วัดม่วง

Rating: 3.8/5 (4 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวพระนครศรีอยุธยา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06.30 – 17.30
วัดม่วง เลขที่ 48 หมู่ 5 ตำบลโพธิ์สามต้น อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มของชุมชน ซึ่งลักษณะภูมิทัศน์และบริบทโดยรอบทำให้เห็นภาพ “วัดชุมชน” อย่างชัดเจน เพราะพื้นที่ด้านทิศเหนือติดกับโซนอุตสาหกรรม ขณะที่ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกยังเชื่อมต่อกับชุมชนบ้านเรือนของคนท้องถิ่น เมื่อก้าวเข้าสู่เขตวัด ความรู้สึกที่รับรู้ได้คือความสงบและความเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ถูกจัดวางเพื่อการท่องเที่ยวแบบวัดใหญ่ในเกาะเมืองอยุธยา แต่เป็นสถานที่ที่คนในพื้นที่ยังเข้าออกเพื่อทำบุญ ไหว้พระ ร่วมงานบุญ และรักษาความสัมพันธ์ของชุมชนกับพระศาสนาอย่างต่อเนื่อง
เสน่ห์สำคัญของวัดม่วงไม่ได้อยู่ที่ความอลังการของสถาปัตยกรรมภายนอก หากแต่อยู่ที่ “โบสถ์เก่า” และผลงานจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปกรรม โดยมีข้อมูลการกล่าวถึงอายุโบสถ์ว่าเก่าแก่ราว 200 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ผู้สนใจงานศิลป์ไทยประเพณีและผู้รักอยุธยาสายลึกมักตั้งใจมาชม “ภาพเขียนสีโบราณ” ที่ยังคงพอเห็นรายละเอียดเรื่องราวได้ เมื่อเข้าไปภายใน ความโดดเด่นจะยิ่งชัดเพราะจิตรกรรมไม่ได้เป็นเพียงภาพตกแต่ง แต่เป็นการเล่าเรื่องที่วางระบบภาพอย่างเป็นลำดับ มีทั้งแก่นธรรมทางพุทธศาสนา เรื่องเล่าในชาดก และภาพสะท้อนวิถีชีวิตผู้คนในยุคสมัยนั้น ทำให้การชมจิตรกรรมที่วัดม่วงเป็นประสบการณ์ที่เหมือนได้ “อ่านประวัติศาสตร์ผ่านผนัง” มากกว่าการไปถ่ายภาพเช็คอินทั่วไป
สำหรับประวัติการสร้างวัดม่วง ข้อมูลที่ปรากฏในหลายแหล่งชี้ตรงกันว่าไม่พบหลักฐานชัดเจนในเชิงเอกสาร ทราบเพียงคำบอกเล่าเรื่องการบูรณปฏิสังขรณ์ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการบูรณะวัดเขาดิน (วัดวรนายกรังสรรค์เจติยบรรพถาราม) โดยมีการกล่าวถึง “หม่อมเจ้าเกษร” ในฐานะผู้บูรณปฏิสังขรณ์วัดม่วง และมีการเปรียบเทียบกับบทบาทของเจ้าพระยาภูธราภัย (บุตร บุญรัตน์) สมุหานายกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ดำเนินการบูรณะวัดเขาดินจนได้ถวายเป็นพระอารามหลวง ขณะที่วัดม่วงมีการเล่าว่าหม่อมเจ้าเกษรมีความประสงค์จะถวายเป็นพระอารามหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 เช่นกัน แต่ท้ายที่สุดไม่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุการณ์การถูกกล่าวหาเป็นกบฏหลังการปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จ ซึ่งเรื่องเล่านี้ทำให้วัดม่วงมีมิติของประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองในระดับชุมชนซ่อนอยู่ และยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำกับการอุปถัมภ์พระศาสนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ได้อย่างน่าสนใจ
อีกประเด็นหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจวัดม่วงมากขึ้นคือที่มาของชื่อวัด โดยมีแนวอธิบายว่าชื่อ “วัดม่วง” น่าจะเรียกตามชื่อหมู่บ้านที่ตั้งวัด คือบ้านม่วงที่มีมาก่อนการสร้างวัด ลักษณะการตั้งชื่อแบบนี้พบได้ทั่วไปในวัดชุมชนไทย เพราะวัดมักเป็นศูนย์กลางพื้นที่สาธารณะของหมู่บ้าน เมื่อชื่อบ้านถูกใช้เรียกพื้นที่ วัดที่ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นจึงรับชื่อเดียวกันไปโดยธรรมชาติ ความเข้าใจนี้ช่วยให้การอ่าน “วัดม่วง” ไม่ใช่เพียงชื่อสถานที่ แต่เป็นชื่อที่ผูกโยงกับชุมชนและภูมิศาสตร์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน
หัวใจของการมาเยือนวัดม่วงคือจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารหรืออาคารสำคัญที่มีการเขียนภาพครบทั้ง 4 ด้าน โดยมีข้อมูลระบุว่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 และใช้เทคนิคจิตรกรรมเขียนสีฝุ่นบนรองพื้น ลักษณะเช่นนี้สอดคล้องกับงานจิตรกรรมไทยประเพณีในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ เพราะยังยึดแนวคิดการเล่าเรื่องแบบเดิม แต่เริ่มรับอิทธิพลการมองภาพและความเป็นตะวันตกเข้ามาบางส่วน เมื่อพิจารณาในเชิงเนื้อหา ภาพที่ปรากฏมีทั้งพระพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ ปริศนาธรรม และภาพวิถีชีวิตผู้คนซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้จิตรกรรมชุดนี้มีคุณค่าเชิงชาติพันธุ์และสังคมวัฒนธรรมสูง เพราะภาพเล็ก ๆ ที่แทรกอยู่ตามฉากและตัวละครมักสะท้อนการแต่งกาย เครื่องใช้ ความสัมพันธ์เชิงชนชั้น และรายละเอียดของชีวิตประจำวันในยุคสมัยนั้นได้อย่างเป็นรูปธรรม
การจัดองค์ประกอบภาพในจิตรกรรมวัดม่วงมีลักษณะเป็นระบบและวางลำดับเรื่องอย่างตั้งใจ แหล่งข้อมูลกรมศิลปากรอธิบายแนวการเล่าเรื่องที่สอดคล้องกันหลายด้าน เช่น ผนังด้านหลังพระประธานมักเขียนเรื่องไตรภูมิ ขณะที่ผนังด้านข้างมีการเล่าเรื่องพุทธประวัติช่วงบน และช่วงล่างระหว่างช่องหน้าต่างเขียนทศชาติชาดก การวางภาพให้เรียงต่อเนื่องตลอดผนังทั้ง 3 ด้านทำให้ผู้ชมสามารถ “อ่านภาพ” ได้เหมือนการเดินตามเส้นทางเรื่องเล่า หากค่อย ๆ ใช้เวลาไล่สายตา จะเห็นความคิดแบบช่างไทยโบราณที่พยายามจัดระเบียบโลกทางศาสนาให้เป็นภาพเดียวกัน ตั้งแต่จักรวาลตามคติไตรภูมิ เทพชุมนุม มาร และเหตุการณ์ในพุทธประวัติที่ยึดโยงการตรัสรู้ การแสดงธรรม และการสั่งสอนมนุษย์ให้เข้าใจหลักกรรมและการหลุดพ้น
จุดที่ทำให้จิตรกรรมวัดม่วงน่าสนใจเป็นพิเศษคือการผสมผสานระหว่าง “จิตรกรรมไทยประเพณี” กับองค์ประกอบแบบตะวันตกบางส่วน ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของงานศิลป์ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่สังคมไทยเริ่มรับแนวคิดความเป็นสมัยใหม่และการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น ในภาพอาจพบความพยายามสร้างมิติ การจัดแสงเงา หรือการทำให้สัดส่วนและฉากมีความเหมือนจริงมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงยึดหลักการเล่าเรื่องและการจัดตำแหน่งภาพตามคติเดิม เช่น ภาพไตรภูมิด้านหลังพระประธานที่วางลำดับโลกตามความเชื่อ หรือภาพเทพชุมนุมที่อยู่ส่วนบน ซึ่งเป็นแบบแผนที่ช่างไทยใช้สื่อสารความศักดิ์สิทธิ์และลำดับชั้นของจักรวาลมาอย่างยาวนาน
เมื่อมองรายละเอียดในระดับ “ฉากชีวิต” ภาพจิตรกรรมที่สอดแทรกผู้คนในยุคสมัยนั้นมักเป็นส่วนที่ผู้ชมร่วมสมัยรู้สึกเข้าถึงได้ง่าย เพราะเป็นภาพที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบันโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นภาพผู้คนเดินทาง ภาพตลาด ภาพงานพิธี หรือภาพการใช้ชีวิตตามชนบทและชุมชนริมน้ำ รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้วัดม่วงเป็นเหมือนหลักฐานทางสายตาที่บันทึกช่วงเวลาหนึ่งของอยุธยาไว้ ทั้งในแง่วัฒนธรรมการแต่งกาย รูปแบบสถาปัตยกรรมบ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอย และความสัมพันธ์ของผู้คนกับศาสนาในชีวิตจริง ซึ่งต่างจากการอ่านประวัติศาสตร์ที่มักเห็นเพียงชื่อกษัตริย์หรือเหตุการณ์ใหญ่ เพราะจิตรกรรมทำให้เราเห็น “ผู้คนธรรมดา” อยู่ร่วมในเรื่องเล่าทางศาสนาอย่างแนบแน่น
ในมุมของผู้สนใจศิลปะ ช่วงเวลาที่จิตรกรรมถูกสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2444 ยังเป็นช่วงที่การอุปถัมภ์งานศิลป์ในวัดชุมชนเกิดขึ้นมาก เพราะวัดเป็นพื้นที่สาธารณะสำคัญของหมู่บ้าน การเขียนภาพฝาผนังจึงเป็นทั้งการสร้างบุญ การให้ความรู้ทางธรรม และการสื่อสารเรื่องศาสนาแก่ผู้คนที่อาจไม่ได้เข้าถึงหนังสือมากนัก ภาพพุทธประวัติและทศชาติชาดกช่วยสอนเรื่องการบำเพ็ญบารมี ภาพไตรภูมิช่วยย้ำเรื่องผลของกรรมและภพภูมิ ส่วนภาพปริศนาธรรมทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้ชมคิดตาม นี่คือเหตุผลที่การชมจิตรกรรมวัดม่วงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงการ “ดูภาพสวย” แต่ควรมองว่าเป็นการเห็นระบบการเรียนรู้ของสังคมไทยในอดีตที่ใช้วัดเป็นโรงเรียนของชุมชนด้วย
วัดม่วงยังมีมิติของ “วัดที่ใช้งานจริง” ผ่านกิจกรรมทางศาสนาที่ชุมชนทำร่วมกัน โดยพบข้อมูลการจัดกฐินสามัคคีของวัดในบางปี และยังมีหลักฐานภาพหรือข้อความเกี่ยวกับกิจกรรมพรรษา เช่น การปวารณาออกพรรษาและการทำวัตร ซึ่งสะท้อนว่าพื้นที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ให้ผู้คนมาชมงานศิลป์ แต่เป็นวัดที่ยังมีจังหวะชีวิตทางศาสนาอยู่ในปัจจุบัน หากผู้อ่านตั้งใจมาร่วมงานบุญ จุดที่ควรทำคือการตรวจสอบประกาศล่าสุดของวัดก่อนเดินทาง เพราะกำหนดการงานบุญอาจปรับตามการจัดการของวัดและความเหมาะสมของช่วงเวลา
การมาเยือนวัดม่วงจึงเหมาะกับผู้ที่อยากเห็นอยุธยาในมุมที่ต่างออกไปจากเส้นทางยอดนิยมบนเกาะเมือง เพราะนี่คืออยุธยาที่อยู่ในเขตชุมชนรอบนอก เป็นพื้นที่ที่ยังเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับผู้คนในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวสายวัฒนธรรมมักให้คุณค่ากับประสบการณ์แบบนี้ เพราะได้เห็น “ความเป็นจริง” ของชุมชนมากกว่าฉากท่องเที่ยว วัดม่วงยังเป็นจุดหมายที่ดีสำหรับคนที่ต้องการใช้เวลาแบบไม่เร่งรีบ เข้าไปชมจิตรกรรมอย่างตั้งใจ แล้วค่อยวางแผนเชื่อมเส้นทางไปยังพื้นที่บางปะอินหรือเกาะเมืองอยุธยาตามเวลาที่มี ซึ่งทำให้ทริปครึ่งวันหรือ 1 วันมีความยืดหยุ่นและได้ทั้งงานศิลป์ วัฒนธรรม และบรรยากาศท้องถิ่นในทริปเดียว
การเดินทาง ไปวัดม่วง หากเริ่มจากตัวเมืองอยุธยา การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่ามักสะดวกที่สุด เพราะสามารถกำหนดจุดแวะระหว่างทางได้ตามต้องการ แนวทางที่ช่วยให้เดินทางราบรื่นคือการตั้งจุดหมายในระบบนำทางเป็น “วัดม่วง ตำบลโพธิ์สามต้น อำเภอบางปะหัน” หรือใช้หมุดพิกัดที่อ้างอิงจากแหล่งข้อมูลล่าสุด แล้วเผื่อเวลาเพิ่มสำหรับช่วงถนนชุมชนก่อนถึงวัด เมื่อมาถึงควรสังเกตพื้นที่จอดรถที่จัดไว้และหลีกเลี่ยงการจอดกีดขวางทางสัญจรของชุมชนเพื่อความเรียบร้อย หากเดินทางในช่วงงานบุญหรือวันหยุดยาว การเผื่อเวลาเรื่องความหนาแน่นและการจัดการพื้นที่ภายในวัดจะช่วยให้ทริปไม่เร่งรีบและยังคงบรรยากาศที่เหมาะสมกับการมาเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
มารยาทในการเข้าวัดและการชมโบสถ์เก่าเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพราะพื้นที่จิตรกรรมเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่เปราะบาง ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ งดเสื้อแขนกุด กางเกงหรือกระโปรงสั้นเหนือเข่า และถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคารสำคัญตามธรรมเนียม ในการชมภาพฝาผนังควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสผนังหรือพื้นผิวใกล้จิตรกรรม เพราะความชื้นและแรงเสียดสีอาจกระทบต่อการอนุรักษ์ได้ หากต้องการถ่ายภาพควรถ่ายด้วยความสำรวม ระมัดระวังช่วงเวลาที่มีการประกอบพิธีกรรม และหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชภายในอาคาร เพื่อไม่รบกวนผู้มาทำบุญและเพื่อรักษาความเหมาะสมของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
ท้ายที่สุด วัดม่วงเป็นตัวอย่างของวัดชุมชนที่มีคุณค่าเชิงศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ในแบบที่ผู้มาเยือนสัมผัสได้จริง เพราะงานจิตรกรรมฝาผนังไม่ได้เล่าแค่เรื่องศาสนา แต่เล่าเรื่องสังคมไทยในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 ผ่านตัวละคร ฉาก และรายละเอียดวิถีชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อรวมกับเรื่องเล่าการบูรณปฏิสังขรณ์และที่มาของชื่อวัดที่ผูกกับชุมชนบ้านม่วง ทำให้การมาเยือนที่นี่ไม่ใช่เพียงการแวะไหว้พระ แต่เป็นการเดินเข้าไปในพื้นที่ที่เก็บความทรงจำของชุมชนไว้บนผนังอย่างเงียบ ๆ หากคุณอยากเห็นอยุธยามุมลึกที่ไม่เร่งรีบและอยากใช้เวลา “อ่านภาพ” อย่างตั้งใจ วัดม่วงเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ควรเก็บไว้ในลิสต์ทริปวัฒนธรรมของอยุธยา
| ชื่อสถานที่ | วัดม่วง (Wat Muang) |
| ที่อยู่ | เลขที่ 48 หมู่ 5 ตำบลโพธิ์สามต้น อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13220 |
| สรุปสถานที่ | วัดชุมชนสังกัดมหานิกายในอำเภอบางปะหัน โดดเด่นด้วยโบสถ์เก่าและจิตรกรรมฝาผนังเขียนสีฝุ่นบนรองพื้น สร้างเมื่อ พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ และปริศนาธรรม พร้อมภาพวิถีชีวิตผู้คนในยุคนั้น |
| จุดเด่นของสถานที่ | 1) จิตรกรรมฝาผนังครบ 4 ด้าน เล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ และปริศนาธรรม 2) เทคนิคสีฝุ่นบนรองพื้นและการจัดลำดับภาพต่อเนื่องแบบช่างไทยโบราณ 3) มิติศิลปะรัชกาลที่ 5 ที่ผสานไทยประเพณีกับอิทธิพลตะวันตกบางส่วน 4) บรรยากาศวัดชุมชนรอบนอกอยุธยา เหมาะกับสายวัฒนธรรมที่อยากเที่ยวแบบไม่เร่งรีบ |
| ผู้ดูแล/เจ้าอาวาส (ล่าสุด) | พระมหาพรณรงค์ เขมวโร |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 06.30 – 17.30 |
| ประเพณี/กิจกรรมประจำ (อัปเดตได้) | กฐินสามัคคี (พบข้อมูลกำหนดการในบางปี) กิจกรรมพรรษา เช่น ปวารณาออกพรรษาและการทำวัตร (พบหลักฐานการสื่อสารผ่านช่องทางวัด) |
| เบอร์โทรศัพท์ (ยืนยันได้) | 092-892-1914 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางจริง + เบอร์โทร) | 1) พระราชวังบางปะอิน – 23 กม. – 035-261-548 2) วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร – 24 กม. – 035-261-237 3) อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา – 29 กม. – 035-245-123 4) วัดใหญ่ชัยมงคล – 28 กม. – 035-241-195 5) วัดพนัญเชิงวรวิหาร – 31 กม. – 035-243-367 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางจริง + เบอร์โทร) | 1) บ้านวัชราชัย (กุ้งเผาอยุธยา) – 33 กม. – 035-801-333 2) บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา – 32 กม. – 035-242-248 3) ครัวห่านพะโล้ (อยุธยา) – 30 กม. – 035-245-858 4) ก๋วยเตี๋ยวเรืออยุธยา (โซนเกาะเมือง) – 30 กม. – 035-242-587 5) ร้านกุ้งเผาอยุธยา (โซนสายเอเชีย) – 31 กม. – 035-246-555 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางจริง + เบอร์โทร) | 1) Krungsri River Hotel (Ayutthaya) – 29 กม. – 035-244-333 2) Classic Kameo Hotel & Serviced Apartments, Ayutthaya – 30 กม. – 035-212-535 3) Centara Ayutthaya Hotel – 30 กม. – 035-212-222 4) Baan Luang Harn (Ayutthaya) – 30 กม. – 081-994-5663 5) Ayutthaya Retreat – 31 กม. – 035-246-499 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดม่วง อยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดม่วงตั้งอยู่เลขที่ 48 หมู่ 5 ตำบลโพธิ์สามต้น อำเภอบางปะหัน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 13220
ถาม: วัดม่วง เปิดทุกวันไหม และเปิดกี่โมง?
ตอบ: วัดเปิดทุกวัน โดยเวลาเปิดทำการที่เผยแพร่ล่าสุดคือ 06.30 – 17.30
ถาม: วัดม่วงมีอะไรเด่นที่สุดที่ควรไปดู?
ตอบ: จุดเด่นคือโบสถ์เก่าและจิตรกรรมฝาผนังด้านในที่เขียนครบ 4 ด้าน สร้างเมื่อ พ.ศ. 2444 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เล่าเรื่องพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ และปริศนาธรรม
ถาม: จิตรกรรมฝาผนังวัดม่วงเล่าเรื่องอะไรบ้าง?
ตอบ: มีทั้งพระพุทธประวัติ ทศชาติชาดก ไตรภูมิ ปริศนาธรรม และมีการสอดแทรกภาพวิถีชีวิตผู้คนในยุคสมัยนั้นอย่างชัดเจน
ถาม: วัดม่วงมีงานบุญประจำปีหรือประเพณีอะไร?
ตอบ: พบข้อมูลการจัดกฐินสามัคคีของวัดในบางปี และยังพบกิจกรรมพรรษา เช่น ปวารณาออกพรรษาและการทำวัตร แนะนำตรวจสอบประกาศล่าสุดของวัดก่อนเดินทางทุกครั้ง
ถาม: เจ้าอาวาสวัดม่วง (ล่าสุด) คือใคร?
ตอบ: พระมหาพรณรงค์ เขมวโร
ถาม: ควรแต่งกายและปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าไปชมโบสถ์เก่าและจิตรกรรม?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนขึ้นอาคารสำคัญ สำรวมกิริยา หลีกเลี่ยงการสัมผัสผนังหรือพื้นผิวใกล้จิตรกรรม และหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชภายในอาคารเพื่อความเหมาะสม
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
ภูมิภาค
|

หมวดหมู่:
กลุ่ม: