน แม้รูปแบบภาพรวมจะอิงยุโรป แต่การเลือกหลังคาปั้นหยาที่รับฝนและระบายความร้อนดี เป็นการปรับใช้ที่สมเหตุสมผลกับภูมิอากาศภาคกลางตอนล่าง ความสูงของหลังคาที่ลดหลั่นตามความกว้างของอาคาร ทำให้เกิดมิติและเงาที่สวยงามในช่วงเช้าและเย็น โดยเฉพาะเมื่อแสงตกกระทบลวดลายปูนปั้นและเส้นสายของซุ้มประตู จะเห็นชั้นของรายละเอียดชัดเจนขึ้น เหมาะกับผู้ที่ชอบถ่ายภาพสถาปัตยกรรม เพราะมีจุดให้เล่นกับแสงเงาได้หลากหลายโดยไม่ต้องแต่งภาพมาก
 
อาคารแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในสถานะ “อดีต” เพียงอย่างเดียว แต่มีประวัติการใช้งานต่อเนื่องและการเปลี่ยนบทบาทตามยุคสมัย หลังจากเป็นที่ว่าการมณฑลและใช้เป็นศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทราแล้ว ต่อมาใน พ.ศ. 2506 อาคารหลังนี้เป็นที่ตั้งของสำนักงานเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา จนถึง พ.ศ. 2518 เมื่อเทศบาลย้ายไปใช้ที่ทำการใหม่ อาคารจึงเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านด้านการบริหารจัดการและการใช้ประโยชน์ กระทั่งได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 การขึ้นทะเบียนนี้เป็นหมุดหมายสำคัญ เพราะสะท้อนว่ารัฐมองเห็นคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมของอาคารในฐานะมรดกของเมืองอย่างเป็นทางการ
 
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ทำให้อาคารกลายเป็นเรื่องเล่าที่คนเมืองแปดริ้วพูดถึงเสมอ คือเหตุเพลิงไหม้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างมาก ต่อให้เราไม่ได้เห็นสภาพก่อนและหลังด้วยตาตัวเอง เพียงจินตนาการถึงอาคารอิฐถือปูนเก่าแก่ที่ต้องเผชิญไฟ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าความเสียหายน่าจะกระทบทั้งโครงสร้าง รายละเอียดปูนปั้น และองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหมือนจุดตกต่ำของอาคารในช่วงหนึ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็กลายเป็นจุดเริ่มของการอนุรักษ์อย่างจริงจังในเวลาต่อมา
 
ใน พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จทอดพระเนตรสภาพอาคารร้างที่เกิดเพลิงไหม้ การเสด็จทอดพระเนตรครั้งนั้นทำให้สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันกลับมามองอาคารนี้อีกครั้งในฐานะมรดกที่ไม่ควรถูกปล่อยทิ้งไว้ กระทั่งใน พ.ศ. 2540 กรมศิลปากรดำเนินการอนุรักษ์อาคารตามแบบเดิม และใน พ.ศ. 2548 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ปรับปรุงอาคารอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเปิดใช้เป็นอาคารสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทราตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เส้นทางของอาคารจึงสะท้อนวงจรที่หลายโบราณสถานต้องเผชิญ คือจากการเป็นอาคารใช้งานจริง สู่การเสื่อมโทรม สู่การได้รับการเห็นคุณค่าและฟื้นคืนกลับมาในรูปแบบที่เคารพต้นฉบับ
 
การมองอาคารนี้ในมุม “การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ทำให้เราอ่านรายละเอียดได้สนุกขึ้น เพราะทุกองค์ประกอบมีเหตุผลรองรับ ในด้านสถาปัตยกรรม นีโอคลาสสิกเน้นความสมมาตร จังหวะเสา ซุ้ม และรูปทรงเรขาคณิตที่ชัดเจน ซึ่งเหมาะกับการสื่อสารความเป็นทางการของรัฐ ในด้านภูมิศาสตร์เมือง อาคารตั้งอยู่ในตัวเมืองฉะเชิงเทรา ใกล้แม่น้ำบางปะกง ทำให้เดินทางสะดวกและเชื่อมกับเส้นทางท่องเที่ยวริมน้ำได้ง่าย นอกจากนี้ การอยู่ในย่านที่มีทั้งวัดสำคัญ ตลาดเก่า และจุดชมวิวแม่น้ำ ทำให้ผู้มาเยือนสามารถจัดทริปแบบครึ่งวันหรือเต็มวันได้โดยไม่ต้องขับรถไกล และยังได้ทั้งมิติประวัติศาสตร์ ศาสนา และวิถีชุมชนในเส้นทางเดียว
 
สำหรับผู้ที่ตั้งใจมา “อ่านเมืองผ่านอาคาร” จุดสังเกตที่น่าสนใจคือการใช้สัญลักษณ์รัฐอย่างครุฑตราแผ่นดินบนหน้าจั่ว ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่นี้เคยเป็นศูนย์อำนาจในระดับมณฑลและจังหวัด ขณะที่ข้อความปูนปั้นระบุชื่อศาลากลางจังหวัดและปีพุทธศักราช เป็นร่องรอยของการเปลี่ยนสถานะการใช้สอยตามการจัดโครงสร้างการปกครองยุคใหม่ ประตูโค้ง 3 วงและจังหวะของช่องเปิด ยังแสดงให้เห็นแนวคิดการเปิดรับผู้คนเข้าสู่พื้นที่ราชการ แต่ยังคงความเป็นระเบียบและความสง่างามตามสไตล์นีโอคลาสสิก การดูรายละเอียดเหล่านี้ทำให้การเที่ยวไม่ใช่แค่การ “มาถ่ายรูปแล้วกลับ” แต่กลายเป็นการ “อ่านความทรงจำของรัฐและเมือง” ผ่านสถาปัตยกรรมจริง
 
ในมุมของคนที่อยากได้ภาพสวย ช่วงเวลาที่เหมาะจะมาถ่ายภาพอาคารมักเป็นช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ เพราะแสงจะสร้างเงาที่ทำให้รายละเอียดปูนปั้นและเส้นสายสถาปัตยกรรมชัดขึ้น ถ้ามาในวันที่ฟ้าเปิด สีของผนังอาคารกับท้องฟ้าจะตัดกันสวย เหมาะกับภาพแนวคลาสสิก แต่ถ้ามาวันฟ้าครึ้ม ภาพจะให้ความรู้สึกขรึมและย้อนยุคมากขึ้น ผู้ที่ชอบถ่ายภาพแนวสถาปัตยกรรมอาจลองเก็บทั้งภาพกว้างให้เห็นความยาวของอาคาร และภาพระยะใกล้ที่เน้นซุ้มประตู หน้าจั่วครุฑ และโค้งประตู 3 วง ซึ่งเป็น “ลายเซ็น” ที่บอกตัวตนของอาคารได้ชัดที่สุด
 
การท่องเที่ยวแบบได้ประสบการณ์เต็ม หากมีเวลา แนะนำให้เชื่อมที่ว่าการมณฑลปราจีนกับสถานที่สำคัญในเมืองแบบเป็นลูป เริ่มจากอาคารหลังเก่าช่วงเช้าเพื่อถ่ายภาพและชมรายละเอียด จากนั้นไปตลาดบ้านใหม่ 100 ปีเพื่อสัมผัสวิถีชุมชนริมน้ำ และต่อด้วยการแวะวัดโสธรวรารามวรวิหารเพื่อไหว้พระพุทธโสธร ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของคนฉะเชิงเทรา ก่อนปิดท้ายด้วยการหามื้อกลางวันหรือมื้อเย็นในร้านริมน้ำที่ขึ้นชื่อของเมือง เส้นทางเช่นนี้ทำให้ทริปมีทั้ง “สถาปัตยกรรม – ชุมชน – ศรัทธา – อาหาร” อยู่ในวันเดียว เหมาะกับทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติที่อยากเข้าใจเมืองผ่านหลายมิติ
 
สิ่งที่ทำให้อาคารนี้มีความพิเศษสำหรับสายประวัติศาสตร์ คือการเป็นหลักฐานของ “โครงสร้างมณฑล” ที่คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นเคย เพราะระบบมณฑลไม่ได้ใช้อยู่ในปัจจุบันแล้ว แต่ร่องรอยของระบบนี้ยังอยู่ในชื่อเรียก “ที่ว่าการมณฑลปราจีน” และในตัวอาคารที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบนั้นโดยตรง การได้มายืนตรงหน้าอาคารจึงเหมือนได้สัมผัสช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังจัดระเบียบการปกครองใหม่ทั้งประเทศ การท่องเที่ยวลักษณะนี้มีคุณค่าแบบเดียวกับการไปพิพิธภัณฑ์ แต่ต่างกันตรงที่เราเห็นสิ่งปลูกสร้าง “อยู่ในบริบทเมืองจริง” ไม่ได้ถูกย้ายออกจากบริบทเดิม และนี่คือเสน่ห์ของมรดกสถาปัตยกรรมในเมืองที่ยังมีชีวิต
 
ในด้านคุณค่าการอนุรักษ์ อาคารนี้เป็นตัวอย่างของการบูรณะโดยพยายามรักษารูปแบบเดิมให้มากที่สุด หลังเหตุไฟไหม้ องค์ประกอบหลายส่วนต้องได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟู การอนุรักษ์ที่ดีไม่ได้หมายถึงการทำให้ “ใหม่” แต่หมายถึงการทำให้ “กลับมาใช้งานได้อย่างเคารพต้นฉบับ” ซึ่งเป็นความท้าทายของโบราณสถานที่ยังมีการใช้งานจริงในปัจจุบัน การที่อาคารถูกใช้เป็นสำนักงานในยุคปัจจุบัน ทำให้มีการดูแลต่อเนื่องในเชิงกายภาพ แต่ขณะเดียวกันผู้มาเยือนควรเคารพความเป็นพื้นที่ทำงานราชการและปฏิบัติตามข้อกำหนดของสถานที่ เพื่อให้การท่องเที่ยวอยู่ร่วมกับการใช้งานได้อย่างเหมาะสม
 
สำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากเข้าไปชมภายใน ควรติดต่อสอบถามล่วงหน้าเพราะสถานที่มีบทบาทเป็นสำนักงาน การเข้าชมภายนอกและการถ่ายภาพบริเวณด้านหน้าโดยทั่วไปทำได้สะดวกกว่า โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ไม่รบกวนการทำงาน ส่วนผู้ที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์เชิงลึก อาจใช้วิธีเก็บข้อมูลจากป้ายหรือเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเชื่อมการอ่านเรื่องราวกับแหล่งเรียนรู้ในจังหวัด เช่น พิพิธภัณฑ์หรือจุดเรียนรู้ในชุมชนตลาดเก่า เพราะจะทำให้เข้าใจบริบทของเมืองแปดริ้วในยุคเปลี่ยนผ่านจากหัวเมืองสู่ระบบราชการสมัยใหม่ได้ชัดเจนขึ้น
 
การเดินทาง หากเดินทางด้วยรถส่วนตัว จากกรุงเทพฯ สามารถใช้ถนนบางนา–ตราด (ทางหลวงหมายเลข 34) แล้วเชื่อมเข้าสู่ตัวเมืองฉะเชิงเทรา หรือเลือกใช้มอเตอร์เวย์/ทางด่วนตามความสะดวก จากนั้นมุ่งหน้าไปย่านถนนมรุพงษ์ในเขตอำเภอเมืองซึ่งเป็นจุดตั้งของอาคาร โดยการเดินทางด้วยรถไฟสายตะวันออกก็เป็นทางเลือกที่ดี สามารถลงสถานีฉะเชิงเทราแล้วต่อแท็กซี่หรือรถโดยสารในเมืองไปยังพื้นที่ถนนมรุพงษ์ได้ภายในเวลาไม่นาน การเดินทางภายในเมืองนิยมใช้รถส่วนตัวหรือแอปเรียกรถ เนื่องจากทำให้แวะสถานที่ใกล้เคียงได้สะดวกและจัดเส้นทางท่องเที่ยวต่อเนื่องได้ง่าย
 
เมื่อมาถึงแล้ว อย่าลืมเผื่อเวลาเดินชมรอบอาคารเพื่อเก็บรายละเอียดที่บางครั้งมองเห็นได้ชัดจากมุมเฉียง เช่น ชายคา ระเบียงโปร่ง ช่องเปิดด้านหน้าและหลัง รวมถึงสัดส่วนอาคารที่ยาวและมีปีกสองข้างซึ่งทำให้รู้สึกถึงความเป็น “อาคารศูนย์กลาง” ที่รองรับการทำงานของระบบราชการในยุคเทศาภิบาล หากมีเวลามากขึ้น การต่อเส้นทางไปตลาดบ้านใหม่ 100 ปีหรือริมแม่น้ำบางปะกงจะช่วยเติมบรรยากาศให้ทริปสมบูรณ์ เพราะทำให้เห็นภาพเมืองแปดริ้วทั้งมิติราชการ มิติชุมชน และมิติธรรมชาติในวันเดียว
 
ชื่อสถานที่ ที่ว่าการมณฑลปราจีน (ศาลากลางหลังเก่า) / อาคารสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ที่อยู่ 122/6 ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000
สรุปสถานที่ อาคารประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 สัญลักษณ์การปกครองแบบเทศาภิบาลใน “มณฑลปราจีน” สถาปัตยกรรมยุโรปนีโอคลาสสิกชั้นเดียว โดดเด่นด้วยหน้าจั่วครุฑและประตูโค้ง 3 วง ผ่านเหตุเพลิงไหม้และการอนุรักษ์จนกลับมาใช้งานในปัจจุบัน
จุดเด่นของสถานที่ สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกแบบยุโรปที่ปรับเข้ากับภูมิอากาศไทย, ซุ้มทางเข้าด้านหน้าและหน้าจั่วตราครุฑ, ประตูโค้ง 3 วง, ผังอาคารชักปีก 2 ข้าง, ระเบียงโปร่งหน้า–หลัง, คุณค่าประวัติศาสตร์ด้านเทศาภิบาลและการปฏิรูประบบการปกครอง
สมัย/ยุค สร้าง พ.ศ. 2446 (สมัยรัชกาลที่ 5) / ช่วงระบบเทศาภิบาล
ประวัติสำคัญแบบย่อ เริ่มใช้เป็นที่ว่าการมณฑลปราจีนในยุคปฏิรูปเทศาภิบาล ต่อมาใช้เป็นศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาเป็นสำนักงานเทศบาลเมืองฉะเชิงเทรา (พ.ศ. 2506–2518) ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน (10 พฤษภาคม พ.ศ. 2520) เกิดเพลิงไหม้เสียหายหนัก (1 มกราคม พ.ศ. 2527) ได้รับการอนุรักษ์ตามแบบเดิม (พ.ศ. 2540) และปรับปรุงเพื่อใช้งานเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา (พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา)
หลักฐาน/องค์ประกอบสำคัญ หน้าจั่วตราครุฑแผ่นดิน, ข้อความปูนปั้น “ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา” และระบุปีพุทธศักราช 2449, ประตูโค้ง 3 วงด้านหน้า, ระเบียงโปร่งหน้า–หลัง, หลังคาปั้นหยามุงกระเบื้องว่าว, ผังอาคารแบบชักปีก 2 ข้าง พร้อมทางเข้า 4 ด้าน
ที่มาของชื่อ ชื่อ “ที่ว่าการมณฑลปราจีน” สะท้อนบทบาทเดิมในยุคเทศาภิบาลที่ใช้ระบบ “มณฑล” เป็นโครงสร้างการปกครองระดับภูมิภาค ส่วนชื่อ “ศาลากลางหลังเก่า” เป็นชื่อเรียกที่คนท้องถิ่นใช้จำแนกจากศาลากลาง/หน่วยงานที่ย้ายไปยังอาคารใหม่ในเวลาต่อมา
การเดินทาง รถส่วนตัว: จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนบางนา–ตราด (ทล. 34) เชื่อมเข้าสู่ตัวเมืองฉะเชิงเทรา แล้วมุ่งหน้าถนนมรุพงษ์ / รถไฟ: ลงสถานีฉะเชิงเทรา ต่อแท็กซี่/รถในเมืองไปยังถนนมรุพงษ์ (เหมาะสำหรับจัดทริปต่อไปตลาดบ้านใหม่และวัดโสธร) / การเดินทางในเมือง: แนะนำรถส่วนตัวหรือแอปเรียกรถเพื่อความยืดหยุ่นในการแวะหลายจุด
สิ่งอำนวยความสะดวก พื้นที่จอดรถในย่านตัวเมือง (ขึ้นกับช่วงเวลา), จุดถ่ายภาพด้านหน้าอาคาร, ร้านอาหารและคาเฟ่ในระยะใกล้, เหมาะสำหรับเดินเชื่อมย่านเมืองเก่าและริมแม่น้ำบางปะกง
ค่าเข้าชม/ค่าใช้จ่าย ไม่มีค่าเข้าชมสำหรับการชมภายนอก (กรณีเข้าชมภายในควรสอบถามก่อน)
สถานะปัจจุบัน ใช้งานเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา และเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมในย่านเมืองเก่า
เบอร์ติดต่อ ตรวจสอบล่าสุดเมื่อ 2026-02-18: 0 3853 5301 ถึง 3 (กด 114), 0 3853 5306
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) 1) วัดโสธรวรารามวรวิหาร ~2.8 กม.
2) ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี ~1.2 กม.
3) ศาลหลักเมืองฉะเชิงเทรา ~1.6 กม.
4) สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฉะเชิงเทรา ~2.2 กม.
5) ตลาดโบราณนครเนื่องเขต ~20 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียงยอดนิยม (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) 1) บ้านไม้ริมน้ำ แปดริ้ว โทร 038-512-064 ~1.2 กม.
2) Me restaurant Chachoengsao โทร 081-959-5649 ~1.0 กม.
3) เอกเขนก (Eakanake) โทร 081-949-1394, 038-511-193 ~1.4 กม.
4) เจ๊เล็ก ไก่สับ ตลาดทรัพย์สินท่าไข่ โทร 083-113-6168 ~3.8 กม.
5) ล่าไม่ยั้ง โทร 090-990-7901 ~8.5 กม.
ที่พักใกล้เคียงยอดนิยม (ระยะทางโดยประมาณตามเส้นทางจริง) 1) Yenjit Resort โทร 038-511-200 ~1.1 กม.
2) The Brown House Hotel Chachoengsao โทร 083-011-4212 ~1.8 กม.
3) Heaven Hotel Chachoengsao โทร 038-511-150, 094-343-0444 ~2.4 กม.
4) JK Living Hotel & Service Apartment โทร 092-742-9929, 038-511-255 ~2.1 กม.
5) Suntara Wellness Resort & Hotel โทร 033-590-250, 081-548-0114 ~6.5 กม.
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ที่ว่าการมณฑลปราจีนสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: อาคารสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2446 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นศูนย์กลางการบริหารของมณฑลปราจีนในยุคเทศาภิบาล
 
ถาม: อาคารนี้มีสถาปัตยกรรมแบบใด และมีจุดเด่นอะไรบ้าง?
ตอบ: เป็นอาคารทรงยุโรปสมัยนีโอคลาสสิกชั้นเดียว จุดเด่นคือซุ้มทางเข้าด้านหน้า หน้าจั่วตราครุฑ ประตูโค้ง 3 วง ผังอาคารชักปีก 2 ข้าง และระเบียงโปร่งหน้า–หลัง
 
ถาม: ปัจจุบันอาคารนี้ใช้ทำอะไร และเข้าชมได้ไหม?
ตอบ: ปัจจุบันใช้งานเป็นสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยทั่วไปชมและถ่ายภาพภายนอกได้สะดวก ส่วนการเข้าชมภายในควรติดต่อสอบถามล่วงหน้าเพื่อความเหมาะสม
 
ถาม: เหตุการณ์เพลิงไหม้เกิดขึ้นเมื่อใด และอาคารกลับมาสมบูรณ์ได้อย่างไร?
ตอบ: เกิดเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2527 ทำให้อาคารเสียหายมาก ต่อมามีการอนุรักษ์ตามแบบเดิมโดยกรมศิลปากรใน พ.ศ. 2540 และได้รับการปรับปรุงอีกครั้งใน พ.ศ. 2548 ก่อนกลับมาใช้งานในปัจจุบัน
 
ถาม: หากมีเวลาครึ่งวัน ควรจัดเส้นทางเที่ยวร่วมกับที่ไหนบ้าง?
ตอบ: แนะนำเริ่มจากที่ว่าการมณฑลปราจีนเพื่อชมสถาปัตยกรรม แล้วไปตลาดบ้านใหม่ 100 ปีต่อด้วยวัดโสธรวรารามวรวิหาร ปิดท้ายด้วยร้านอาหารริมน้ำในเมือง จะได้ทั้งสถาปัตยกรรม วิถีชุมชน ศรัทธา และอาหารในทริปเดียว
แผนที่ ที่ว่าการมณฑลปราจีน แผนที่ที่ว่าการมณฑลปราจีน
คำค้น คำค้น: ที่ว่าการมณฑลปราจีนที่ว่าการมณฑลปราจีน ศาลากลางหลังเก่า ฉะเชิงเทรา อาคารเก่า ฉะเชิงเทรา สถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิก เที่ยวเมืองฉะเชิงเทรา ที่เที่ยวแปดริ้ว ประวัติศาสตร์ฉะเชิงเทรา อาคารสมัยรัชกาลที่ 5 เทศาภิบาล มณฑลปราจีน
ปรับปรุงล่าสุด ปรับปรุงล่าสุด: 1 เดือนที่แล้ว


แสดงความเห็น

แสดงความเห็น




คำค้น (ขั้นสูง)
     
Email :
  รหัสผ่าน :
  สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
 

 

ภูมิภาค ภูมิภาคhttps://www.lovethailand.org/

https://www.lovethailand.org/อ.เมืองฉะเชิงเทรา(31)

https://www.lovethailand.org/อ.บางคล้า(28)

https://www.lovethailand.org/อ.บางน้ำเปรี้ยว(8)

https://www.lovethailand.org/อ.บางปะกง(15)

https://www.lovethailand.org/อ.บ้านโพธิ์(11)

https://www.lovethailand.org/อ.พนมสารคาม(6)

https://www.lovethailand.org/อ.ราชสาส์น(3)

https://www.lovethailand.org/อ.สนามชัยเขต(10)

https://www.lovethailand.org/อ.แปลงยาว(4)

https://www.lovethailand.org/อ.ท่าตะเกียบ(5)

https://www.lovethailand.org/อ.คลองเขื่อน(7)