วัดพลับพลาชัย

วัดพลับพลาชัย

วัดพลับพลาชัย
Rating: 4/5 (7 votes)
แผนที่ แผนที่ แผนที่ มีแผนที่ มีแผนที่ ไม่มีแผนที่ ไม่มีแผนที่

สถานที่ท่องเที่ยวเพชรบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08:00 – 17:00
 
วัดพลับพลาชัย เพชรบุรี ถ้าคุณกำลังหา “วัดเก่าใจกลางเมืองเพชรบุรี” ที่ไปง่าย เดินทางสะดวก และมีเรื่องเล่าหนักแน่นกว่าการแวะไหว้พระแบบผ่าน ๆ วัดพลับพลาชัยคือหนึ่งในหมุดหมายที่ควรปักไว้ก่อนใคร เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่วัดราษฎร์ที่ชุมชนใช้ทำบุญ หากยังเป็นพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์เมือง ความทรงจำเรื่องกองทัพ การค้ากับจีน และร่องรอยวรรณกรรมไทยมาบรรจบกันในพื้นที่จริงแบบจับต้องได้ คุณจะเห็น “ศิลปะไทย” ในโครงสร้างสำคัญของวัด เห็น “ศิลปะจีน” ที่ถูกฝากรอยไว้ผ่านสิ่งปลูกสร้าง และเห็น “ภูมิทัศน์เมือง” ที่แม่น้ำเพชรบุรีกับถนนสายหลักทำให้วัดถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนอย่างมีนัยสำคัญ การมาเยือนจึงเหมือนเดินอ่านเมืองเพชรบุรีทีละย่อหน้า ผ่านพื้นที่ศรัทธาที่คนยังใช้งานจริงในทุกวัน
 
ความน่าสนใจของวัดพลับพลาชัยเริ่มจากจุดกำเนิดของชื่อวัดที่ฟังแล้วมีทั้งความเป็นมงคลและกลิ่นอายประวัติศาสตร์ทหารเล็ก ๆ ปะปนอยู่ เดิมพื้นที่ที่ตั้งวัดเคยเป็น “ที่ประชุมกองทัพ” และเป็นที่ฝึกอาวุธของเหล่าทแกล้วทหาร จึงถือเป็นที่หลวง และมีการกล่าวว่าครั้งหนึ่งเคยมี “พลับพลา” ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี เมื่อชุมชนรวมทุนกันสร้างวัดขึ้นในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา จึงตั้งชื่อว่า “วัดพลับพลาชัย” เพื่อสื่อภาพของพลับพลาและชัยชนะ ชื่อเดียวทำให้เราพอเดาอารมณ์ของพื้นที่ได้ทันทีว่า วัดแห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบโดด ๆ แต่เกิดขึ้นบนผืนดินที่เคยมีหน้าที่ของรัฐและการทหารมาก่อน แล้วค่อยแปรสภาพเป็นพื้นที่ศรัทธาที่คนเมืองร่วมกันอุปถัมภ์
 
ในแง่ที่ตั้ง วัดพลับพลาชัยอยู่ “ตรงใจกลางเมืองเพชรบุรี” และมีความสัมพันธ์กับเมืองชัดเจนในแบบที่ไม่ต้องเดา เพราะด้านตะวันออกของวัดติดแม่น้ำเพชรบุรี ทำให้วัดเชื่อมกับวิถีริมแม่น้ำโดยธรรมชาติ ขณะที่บริบทพื้นที่โดยรอบทำให้เห็นภาพ “วัดในเมืองเก่า” อย่างแท้จริง กล่าวคือพื้นที่ฝั่งหนึ่งเชื่อมย่านชุมชนและเส้นทางเดินในเมือง อีกฝั่งเชื่อมกิจกรรมของผู้คนและการค้าขาย สิ่งนี้ทำให้วัดไม่ได้เงียบอยู่ในซอกหลืบ แต่เป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตเมืองตลอดวัน และยังช่วยให้คนมาไหว้พระหรือแวะชมวัดได้แบบยืดหยุ่น ไม่ต้องวางแผนซับซ้อนเหมือนการไปวัดที่อยู่นอกเมือง
 
จุดที่ทำให้วัดพลับพลาชัย “มีคาแรกเตอร์” ต่างจากวัดในเมืองหลายแห่งคือ การที่ถนนสายสำคัญของเมืองตัดผ่านจนทำให้วัดถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน ฝั่งตะวันออกเป็นส่วนพุทธาวาสที่รวมอาคารศาสนสถานหลัก เช่น อุโบสถ วิหาร และศาลาการเปรียญ ขณะที่ฝั่งตะวันตกเป็นส่วนสังฆาวาส มีอาคารโรงเรียนปริยัติธรรม กุฏิเสนาสนะสงฆ์ และศาลาฌาปนสถาน การแบ่งพื้นที่แบบนี้ทำให้การใช้งานวัดเป็นระบบมากขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะกิจกรรมศาสนพิธีและการไหว้พระอยู่ฝั่งหนึ่ง ส่วนกิจกรรมชีวิตประจำวันของพระสงฆ์และงานชุมชนอีกลักษณะอยู่คนละฝั่ง ผู้มาเยือนที่ตั้งใจ “เดินชม” จะอ่านผังวัดได้ง่ายและสนุกขึ้น เพราะคุณสามารถตั้งคำถามได้ว่า แต่ละพื้นที่ถูกออกแบบให้รองรับกิจกรรมแบบใด และเมืองเข้ามากำหนดรูปแบบการใช้พื้นที่ของวัดอย่างไร
 
เมื่อพูดถึงความเก่าแก่ วัดพลับพลาชัยถูกเล่าว่าเริ่มสร้างในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา และมีการอธิบายกรอบเวลาไว้ในช่วง พ.ศ. 2229 – 2310 ซึ่งเป็นช่วงปลายอยุธยาที่สังคมไทยมีความคึกคักทั้งการค้าและการเมือง เมื่อตัดสินใจตั้งวัดขึ้น ชุมชนในเมืองไม่ได้ปล่อยให้เป็นภาระของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นการรวมทุนของขุนนาง พ่อค้า คหบดี และประชาชนร่วมกัน ภาพนี้ทำให้วัดพลับพลาชัยเป็นมากกว่าวัดประจำพื้นที่ เพราะเป็น “ผลรวมพลังของคนเมือง” ที่อยากได้พื้นที่ศรัทธาและพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นศูนย์กลางทางใจของชุมชน การมีส่วนร่วมแบบนี้มักเป็นคำตอบว่าทำไมวัดจำนวนมากในเมืองเก่าไทยถึงอยู่รอดและมีพัฒนาการต่อเนื่องมาหลายร้อยปี
 
หลักฐานที่ใช้ยืนยันความเก่าแก่ของวัดพลับพลาชัยอย่างเป็นรูปธรรมที่สุดคือ “พระประธานในอุโบสถ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นแบบสุโขทัยที่นิยมสร้างกันมากในสมัยอยุธยาตอนปลาย หากคุณเป็นคนชอบดูศิลปะวัดไทยแบบเก็บรายละเอียด การยืนดูพระประธานองค์นี้จะให้ความรู้สึกเหมือนกำลังอ่านภาษาช่างของอดีต เพราะรูปแบบสุโขทัยที่ถูกสร้างในบริบทอยุธยามักสะท้อนการรับอิทธิพลและการตีความใหม่ของสกุลช่าง นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยเสด็จมาทอดพระเนตรและทรงให้คำรับรองว่าเป็นฝีมือช่างสมัยอยุธยาตอนปลาย ซึ่งยิ่งทำให้พระประธานเป็น “แกนหลัก” ของการอ่านประวัติวัด เพราะไม่ใช่แค่พระพุทธรูปที่อยู่ในอุโบสถ แต่เป็นหลักฐานที่ช่วยวางอายุและชั้นเวลาให้กับสถานที่
 
เมื่อกาลเวลาผ่านเข้าสู่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัดพลับพลาชัยมีช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญที่ทำให้ภาพของวัด “มีรสชาติแบบไทย-จีน” ชัดขึ้น กล่าวคือมีบันทึกว่าในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วัดพลับพลาชัยถูกสร้างมาแล้ว และราว พ.ศ. 2340 ได้มีพระภิกษุเชื้อสายจีนรูปหนึ่งมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านได้รื้ออุโบสถหลังเก่าที่ชำรุดและสร้างอุโบสถหลังใหม่แบบก่ออิฐถือปูนในเขตวิสุงคามสีมาเดิม โดยยังอัญเชิญพระประธานองค์เดิมเข้ามาประดิษฐานไว้ในอุโบสถหลังใหม่ นี่เป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะสะท้อนความคิดเรื่อง “รักษาของเดิม” ควบคู่กับ “สร้างให้ใช้ได้จริง” การเปลี่ยนโครงสร้างไม่เท่ากับตัดขาดความศักดิ์สิทธิ์เดิม แต่เป็นการประคองให้วัดดำรงอยู่ต่อไปในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานของคนในยุคนั้น
 
สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเจ้าอาวาสเชื้อสายจีนรูปนี้ได้ แม้จะไม่อาจสืบทราบนามจริงอย่างแน่ชัด ก็คือร่องรอยศิลปะจีนที่ท่าน “ฝากไว้” ผ่านสิ่งปลูกสร้างหลายอย่าง จนชาวบ้านเรียกท่านติดปากว่า “หลวงพ่อจีน” หนึ่งในภาพจำที่ชัดที่สุดคือ “เก๋งจีนหน้าอุโบสถ” ซึ่งท่านสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่บรรเลงดนตรีในเวลามีผู้นำนาคมาอุปสมบท เก๋งจีนไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้างสวยงาม แต่เป็นหลักฐานทางสังคมที่บอกว่า วัดในยุคนั้นเป็นพื้นที่รวมคน เป็นพื้นที่พิธีกรรม และเป็นพื้นที่งานประเพณีที่มีเสียงดนตรี มีการเฉลิมฉลอง และมีชุมชนมาร่วมกันอย่างหนาแน่น
 
ยังมีเรื่องเล่าที่ชวนให้เห็นภาพความสัมพันธ์ไทย-จีนในช่วงปลายอยุธยาต่อเนื่องต้นรัตนโกสินทร์ผ่าน “สิงห์โตหิน” ที่เคยตั้งอยู่คู่กันบริเวณหน้าอุโบสถ (แต่ปัจจุบันหายไปแล้ว) มีการเล่าว่าสิงห์โตหินคู่นี้เป็นของที่พ่อค้าจีนนำมาถวาย และเป็นสิงห์โตที่แกะสลักมาจากเมืองจีน เมื่อโยงเข้ากับบริบทการค้าทางเรือในอดีต เราจะเข้าใจภาพมากขึ้นว่า พ่อค้าจีนในสมัยนั้นมักนำรูปสิงห์โตหรือรูปตุ๊กตาจีนมาใช้เป็น “อับเฉา” ถ่วงเรือสำเภา และเมื่อขึ้นฝั่งก็อาจกลายเป็นของถวายวัดหรือของกำนัลในเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม เรื่องเล่าแบบนี้ทำให้วัดพลับพลาชัยไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ศาสนา แต่เป็น “จุดตัดของการค้าและวัฒนธรรม” ที่เคยมีชีวิตจริงในเมืองเพชรบุรี
 
อีกสิ่งที่ยืนยันภาพลูกผสมทางศิลปะได้ดีคือ ศาลาการเปรียญที่หลวงพ่อจีนสร้างขึ้นถัดจากวิหารไปทางทิศเหนือ โดยสร้างเป็นทรงไทยสมัยอยุธยา แต่มีบันไดด้านข้างทิศใต้ก่ออิฐถือปูนจำนวน 2 บันได แยกทางขึ้นลงคนละทาง ลักษณะนี้ถูกเปรียบว่า “คล้ายบ้านขุนนางจีนในกรุงปักกิ่ง” รายละเอียดเพียงจุดเดียวทำให้คนที่ชอบสถาปัตยกรรมสนุกขึ้นทันที เพราะเราจะเห็นว่าท่านไม่ได้ทำให้วัดกลายเป็นจีนทั้งหมด แต่เลือกวางองค์ประกอบจีนไว้ในจุดที่ทำให้การใช้งานสอดคล้องกับรสนิยมและความทรงจำของผู้คนในยุคนั้น ผลลัพธ์คือวัดพลับพลาชัยมีความเป็นไทยชัดเจนในโครงสร้างหลัก แต่มี “สำเนียงจีน” แทรกอยู่แบบพอดี จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของวัดในเมืองที่มีเครือข่ายพ่อค้าจีนเข้มแข็ง
 
วัดพลับพลาชัยยังปรากฏในเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ชาติในฐานะ “จุดยุทธศาสตร์” อยู่บ้าง มีการเล่าว่าในช่วงสงคราม 9 ทัพ กองทัพเรือของสมเด็จพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เคยมาขึ้นบกบริเวณหน้าวัดพลับพลาชัย ก่อนเดินทัพต่อไปทางอำเภอชะอำ–สามร้อยยอดเพื่อไปตีเมืองถลางในเวลากลางคืน ต่อให้คุณไม่ได้เป็นสายประวัติศาสตร์ทหารโดยตรง แต่การรู้ว่าพื้นที่หน้าวัดเคยเป็นจุดขึ้นบกของกองทัพจะทำให้ภาพเมืองเพชรบุรีชัดขึ้นว่า เมืองนี้ไม่ได้มีบทบาทแค่การค้าและวัฒนธรรม แต่ยังมีความหมายเชิงยุทธศาสตร์ในเครือข่ายเส้นทางชายฝั่งและการเคลื่อนกำลังในอดีต
 
ในอีกด้าน วัดพลับพลาชัยยังมี “หลักฐานทางวรรณกรรม” ที่ช่วยยืนยันว่ามีตัวตนและความรุ่งเรืองมานาน กล่าวคือมีการกล่าวถึงวัดไว้ในนิราศเมืองเพชรบุรีของสุนทรภู่ ซึ่งท่านเดินทางมาราชการโดยทางเรือและบรรยายถึงวัดพลับพลาชัยไว้ การปรากฏชื่อวัดในงานนิราศทำให้วัดไม่ใช่เพียงสถานที่ที่คนในท้องถิ่นรู้จัก แต่เป็น “หมุดหมายในภาพจำของผู้เดินทาง” และเป็นฉากหนึ่งของเรื่องเล่าที่ถูกบันทึกไว้ในวรรณกรรมไทย การยืนอยู่ในวัดแล้วนึกภาพการเดินทางทางน้ำของคนสมัยก่อน จะทำให้คุณเข้าใจความสำคัญของแม่น้ำเพชรบุรีและเข้าใจว่าทำไมวัดที่ติดแม่น้ำถึงมักเป็นศูนย์กลางของชุมชน
 
ถ้าคุณมาเที่ยววัดพลับพลาชัยในวันนี้ แนะนำให้เดินชมแบบ “อ่านชั้นเวลา” เพื่อให้สถานที่เล่าเรื่องด้วยตัวเอง เริ่มจากฝั่งพุทธาวาสเพื่อกราบพระและทำความรู้จักแกนศรัทธาของวัดก่อน จากนั้นค่อยสังเกตอุโบสถและรายละเอียดที่เกี่ยวกับการบูรณะและการสร้างใหม่ในยุครัตนโกสินทร์ แล้วค่อยไปตามรอยศิลปะจีนบริเวณเก๋งจีนหน้าอุโบสถ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้วัดแตกต่างจากวัดทั่วไปในเมือง การเดินแบบนี้จะทำให้คุณเห็นความต่อเนื่องของชุมชนตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เห็นว่าศิลปะไม่เคยอยู่นิ่ง และเห็นว่าการอุปถัมภ์วัดในแต่ละยุคมัก “ทิ้งรอย” ไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรม วัสดุ หรือรูปแบบพิธีกรรม
 
อีกมุมที่ทำให้วัดพลับพลาชัยมีความร่วมสมัยคือการเป็นพื้นที่ของ “มรดกการแสดง” ผ่านพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ในวัด ซึ่งช่วยต่อภาพให้เห็นว่า วัดในเมืองเพชรบุรีไม่ได้ทำหน้าที่แค่พื้นที่ศาสนา แต่ยังเป็นพื้นที่เก็บรักษาความรู้และศิลปวัฒนธรรมของชุมชนด้วย หากคุณเป็นสายวัฒนธรรม การแวะส่วนพิพิธภัณฑ์ (หรือติดต่อสอบถามล่วงหน้าเพื่อเข้าชมกิจกรรม) จะทำให้ทริปมีความลึกขึ้น เพราะคุณจะเห็นการสืบทอดศิลปะการแสดงที่ต้องอาศัยช่างฝีมือและเครือข่ายคนในชุมชนอย่างแท้จริง
 
บรรยากาศการเยี่ยมชมวัดพลับพลาชัยโดยรวมจะสงบแต่ไม่เงียบเหงา เพราะเป็นวัดในเมืองที่ผู้คนยังแวะมาทำบุญอยู่เรื่อย ๆ ความเป็นวัดในเมืองทำให้คุณอาจได้เห็นภาพชีวิตประจำวันของผู้คนมากกว่าวัดที่อยู่นอกเส้นทาง เช่น คนแวะไหว้พระก่อนทำธุระ คนมาทำบุญแบบสั้น ๆ แล้วไปต่อ หรือคนเดินผ่านในเส้นทางลัดของเมือง สิ่งสำคัญคือการแต่งกายสุภาพ ใช้เสียงเบา และเดินชมอย่างสำรวม โดยเฉพาะหากมีพิธีกรรมหรือกิจกรรมของวัดในช่วงเวลาที่คุณไปเยือน เพื่อให้การท่องเที่ยวกับศรัทธาเดินไปด้วยกันได้อย่างกลมกลืน
 
การเดินทาง วัดพลับพลาชัยอยู่ในอำเภอเมืองเพชรบุรี เดินทางได้สะดวกทั้งรถส่วนตัว รถไฟ และรถโดยสาร หากขับรถจากกรุงเทพฯ สามารถใช้ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เข้าสู่ตัวเมืองเพชรบุรี แล้วมุ่งหน้าโซนถนนดำเนินเกษมและย่านเมืองเก่า จากนั้นใช้ระบบนำทางไปยังวัดได้โดยตรง หากเดินทางด้วยรถไฟ ให้ลงสถานีรถไฟเพชรบุรีแล้วต่อรถรับจ้างหรือรถในเมืองเข้าสู่ย่านถนนดำเนินเกษมซึ่งอยู่ไม่ไกล สำหรับคนที่อยากจัดทริปแบบ “เดินเมือง” วัดพลับพลาชัยเหมาะมากที่จะเป็นจุดเริ่มต้น เพราะสามารถต่อไปวัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) วัดใหญ่สุวรรณาราม วัดมหาธาตุวรวิหาร และชุมชนซอยตลาดริมน้ำได้ในระยะใกล้กัน ทำให้ทริปไหลลื่นโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางข้ามโซน
 
ถ้าคุณอยากใช้เวลาที่วัดให้คุ้ม แนะนำให้เริ่มจากการดูภาพรวมก่อน แล้วค่อยเลือก “ธีม” การชมของตัวเอง ถ้าคุณเป็นสายศิลปะ ให้โฟกัสที่พระประธานในอุโบสถและรายละเอียดเชิงช่าง จากนั้นไปดูเก๋งจีนและองค์ประกอบที่สะท้อนอิทธิพลจีน ถ้าคุณเป็นสายประวัติศาสตร์ ให้ลองอ่านวัดผ่านบทบาทพื้นที่กองทัพและเรื่องเล่าสงคราม รวมถึงนึกภาพการเดินทางทางน้ำในยุคสุนทรภู่ ถ้าคุณเป็นสายถ่ายภาพ ให้เดินช้า ๆ และเลือกมุมที่เห็นความเป็น “วัดในเมือง” คู่กับบรรยากาศริมแม่น้ำหรือแนวอาคารที่มีสำเนียงจีนปนอยู่ การเที่ยวแบบตั้งคำถามจะทำให้วัดเล่าเรื่องได้มากกว่าที่คิด และทำให้คุณรู้สึกว่าได้ “อ่านเมืองเพชรบุรี” ผ่านพื้นที่จริงอย่างแท้จริง
 
สุดท้าย วัดพลับพลาชัยเหมาะกับคนที่อยากเห็นเพชรบุรีแบบลึกขึ้นกว่าทะเลหรือคาเฟ่ เพราะนี่คือวัดที่พาเราย้อนกลับไปเห็นร่องรอยปลายอยุธยา เห็นการก่อร่างของเมืองผ่านการร่วมทุนของผู้คน เห็นอิทธิพลจีนที่เข้ามาในจังหวะเดียวกับการค้าสมัยเรือสำเภา และเห็นการรับรองทางประวัติศาสตร์ผ่านหลักฐานทั้งเชิงศิลปกรรมและเชิงวรรณกรรม เมื่อคุณเดินออกจากวัด คุณจะได้ทั้งความสงบแบบวัดไทย ได้ทั้งบริบทเมืองเก่า และได้ทั้งแรงบันดาลใจในการต่อทริปไปยังสถานที่สำคัญรอบ ๆ แบบวันเดียวที่คุ้มมาก
 
ชื่อสถานที่ วัดพลับพลาชัย เพชรบุรี
ที่อยู่ ถนนดำเนินเกษม ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี 76000
สรุปสถานที่ วัดเก่าใจกลางเมืองเพชรบุรีที่มีเรื่องเล่าตั้งแต่ปลายอยุธยา เคยเป็นพื้นที่กองทัพและมีพลับพลา ก่อนพัฒนาเป็นวัดที่ชุมชนร่วมทุนสร้าง โดดเด่นด้วยพระประธานปูนปั้นแบบสุโขทัยนิยมปลายอยุธยา และร่องรอยศิลปะจีนจาก “หลวงพ่อจีน” เช่น เก๋งจีนหน้าอุโบสถ เหมาะกับเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และเดินเมืองต่อทริปในโซนเมืองเก่า
จุดเด่นของสถานที่ ตำนานชื่อวัดจากพลับพลาและชัยชนะ, ผังวัดถูกถนนแบ่งเป็น 2 ฝั่ง (พุทธาวาส/สังฆาวาส), พระประธานปูนปั้นแบบสุโขทัยที่นิยมสร้างปลายอยุธยา, เก๋งจีนหน้าอุโบสถและร่องรอยศิลปะจีนจากหลวงพ่อจีน, เชื่อมโยงเหตุการณ์สงครามและวรรณกรรม (นิราศเมืองเพชร), มีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ในพื้นที่วัด
ผู้ดูแล/เจ้าอาวาส (ล่าสุด) พระครูวินัยธร ปริยัติ ธมฺมปาโล
เบอร์โทรติดต่อ (ถ้ามีข้อมูลยืนยันได้) 080-654-3795
การเดินทาง (สรุป) รถยนต์: จากถนนเพชรเกษมเข้าเมืองเพชรบุรีแล้วไปถนนดำเนินเกษม / รถไฟ: ลงสถานีรถไฟเพชรบุรีแล้วต่อรถในเมืองเข้าสู่ย่านเมืองเก่า
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) 1) ชุมชนซอยตลาดริมน้ำ เมืองเพชรบุรี – ประมาณ 0.2 กม.
2) วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) – ประมาณ 0.6 กม.
3) วัดใหญ่สุวรรณาราม วรวิหาร – ประมาณ 0.7 กม.
4) สถานีรถไฟเพชรบุรี – ประมาณ 1.2 กม.
5) วัดเขาบันไดอิฐ – ประมาณ 2.2 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) 1) เจ๊นก ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ – ประมาณ 0.2 กม. – โทร 032-410-162
2) ข้าวแช่แม่อร – ประมาณ 0.2 กม. – โทร 089-410-1969
3) ระเบียงริมน้ำ เพชรบุรี – ประมาณ 0.2 กม. – โทร 098-051-5636
4) ร้านขนมนกน้อย – ประมาณ 0.2 กม. – โทร 081-434-9627
5) M Story coffee and tea room – ประมาณ 0.2 กม. – โทร 098-826-9051
ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) 1) Sida Hostel – ประมาณ 0.6 กม. – โทร 089-135-6432
2) The Cozy Hotel Phetchaburi – ประมาณ 0.8 กม. – โทร 097-465-2288
3) A+ Hometel Phetchaburi – ประมาณ 1.1 กม. – โทร 097-978-5524
4) Royal Diamond Hotel Phetchaburi – ประมาณ 1.6 กม. – โทร 032-411-061
5) Sweet Dreams Guest House – ประมาณ 2.8 กม. – โทร 085-121-9666
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดพลับพลาชัย เพชรบุรี อยู่ตรงไหน?
ตอบ: วัดอยู่ถนนดำเนินเกษม ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมืองเพชรบุรี ใจกลางเมือง และอยู่ใกล้ย่านเมืองเก่า ทำให้เดินทางสะดวกทั้งรถส่วนตัวและรถไฟ
 
ถาม: วัดพลับพลาชัยมีความเก่าแก่แค่ไหน?
ตอบ: มีข้อมูลเล่าว่าวัดเริ่มสร้างในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีหลักฐานสำคัญคือพระประธานปูนปั้นแบบสุโขทัยที่นิยมสร้างกันมากในอยุธยาตอนปลาย
 
ถาม: ทำไมวัดนี้ถึงชื่อว่า “พลับพลาชัย”?
ตอบ: มีเรื่องเล่าว่าพื้นที่เดิมเคยเป็นที่ประชุมกองทัพและที่ฝึกอาวุธ และเคยมี “พลับพลา” ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ริมแม่น้ำเพชรบุรี เมื่อตั้งวัดจึงใช้ชื่อที่เป็นมงคลนามว่า “พลับพลาชัย”
 
ถาม: จุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดพลับพลาชัยคืออะไร?
ตอบ: นอกจากพระประธานในอุโบสถแล้ว วัดยังมีร่องรอยศิลปะจีนเด่น ๆ เช่น เก๋งจีนหน้าอุโบสถที่สร้างเพื่อใช้บรรเลงดนตรีในงานอุปสมบท ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ไทย-จีนในอดีต
 
ถาม: ควรใช้เวลาเที่ยววัดพลับพลาชัยประมาณกี่ชั่วโมง?
ตอบ: โดยทั่วไปใช้เวลา 1–2 ชั่วโมง หากต้องการเดินชมแบบอ่านเรื่องเล่า เก็บรายละเอียดสถาปัตยกรรม และต่อเส้นทางเดินเมืองใกล้ ๆ แนะนำเผื่อเวลาเพิ่มเป็น 2–3 ชั่วโมง
 
ถาม: ไปวัดพลับพลาชัยแล้วควรเที่ยวต่อที่ไหนใกล้ ๆ?
ตอบ: แนะนำต่อไปชุมชนซอยตลาดริมน้ำ วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) วัดใหญ่สุวรรณาราม และสถานีรถไฟเพชรบุรี ซึ่งอยู่ในโซนใกล้กันและจัดเป็นทริปวันเดียวได้
 
ถาม: ติดต่อวัดพลับพลาชัยได้ที่เบอร์ไหน?
ตอบ: สามารถติดต่อหมายเลข 080-654-3795 (ตามข้อมูลที่เผยแพร่เพื่อการติดต่อในกิจกรรม/การเข้าชมที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่วัด)
แผนที่ วัดพลับพลาชัย แผนที่วัดพลับพลาชัย
คำค้นคำค้น: วัดพลับพลาชัยวัดพลับพลาชัย วัดพลับพลาชัย เพชรบุรี วัดเก่าเพชรบุรี วัดในเมืองเพชรบุรี ที่เที่ยวเพชรบุรีในเมือง ประวัติวัดพลับพลาชัย เก๋งจีน วัดพลับพลาชัย พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ เพชรบุรี ถนนดำเนินเกษม เพชรบุรี เที่ยวเมืองเก่าเพชรบุรี
ปรับปรุงล่าสุดปรับปรุงล่าสุด: 1 เดือนที่แล้ว


แสดงความเห็น

แสดงความเห็น




คำค้น (ขั้นสูง)
   
Email :
  รหัสผ่าน :
  สมัครสมาชิก | ลืมรหัสผ่าน
 

Facebook Fanpage Facebook Fanpage

 

ภูมิภาค ภูมิภาคhttps://www.lovethailand.org/

ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(1)

แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(1)

พระราชวัง พระราชวัง(2)

ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(8)

พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(1)

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(4)

มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัด วัด(72/246)

สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(6)

โครงการในพระราชดำริ โครงการในพระราชดำริ

โครงการหลวง โครงการหลวง(6)

วิถีชีวิต วิถีชีวิต

หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(10)

ตลาดน้ำ ตลาดน้ำ(1)

ธรรมชาติ และสัตว์ป่า ธรรมชาติ และสัตว์ป่า

อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(4)

ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(3)

เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(3)

น้ำตก น้ำตก(5)

น้ำพุร้อน น้ำพุร้อน(1)

ถ้ำ ถ้ำ(13)

แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(1)

อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(11)

หมู่เกาะ หมู่เกาะ(1)

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(10)

บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(3)

โรงละคร โรงละคร(1)

กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(1)

บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร

รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(2)