หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ >อ.ดอยสะเก็ด >ต.ลวงเหนือ > วัดวังธาร
TL;DR: วัดวังธาร อยู่ที่บ้านวังธาร หมู่ 8 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. จุดเด่นคือ วัดชุมชนที่เกิดจากแรงร่วมใจของชาวบ้าน มีประวัติการย้ายวัดจากดอยลองมาสู่บ้านวังธารเพราะปัญหาแหล่งน้ำ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนหมู่ 8.
วัดวังธาร

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
วัดวังธาร ตั้งอยู่เลขที่ 153 หมู่ 8 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายที่มีประวัติสัมพันธ์กับบ้านผาแตก บ้านวังธาร ดอยลอง และชุมชนลวงเหนืออย่างลึกซึ้ง จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือการก่อเกิดจากแรงศรัทธาของชาวบ้านที่ต้องการมีศูนย์กลางประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาใกล้ชุมชน จากวิหารไม้หลังเล็กมุงหญ้าคาใน พ.ศ. 2491 สู่สำนักสงฆ์วังธาร และต่อมาได้รับการยกเป็นวัดราษฎร์ใน พ.ศ. 2510 วัดวังธารจึงเป็นวัดที่บอกเล่าเรื่องราวของความร่วมมือ ความศรัทธา และการปรับตัวของชุมชนล้านนาได้อย่างชัดเจน
จุดเริ่มต้นของวัดวังธารเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2491 เมื่อราษฎรจากหมู่บ้านผาแตกและหมู่บ้านวังธารร่วมแรงกายแรงใจสร้างวิหารขึ้น 1 หลัง โดยมีพ่ออุ้ยหน้อย แม่อุ้ยทา สุปินตา เป็นผู้นำศรัทธา วิหารหลังแรกปลูกสร้างด้วยไม้ มุงด้วยหญ้าคา กว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของดอยลอง การเริ่มต้นจากอาคารเรียบง่ายเช่นนี้สะท้อนธรรมชาติของวัดชุมชนในอดีตที่ไม่ได้เกิดจากความใหญ่โตของสิ่งปลูกสร้าง แต่เกิดจากความจำเป็นทางศาสนาและแรงศรัทธาของชาวบ้านเป็นหลัก
หลังสร้างวิหารแล้ว ชาวบ้านได้ไปกราบนิมนต์หลวงพ่อทาและหลวงพ่อพรหม พรมจาโร ซึ่งเป็นสหธรรมิกกันจากสำนักวัดโพธิ์ทองเจริญ หรือป่าตึง ให้มาจำพรรษาในสถานที่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดดอยลอง” เป็นเวลา 1 ปี การนิมนต์พระสงฆ์มาจำพรรษามีความสำคัญต่อการตั้งต้นวัด เพราะทำให้พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศาลาหรือวิหารชุมชน แต่เริ่มมีบทบาทเป็นสถานที่ประกอบกิจของสงฆ์และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง
ใน พ.ศ. 2492 ชาวบ้านได้ย้ายมาปลูกสร้างวัดใหม่ทางทิศใต้ของดอยลอง เหตุผลสำคัญคือเพื่อให้วัดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางระหว่างบ้านผาแตกและบ้านวังธาร เนื่องจากทั้ง 2 หมู่บ้านยังไม่มีวัดสำหรับประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การย้ายครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าวัดวังธารไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งเท่านั้น แต่เกิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่กลางของชุมชนหลายกลุ่ม เป็นศูนย์กลางทางใจและทางพิธีกรรมของผู้คนที่อยู่รอบดอยลอง
ใน พ.ศ. 2495 หลวงพ่อทามรณภาพ เหลือหลวงพ่อพรหม พรมจาโรจำพรรษาเพียงลำพังอยู่ระยะหนึ่ง ในปีเดียวกันนั้น ตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ดว่างลง พระครูสังฆกิจจารักษ์ หรือพ่อหนานสม สุทธคำ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสะเก็ด ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรักษาการเจ้าคณะอำเภอดอยสะเก็ด ช่วงเวลานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวัด เพราะพ่อแสง ก้อนยะ พ่อสม คำยอดใจ และพ่อน้อยนวล สุนันตา ได้ทำเรื่องถึงพระครูสังฆกิจจารักษ์เพื่อขอย้ายวัดดอยลองมาตั้งอยู่ในหมู่บ้านวังธาร
เหตุผลของการย้ายวัดจากพื้นที่เดิมมาสู่หมู่บ้านวังธารคือปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากพื้นที่เดิมอยู่บนเนินสูง ทำให้การจัดหาแหล่งน้ำทำได้ยาก พระครูสังฆกิจจารักษ์จึงเดินทางมาสำรวจพื้นที่ที่จะตั้งวัดแห่งใหม่ และเห็นว่าพื้นที่ในหมู่บ้านวังธารมีความเหมาะสมต่อการสร้างวัดในระยะยาว การตัดสินใจย้ายวัดจึงไม่ใช่เรื่องสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของชุมชน น้ำกินน้ำใช้ ความสะดวกของชาวบ้าน และอนาคตของศาสนสถาน
การตั้งวัดในพื้นที่บ้านวังธารได้รับการสนับสนุนจากผู้มีศรัทธาหลายคน โดยมีพ่อแสง ก้อนยะ พ่อสม คำยอดใจ และพ่อหลวงมูล สหัสแปง เป็นผู้ถวายที่ดินด้วยศรัทธาอันแรงกล้า ต่อมาพระครูสังฆกิจจารักษ์อนุญาตให้ตั้งเป็นสำนักสงฆ์ และรายงานไปยังกรมการศาสนา สำนักสงฆ์แห่งนี้ได้รับชื่อว่า “สำนักสงฆ์วังธาร” และขึ้นอยู่กับกองทะเบียนกรมการศาสนาใน พ.ศ. 2496 นับเป็นช่วงเวลาที่พื้นที่ศรัทธาของชาวบ้านเริ่มมีสถานะทางศาสนาเป็นระบบมากขึ้น
ใน พ.ศ. 2500 หลวงพ่อพรหมย้ายกลับไปยังบ้านเดิมที่เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พ่อแสงจึงกราบนิมนต์หลวงพ่อหมื่น ญาณรังสี จากวัดบ้านน้อย อำเภอสันกำแพง มาเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาใน พ.ศ. 2503 หลวงพ่อหมื่น ญาณรังสี และคณะศรัทธาร่วมกันสร้างวิหารหลังใหม่ ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2507 วิหารหลังนี้จึงเป็นหนึ่งในสิ่งปลูกสร้างสำคัญที่สะท้อนการพัฒนาจากสำนักสงฆ์สู่ศาสนสถานของชุมชนที่มั่นคงยิ่งขึ้น
ใน พ.ศ. 2510 กรมการศาสนายกวัดที่เป็นสำนักสงฆ์ให้เป็นวัดราษฎร์ทั่วประเทศจำนวน 12 แห่ง และสำนักสงฆ์วังธารเป็น 1 ใน 12 แห่งนั้น การได้รับยกฐานะเป็นวัดราษฎร์ทำให้วัดวังธารมีสถานะทางศาสนาที่ชัดเจนขึ้น และกลายเป็นวัดของชุมชนอย่างเป็นทางการ ต่อมาใน พ.ศ. 2511 หลวงพ่อหมื่น ญาณรังสี ขอย้ายกลับไปยังวัดน้อยสันกำแพง ทำให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังธารว่างลงจนถึง พ.ศ. 2521
ระหว่าง พ.ศ. 2511 ถึง พ.ศ. 2521 มีพระภิกษุหลายรูปมาจำพรรษาที่วัดวังธาร ได้แก่ พระอธิการพรหม พระอธิการคำแสน พระเชี่ยวชาญ ปัญญาวุฑฺโฒ พระประสงค์ เมธีวุฒิกร และพระวิสูตร ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่วัดยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศาสนาของชุมชน แม้ตำแหน่งเจ้าอาวาสจะว่างอยู่เป็นระยะ การมีพระภิกษุมาจำพรรษาอย่างต่อเนื่องช่วยให้กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาในชุมชนบ้านวังธารไม่ขาดช่วง
ใน พ.ศ. 2521 เจ้าคณะแต่งตั้งพระคำปัน กิตฺติโสภโณ เป็นรักษาการเจ้าอาวาส ต่อมาใน พ.ศ. 2528 มีการสร้างอุโบสถ 1 หลัง โดยคุณอำไพ บัวเย็น เป็นเจ้าภาพสร้างถวาย และอุโบสถแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2532 การสร้างอุโบสถมีความสำคัญอย่างมากต่อวัด เพราะเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบสังฆกรรมและเป็นศูนย์กลางของพิธีกรรมสำคัญของพระสงฆ์และชุมชน
ใน พ.ศ. 2535 คณะศรัทธาร่วมกันสร้างกุฏิขึ้น 1 หลัง และแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2538 กุฏิหลังนี้ได้รับชื่อว่า “กิตติโสภโณ” เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระคำปัน กิตฺติโสภโณ ซึ่งมรณภาพในปีเดียวกัน การตั้งชื่อกุฏิตามฉายาของท่านสะท้อนความเคารพและความผูกพันของชาวบ้านที่มีต่อพระผู้ดูแลวัดในช่วงเวลาสำคัญของการพัฒนา
หลังพระอธิการคำปัน กิตฺติโสภโณ มรณภาพใน พ.ศ. 2538 ชุมชนได้กราบนิมนต์พระกนิษฐ์ คนฺธสีโล รองเจ้าอาวาสวัดขุมยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาเป็นรักษาการแทนเจ้าอาวาส ต่อมาใน พ.ศ. 2541 เจ้าคณะตำบลแต่งตั้งพระกนิษฐ์ คนฺธสีโล เป็นเจ้าอาวาสวัดวังธาร ลำดับดังกล่าวแสดงให้เห็นความต่อเนื่องในการดูแลวัดและความพยายามของคณะสงฆ์กับชุมชนในการรักษาบทบาทของวัดให้มั่นคง
ใน พ.ศ. 2551 วัดได้รื้อถอนวิหารหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม และวางศิลาฤกษ์สำหรับการสร้างวิหารหลังใหม่ในปีเดียวกัน เหตุการณ์นี้สะท้อนการสืบทอดและการปรับปรุงศาสนสถานตามกาลเวลา วัดวังธารไม่ได้หยุดอยู่กับประวัติเดิม แต่ยังคงปรับตัวตามความจำเป็นของชุมชนและสภาพอาคาร เพื่อให้วัดสามารถรองรับการประกอบศาสนกิจของชาวบ้านได้ต่อไป
สิ่งที่ควรชมเมื่อมาเยือนวัดวังธารคือบรรยากาศของวัดชุมชนที่มีรากประวัติชัดเจน ผู้มาเยือนสามารถไหว้พระ ทำบุญ ชมพื้นที่วัด ลานวัด อุโบสถ กุฏิ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางศาสนา จุดเด่นของวัดไม่ได้อยู่ที่ความเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ แต่อยู่ที่เรื่องราวของการสร้างวัดจากแรงศรัทธา การย้ายวัดเพราะปัญหาน้ำ การรวมใจของชาวบ้าน และการรักษาวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนบ้านวังธาร
บทบาทของวัดวังธารต่อชุมชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง วัดเป็นพื้นที่ทำบุญวันพระ ฟังธรรม ถวายสังฆทาน จัดงานกฐิน ผ้าป่า และงานบุญตามปฏิทินพุทธศาสนา ในสังคมล้านนา วัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธี แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคนในหมู่บ้าน ช่วยรักษาความทรงจำร่วมของชุมชน และเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดคุณค่าทางศีลธรรมจากรุ่นสู่รุ่น
วัดวังธารยังเหมาะสำหรับการจัดเส้นทางเที่ยวเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมไทลื้อและธรรมชาติของดอยสะเก็ด ตำบลลวงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนไทลื้อ บ้านลวงเหนือ วัดศรีมุงเมือง เขื่อนแม่กวงอุดมธารา และแหล่งเรียนรู้ท้องถิ่นหลายแห่ง นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากวัดวังธารเพื่อทำความเข้าใจวัดชุมชน จากนั้นไปต่อที่วัดศรีมุงเมืองหรือชุมชนไทลื้อเมืองลวงเหนือ เพื่อเห็นภาพวัฒนธรรมล้านนาและไทลื้อในพื้นที่เดียวกัน
การเดินทางมายังวัดวังธารสามารถเริ่มจากตัวเมืองเชียงใหม่ ใช้เส้นทางถนนเชียงใหม่-ดอยสะเก็ดหรือทางหลวงหมายเลข 118 มุ่งหน้าอำเภอดอยสะเก็ด จากนั้นเข้าสู่ตำบลลวงเหนือและบ้านวังธาร หมู่ 8 วัดตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชน ใกล้เส้นทางไปเขื่อนแม่กวงอุดมธารา การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เพราะสามารถแวะเที่ยววัดใกล้เคียง ร้านอาหาร และที่พักในดอยสะเก็ดได้ต่อเนื่อง
หากจัดโปรแกรมแบบครึ่งวัน สามารถเริ่มต้นที่วัดวังธารเพื่อไหว้พระและชมบรรยากาศวัดชุมชน จากนั้นเดินทางต่อไปยังเขื่อนแม่กวงอุดมธาราเพื่อชมวิวธรรมชาติ แวะวัดศรีมุงเมืองเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมไทลื้อ และปิดท้ายด้วยวัดพระธาตุดอยสะเก็ดซึ่งเป็นวัดสำคัญของอำเภอ เส้นทางนี้เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจทั้งประวัติวัด ชุมชนล้านนา ธรรมชาติ และอาหารท้องถิ่น
มารยาทในการเข้าชมวัดวังธารควรยึดหลักการเข้าวัดไทยทั่วไป แต่งกายสุภาพ ใช้น้ำเสียงเบา ถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่พื้นที่ที่กำหนด เคารพพระสงฆ์และผู้ที่มาทำบุญ หลีกเลี่ยงการรบกวนพิธีกรรม และไม่เข้าไปในเขตส่วนตัวของพระสงฆ์โดยไม่ได้รับอนุญาต การมาเยือนวัดชุมชนเช่นวัดวังธารควรให้ความสำคัญกับความสงบและความเคารพต่อพื้นที่ศรัทธาของคนท้องถิ่น
โดยสรุป วัดวังธาร เป็นวัดที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ชุมชนอย่างมาก เริ่มจากวิหารไม้เล็ก ๆ ใน พ.ศ. 2491 ผ่านการย้ายพื้นที่เพราะปัญหาน้ำ การตั้งเป็นสำนักสงฆ์วังธารใน พ.ศ. 2496 การยกเป็นวัดราษฎร์ใน พ.ศ. 2510 การสร้างวิหาร อุโบสถ และกุฏิในเวลาต่อมา จนกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนบ้านวังธาร วัดแห่งนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเข้าใจดอยสะเก็ดผ่านวัด ชุมชน และเรื่องเล่าทางศรัทธาที่สืบต่อกันมาหลายทศวรรษ
| ชื่อสถานที่ | วัดวังธาร |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Wat Wang Than / Wat Wang Tharn |
| ที่ตั้ง | บ้านวังธาร หมู่ 8 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ |
| ที่อยู่ | เลขที่ 153 หมู่ 8 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ 50220 |
| พิกัด | 18.92121, 99.14023 |
| ประเภทสถานที่ | วัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย |
| ไฮไลต์ | วัดชุมชนบ้านวังธารที่เริ่มจากวิหารไม้หลังเล็กใน พ.ศ. 2491 ต่อมาเป็นสำนักสงฆ์วังธาร และได้รับยกเป็นวัดราษฎร์ใน พ.ศ. 2510 |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | เริ่มสร้างจากแรงศรัทธาของชาวบ้านผาแตกและบ้านวังธารใน พ.ศ. 2491 ตั้งเป็นสำนักสงฆ์วังธารใน พ.ศ. 2496 และได้รับยกฐานะเป็นวัดราษฎร์ใน พ.ศ. 2510 |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อวัดสัมพันธ์กับบ้านวังธาร หมู่ 8 ตำบลลวงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งวัดหลังการย้ายจากบริเวณดอยลอง |
| สิ่งปลูกสร้างสำคัญ | วิหารหลังแรก พ.ศ. 2491, วิหารหลังใหม่ที่สร้างช่วง พ.ศ. 2503–2507, อุโบสถสร้างช่วง พ.ศ. 2528–2532, กุฏิกิตติโสภโณสร้างช่วง พ.ศ. 2535–2538 และการวางศิลาฤกษ์วิหารหลังใหม่ใน พ.ศ. 2551 |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแลตามลำดับประวัติ | หลวงพ่อทา, หลวงพ่อพรหม พรมจาโร, หลวงพ่อหมื่น ญาณรังสี, พระคำปัน กิตฺติโสภโณ และพระกนิษฐ์ คนฺธสีโล |
| ลักษณะเด่น | วัดชุมชนที่เกิดจากแรงร่วมใจของชาวบ้าน มีประวัติการย้ายวัดจากดอยลองมาสู่บ้านวังธารเพราะปัญหาแหล่งน้ำ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนหมู่ 8 |
| ประเพณี / งานบุญ | การทำบุญวันพระ การถวายสังฆทาน กฐิน ผ้าป่า และงานบุญตามปฏิทินพุทธศาสนา |
| บทบาทต่อชุมชน | ศูนย์รวมจิตใจของบ้านวังธารและชุมชนใกล้เคียง เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ฟังธรรม ทำบุญ และสืบทอดวิถีล้านนา |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เส้นทางเชียงใหม่-ดอยสะเก็ด หรือทางหลวงหมายเลข 118 เข้าสู่ตำบลลวงเหนือและบ้านวังธาร หมู่ 8 เหมาะกับรถยนต์ส่วนตัว รถเช่า หรือรถรับจ้าง |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดเป็นศาสนสถานของชุมชน และยังปรากฏในฐานข้อมูลวัด แหล่งท่องเที่ยว และแผนที่ปัจจุบัน |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | พื้นที่วัด ลานวัด วิหาร อุโบสถ กุฏิ และพื้นที่ประกอบศาสนกิจของชุมชน |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. เขื่อนแม่กวงอุดมธารา ประมาณ 2 กม. 2. ชุมชนไทลื้อเมืองลวงเหนือ ประมาณ 4 กม. 3. วัดศรีมุงเมือง ประมาณ 4 กม. 4. วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ประมาณ 10 กม. 5. ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประมาณ 14 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ร้านอาหารท่าเรือลุงเจริญ ประมาณ 2 กม. โทร. 081-961-4627 2. ร้านลื้อย่าง ลวงเหนือ ประมาณ 4 กม. โทร. 098-779-0333 3. ร้านลวงเหนือตามสั่ง ประมาณ 4 กม. โทร. 083-259-8202 4. ร้านอิ่มฝันตำอีสาน ลวงเหนือ ดอยสะเก็ด ประมาณ 4 กม. โทร. 080-905-5639 5. ร้านบ้านต้นปาล์ม อาหาร ประมาณ 5 กม. |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Wang Tarn Resort ประมาณ 1 กม. โทร. 081-021-8080 2. Soulmates Retreat ประมาณ 1 กม. 3. Sak Homestay ประมาณ 4 กม. โทร. 081-884-0093 4. The Palm Village ประมาณ 4 กม. โทร. 092-430-3850 5. Tao Garden Health Spa & Resort ประมาณ 5 กม. โทร. 084-028-0230 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดวังธารอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดวังธารตั้งอยู่เลขที่ 153 หมู่ 8 ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
ถาม: วัดวังธารมีประวัติเริ่มต้นอย่างไร?
ตอบ: วัดเริ่มจากการที่ชาวบ้านผาแตกและบ้านวังธารร่วมกันสร้างวิหารไม้หลังเล็กใน พ.ศ. 2491 บริเวณดอยลอง ก่อนย้ายมาตั้งในบ้านวังธารเพราะพื้นที่เดิมขาดแคลนน้ำ
ถาม: วัดวังธารได้รับยกเป็นวัดราษฎร์เมื่อใด?
ตอบ: วัดวังธารได้รับยกจากสำนักสงฆ์เป็นวัดราษฎร์ใน พ.ศ. 2510
ถาม: วัดวังธารมีสิ่งปลูกสร้างสำคัญอะไรบ้าง?
ตอบ: สิ่งปลูกสร้างสำคัญที่ปรากฏในประวัติ ได้แก่ วิหาร อุโบสถ กุฏิกิตติโสภโณ และพื้นที่ประกอบศาสนกิจของชุมชน
ถาม: วัดวังธารเหมาะกับนักท่องเที่ยวแบบไหน?
ตอบ: เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยววัดชุมชนแบบสงบ สนใจประวัติท้องถิ่น วิถีล้านนา และเส้นทางวัฒนธรรมลวงเหนือ-ดอยสะเก็ด
ถาม: ไปวัดวังธารควรเที่ยวคู่กับที่ไหน?
ตอบ: สามารถเที่ยวคู่กับเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ชุมชนไทลื้อเมืองลวงเหนือ วัดศรีมุงเมือง วัดพระธาตุดอยสะเก็ด และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ได้
ถาม: วัดวังธารเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: วัดเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพและรักษาความสงบภายในวัด
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคเหนือ
ปรับปรุงล่าสุด : 2 วันที่แล้ว



