พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน

Rating: 3.5/5 (6 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวเพชรบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: วันศุกร์ – วันอาทิตย์ (วันพฤหัสบดีเปิดรับเฉพาะหมู่คณะ/สถานศึกษา ตามการนัดหมาย)
เวลาเปิดทำการ: 09.00 – 17.00 น. (รอบสุดท้ายโดยทั่วไปประมาณ 16.00 น.)
พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน คือพระราชวังฤดูร้อนริมทะเลที่มีเสน่ห์แตกต่างจาก “วัง” ที่หลายคนคุ้นตา เพราะแทนที่จะเน้นความโอ่อ่าอลังการเป็นหลัก ที่นี่กลับโดดเด่นด้วยความเรียบง่าย สง่างาม และชาญฉลาดด้านการออกแบบเพื่อรับลมทะเลและความชื้นชายฝั่งอย่างเป็นธรรมชาติ พระราชนิเวศน์แห่งนี้เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ซึ่งทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้าง “อย่างพอดี” ไม่เปลืองพระราชทรัพย์เกินจำเป็น และทำให้พระราชวังไม้สักแห่งนี้กลายเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ (ไทยผสมยุโรป) ที่ผู้มาเยือนจำนวนมากยกให้เป็นหนึ่งในงานออกแบบอาคารไม้ที่งดงามที่สุดของชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน
ถ้าคุณกำลังหา “ที่เที่ยวเพชรบุรี” ที่ให้ได้ทั้งบรรยากาศทะเลและเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นปลายทางที่ตอบโจทย์มาก เพราะการเที่ยวที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงการเดินชมอาคารเก่า แต่เป็นการค่อย ๆ อ่าน “ความคิดของผู้สร้าง” ผ่านเสา ระเบียง ช่องลม และทางเดินที่เชื่อมต่อกันยาวต่อเนื่องเหมือนเมืองไม้เล็ก ๆ ยกพื้นเหนือผืนทราย เมื่อเดินตามทางเชื่อมใต้หลังคา คุณจะสัมผัสได้ถึงเหตุผลของการทำใต้ถุนสูง การเปิดโล่ง การใช้บานเกร็ดระบายความร้อน และการวางอาคารให้ลมทะเลไหลผ่านได้ตลอดเวลา ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนทั้งรสนิยมและความเข้าใจภูมิอากาศแบบคนอยู่จริง ไม่ใช่สร้างเพื่อโชว์อย่างเดียว
ในเชิงประวัติ พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเกี่ยวข้องกับช่วงปลายรัชกาลที่ 6 อย่างชัดเจน โดยมีข้อมูลว่าพระองค์เสด็จมาประทับที่นี่ถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2467 เป็นเวลาราว 3 เดือน และมีการเสด็จมาอีกครั้งในปีเดียวกัน ก่อนที่หลังจากนั้นจะมิได้เสด็จมาประทับอีก เนื่องจากอีกไม่กี่เดือนต่อมาพระองค์เสด็จสวรรคต ณ พระบรมมหาราชวัง เรื่องราวลักษณะนี้ทำให้ผู้มาเยือนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า พระราชนิเวศน์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมเพื่อการพักผ่อน แต่เป็น “พื้นที่ความทรงจำ” ที่บันทึกอารมณ์และบรรยากาศของช่วงเวลาเอาไว้ในรูปแบบที่จับต้องได้ผ่านไม้สัก แสง และลมทะเล
ปัจจุบัน พระราชนิเวศน์ยังคงอยู่บนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นค่ายพระรามหก (Rama VI Camp) ในการดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อกาลเวลาทำให้พระราชนิเวศน์ทรุดโทรมลงจนถึงขั้นปรักหักพัง จึงเกิดการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ โดยสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี พระราชธิดาพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระกรุณาโปรดให้ฟื้นฟูอย่างจริงจัง และทรงพระราชทานกำเนิด “มูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” พร้อมทรงรับไว้ในพระอุปถัมภ์ เพื่อเป็นกำลังหลักในการอนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมของประเทศต่อไป
หนึ่งในจุดเด่นที่ทำให้พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน “อ่านสนุก” คือรายละเอียดทางสถาปัตยกรรมที่มีเหตุผลรองรับแทบทุกจุด ตัวอาคารสร้างด้วยไม้สักทอง ลักษณะเป็นอาคาร 2 ชั้น เปิดโล่ง ยกใต้ถุนสูง โดยส่วนใต้ถุนบางส่วนทำเป็นคอนกรีตเพื่อความแข็งแรง หลังคาเป็นทรงปั้นหยา มุงด้วยกระเบื้องว่าวแบบสี่เหลี่ยมซึ่งช่วยกันแดดกันฝนได้ดี เพดานยกพื้นสูงและมีบานเกร็ดช่วยระบายความร้อน สิ่งที่ผู้คนพูดถึงมากคือจำนวน “เสา” ที่รองรับองค์พระที่นั่งทั้งหมดถึง 1,080 ต้น วางในแนวเดียวกันอย่างเป็นระเบียบ และมีการหล่อขอบฐานยกขอบขึ้นไปรางน้ำที่เรียกว่าบัวขอบเพื่อกันมดและสัตว์อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนความละเอียดรอบคอบของงานช่างในยุคที่ยังต้องต่อสู้กับสภาพแวดล้อมชายทะเลอย่างจริงจัง
ในภาพรวม พระที่นั่งทั้ง 3 องค์มีความยาวรวมทั้งสิ้นประมาณ 399 เมตร และแบ่งพื้นที่ใช้งานเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ท้องพระโรง เขตที่ประทับฝ่ายหน้า และเขตที่ประทับฝ่ายใน โดยมีทางเชื่อมต่อถึงกันตลอด นี่เป็นหัวใจของประสบการณ์ท่องเที่ยว เพราะคุณไม่จำเป็นต้อง “ตัดภาพ” จากอาคารหนึ่งไปอีกอาคารหนึ่งแบบข้ามฉาก แต่สามารถเดินต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ เหมือนอ่านเรื่องเล่าที่ลื่นไหลจากพื้นที่พิธีการสู่พื้นที่ส่วนพระองค์และพื้นที่ของฝ่ายใน และนั่นเองทำให้พระราชนิเวศน์มฤคทายวันมีอารมณ์แบบ “เดินแล้วไม่อยากหยุด” เพราะทุกช่วงทางเดินมีแสงเงา ลมทะเล และมุมมองของระเบียงที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา
เมื่อไล่ชมแบบเข้าใจโครงสร้าง คุณจะพบชื่ออาคารสำคัญจำนวนมาก ซึ่งช่วยให้จินตนาการภาพการใช้งานจริงในอดีตได้ชัดขึ้น เช่น พระที่นั่งสโมสรเสวกามาตย์ซึ่งเป็นพระที่นั่งองค์แรกทางทิศเหนือ มีลักษณะ 2 ชั้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เปิดถึงกันทั้งชั้นบนและชั้นล่าง มีรายละเอียดเกี่ยวกับพื้นที่สำหรับการแสดงละครและการจัดงาน โดยบริเวณทิศเหนือมีลักษณะเป็นเวทีที่ยกพื้นสูง และมีองค์ประกอบอย่างห้องควบคุมไฟสำหรับเวที รวมถึงพื้นที่รองรับนักแสดง ทำให้เราเห็นความผูกพันของรัชกาลที่ 6 กับศิลปะการละครและกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรมผ่านผังอาคาร ไม่ใช่แค่คำบอกเล่า
อีกองค์ประกอบที่ผู้มาเยือนมักสังเกตคือ “อัฒจันทร์” ตรงทางเข้า ซึ่งเป็นทางเสด็จพระราชดำเนิน โดยทางขึ้นและทางลงแยกกันคนละทาง และมีลาดพระบาทสำหรับเป็นทางเสด็จ ชั้นบนทำหน้าที่เป็นท้องพระโรงสำหรับเสด็จออกว่าราชการ รับพระราชอาคันตุกะ และประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ภายในยังมีห้องพระราชพิธีและภาพที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายส่วน จุดนี้ช่วยยืนยันว่าพระราชนิเวศน์มฤคทายวันไม่ได้เป็นแค่ “บ้านพักตากอากาศ” แต่เป็นพระราชฐานที่รองรับบทบาททางการปกครองและพิธีการได้ในระดับหนึ่งด้วย
จากนั้นจะพบหมู่พระที่นั่งสมุทรพิมาน ซึ่งประกอบด้วยอาคารต่าง ๆ ที่สัมพันธ์กับการประทับและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อาคารด้านหน้าที่เป็นบ้านพักของเจ้าพระยารามราฆพ (หม่อมหลวง เฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้สำเร็จราชการมหาดเล็ก ภายในมีห้องรับแขก ห้องน้ำ ห้องนอน และห้องทำงาน ส่วนพระที่นั่งสมุทรพิมานองค์ที่สองเป็นส่วนที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีห้องพระบรรทม ห้องทรงงาน ห้องสรง และห้องแต่งพระองค์ ขณะที่อาคารฝั่งตรงข้ามถูกใช้เป็นหอเสวยฝ่ายหน้า สำหรับเสวยพระกระยาหารและจัดงานเลี้ยงพระราชทาน ภาพรวมของโซนนี้ทำให้เห็นการจัดลำดับความเป็นส่วนตัวของพื้นที่อย่างมีชั้นเชิง ตั้งแต่สาธารณะไปสู่ส่วนพระองค์
อีกส่วนที่ถูกเล่าขานคือการเชื่อมโยงกับพระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี โดยมีข้อมูลว่าพระที่นั่งสมุทรพิมานองค์หนึ่งภายหลังโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่ประทับของพระนางเจ้าสุวัทนา และในช่วงหนึ่งพระองค์เสด็จมาประทับพร้อมด้วยพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ซึ่งมีพระครรภ์พระหน่อ การเล่าเรื่องนี้มักถูกจดจำในฐานะมิติชีวิตส่วนพระองค์ที่สะท้อนทั้งความหวังและความเปลี่ยนแปลงช่วงปลายรัชกาล และทำให้พระราชนิเวศน์แห่งนี้มีน้ำหนักทางอารมณ์มากกว่าแหล่งท่องเที่ยวเชิงสถาปัตยกรรมทั่วไป
ถัดไปคือหมู่พระที่นั่งพิศาลสาคร ซึ่งประกอบด้วยอาคารที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายในและการพักผ่อน เช่น อาคารหลังแรกที่เดิมเป็นท้องพระโรงฝ่ายใน ปัจจุบันมีบทบาทด้านกิจกรรม/การเรียนรู้บางส่วน หอเสวยฝ่ายในสำหรับเสวยพระกระยาหาร และพระที่นั่งพิศาลสาครซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิ์ศจี พระวรชายา ภายในมีห้องบรรทม ห้องรับแขก ห้องสรง ห้องแต่งพระองค์ และเฉลียงรับลมทะเล รวมถึงเรือนพระสุจริตสุดาที่เป็นบ้านพักของพระสุจริตสุดา พระสนมเอก รายละเอียดการจัดวางเฉลียงรับลมทะเลซ้ำ ๆ ในหลายอาคารเป็น “ภาษาสถาปัตยกรรม” ที่บอกชัดว่าแก่นของการอยู่ที่นี่คือการรับลม รับแสง และรับความสงบของชายฝั่ง มากกว่าการอยู่ในห้องทึบแบบตึกปูน
พระราชนิเวศน์มฤคทายวันยังมีพื้นที่สวนที่ถูกตั้งชื่อและออกแบบโดยเชื่อมโยงกับงานวรรณกรรมและพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ทำให้การเที่ยว “มีเนื้อหา” มากขึ้น ไม่ใช่เดินดูอาคารอย่างเดียว เช่น สวนเวนิสวานิชที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบทพระราชนิพนธ์ที่แปลจาก The Merchant of Venice ของเช็กสเปียร์ โดยมีแนวคิดเป็นพื้นที่พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สวนศกุนตลาที่เป็นลานกว้างซึ่งเคยใช้เป็นพื้นที่จัดการแสดงและกิจกรรมรับรองต่าง ๆ และสวนมัทนะพาธาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพระราชนิพนธ์เรื่องมัทนะพาธาหรือตำนานดอกกุหลาบ โดยมีการตกแต่งด้วยแนวไม้พุ่มอย่างเป็นระเบียบและคัดเลือกพรรณไม้ที่ทนแดดและไอทะเลได้ดี รายละเอียดเหล่านี้ช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจบุคลิกของผู้สร้างผ่านภูมิทัศน์ ไม่ใช่ผ่านอาคารเท่านั้น
สำหรับประสบการณ์ท่องเที่ยวจริง จุดที่ทำให้หลายคนประทับใจมากคือ “จังหวะของแสง” ที่ลอดผ่านแนวเสาและช่องลม เมื่อแสงแดดกระทบไม้สักจะเกิดโทนสีอบอุ่นแบบธรรมชาติ ภาพถ่ายที่ได้จึงมักมีความนุ่มลึกโดยไม่ต้องแต่งเยอะ หากมาช่วงเช้า แสงจะคมและคนมักน้อยกว่า เหมาะกับการถ่ายภาพมุมยาวของทางเดินและแนวเสา ส่วนช่วงบ่ายแก่ ๆ แสงจะเริ่มนุ่มและเกิดเงาทอดยาวสวย เหมาะกับภาพบรรยากาศที่สื่อความสงบมากขึ้น อย่างไรก็ตามเนื่องจากพื้นที่เป็นเขตที่มีการดูแลและเป็นสถานที่เชิงประวัติศาสตร์ จึงควรถ่ายภาพด้วยมารยาท ไม่ใช้ท่าทางล้อเลียน ไม่ส่งเสียงดัง และหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้มาเยือนคนอื่น โดยเฉพาะในโซนที่มีการอธิบาย/นำชม
เรื่องการแต่งกายเป็นอีกจุดที่ควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นสถานที่ที่เน้นความสุภาพเรียบร้อย ผู้มาเยือนควรสวมเสื้อมีแขนและกางเกง/กระโปรงยาวคลุมเข่าเป็นอย่างน้อยเพื่อความเหมาะสมกับสถานที่ และเพื่อให้การเข้าชมเป็นไปอย่างราบรื่น หากคุณตั้งใจมาถ่ายภาพ แนะนำเลือกสีเสื้อผ้าโทนอ่อนหรือโทนธรรมชาติ เพราะเข้ากับไม้สักและแสงทะเลได้ดีมาก และยังช่วยให้ภาพดูคลาสสิกแบบไม่หลุดอารมณ์สถานที่
การวางแผนเที่ยวแบบ “คุ้มค่า” มักแบ่งได้ 2 สไตล์ สไตล์แรกคือมาเพื่อเรียนรู้แบบจริงจัง เดินช้า ๆ อ่านป้าย ศึกษาผังพระที่นั่ง และให้เวลากับรายละเอียดของงานช่าง ซึ่งเหมาะกับคนที่สนใจสถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ หรือศิลปวัฒนธรรม สไตล์ที่สองคือมาเพื่อบรรยากาศและภาพถ่าย ใช้เวลาประมาณ 1–2 ชั่วโมงก็เก็บไฮไลต์ได้ โดยเน้นมุมทางเดินยาว แนวเสา เฉลียงรับลม และโซนสวนสำคัญ ทั้งสองสไตล์สามารถทำร่วมกันได้ในวันเดียว เพียงแต่ควรกะเวลาให้ไม่เร่งเกินไป เพราะเสน่ห์ของพระราชนิเวศน์มฤคทายวันคือการเดินอย่างไม่รีบและปล่อยให้ลมทะเลเป็นตัวกำหนดจังหวะ
ในภาพรวม พระราชนิเวศน์มฤคทายวันจึงเป็นปลายทางที่เหมาะทั้งกับคนไทยที่อยากเข้าใจเรื่องราวรัชกาลที่ 6 ในมุมที่เป็นมนุษย์มากขึ้น และชาวต่างชาติที่สนใจสถาปัตยกรรมไม้ในสภาพแวดล้อมเขตร้อน เพราะที่นี่แสดงให้เห็นว่า “ความงาม” และ “ความใช้งานได้จริง” สามารถไปด้วยกันได้อย่างแนบเนียน แค่เดินตามระเบียงแล้วฟังเสียงลม คุณก็จะเริ่มเข้าใจว่าทำไมพระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีบรรยากาศโรแมนติกแบบสงบ และเป็นหนึ่งในจุดหมายที่ทำให้คำว่า “ที่เที่ยวเพชรบุรี” มีมิติทางวัฒนธรรมมากกว่าการไปทะเลอย่างเดียว
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถขับรถลงใต้ตามถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) มุ่งหน้าสู่ชะอำ เมื่อเข้าโซนอำเภอชะอำให้สังเกตป้ายบอกทางไปค่ายพระรามหก/พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จากถนนใหญ่จะมีทางแยกเข้าไปยังพื้นที่พระราชนิเวศน์ จากนั้นขับต่อเข้าไปตามเส้นทางภายในจนถึงจุดจอดรถและทางเข้าชม หากเดินทางด้วยรถตู้/รถโดยสาร สามารถลงที่ชะอำแล้วต่อรถรับจ้างท้องถิ่นหรือเรียกรถผ่านแอป โดยแจ้งปลายทางว่า “พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (ค่ายพระรามหก)” เพื่อให้คนขับเข้าใจจุดหมายชัดเจน
| ชื่อสถานที่ | พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน (Mrigadayavan Palace) |
| ที่อยู่ | ค่ายพระรามหก (Rama VI Camp) ถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยทรายเหนือ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 76120 |
| สรุปสถานที่ | พระราชวังฤดูร้อนไม้สักริมทะเลในรัชกาลที่ 6 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ (ไทยผสมยุโรป) อาคารยกใต้ถุนสูง โปร่งโล่ง รับลมทะเล เชื่อมต่อกันด้วยทางเดินยาวต่อเนื่อง |
| จุดเด่นของสถานที่ | 1) สถาปัตยกรรมไม้สักไทยประยุกต์ที่โปร่งโล่งรับลมทะเล 2) โครงสร้างยกใต้ถุนสูงและทางเดินเชื่อมต่อยาวต่อเนื่อง (บรรยากาศถ่ายภาพสวยมาก) 3) รายละเอียดงานช่าง เช่น เสารองรับ 1,080 ต้น และบัวขอบกันมด/สัตว์ 4) มีโซนพระที่นั่งสำคัญ + สวนที่เชื่อมโยงพระราชนิพนธ์ (Venice Vanich, Sakuntala, Madana Patha) |
| ยุคสมัย/ประวัติ | พระราชวังฤดูร้อนของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตั้งพระราชประสงค์ให้สร้างอย่างเรียบง่ายเพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ ทรงเสด็จมาประทับที่นี่ 2 ครั้ง (พ.ศ. 2467 และปีเดียวกัน) ต่อมามีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่โดยอยู่ในความอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และมีมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวันเป็นกำลังหลักด้านการอนุรักษ์ |
| วันเปิดทำการ | วันศุกร์ – วันอาทิตย์ (วันพฤหัสบดีรับเฉพาะหมู่คณะ/สถานศึกษา ตามการนัดหมาย) |
| เวลาเปิดทำการ | 09.00 – 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ผู้ใหญ่ 90 บาท (มีอัตราบริจาค/ส่วนลดสำหรับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มพิเศษตามประกาศของสถานที่; การขึ้นชมบางโซน/รอบนำชมอาจมีอัตราบริจาคเพิ่มเติม) |
| วิธีการเดินทาง (สรุป) | จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม (ทางหลวง 4) มุ่งหน้าชะอำ สังเกตป้ายเข้า “ค่ายพระรามหก / พระราชนิเวศน์มฤคทายวัน” แล้วขับเข้าพื้นที่จนถึงจุดจอดรถและทางเข้าชม |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | จุดจอดรถ, ทางเดินภายใน, พื้นที่สวน, จุดถ่ายภาพ, เจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ (การเข้าชมแบบมีวิทยากรมีในบางรอบ/บางเงื่อนไข) |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ) | 1) หาดชะอำ (โซนกลางหาด) – 8 กม. 2) หาดค่ายพระราม 6 – 3 กม. 3) พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (โซนเหนือหาดชะอำ) – 6 กม. 4) อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร (Sirindhorn International Environmental Park) – 5 กม. 5) FN Outlet Hua Hin – 12 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) Mrigadayavan Tea Room – 0 กม. – 032-508-444 2) ร้านชานวัง (Chan Wang) – 7 กม. – 087-058-7643 3) กาแฟสดจ่าพริ้ง – 7 กม. – 061-516-6461 4) สเต็กหน้าวัง (Steak Na Wang) – 7 กม. – 092-691-6661 5) พานิช อีเตอรี่ (Panich Eatery) – 10 กม. – 096-954-1310 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยประมาณ + เบอร์โทร) | 1) Dusit Thani Hua Hin – 12 กม. – 032-520-009 2) The Regent Cha-Am Beach Resort – 16 กม. – 032-451-240 3) Veranda Resort & Villas Hua Hin – Cha Am – 20 กม. – 032-709-000 4) Cher Resort – 14 กม. – 032-508-508 5) Radisson Resort & Spa Hua Hin – 14 กม. – 032-708-300 |
| เบอร์ติดต่อสถานที่ | 032-508-444 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: พระราชนิเวศน์มฤคทายวันเปิดวันไหน และควรไปช่วงเวลาใดดีที่สุด?
ตอบ: โดยทั่วไปเปิดให้เข้าชมวันศุกร์–อาทิตย์ เวลา 09.00–17.00 น. แนะนำไปช่วงเช้าเพื่ออากาศสบาย คนไม่แน่น และได้แสงถ่ายภาพทางเดินกับแนวเสาสวยเป็นพิเศษ
ถาม: ควรเผื่อเวลาเที่ยวกี่ชั่วโมงถึงจะคุ้ม?
ตอบ: ถ้าเดินชมละเอียด อ่านป้าย และเก็บบรรยากาศสวน แนะนำเผื่อ 2–3 ชั่วโมง แต่ถ้าเน้นถ่ายภาพไฮไลต์และเดินชมแบบย่นย่อ 1–2 ชั่วโมงก็เพียงพอ
ถาม: จุดเด่นทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ควรพลาดคืออะไร?
ตอบ: ไฮไลต์คืออาคารไม้สักยกใต้ถุนสูงที่โปร่งโล่งรับลมทะเล ทางเดินเชื่อมต่อยาวต่อเนื่อง เสารองรับจำนวนมาก (ตามข้อมูลที่เล่ากันคือ 1,080 ต้น) และรายละเอียดบานเกร็ด/ช่องลมที่ช่วยระบายความร้อน
ถาม: แต่งกายแบบไหนถึงจะเหมาะกับการเข้าชม?
ตอบ: แนะนำแต่งกายสุภาพ เสื้อมีแขน และกางเกง/กระโปรงยาวคลุมเข่า เพื่อความเหมาะสมกับสถานที่เชิงพระราชประวัติและเพื่อให้การเข้าชมราบรื่น
ถาม: ถ้าจะจัดทริปต่อในวันเดียว ใกล้ ๆ มีที่เที่ยวอะไรแนะนำ?
ตอบ: สามารถไปต่อโซนหาดชะอำ หาดค่ายพระราม 6 แวะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือแวะอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธรได้ โดยใช้เวลาเดินทางไม่นานและไม่อ้อมเส้นทางมาก
แสดงความเห็น
อัลบั้มรูป(3) 
| | ● ช่างภาพ: Korawee Ratchapakdee ● ลิงค์: flickr.com/photos/gnskrw ● ที่มา: facebook.com/noi.sft |
● ลิขสิทธิ์ภาพเป็นของช่างภาพ (800*500)
● ดูภาพขนาดเต็มได้จากแฟนเพจของช่างภาพ
● ดูภาพขนาดเต็มได้จากแฟนเพจของช่างภาพ
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage

หมวดหมู่:
กลุ่ม: 


สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(
ดอย และภูเขา(
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
น้ำตก(
น้ำพุร้อน(
ถ้ำ(
แม่น้ำลำคลอง(
อ่าว และชายหาด(
หมู่เกาะ(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
โรงละคร(
กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(