เส้นทางเดินทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

Rating: 3.6/5 (5 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวกาญจนบุรี
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: แนะนำช่วง 06:30 – 17:30 (เข้าชมได้ตามสภาพพื้นที่และเส้นทางชุมชน)
เส้นทางเดินทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (พื้นที่บ้องตี้) ในหมู่ 1 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นหนึ่งใน “ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์” ที่ไม่ได้ถูกจัดวางเป็นพิพิธภัณฑ์แบบเดินตามทางปูพื้น แต่เป็นพื้นที่จริงที่เคยมีบทบาทในฐานะทางผ่านเชิงยุทธศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ความพิเศษของเส้นทางลักษณะนี้คือคุณไม่ได้มาเพื่อดูอาคารใหญ่โต หากมาเพื่อ “อ่านภูมิประเทศ” และทำความเข้าใจว่าเหตุใดช่องเขา ลำห้วย ทางเกวียนเดิม และแนวสันเขาในเขตไทรโยคจึงเคยมีความหมายต่อการเคลื่อนกำลังในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ เมื่อเดินทางมาถึงบ้องตี้แล้วมองเห็นแนวเขาที่ทอดตัวยาว คุณจะเริ่มเข้าใจทันทีว่าพื้นที่ชายแดนลุ่มน้ำแควไม่ได้เป็นเพียงฉากหลังของธรรมชาติ แต่เป็นพื้นที่ที่ภูมิประเทศกำหนด “เส้นทาง” และเส้นทางกำหนด “ชะตากรรมของผู้คน” ในห้วงสงคราม
หากคุณคุ้นเคยกับกาญจนบุรีผ่านภาพสะพานข้ามแม่น้ำแคว ทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเชลยศึก บทความนี้จะพาคุณ “ต่อภาพให้ครบ” ด้วยอีกมุมหนึ่ง นั่นคือมุมของเส้นทางภาคพื้นดินที่เชื่อมพื้นที่ด้านในของจังหวัดไปสู่แนวชายแดน โดยเฉพาะพื้นที่บ้องตี้ที่ถูกกล่าวถึงในฐานะช่องทางการเคลื่อนกำลังของทหารญี่ปุ่นในช่วงต้นสงครามมหาเอเชียบูรพาในภูมิภาค การทำความเข้าใจเส้นทางนี้ไม่จำเป็นต้องยกศัพท์ทหารจำนวนมาก แต่ควรเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “ทำไมต้องผ่านตรงนี้” คำตอบอยู่ในภูมิประเทศของไทรโยคที่เป็นเทือกเขาสลับหุบเขา มีทางผ่านจำกัด และมีเส้นทางที่พาไปถึงฝั่งตะวันตกได้จริงในเชิงพื้นที่ เมื่อสงครามต้องการความเร็ว การเลือกช่องทางที่เหมาะสมย่อมเป็นสิ่งที่ทุกกองทัพให้ความสำคัญ
บ้องตี้อยู่ในอำเภอไทรโยคซึ่งเป็นพื้นที่ที่ธรรมชาติเข้มข้น ทั้งป่าเขา ลำน้ำ และแนวทางเดินที่เชื่อมหมู่บ้านเข้าหากันในภูมิประเทศแบบหุบเขา หากมองในมิติการท่องเที่ยว บ้องตี้ถูกพูดถึงในฐานะพื้นที่เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน แนวแคมป์ และกิจกรรมธรรมชาติ แต่หากมองในมิติประวัติศาสตร์ บ้องตี้เป็นชื่อที่ทำให้หลายคนย้อนกลับไปคิดถึงบทบาทของกาญจนบุรีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไม่ใช่เพียงฉากของการก่อสร้างทางรถไฟไทย–พม่าเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ที่ “มีทางผ่าน” และ “มีจุดตัดสินใจ” ของการเคลื่อนกำลังผ่านเส้นทางภูเขาสู่ฝั่งพม่าในบางภารกิจ การเดินทางมาบ้องตี้ในวันนี้จึงเหมือนการเดินทางไปพบจุดที่อดีตกับปัจจุบันซ้อนทับกันอยู่ โดยมีธรรมชาติเป็นฉากหน้า และความทรงจำของสงครามเป็นฉากหลังที่เราควรรับฟังอย่างระมัดระวัง
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราควรวางบ้องตี้ไว้ในแผนที่ความทรงจำของไทรโยค ซึ่งมีสถานที่อย่างวังโพ ช่องเขาขาด และแนวทางรถไฟสายประวัติศาสตร์เรียงรายอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทุกจุดเหล่านี้ไม่ได้เกิดความสำคัญขึ้นเพราะ “มีสิ่งปลูกสร้างสวยงาม” แต่เพราะเป็นพื้นที่ที่ยุทธศาสตร์มองว่าเดินทางผ่านได้ ควบคุมได้ และเชื่อมต่อได้ การกล่าวถึงเส้นทางเดินทัพที่บ้องตี้จึงควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายพื้นที่สงครามในกาญจนบุรี ไม่ใช่เรื่องแยกเดี่ยว เมื่อคุณเชื่อมเส้นเรื่องแบบนี้ การไปเยือนเส้นทางบ้องตี้จะไม่ใช่การไปเพื่อความแปลกใหม่อย่างเดียว แต่เป็นการไปเพื่อเข้าใจ “ภาพรวมของภูมิภาค” ในยุคนั้นว่าความยากลำบากของภูมิประเทศได้กำหนดการตัดสินใจของผู้คนอย่างไร
ในเชิงประวัติศาสตร์ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กาญจนบุรีกลายเป็นพื้นที่สำคัญอย่างมากในสมรภูมิเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมื่อญี่ปุ่นต้องการเส้นทางเชื่อมกำลังและเสบียงไปสู่พม่า การสร้างทางรถไฟไทย–พม่าซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “ทางรถไฟสายมรณะ” เป็นภาพจำสำคัญ และในพื้นที่ไทรโยคเองก็มีร่องรอยและสถานที่เพื่อการเรียนรู้จำนวนมาก เช่น ช่องเขาขาดที่เป็นจุดตัดผ่านภูเขาซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องราวของการก่อสร้างทางรถไฟในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย อย่างไรก็ดี ในภาพรวมของสงคราม เส้นทางไม่ได้มีเพียงรางรถไฟเท่านั้น ยังมีทางเดิน ทางลำเลียง และเส้นทางภาคพื้นดินที่ถูกใช้ในภารกิจบางช่วงบางตอน และ “ด่านบ้องตี้” เป็นหนึ่งในชื่อที่ปรากฏในคำบอกเล่าและงานเขียนเกี่ยวกับการเคลื่อนกำลังจากฝั่งกาญจนบุรีสู่แนวชายแดนเพื่อปฏิบัติการในฝั่งพม่า
สิ่งที่ควรทำความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาคือ “เส้นทางเดินทัพ” ในเชิงท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์มักไม่มีป้ายบอกทางเป็นทางการแบบพิพิธภัณฑ์ และบางส่วนอาจทับซ้อนกับเส้นทางชุมชนหรือเส้นทางธรรมชาติที่ถูกใช้ในปัจจุบัน ดังนั้นการมาเยือนควรตั้งอยู่บนหลักการสำคัญ 3 ข้อ คือความปลอดภัย ความเคารพสิทธิของชุมชน และความเคารพต่อความทรงจำของสงคราม หากคุณตั้งใจจะลงพื้นที่จริง ควรยอมรับว่าเป้าหมายไม่ใช่การ “พิสูจน์ด้วยสายตา” ว่าจุดใดคือจุดเดียวที่ถูกต้อง 100% แต่เป็นการมองภาพรวมของภูมิประเทศและทำความเข้าใจว่าพื้นที่บ้องตี้ในไทรโยคมีองค์ประกอบที่ทำให้มันเป็น “ทางผ่านได้จริง” อย่างไร และทำไมชื่อของมันจึงถูกพูดถึงในเรื่องเล่าสงครามที่เชื่อมกาญจนบุรีกับชายแดน
ประสบการณ์ของการมาเยือนพื้นที่บ้องตี้ในวันนี้จึงเป็นประสบการณ์แบบ “เดินทางเพื่อเรียนรู้” มากกว่าการเดินตามโปรแกรมสำเร็จรูป คุณอาจเริ่มจากการมองหาจุดอ้างอิงที่เข้าใจง่ายก่อน เช่น ไปยังแหล่งเรียนรู้สงครามที่จัดการเป็นระบบอย่างช่องเขาขาดเพื่อให้ได้กรอบความเข้าใจ จากนั้นค่อยขยับเข้าสู่พื้นที่บ้องตี้ที่เป็นภูมิประเทศจริง การทำแบบนี้ช่วยให้เรื่องราวไม่หลุดลอย เพราะช่องเขาขาดและทางรถไฟสายประวัติศาสตร์มีข้อมูลอธิบายที่ชัดและช่วย “ตั้งต้นความรู้” ให้ผู้อ่านทั่วไป เมื่อคุณได้พื้นฐานแล้ว การมาเยือนเส้นทางบ้องตี้จะกลายเป็นการ “ต่อจิ๊กซอว์” มากกว่าการเริ่มจากศูนย์ และจะทำให้คุณสามารถอ่านภูมิประเทศได้อย่างมีเหตุผลยิ่งขึ้น
อีกประเด็นที่ทำให้พื้นที่นี้น่าสนใจคือ “ความเงียบของธรรมชาติ” ที่ตัดกับ “ความหนักของเรื่องเล่า” เมื่อคุณอยู่ในภูเขา ลมพัดผ่านยอดไม้ เสียงลำห้วย หรือความว่างของทางดิน จะทำให้คุณรับรู้ว่าการเคลื่อนกำลังในภูมิประเทศแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ในปัจจุบันเราจะมีถนน มีรถ และมีเทคโนโลยีช่วยนำทาง แต่ในช่วงสงคราม การเดินทางผ่านพื้นที่ภูเขาและชายแดนย่อมเกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้า ความเสี่ยง และการจัดการเสบียงอย่างเข้มงวด ภูมิทัศน์ของบ้องตี้จึงทำหน้าที่เป็น “ครู” ที่สอนเราโดยไม่ต้องพูดมาก เพียงแค่ให้เรายืนอยู่ตรงนั้นและคิดตามอย่างซื่อสัตย์
การเดินทาง เส้นทางสู่พื้นที่บ้องตี้ในอำเภอไทรโยคเหมาะกับการเดินทางด้วยรถส่วนตัวหรือการเหมารถจากตัวเมืองกาญจนบุรีหรือโซนไทรโยค เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขาและบางช่วงอาจมีบริการขนส่งสาธารณะจำกัดในด้านความถี่และความยืดหยุ่น วิธีวางแผนที่ปลอดภัยคือกำหนดจุดตั้งต้นเป็น “อำเภอไทรโยค” แล้วค่อยเข้าไปยังตำบลบ้องตี้ โดยควรเตรียมเชื้อเพลิงให้พร้อมก่อนเข้าพื้นที่ ตรวจสอบสภาพอากาศ โดยเฉพาะฤดูฝนที่เส้นทางภูเขาอาจลื่นหรือมีน้ำป่า และควรเผื่อเวลาเดินทางมากกว่าปกติเล็กน้อย หากตั้งใจจะลงพื้นที่เส้นทางธรรมชาติจริง ควรแจ้งคนใกล้ชิดว่าคุณจะไปบริเวณใดและกลับเวลาใด เพื่อความปลอดภัย รวมถึงเตรียมน้ำดื่ม ยากันแมลง รองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี และไฟฉายสำรอง
ในแง่การเที่ยวให้ได้อรรถรส “เส้นเรื่อง” ที่แนะนำคือเริ่มต้นเช้าด้วยการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในจุดที่มีข้อมูลอธิบายชัด เช่น ช่องเขาขาด จากนั้นจึงขับเข้าสู่โซนบ้องตี้เพื่อสัมผัสภูมิประเทศจริง เมื่อทำแบบนี้ คุณจะไม่เพียงเห็นสถานที่เป็นจุด ๆ แต่จะเห็นกาญจนบุรีเป็น “พื้นที่เล่าเรื่อง” ที่มีทั้งรางรถไฟ หุบเขา เส้นทางชายแดน และชุมชนที่อยู่ร่วมกับภูมิประเทศเดียวกันมานาน การจัดทริปในลักษณะนี้ยังช่วยให้คุณใช้เวลาได้คุ้มค่า เพราะไทรโยคมีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่ผสมเข้ากับทริปได้ง่าย เช่น น้ำตกและจุดชมวิวริมแม่น้ำแควน้อย ทำให้การเดินทางหนักไปทางประวัติศาสตร์อย่างเดียวจนเหนื่อยเกินไป
ข้อควรระวังที่สำคัญที่สุดคือ “อย่ารุกล้ำพื้นที่โดยไม่ขออนุญาต” เพราะเส้นทางชุมชนและพื้นที่ชายแดนบางส่วนอาจมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยหรือเป็นที่ดินเอกชน การถ่ายภาพหรือการเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่แน่ชัดควรถามเจ้าของพื้นที่หรือคนในชุมชนก่อนเสมอ หากคุณต้องการสำรวจเชิงลึก คำแนะนำที่ปลอดภัยและให้คุณค่ามากคือการใช้ไกด์ท้องถิ่นหรือผู้รู้ในพื้นที่ ซึ่งไม่เพียงช่วยเรื่องเส้นทาง แต่ยังช่วยเล่าเรื่องในมุมชุมชนว่าพวกเขาอยู่ร่วมกับพื้นที่นี้อย่างไร การเคารพชุมชนจะทำให้ประสบการณ์ของคุณ “ยั่งยืน” และลดความเสี่ยงที่จะทำให้ผู้คนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวที่ไม่รับผิดชอบ
ในด้านมารยาทของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ สิ่งที่ควรทำคือรักษาความสงบ ไม่พูดหรือทำให้เรื่องสงครามกลายเป็นความบันเทิง และไม่เก็บสิ่งของจากธรรมชาติหรือพื้นที่ที่อาจเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แม้เส้นทางบ้องตี้จะไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่มีการจัดแสดงวัตถุอย่างเป็นทางการ แต่การวางตัวที่ให้เกียรติอดีตคือหัวใจของการมาเยือน นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการทิ้งพิกัดละเอียดลงสาธารณะหากเป็นจุดที่อ่อนไหวหรืออยู่ในพื้นที่ชุมชน เพื่อป้องกันการหลั่งไหลที่เกินการรองรับและปัญหาด้านความปลอดภัย
สุดท้าย หากคุณตั้งใจให้ทริปนี้ “ได้สาระ” จริง ๆ ลองตั้งคำถามกับตัวเองระหว่างเดินทางว่า เส้นทางเช่นนี้ทำให้เราเข้าใจอะไรเกี่ยวกับกาญจนบุรีมากขึ้นบ้าง บางคนอาจได้คำตอบเรื่องภูมิประเทศและยุทธศาสตร์ บางคนอาจได้คำตอบเรื่องความทรงจำของสงครามที่ยังตกค้างอยู่ในภูมิภาค และบางคนอาจได้คำตอบเรื่องความสำคัญของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพราะสถานที่ที่เกี่ยวกับสงครามไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นบทเรียนร่วมของมนุษย์ เมื่อคุณกลับออกจากบ้องตี้ สิ่งที่ควรติดตัวกลับไปอาจไม่ใช่แค่รูปถ่าย แต่เป็นความเข้าใจที่ลึกขึ้นว่า “พื้นที่หนึ่ง ๆ” สามารถบรรจุเรื่องราวได้มากเพียงใด และเราควรเดินทางอย่างไรให้ไม่ทำร้ายทั้งธรรมชาติและความทรงจำของผู้คน
| ชื่อสถานที่ | เส้นทางเดินทัพญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (พื้นที่บ้องตี้) |
| ที่ตั้ง | หมู่ 1 ตำบลบ้องตี้ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี |
| ที่อยู่ | ต.บ้องตี้ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี |
| สรุปสถานที่ | ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ในพื้นที่ภูเขาและเส้นทางชุมชนที่ถูกกล่าวถึงในบริบทการเคลื่อนกำลังช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เชื่อมโซนไทรโยคสู่แนวชายแดน เหมาะสำหรับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านภูมิประเทศจริง |
| จุดเด่นของสถานที่ | ได้อ่านภูมิประเทศชายแดนที่เป็นทางผ่านจริง, ต่อภาพประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ของกาญจนบุรีให้ครบขึ้น, บรรยากาศธรรมชาติสงบและเหมาะกับทริปเรียนรู้แบบรับผิดชอบ |
| วันเปิดทำการ | เปิดทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | แนะนำช่วง 06:30 – 17:30 (เข้าชมได้ตามสภาพพื้นที่และเส้นทางชุมชน) |
| สถานะปัจจุบัน | เป็นพื้นที่เส้นทางธรรมชาติ/ชุมชนในภูมิประเทศไทรโยค ควรเดินทางอย่างระมัดระวังและเคารพข้อจำกัดพื้นที่ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (พร้อมระยะทาง) | 1) ช่องเขาขาด (Hellfire Pass Interpretive Centre) (ประมาณ 55 กม.) โทร. 034-919-605 2) อุทยานแห่งชาติไทรโยค (ประมาณ 45 กม.) โทร. 034-686-024 3) น้ำตกไทรโยคน้อย (หน่วยพิทักษ์อุทยานฯ) (ประมาณ 35 กม.) โทร. 034-686-024 4) เมืองมัลลิกา ร.ศ.124 (ประมาณ 25 กม.) โทร. 034-540-884 5) อุทยานแห่งชาติเอราวัณ (ประมาณ 105 กม.) โทร. 034-574-222 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (พร้อมระยะทาง + เบอร์โทร) | 1) ครัวผักหวานบ้านไร่นฤบดินทร์ (ประมาณ 30 กม.) โทร. 086-384-1450 2) ครัวอาสา อาหารป่า (ประมาณ 25 กม.) โทร. 092-775-1978 3) บ้านกาแฟ (ประมาณ 25 กม.) โทร. 081-763-7792 4) อิ่มสุข สเต๊กเฮ้าส์ (FM Cafe / ImmSook SteakHouse) (ประมาณ 28 กม.) โทร. 098-437-4700 5) Bambooglamping cafe&camping (ประมาณ 32 กม.) โทร. 090-899-6424 |
| ที่พักใกล้เคียง (พร้อมระยะทาง + เบอร์โทร) | 1) Yoko River Kwai Resort (ประมาณ 38 กม.) โทร. 081-880-1002 2) River Kwai Resotel (ประมาณ 60 กม.) โทร. 081-734-5238 3) The FloatHouse River Kwai (ประมาณ 60 กม.) โทร. 084-725-8686 4) Hintok River Camp at Hellfire Pass (ประมาณ 55 กม.) โทร. 081-754-3898 5) Home Phutoey River Kwai Resort (ประมาณ 62 กม.) โทร. 081-817-5182 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ควรไปเส้นทางบ้องตี้ช่วงไหนถึงจะปลอดภัยและเดินสบาย?
ตอบ: แนะนำช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ โดยเฉพาะ 06:30–10:30 หรือ 15:30–17:30 เพราะอากาศไม่ร้อนจัด และยังมีแสงธรรมชาติพอสำหรับการเดินทางในภูมิประเทศภูเขา
ถาม: เส้นทางนี้เหมาะกับการพาเด็กหรือผู้สูงอายุไปไหม?
ตอบ: หากเป็นการไปแบบชมภูมิประเทศและเรียนรู้บริบทโดยไม่ลงเส้นทางป่าเชิงลึก สามารถพาไปได้ แต่ควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก ยากันแมลง และหลีกเลี่ยงการเดินในพื้นที่ลื่นหรือชัน รวมถึงไม่ควรกลับออกมาค่ำ
ถาม: ถ้าอยากได้สาระประวัติศาสตร์แบบเข้าใจง่าย ควรต่อเที่ยวที่ไหนในไทรโยค?
ตอบ: แนะนำให้ต่อเที่ยวช่องเขาขาด (Hellfire Pass) เพื่อเรียนรู้ภาพรวมสงครามและทางรถไฟไทย–พม่า แล้วจึงค่อยกลับมามองภูมิประเทศบ้องตี้ จะทำให้เข้าใจความหมายของ “เส้นทางผ่านภูเขา” ได้ชัดขึ้น
ถาม: การไปสำรวจควรระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษ?
ตอบ: ระวังการรุกล้ำที่ดินเอกชนหรือพื้นที่อ่อนไหวของชุมชน ควรถามคนในพื้นที่ก่อนเสมอ ไม่ทิ้งขยะ ไม่ส่งเสียงดัง และหลีกเลี่ยงการเดินลึกเพียงลำพัง โดยเฉพาะฤดูฝนที่เส้นทางอาจลื่นและเกิดน้ำป่าได้
ถาม: จัดทริปวันเดียวให้คุ้มควรแพลนอย่างไร?
ตอบ: รูปแบบที่คุ้มคือเช้าไปเรียนรู้ที่ช่องเขาขาด จากนั้นบ่ายขยับไปโซนบ้องตี้เพื่อสัมผัสภูมิประเทศ และปิดท้ายด้วยจุดเที่ยวธรรมชาติใกล้เคียงในไทรโยค เช่น โซนอุทยานแห่งชาติไทรโยคหรือบริเวณน้ำตก เพื่อให้ทริปสมดุลระหว่างสาระและการพักผ่อน
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage






หมวดหมู่:
กลุ่ม:
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
อาร์ตแกลเลอรี่(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
โบสถ์(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดท้องถิ่น(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(
ดอย และภูเขา(
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
น้ำตก(
น้ำพุร้อน(
ถ้ำ(
แม่น้ำลำคลอง(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
โรงภาพยนตร์(
กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมผจญภัย(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(