มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน

Rating: 3.4/5 (7 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00–17.00 น. (เวลาแนะนำสำหรับการท่องเที่ยวและเยี่ยมชม)
มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน (มัสยิดบ้านสมเด็จ) เป็นหนึ่งในมัสยิดในกรุงเทพที่สะท้อนทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง การค้า และวิถีชีวิตของชุมชนมุสลิมได้อย่างชัดเจน ตั้งอยู่ในซอยอิสรภาพ 15 ย่านบ้านแขก ฝั่งธนบุรี รายล้อมด้วยบ้านเรือนเก่า ตลาดท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ทำให้ที่นี่ไม่ใช่แค่สถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นจุดหมายของคนที่อยากสัมผัสมุมลึกของกรุงเทพและเรียนรู้เรื่องราวของชาวมุสลิมไทยเชื้อสายมลายู–เปอร์เซียที่ฝังรากอยู่ที่นี่มาหลายชั่วอายุคน
หากมองย้อนกลับไปยังรากเหง้าของชุมชน เราจะพบชื่อของ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้เป็นบุตรของสมเด็จพระเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงจัน สกุลบุนนาคนี้สืบเชื้อสายมาจากท่านเฉกอะหมัด กุมมี (เช็คอะหมัด) ชาวอิหร่านที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และค่อยๆ กลายเป็นตระกูลขุนนางสำคัญของสยาม เชื่อมโลกการค้าระหว่างตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเข้าด้วยกัน
สมเด็จเจ้าพระยาฯ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ก่อนจะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดถึงขั้นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 5 บทบาทของท่านจึงไม่ใช่แค่ขุนนาง แต่ยังเป็นคนที่มองเห็นศักยภาพของผู้คนหลากเชื้อชาติในจักรวรรดิสยาม โดยเฉพาะมุสลิมเชื้อสายมลายูที่มีฝีมือด้านงานช่างและการก่อสร้างอย่างโดดเด่น
ปี พ.ศ. 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยาฯ พร้อมด้วยพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหลวงวิษณุราชกิจ (กรมหลวงวิษณุราษฎร์นุรักษ์/วิษณุรารถนิภาธร ตามที่เอกสารในยุคนั้นระบุ) เดินทางไปสิงคโปร์เพื่อศึกษาการพัฒนาบ้านเมือง แล้วนำแนวคิดกลับมาปรับใช้ในการพัฒนาพระนคร เมื่อไปเห็นชุมชนมุสลิมมลายูตามหัวเมืองแถบคาบสมุทรมลายูที่มีความชำนาญในเชิงช่าง ท่านจึงได้เชิญผู้นำมุสลิมและทายาทเจ้าเมืองจากปัตตานีและสตูลจำนวนหนึ่งเข้ามาช่วยงาน และจัดสรรที่ดินให้ตั้งถิ่นฐานอยู่เบื้องหลังคาจวนของท่าน
พื้นที่ที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ มอบให้กลายมาเป็นต้นกำเนิดของชุมชนมุสลิมที่เรียกกันว่า “ก๊กสมเด็จ” หรือ “มุสลิมบ้านสมเด็จ” และยังเป็นที่มาของชื่อ บ้านสมเด็จ ซึ่งต่อมากลายเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน ชุมชนนี้ยังถูกเรียกว่า “บ้านแขก” สะท้อนภาพการอยู่ร่วมกันของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูและชาวสยามในย่านเมืองเก่าแห่งนี้
บนผืนดินที่ได้รับพระราชทานแห่งนี้ สมเด็จเจ้าพระยาฯ แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เป็น กุโบร์ หรือสุสานมุสลิม และอีกส่วนหนึ่งให้สร้างสุเหร่าขึ้นหลังแรกริมคลอง ซอยตรงข้ามกับวัดน้อย หรือวัดหิรัญรูจีในปัจจุบัน ตัวอาคารเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “บาแล” ใช้เป็นที่ประกอบศาสนกิจและสอนอัลกุรอาน เดิมสุเหร่าหันหน้ามาทางกุโบร์ มีบ่อน้ำอยู่ด้านหน้าสำหรับอาบน้ำละหมาดและใช้สอยในชีวิตประจำวัน บรรยากาศในยุคนั้นจึงเป็นทั้งชุมชนเล็กๆ ริมคลองและศูนย์กลางศรัทธาไปพร้อมกัน
พี่น้องมุสลิมบ้านสมเด็จในสมัยแรกมีทั้งกลุ่มที่ทำงานรับใช้สมเด็จเจ้าพระยาฯ ในตำหนักและกลุ่มที่ประกอบอาชีพหากุ้งหาปลาตามลำคลองและแม่น้ำเจ้าพระยา สัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ ทำให้ครอบครัวต่างๆ มีความเป็นอยู่สมถะ พอเพียงและไม่เดือดร้อนมากนัก หลายคนได้เข้ารับราชการและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และนามสกุลเป็นเกียรติแก่ตระกูล
เมื่อสุเหร่าเรือนไม้เริ่มชำรุดไปตามกาลเวลา ชุมชนจึงปรึกษาหารือร่วมกับสมเด็จเจ้าพระยาฯ และเห็นพ้องกันว่าควรสร้างอาคารใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิมและมั่นคงถาวรกว่าเรือนไม้เดิม ราว พ.ศ. 2450 จึงเริ่มโครงการก่อสร้างอาคารมัสยิดถาวร โดยรื้อสุเหร่าไม้เดิมออกแล้วสร้างอาคารใหม่บนเนื้อที่เดิม กว้างประมาณ 5 วา ยาว 10 วา
โครงสร้างของอาคารใหม่ใช้กำแพงอิฐฉาบปูนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน เครื่องบนเป็นไม้ หลังคามุงกระเบื้องว่าว พื้นปูกระเบื้องลาย ประตูทางเข้า 2 บาน และมีช่องเมี๊ยะหรอบ (Mihrab) ตรงกลางยื่นออกจากตัวอาคาร การสร้างเริ่มจากการลงเข็มลายด้วยไม้ทองหลางและต้นหมากตามแนวกำแพง แล้วจึงเทปูนเป็นคานทับหัวเข็ม เนื่องจากยุคนั้นยังไม่มีโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศ ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ ส่วนปูนฉาบใช้ปูนขาวผสมน้ำอ้อยหมักค้างคืนให้ได้เนื้อปูนที่เหมาะกับงานฉาบ
ด้านงานช่าง ในเวลานั้นคนไทยยังไม่ชำนาญงานปูนมากนัก จึงว่าจ้างช่างจีนไหหนำ หัวหน้าช่างชื่อ “นายย่งเฮง” มารับผิดชอบงานปูน ส่วนงานไม้เป็นความถนัดของช่างมุสลิมในชุมชน จึงช่วยกันทำอย่างเต็มฝีมือ อย่างไรก็ตาม งานปูนใช้เวลาหลายปีเพราะต้องอาศัยเงินบริจาคจากชุมชนเป็นระยะๆ ได้เงินครั้งหนึ่งก็ก่อสร้างต่อครั้งหนึ่ง
เมื่อโครงสร้างปูนเสร็จ จึงถึงเวลาช่างไม้ยกเครื่องบนขึ้นจัดหลังคาทรงปั้นหยา มุงกระเบื้องจากชายคาทั้งสี่ด้านไล่ขึ้นไปบรรจบกันที่กลางอกไก่ จุดเด่นคือไม้ฉลุลายที่ประดับตามแนวยาวของตัวอาคาร ทำให้มองเห็นอาคารมัสยิดได้เด่นชัดจากระยะไกล ภายในอาคารทำฝ้าเพดานด้วยไม้กว้างด้านละประมาณ 2 เมตร คล้ายท้องเรือคว่ำ เป็นงานฝีมือที่วิจิตรและหาดูได้ยากในปัจจุบัน
หลังจากใช้แรงและศรัทธาร่วมกันอยู่นาน ในปี พ.ศ. 2457 อาคารถาวรของมัสยิดบ้านสมเด็จก็แล้วเสร็จ พร้อมจัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ถึง 5 วัน 5 คืน ภายหลังจึงสร้างอาคารอีกหลังหนึ่งด้านหน้าติดกับอาคารปั้นหยา ตัวอาคารขวางด้านหน้าเพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีในงานสำคัญ งานบรรยายศาสนธรรม และใช้สอนศาสนากับเยาวชนในชุมชน
ไม่นานหลังจากนั้น สงครามโลกครั้งที่ 1 และต่อมาสงครามมหาเอเชียบูรพาก็ปะทุขึ้น ชุมชนบ้านสมเด็จซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางเมืองหลวงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและความปลอดภัยอย่างหนัก พี่น้องมุสลิมจำนวนมากต้องอพยพย้ายออกไปจากพื้นที่ เหลือเพียงบ้านไม่กี่หลังที่ยังเกาะยึดอยู่กับมัสยิด เมื่อสงครามสงบ ผู้คนจึงทยอยกลับมา ตั้งต้นฟื้นฟูสภาพครอบครัวและสังคมกันใหม่ ใช้เวลายาวนานกว่าทุกอย่างจะกลับมามั่นคงอีกครั้ง
ในปี พ.ศ. 2497 คณะกรรมการมัสยิดและอิหม่ามในเวลานั้นมีมติให้รื้ออาคารส่วนหน้าที่ชำรุดมากออก แล้วสร้างอาคารใหม่เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดเท่าอาคารเดิม หลังคาเทดาดฟ้าคอนกรีตเสริมเหล็ก สูงเท่าหลังคาอาคารมัสยิดเดิม พร้อมทำหออาซาน (เสาบัง) ทรงแปดเหลี่ยมสองชั้น คล้ายรูปทรงหออาซานเดิม การออกแบบและก่อสร้างดำเนินไปแบบ “หาไปทำไป” ใช้เวลาประมาณ 2 ปี กว่างานโครงสร้างจะเสร็จราวกลางปี พ.ศ. 2500
แรกเริ่มทีเดียว มัสยิดนี้มีชื่อเรียกหลายแบบ แต่คนในชุมชนยังคงคุ้นกับคำว่า “สุเหร่าบ้านสมเด็จ” มากที่สุด ครั้นเมื่ออาคารมัสยิดเสร็จสมบูรณ์ ท่านอิหม่ามมานิต เกียรติธารัย ได้ไปขอคำปรึกษาจากท่านอาจารย์อะหมัด ซีฮาบุดดีน บิน ซอและห์ หรือที่รู้จักกันในชื่อครูสวัสดิ์ ซึ่งเป็นลูกหลานชาวบ้านสมเด็จให้ช่วยตั้งนามอย่างเป็นทางการ และได้รับชื่อนี้ว่า “มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน” ในปี พ.ศ. 2501
เวลาเดินหน้ามาถึงปี พ.ศ. 2505 อาคารมัสยิดก็เริ่มทรุดโทรมอีกครั้ง โดยเฉพาะกระเบื้องว่าวมุงหลังคาที่ใช้มานานกว่า 50 ปี ทำให้หาวัสดุซ่อมยาก คณะกรรมการมัสยิดจึงมีมติเปลี่ยนหลังคาเป็นกระเบื้องลูกฟูก ปรับฝ้าเพดานและเสาบังใหม่ พร้อมขยายอาคารด้านข้างทั้งสองด้านออกไปด้านละประมาณ 2 เมตร ให้เสมอกับแนวอาคารส่วนหน้าที่สร้างไว้ก่อนแล้ว จากเดิมเป็นอาคาร 2 ส่วนจึงรวมกันเป็นอาคารเดียวขนาดใหญ่ รองรับประชากรมุสลิมที่เพิ่มขึ้น และยังสร้างห้องใต้ดินบริเวณปีกขวาของอาคารเพื่อใช้เก็บของด้วย
มองด้วยตาเปล่าในปัจจุบัน เราจะเห็นอาคารมัสยิดที่ผสมผสานความเป็นตึกคอนกรีตยุคใหม่เข้ากับรายละเอียดเชิงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของสุเหร่าเก่า หลังคาทรงปั้นหยาที่เคยเด่นในอดีตอาจถูกปรับปรุงไปหลายครั้ง แต่แนวคิดเรื่องการเป็น “บ้านของชุมชน” ยังชัดเจนอยู่ ด้านหน้าอาคารมีลานกว้างสำหรับใช้รวมพลละหมาดวันสำคัญและจัดงานต่างๆ ส่วนด้านบนมีหออาซานทรงสูงที่ใช้ประกาศเรียกศรัทธาให้ผู้คนมารวมกันในมัสยิดอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงสถาปัตยกรรม รายละเอียดที่น่าสนใจคือรูปแบบช่องโค้ง (arches) รอบอาคาร ที่ให้กลิ่นอายแบบตะวันออกกลางปนโคโลเนียล มีลายฉลุไม้ตกแต่งตามแนวระเบียงและอกไก่ บางส่วนสะท้อนอิทธิพลจีนผ่านเส้นสายโค้งมน เมื่อรวมกับสีสันตัวอาคารและโดม/หออาซาน ทำให้ มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน เป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมของคนในชุมชนและนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศวินเทจฝั่งธน
ส่วนวิถีชีวิตด้านในมัสยิด ปัจจุบันมี อิหม่ามรอซีดี อ่อนหวาน ทำหน้าที่อิหม่ามประจำมัสยิด ร่วมกับคณะกรรมการมัสยิดที่มาช่วยดูแลกิจการศาสนาและงานชุมชน มัสยิดแห่งนี้จัดละหมาดห้าเวลาร่วมกัน (ซอลาตุมญะมาอะฮ์) ละหมาดวันศุกร์ (ญุมอะฮ์) รวมถึงละหมาดในวันอีดิลฟิตริและอีดิลอัฎฮา นอกจากนี้ยังมีการเรียนการสอนอัลกุรอานสำหรับเด็กและเยาวชน การบรรยายธรรม และกิจกรรมศาสนาตลอดปี
เมื่อเข้าสู่เดือนรอมฎอน มัสยิดนูรุ้ลมู่บีนและชุมชนรอบๆ จะคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีการจัดตลาดรอมฎอนที่เต็มไปด้วยอาหารฮาลาลและขนมพื้นบ้าน ทั้งอาหารไทย อาหารมลายู และขนมโบราณ เช่น ขนมบดิน ขนมกะรี รวมถึงเมนูสตรีทฟู้ดอีกมากมาย ทุกเย็นก่อนเวลาละศีลอด ละแวกหน้ามัสยิดจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนทั้งคนในชุมชนและคนต่างถิ่นที่ตั้งใจมาซื้อของอร่อย ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งในการมาเยือนย่านบ้านสมเด็จ
รอบมัสยิดยังขึ้นชื่อเรื่องอาหารฮาลาลหลากหลายร้านที่เรียงรายในซอยอิสรภาพ 15 และถนนโดยรอบ ตั้งแต่ร้านไก่ทอด ข้าวหมกไก่ ไปจนถึงก๋วยเตี๋ยวเนื้อและของหวาน ตัวอย่างเช่น ร้านมุลีนาไก่ทอด ข้าวหมกไก่หน้าโรงเจ มูซาไก่ย่างนมสด มาเรียม กาแฟ นิฟา ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ และร้านขนม–ของทอดฮาลาลอีกหลายเจ้า นักชิมที่ตั้งใจมาหาอาหารฮาลาลคุณภาพดีในกรุงเทพมักจะใส่ย่านมัสยิดบ้านสมเด็จไว้ในลิสต์เสมอ
ในฐานะที่เป็น ที่เที่ยวกรุงเทพ แบบโลคัล มัสยิดนูรุ้ลมู่บีนให้ประสบการณ์ที่ค่อนข้างต่างจากวัดพุทธและห้างสรรพสินค้าที่คุ้นเคย นักท่องเที่ยวสามารถเดินจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาผ่านตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เก่า ร้านขายของชำ และร้านอาหารเล็กๆ ก่อนจะมาถึงลานหน้ามัสยิด แวะชมสถาปัตยกรรม ถ่ายภาพ และหากมาช่วงก่อนหรือหลังเวลาเข้า–ออกละหมาด ก็สามารถพูดคุยกับคนในชุมชนเพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตมุสลิมไทยได้อย่างเป็นกันเอง
สำหรับการเข้าชม นักท่องเที่ยวที่ไม่ใช่มุสลิมก็สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ แต่ควรแต่งกายสุภาพ ผู้หญิงควรสวมเสื้อแขนยาว กระโปรงหรือกางเกงขายาว และโพกศีรษะหรือผ้าคลุม ส่วนผู้ชายควรหลีกเลี่ยงกางเกงขาสั้นเหนือเข่า เมื่อเข้าไปในพื้นที่ละหมาดมักต้องถอดรองเท้า และควรหลีกเลี่ยงการส่งเสียงดังหรือเดินตัดหน้าผู้ที่กำลังละหมาดในขณะนั้น
รอบๆ มัสยิดยังเชื่อมต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของฝั่งธน เช่น วัดหิรัญรูจีที่อยู่ไม่ไกล วัดประยุรวงศาวาสและวัดกัลยาณมิตรริมแม่น้ำเจ้าพระยา ไปจนถึงโซนไอคอนสยามและสะพานพระพุทธยอดฟ้า หากข้ามฝั่งไปอีกด้านก็จะถึงย่านเยาวราช–สำเพ็ง เรียกได้ว่าเพียงแค่เลือกพักย่านนี้ ก็สามารถจัดทริปท่องเที่ยวกรุงเทพในเชิงวัฒนธรรมได้ครบทั้งมุสลิม–พุทธ–จีนในระยะทางไม่กี่กิโลเมตร
การเดินทาง: มัสยิดนูรุ้ลมู่บีนตั้งอยู่ในซอยอิสรภาพ 15 ถนนอิสรภาพ เขตธนบุรี ที่จอดรถในซอยค่อนข้างจำกัด จึงเหมาะกับการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะมากกว่า วิธีที่สะดวกที่สุดคือใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงที่สถานีอิสรภาพ จากนั้นต่อแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าไปที่ซอยอิสรภาพ 15 ใช้เวลาไม่กี่นาที หรือจะนั่งรถเมล์–เรือข้ามฟากก็ได้ โดยสามารถลงท่าเรือวัดกัลยาณมิตรหรือท่าเรืออื่นใกล้เคียงแล้วต่อรถเข้าไปยังสี่แยกบ้านแขก จากนั้นเดินเท้าเข้าซอยตามป้าย “มัสยิดบ้านสมเด็จ” ก็จะพบลานกว้างและตัวมัสยิดตั้งอยู่เด่นตรงหน้า
สำหรับผู้ที่เลือกพักโรงแรมย่านคลองสาน–ไอคอนสยาม เช่นโรงแรมริมแม่น้ำหรือบูทิคโฮเทลต่างๆ ก็สามารถเรียกแท็กซี่ผ่านสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินหรือสะพานกรุงธนบุรี มุ่งหน้ามาทางบ้านแขก–อิสรภาพได้ไม่ยาก เส้นทางค่อนข้างตรงและอยู่ในระยะทางไม่ไกลนักจากย่านท่องเที่ยวหลักของกรุงเทพ
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน จึงไม่ใช่แค่ศาสนสถานของมุสลิมบ้านสมเด็จ แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับตระกูลบุนนาค การโยกย้ายของมุสลิมมลายูจากภาคใต้ สถาปัตยกรรมศาสนายุครุ่งเรืองของฝั่งธน และวัฒนธรรมอาหารฮาลาลที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกเช้าเย็น ดังนั้นสำหรับใครที่อยากเห็นมุมที่นุ่มนวลและซ่อนตัวของกรุงเทพ การเดินเข้าซอยอิสรภาพ 15 เพื่อไปเยือนมัสยิดนูรุ้ลมู่บีนสักครั้ง น่าจะกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่น่าประทับใจไม่แพ้แลนด์มาร์กชื่อดังอื่นๆ เลยทีเดียว
| ชื่อสถานที่ | มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน (มัสยิดบ้านสมเด็จ) |
| ที่ตั้ง | ซอยอิสรภาพ 15 ถนนอิสรภาพ แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร 10600 ใกล้มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและสี่แยกบ้านแขก |
| ลักษณะโดยรวม | มัสยิดเก่าแก่ของชุมชนมุสลิมบ้านสมเด็จ เป็นศูนย์กลางศาสนา การศึกษา และวิถีชีวิตของมุสลิมฝั่งธน ผสมผสานบทบาทศาสนสถานกับการเป็นแหล่งอาหารฮาลาลและแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม |
| สมัย/ยุคการก่อสร้าง | เริ่มจากสุเหร่าไม้สมัยรัชกาลที่ 4–5 ต่อมาสร้างอาคารตึกถาวรราว พ.ศ. 2450 และปรับปรุง–ขยายอาคารอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2497–2505 จนถึงปัจจุบัน |
| หลักฐาน/องค์ประกอบสำคัญ | อาคารมัสยิดตึกถาวรทรงปั้นหยา หออาซาน (เสาบัง) ทรงแปดเหลี่ยมสองชั้น ลายฉลุไม้ประดับตามแนวอาคาร ฝ้าเพดานทรงท้องเรือคว่ำ (จากอาคารเดิม) และพื้นที่กุโบร์ของชุมชนมุสลิมบ้านสมเด็จ |
| ที่มาของชื่อ | เดิมเรียก “สุเหร่าบ้านสมเด็จ” ตามชื่อชุมชนบ้านสมเด็จ ภายหลังท่านอาจารย์อะหมัด ซีฮาบุดดีน บิน ซอและห์ (ครูสวัสดิ์) ตั้งชื่อให้ว่า “มัสยิดนูรุ้ลมู่บีน” เมื่อราว พ.ศ. 2501 ขณะที่คนในพื้นที่ยังนิยมเรียก “มัสยิดบ้านสมเด็จ” อยู่ |
| จุดเด่นของมัสยิด | ผสานคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของตระกูลบุนนาคและชุมชนมุสลิมมลายูเข้ากับสถาปัตยกรรมศาสนาอิสลามบนฝั่งธนบุรี เป็นทั้งศูนย์กลางศาสนา แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม และย่านอาหารฮาลาลชื่อดังโดยเฉพาะช่วงเดือนรอมฎอน |
| ผู้ดูแลมัสยิด | อิหม่ามรอซีดี อ่อนหวาน และคณะกรรมการมัสยิดนูรุ้ลมู่บีน (ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบอีกครั้งหากต้องการติดต่อราชการหรืองานพิธี) |
| การเดินทางโดยสาธารณะ | นั่งรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน ลงสถานีอิสรภาพ จากนั้นต่อแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้าสี่แยกบ้านแขกและซอยอิสรภาพ 15 หรือใช้รถเมล์ผ่านถนนอิสรภาพ และเรือข้ามฟากจากท่าเรือในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วต่อรถเข้าไปยังชุมชนบ้านสมเด็จ |
| สถานะปัจจุบัน | มัสยิดที่ยังใช้งานจริงของชุมชนมุสลิมบ้านสมเด็จ เปิดให้ประกอบศาสนกิจ และรองรับนักท่องเที่ยวที่แต่งกายสุภาพ ต้องการเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมและเรียนรู้วิถีชีวิตมุสลิมฝั่งธนบุรี |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่ละหมาดภายในอาคารหลัก ลานกว้างด้านหน้า ห้องน้ำ/ที่อาบน้ำละหมาด (วูฎูอ์) บางส่วนอาจมีลานจอดรถจำกัดด้านหน้าและริมซอย ทั้งนี้สิ่งอำนวยความสะดวกอาจปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลา |
| ค่าธรรมเนียมเข้าชม | ไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับการเข้ามัสยิด แต่ควรแต่งกายสุภาพ เคารพกติกาของชุมชน และสามารถร่วมบริจาคช่วยดูแลมัสยิดได้ตามศรัทธา |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | วัดหิรัญรูจีราชวรวิหาร – ประมาณ 0.3 กม. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร – ประมาณ 1.2 กม. วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร – ประมาณ 1.5 กม. มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา – ประมาณ 0.2 กม. ไอคอนสยาม – ประมาณ 3 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ฮาลาล) + ระยะทาง + เบอร์โทร | มุลีนาไก่ทอด – ประมาณ 0.1 กม. โทร 083-558-7213 ข้าวหมกไก่หน้าโรงเจ – ประมาณ 0.1 กม. โทร 080-249-5696 มูซาไก่ย่างนมสด – ประมาณ 0.1 กม. โทร 081-452-6483 มาเรียม กาแฟ – ประมาณ 0.1 กม. โทร 091-006-8424 นิฟา ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ–ก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ – ประมาณ 0.2 กม. โทร 086-909-5998 |
| ที่พักใกล้เคียง + ระยะทาง + เบอร์โทร | Aim House Bangkok Hotel (คลองสาน) – ประมาณ 2.5 กม. โทร 02-861-1128, 02-438-3188 The Pattern Boutique Hotel (ถ.กรุงธนบุรี) – ประมาณ 2.8 กม. โทร 082-424-2989 Amanah Bangkok Hotel (ซ.สมเด็จพระเจ้าตากสิน 4) – ประมาณ 3.5 กม. โทร 02-466-6598, 02-466-6599 Away Bangkok Riverside Kene (เจริญนคร 35) – ประมาณ 5 กม. โทร 02-437-2168 ASAI Bangkok Chinatown (เยาวราช) – ประมาณ 4 กม. โทร 02-220-8999 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: คนที่ไม่ใช่มุสลิมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมมัสยิดนูรุ้ลมู่บีนได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ แต่ควรแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่ ปิดเข่า ผู้หญิงควรมีผ้าคลุมผมหรือสวมฮิญาบ และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของอิหม่ามหรือเจ้าหน้าที่มัสยิด หากต้องการถ่ายภาพภายในควรขออนุญาตก่อนทุกครั้ง
ถาม: ควรแต่งกายอย่างไรเมื่อมาเที่ยวมัสยิดนูรุ้ลมู่บีน?
ตอบ: แนะนำให้สวมเสื้อแขนยาวหรืออย่างน้อยปิดไหล่ กางเกงหรือกระโปรงขายาว ปิดเข่า และรองเท้าที่ถอดเข้า–ออกได้สะดวก ผู้หญิงควรเตรียมผ้าคลุมผมหรือฮิญาบ ถ้าไม่ได้เตรียมมาอาจลองสอบถามที่มัสยิดว่ามีผ้าคลุมให้ยืมหรือไม่ เพื่อให้เกียรติสถานที่และผู้ศรัทธา
ถาม: เวลาไหนเหมาะสมที่สุดในการมาเที่ยวชมมัสยิดนูรุ้ลมู่บีน?
ตอบ: ช่วงสายถึงบ่าย (ประมาณ 09.00–15.00 น.) เป็นช่วงที่เหมาะในการเดินชมอาคารและบรรยากาศโดยรอบ เพราะไม่ร้อนจนเกินไป และไม่รบกวนช่วงการละหมาดมากนัก ส่วนเดือนรอมฎอนจะคึกคักเป็นพิเศษในช่วงเย็นถึงหัวค่ำเพราะมีตลาดรอมฎอนและร้านอาหารฮาลาลจำนวนมาก
ถาม: มีตลาดรอมฎอนหรือร้านอาหารประจำมัสยิดหรือไม่?
ตอบ: รอบมัสยิดนูรุ้ลมู่บีนมีร้านอาหารฮาลาลตลอดปี ทั้งเมนูอาหารเช้า ข้าวหมกไก่ ไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยว และของหวาน แต่ในช่วงเดือนรอมฎอนจะพิเศษกว่าปกติ เพราะมีตลาดรอมฎอนที่รวมร้านค้าและอาหารฮาลาลหลากหลายชนิด เหมาะกับการมาชิมอาหารท้องถิ่นในบรรยากาศชุมชนมุสลิมแท้ๆ
ถาม: การถ่ายภาพภายในและภายนอกมัสยิดต้องระวังเรื่องใดบ้าง?
ตอบ: ภายนอกตัวอาคารสามารถถ่ายภาพได้ค่อนข้างอิสระ แต่ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายติดใบหน้าผู้ที่กำลังละหมาดอย่างชัดเจน ภายในอาคารควนขออนุญาตอิหม่ามหรือผู้ดูแลก่อนทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชหรือเสียงชัตเตอร์ที่รบกวนบรรยากาศการประกอบศาสนกิจ
ถาม: หากต้องการเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์หรือวันอีด ควรเตรียมตัวอย่างไร?
ตอบ: สำหรับมุสลิมที่ต้องการมาร่วมละหมาดวันศุกร์หรือวันอีด ควรมาก่อนเวลาเพื่อหาที่จอดและเตรียมตัวให้เรียบร้อย นำอุปกรณ์ส่วนตัว เช่น ผ้าละหมาด และปฏิบัติตามคำแนะนำของอิหม่ามและคณะกรรมการมัสยิด สำหรับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม หากต้องการเข้ามาสังเกตการณ์ ควรสอบถามและขออนุญาตก่อนเพื่อไม่ให้รบกวนการประกอบศาสนกิจของผู้อื่น
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|

หมวดหมู่:
กลุ่ม: