หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดยะลา >อ.เมืองยะลา >ต.หน้าถ้ำ > วัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ)
TL;DR: วัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ) อยู่ที่ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.30 น. จุดเด่นคือ เป็นวัดถ้ำที่รวมศาสนสถาน โบราณสถาน ถ้ำธรรมชาติ โบราณวัตถุ ความเชื่อพื้นบ้าน และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนไว้ในพื้นที่เดียวกัน.

ยะลา

วัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ)

วัดคูหาภิมุข (วัดหน้าถ้ำ)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.30 น.
 
วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา เป็นปูชนียสถานสำคัญของภาคใต้ที่มีคุณค่าทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปกรรม ธรรมชาติ และวิถีศรัทธาของชุมชนท้องถิ่น วัดแห่งนี้ตั้งอยู่เลขที่ 136 หมู่ 1 บ้านหน้าถ้ำ ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปอำเภอยะหา ภายในวัดมีถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์โบราณขนาดใหญ่ มีรูปปั้นยักษ์ “พ่อท่านเจ้าเขา” บริเวณทางขึ้นถ้ำ มีหอวัฒนธรรมศรีวิชัยซึ่งเก็บรักษาโบราณวัตถุสำคัญ และมีสภาพแวดล้อมร่มรื่นจากภูเขาหินปูน ธารน้ำ และต้นไม้โดยรอบ ทำให้วัดคูหาภิมุขเป็นสถานที่ที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจยะลาได้ลึกกว่าการมองในฐานะเมืองชายแดน เพราะที่นี่คือหลักฐานของความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาและความต่อเนื่องของชุมชนเก่าแก่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
 
วัดคูหาภิมุขได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในสามปูชนียสถานสำคัญของภาคใต้ เช่นเดียวกับพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ความสำคัญดังกล่าวมาจากการเป็นแหล่งศาสนสถานเก่าแก่ที่สะท้อนการแพร่กระจายของพระพุทธศาสนาในบริเวณคาบสมุทรภาคใต้ตั้งแต่สมัยศรีวิชัย ภายในถ้ำมีพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวบ้านหน้าถ้ำ ชาวยะลา และผู้มาเยือนจากพื้นที่ใกล้เคียง ลักษณะของถ้ำที่เป็นโถงกว้างและมีปล่องแสงบนเพดานช่วยสร้างบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ เมื่อแสงธรรมชาติส่องลงมากระทบองค์พระและผนังถ้ำ ภาพที่ปรากฏจึงเป็นความงามที่เกิดจากทั้งธรรมชาติและศิลปะทางศาสนาในพื้นที่เดียวกัน
 
ชื่อเดิมของวัดคือ “วัดหน้าถ้ำ” ซึ่งเป็นชื่อที่เข้าใจง่ายและสัมพันธ์กับภูมิประเทศโดยตรง เพราะวัดตั้งอยู่บริเวณหน้าถ้ำบนภูเขาหินปูน ต่อมาในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “วัดคูหาภิมุข” คำว่า คูหา หมายถึงถ้ำหรือที่อยู่ภายในภูเขา ส่วนคำว่าภิมุขสื่อถึงตำแหน่งด้านหน้า เมื่อนำมารวมกันจึงยังคงเชื่อมโยงกับลักษณะพื้นที่เดิมของวัดอย่างชัดเจน ชื่อทางการใหม่นี้ทำให้วัดมีภาพจำเชิงประวัติศาสตร์และศาสนสถานมากขึ้น แต่ในชีวิตประจำวันชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเรียกอย่างคุ้นเคยว่า วัดหน้าถ้ำ
 
ประวัติของวัดคูหาภิมุขเชื่อมโยงกับการสร้างเมืองยะลาในยุคต้น โดยมีเรื่องเล่าว่าย้อนกลับไปถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อโปรดเกล้าฯ ให้พระยายะหริ่งมาสร้างเมืองยะลาและตั้งที่ว่าราชการ ณ บ้านท่าสาป ตำบลท่าสาป ต่อมามีการสร้างวัดขึ้นบริเวณริมเขาหน้าถ้ำ ชุมชนบริเวณนี้จึงมีความสัมพันธ์กับทั้งศาสนสถาน ภูเขา ถ้ำ และเส้นทางชุมชนโบราณ การที่วัดตั้งอยู่ใกล้ภูเขาหินปูนและถ้ำธรรมชาติทำให้พื้นที่นี้เป็นทั้งที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ และพื้นที่ธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อคนในท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน
 
สิ่งสำคัญที่สุดภายในวัดคือพระพุทธไสยาสน์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พ่อท่านบรรทม” ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำใหญ่ พระพุทธไสยาสน์องค์นี้มีความยาว 81 ฟุต 1 นิ้ว และมีการสันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 1300 อันเป็นช่วงเวลาที่สัมพันธ์กับความรุ่งเรืองของอาณาจักรศรีวิชัย ตามข้อมูลท้องถิ่นเชื่อกันว่าเดิมมีลักษณะเกี่ยวเนื่องกับคติปางนารายณ์บรรทมสินธุ์ เพราะมีภาพนาคแผ่พังพานปกพระเศียร ต่อมาจึงได้รับการปรับให้เป็นพระพุทธไสยาสน์สำหรับการสักการะในพระพุทธศาสนา องค์พระจึงเป็นจุดร่วมของความเชื่อ ศิลปะ และประวัติศาสตร์ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมในภาคใต้ได้อย่างลึกซึ้ง
 
เมื่อเข้าไปภายในถ้ำ ผู้มาเยือนจะพบพื้นที่คล้ายห้องโถงใหญ่ซึ่งได้รับการดัดแปลงและดูแลเป็นศาสนสถาน พื้นถ้ำใช้เป็นพื้นที่กราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ ส่วนผนังและเพดานถ้ำยังคงแสดงลักษณะธรรมชาติของถ้ำหินปูน มีหินงอกหินย้อย รอยผนังถ้ำ และช่องเปิดที่ทำให้แสงแดดลอดลงมาในบางช่วงเวลา ความแตกต่างระหว่างผิวหินธรรมชาติที่หยาบและองค์พระขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางทางศรัทธาทำให้บรรยากาศภายในถ้ำมีพลังทางสายตาและจิตใจ ผู้ที่เดินทางมาสักการะจึงไม่ได้พบเพียงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ แต่ได้สัมผัสพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ธรรมชาติและศรัทธาของมนุษย์ประกอบกันเป็นหนึ่งเดียว
 
บริเวณบันไดทางขึ้นถ้ำมีรูปปั้นยักษ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “พ่อท่านเจ้าเขา” หรือ “เจ้าเขา” เป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดคูหาภิมุข รูปปั้นนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพระพุทธไสยารักษ์ เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 พร้อมด้วยผู้ใหญ่ในตำบลหน้าถ้ำและชาวบ้านร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษาชุมชน รูปพ่อท่านเจ้าเขามีลักษณะเป็นยักษ์ยืนถือกระบอง สูงประมาณ 6 เมตร หน้าตาดุดัน มีเครื่องแต่งกายและรายละเอียดที่สะท้อนจินตนาการแบบพื้นบ้านชายแดนใต้ จึงเป็นทั้งประติมากรรมศรัทธาและงานช่างท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์สูง
 
ความเชื่อเกี่ยวกับพ่อท่านเจ้าเขาเป็นส่วนหนึ่งของเสน่ห์วัฒนธรรมหน้าถ้ำ ชาวบ้านเชื่อว่ายักษ์ตนนี้มีหน้าที่เฝ้ารักษาถ้ำและปกป้องทรัพย์สมบัติหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำจากผู้ไม่หวังดี ความเชื่อนี้ไม่ควรมองเป็นเพียงตำนานพื้นบ้านเท่านั้น แต่ควรมองในฐานะระบบความคิดที่ช่วยคุ้มครองพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และควบคุมพฤติกรรมของผู้คนให้เคารพสถานที่ เมื่อผู้มาเยือนเดินผ่านพ่อท่านเจ้าเขาก่อนเข้าสู่ถ้ำ จึงเหมือนผ่านประตูเชิงสัญลักษณ์จากพื้นที่สามัญเข้าสู่พื้นที่ศรัทธา ผู้เข้าชมควรใช้เสียงเบา แต่งกายสุภาพ และปฏิบัติต่อพื้นที่ด้วยความสำรวม
 
นอกจากพระพุทธไสยาสน์และพ่อท่านเจ้าเขาแล้ว วัดคูหาภิมุขยังมีหอวัฒนธรรมศรีวิชัย หรือพิพิธภัณฑ์ศรีวิชัย ซึ่งเป็นแหล่งเก็บรักษาโบราณวัตถุที่พบจากวัดถ้ำ ภูเขากำปั่น และพื้นที่ใกล้เคียง โบราณวัตถุเหล่านี้ประกอบด้วยพระพิมพ์ดินดิบ พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูปศิลา สถูปเม็ดพระศก อิฐฐานพระพุทธรูป เครื่องถ้วยชาม เทวรูปสำริด และหลักฐานอื่นที่ช่วยอธิบายพัฒนาการของพื้นที่หน้าถ้ำตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์เข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์ หอวัฒนธรรมแห่งนี้จึงทำให้วัดคูหาภิมุขไม่ใช่เพียงสถานที่ไหว้พระ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ยะลาและภาคใต้ตอนล่าง
 
เรื่องราวของหอวัฒนธรรมศรีวิชัยมีความสำคัญในตัวเอง เพราะเกิดจากความพยายามของวัดและชุมชนในการรวบรวมโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายอยู่ในพื้นที่ให้มาอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ และภาคภูมิใจในมรดกของท้องถิ่น กระบวนการเก็บรักษาเหล่านี้สะท้อนจิตสำนึกของชุมชนที่เห็นคุณค่าอดีตของตนเอง วัตถุจัดแสดงไม่ได้มีความหมายเพราะเป็นของเก่าเท่านั้น แต่มีความหมายเพราะเป็นหลักฐานที่บอกว่าพื้นที่หน้าถ้ำและท่าสาปเคยเป็นชุมชนที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับวัฒนธรรมภายนอก มีความเชื่อทางศาสนาที่หลากหลาย และมีพัฒนาการต่อเนื่องยาวนาน
 
วัดคูหาภิมุขยังได้รับความสำคัญจากการขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 การขึ้นทะเบียนนี้ช่วยยืนยันคุณค่าของพื้นที่ในฐานะแหล่งโบราณคดีและศิลปกรรมที่ควรอนุรักษ์ ไม่ใช่เพียงวัดชุมชนทั่วไป หลักฐานที่พบในบริเวณภูเขาวัดหน้าถ้ำแสดงให้เห็นการเข้ามาใช้พื้นที่ของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ มีทั้งเศษภาชนะดินเผา สถูปสำริด พระพิมพ์แบบทวารวดีศรีวิชัย และร่องรอยศิลปกรรมบนผนังถ้ำ ข้อมูลเหล่านี้ทำให้วัดแห่งนี้มีมิติทางวิชาการที่ลึกมากสำหรับผู้สนใจโบราณคดีภาคใต้
 
อีกหนึ่งหลักฐานสำคัญภายในพื้นที่คือจารึกพระปรมาภิไธยย่อ “ปปร 2471” ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเสด็จพระราชดำเนินมายังวัดคูหาภิมุขพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี หลักฐานนี้ช่วยเพิ่มน้ำหนักทางประวัติศาสตร์ให้วัด เพราะแสดงว่าวัดหน้าถ้ำเป็นสถานที่ที่ได้รับความสำคัญในระดับราชสำนัก นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ เสด็จมาในพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ ทำให้วัดคูหาภิมุขมีเรื่องราวเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ชาติในหลายช่วงเวลา
 
ในด้านธรรมชาติ วัดคูหาภิมุขมีภูมิทัศน์ที่โดดเด่นจากภูเขาหินปูนและถ้ำธรรมชาติ บริเวณวัดร่มรื่น มีธารน้ำไหลผ่าน และมีจุดที่น้ำใสไหลรินจากโขดหิน สภาพพื้นที่เช่นนี้ทำให้วัดมีบรรยากาศแตกต่างจากวัดในเมืองทั่วไป ผู้มาเยือนสามารถเดินชมธรรมชาติรอบวัดก่อนขึ้นไปยังถ้ำพระนอน เส้นทางบันไดมีร่มเงาของต้นไม้และภูเขาเป็นฉากหลัง ภายในถ้ำมีอากาศเย็นและสงบ ส่วนพื้นที่ภายนอกให้ความรู้สึกใกล้ชิดกับชุมชนหน้าถ้ำ ธรรมชาติที่ล้อมวัดจึงไม่ได้เป็นเพียงฉากสวยงาม แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางจิตใจของผู้มาเยือน
 
กิจกรรมหลักเมื่อมาถึงวัดคูหาภิมุขคือการสักการะพระพุทธไสยาสน์ ชมถ้ำพระนอน กราบพ่อท่านเจ้าเขา ชมหินงอกหินย้อย ศึกษาหอวัฒนธรรมศรีวิชัย พักผ่อนในพื้นที่ร่มรื่น และถ่ายภาพในจุดที่เหมาะสม ผู้ที่สนใจถ้ำมืดสามารถเข้าชมได้ตามเงื่อนไขของพื้นที่ โดยมีค่าบริการสำหรับถ้ำมืด 20 บาท ส่วนการเข้าชมพื้นที่วัดและถ้ำพระนอนโดยทั่วไปไม่มีค่าเข้าชม การเดินภายในวัดควรใช้รองเท้าที่เดินสะดวก ระมัดระวังพื้นเปียกหรือพื้นที่ลาดชัน และควรดูแลสิ่งของส่วนตัว โดยเฉพาะบริเวณที่มีลิงอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่วัด
 
วัดคูหาภิมุขยังเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนหน้าถ้ำและชาวพุทธในจังหวัดยะลา กิจกรรมที่มีการจัดต่อเนื่อง ได้แก่ งานส่งเสริมพระพุทธศาสนาในเทศกาลวันมาฆบูชา การเวียนเทียน การปฏิบัติธรรม การจัดนิทรรศการให้เยาวชนเรียนรู้อัตลักษณ์ของวัด และประเพณีตักบาตรเทโวกับชักลากเรือพระในเทศกาลวันออกพรรษา กิจกรรมเหล่านี้ทำให้วัดไม่ใช่โบราณสถานที่เงียบเฉพาะในอดีต แต่ยังเป็นวัดที่มีชีวิต มีพระสงฆ์ ชุมชน นักเรียน หน่วยงานรัฐ และประชาชนร่วมกันรักษาศาสนาและวัฒนธรรมท้องถิ่น
 
เจ้าอาวาสปัจจุบันของวัดคูหาภิมุขคือพระครูสิทธิปุญญาคม หรือจุลเดช จุลลุนาโค ซึ่งได้รับการกล่าวถึงในข่าวพิธีฉลองตราตั้งเจ้าอาวาสและกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของจังหวัดยะลา บทบาทของเจ้าอาวาสมีความสำคัญต่อวัดที่เป็นทั้งศาสนสถาน โบราณสถาน และแหล่งเรียนรู้ เพราะต้องดูแลการประกอบศาสนกิจของพระสงฆ์และชุมชน ควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อม ถ้ำ พระพุทธไสยาสน์ พื้นที่พิพิธภัณฑ์ และการประสานงานกับหน่วยงานด้านศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว การมีวัดที่ยังดำเนินกิจกรรมสม่ำเสมอทำให้ความสำคัญของวัดคูหาภิมุขต่อเมืองยะลายังคงต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
 
สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในภาคใต้ วัดคูหาภิมุขเป็นจุดศึกษาที่ควรให้เวลาอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง เพราะภายในพื้นที่เดียวกันมีทั้งศิลปะสมัยศรีวิชัย ความเชื่อพื้นบ้าน งานประติมากรรม โบราณวัตถุ ถ้ำธรรมชาติ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ราชสำนัก หากเดินชมเพียงเร็ว ๆ อาจเห็นแค่องค์พระนอนและยักษ์หน้าถ้ำ แต่ถ้าอ่านป้าย สังเกตรายละเอียด และเชื่อมโยงข้อมูลกับบริบทพื้นที่ จะพบว่าวัดนี้เป็นเหมือนหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหญ่ที่เปิดให้อ่านผ่านภูเขา ถ้ำ พระพุทธรูป และสิ่งของโบราณ
 
จุดเด่นที่ทำให้วัดคูหาภิมุขแตกต่างจากวัดถ้ำหลายแห่งคือการซ้อนทับของความหมายหลายระดับ ระดับแรกคือศาสนสถานที่ชาวพุทธเข้ามากราบไหว้พระพุทธไสยาสน์ ระดับที่สองคือแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีถ้ำ หินงอกหินย้อย และช่องแสงจากเพดานถ้ำ ระดับที่สามคือแหล่งโบราณคดีที่มีหลักฐานตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยแรกเริ่มประวัติศาสตร์ ระดับที่สี่คือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เก็บรักษาของสำคัญของชุมชน และระดับที่ห้าคือพื้นที่วัฒนธรรมที่ชาวบ้านยังใช้ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทางศาสนาในปัจจุบัน
 
ความน่าสนใจอีกด้านหนึ่งคือภูเขากำปั่นซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่วัดและมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องราวโบราณวัตถุของตำบลหน้าถ้ำ ภูเขาแห่งนี้ถูกกล่าวถึงในฐานะแหล่งที่พบโบราณวัตถุและเป็นภูเขาหินอ่อนสีชมพูที่มีชื่อเสียงของยะลา การที่วัดคูหาภิมุขอยู่ในบริเวณภูมิประเทศซึ่งมีทั้งถ้ำ หินปูน หินอ่อน และร่องรอยชุมชนโบราณ ทำให้พื้นที่นี้มีคุณค่ามากกว่าการเป็นจุดสักการะทางศาสนาเพียงจุดเดียว ผู้มาเยือนที่สนใจธรณีวิทยาและภูมิทัศน์วัฒนธรรมจะเห็นว่าธรรมชาติของพื้นที่มีบทบาทโดยตรงต่อการเกิดศาสนสถานและความเชื่อของคนในอดีต
 
การเดินทาง ไปวัดคูหาภิมุขจากตัวเมืองยะลาทำได้สะดวกโดยใช้เส้นทางมุ่งหน้าไปอำเภอยะหา จากบริเวณวงเวียนศาลหลักเมืองยะลาให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 409 ไปทางตำบลหน้าถ้ำประมาณ 6.9 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนที่มุ่งหน้าไปวัดคูหาภิมุขตามป้ายอีกประมาณ 500 เมตร จะพบวัดอยู่ทางซ้ายมือ ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกที่สุด เพราะสามารถเชื่อมเส้นทางกับสวนขวัญเมือง ศาลหลักเมืองยะลา สนามโรงพิธีช้างเผือก และร้านอาหารในตัวเมืองได้ง่าย หากเดินทางด้วยรถสาธารณะควรลงในตัวเมืองยะลาแล้วต่อรถรับจ้างหรือรถท้องถิ่นไปตำบลหน้าถ้ำ
 
การวางแผนเที่ยววัดคูหาภิมุขควรเริ่มจากตัวเมืองยะลาในช่วงเช้า เพื่อมีเวลาชมถ้ำพระนอนโดยไม่เร่งรีบ ช่วงเช้าและช่วงสายเหมาะกับการชมแสงภายในถ้ำ เพราะแสงธรรมชาติที่ลอดผ่านช่องเพดานจะช่วยให้บรรยากาศภายในถ้ำสวยงามขึ้น หลังจากกราบพระและเดินชมพื้นที่แล้ว สามารถเดินทางกลับเข้าเมืองเพื่อรับประทานอาหารหรือเที่ยวต่อที่ศาลหลักเมืองยะลา สวนขวัญเมือง วงเวียนหอนาฬิกา หรือสวนศรีเมือง เส้นทางนี้เหมาะกับทริปครึ่งวันในตัวเมืองยะลา และเหมาะกับผู้ที่ต้องการเพิ่มมิติประวัติศาสตร์ให้แผนเที่ยวจังหวัดยะลา
 
ผู้ที่เดินทางกับครอบครัวสามารถพาเด็กและเยาวชนมาเรียนรู้ที่วัดคูหาภิมุขได้ เพราะสถานที่มีเนื้อหาครบทั้งศาสนา ธรรมชาติ และประวัติศาสตร์ เด็กสามารถเรียนรู้เรื่องพระพุทธไสยาสน์ ถ้ำหินปูน หินงอกหินย้อย รูปปั้นเจ้าเขา และโบราณวัตถุในหอวัฒนธรรมศรีวิชัย การเที่ยววัดลักษณะนี้ช่วยให้เด็กมองเห็นว่าอดีตไม่ได้อยู่เฉพาะในหนังสือเรียน แต่ปรากฏอยู่ในสถานที่จริง การตั้งคำถามว่าใครสร้างวัด ทำไมคนในอดีตเลือกถ้ำเป็นศาสนสถาน ทำไมต้องสร้างยักษ์เฝ้าถ้ำ และทำไมชุมชนจึงรักษาโบราณวัตถุไว้ จะช่วยให้การเที่ยวมีความหมายมากขึ้น
 
สำหรับนักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วัดคูหาภิมุขเป็นสถานที่ที่ควรชมด้วยท่าทีเคารพมากกว่าการรีบถ่ายภาพแล้วเดินจากไป พื้นที่นี้เป็นวัดที่มีพระสงฆ์และชุมชนใช้ประกอบศาสนกิจจริง จึงควรแต่งกายสุภาพ ไม่ส่งเสียงดังในถ้ำ ไม่ปีนป่ายองค์พระหรือพื้นที่ต้องห้าม ไม่ให้อาหารสัตว์ในลักษณะที่รบกวนพื้นที่ ไม่สัมผัสโบราณวัตถุ และควรถ่ายภาพโดยคำนึงถึงผู้ที่กำลังสวดมนต์หรือกราบไหว้ การเคารพพื้นที่ทำให้การท่องเที่ยวเกิดคุณค่าและช่วยรักษาบรรยากาศของศาสนสถานให้เหมาะสมกับผู้มาเยือนทุกกลุ่ม
 
ในมุมของการท่องเที่ยวยะลา วัดคูหาภิมุขช่วยเติมภาพเมืองยะลาให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะยะลาไม่ได้มีเพียงเบตง ทะเลหมอก น้ำพุร้อน หรือผังเมืองที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังมีวัดถ้ำเก่าแก่ซึ่งแสดงร่องรอยพระพุทธศาสนาในดินแดนภาคใต้ตอนล่างอย่างชัดเจน การมาเยือนวัดแห่งนี้ทำให้เห็นความหลากหลายของยะลาในเชิงศาสนาและวัฒนธรรม เมืองยะลาเป็นพื้นที่ที่ชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิม และชาวไทยเชื้อสายจีนอยู่ร่วมกัน วัดคูหาภิมุขจึงเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญของชุมชนพุทธที่ดำรงอยู่คู่กับสังคมพหุวัฒนธรรมของจังหวัด
 
บริเวณใกล้วัดมีร้านอาหารพื้นถิ่นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะร้านแลผาหน้าถ้ำซึ่งตั้งอยู่ใกล้วัดและขึ้นชื่อเรื่องอาหารใต้รสมือท้องถิ่น ส่วนร้านอาหารในตัวเมืองยะลาก็เป็นตัวเลือกที่สะดวกหลังเที่ยววัด เช่น ร้านอาหารฮาลาล ร้านน้ำชา ร้านติ่มซำ ร้านอาหารไทย และคาเฟ่หลายแห่ง หากเดินทางเป็นครอบครัวหรือมีผู้สูงอายุ ควรวางแผนมื้ออาหารไว้ล่วงหน้า เพราะพื้นที่หน้าถ้ำเป็นชุมชนที่ร้านอาหารไม่หนาแน่นเท่าในเขตเมือง การกลับเข้าเมืองยะลาหลังชมวัดจึงเป็นแผนที่สะดวกและมีตัวเลือกหลากหลายกว่า
 
ที่พักสำหรับผู้มาเยือนวัดคูหาภิมุขส่วนใหญ่ควรเลือกพักในตัวเมืองยะลา เพราะเดินทางถึงวัดได้ภายในระยะไม่ไกลและสะดวกต่อการหาของกิน เติมน้ำมัน ซื้อของใช้ หรือเดินทางต่อไปอำเภออื่น ที่พักในเมืองยะลาหลายแห่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟ ศาลหลักเมือง สวนขวัญเมือง และย่านอาหาร จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยววัดคูหาภิมุขร่วมกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นในเมือง หากต้องการเดินทางต่อไปเบตง ธารโต หรือกาบัง ควรแบ่งวันเดินทางให้เหมาะสม เพราะระยะทางระหว่างอำเภอในยะลาบางเส้นใช้เวลาพอสมควร
 
วัดคูหาภิมุขยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ภาคใต้ผ่านสถานที่จริง เพราะในพื้นที่เดียวกันสามารถเห็นทั้งร่องรอยศรีวิชัย ความเชื่อพื้นบ้าน งานช่างท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ราชสำนัก การอนุรักษ์โบราณสถาน และบทบาทของชุมชนร่วมสมัย สิ่งเหล่านี้ทำให้วัดคูหาภิมุขเป็นมากกว่าสถานที่สักการะหรือจุดถ่ายภาพ ผู้มาเยือนที่ใช้เวลาอ่านและสังเกตจะพบว่าแต่ละส่วนของวัดมีเรื่องเล่าที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่บันไดหน้าถ้ำ รูปเจ้าเขา พระนอน ถ้ำมืด หอวัฒนธรรมศรีวิชัย ไปจนถึงธารน้ำและภูเขารอบวัด
 
การอนุรักษ์วัดคูหาภิมุขมีความสำคัญต่อยะลาอย่างมาก เพราะสถานที่นี้เป็นพื้นที่ที่เก็บทั้งวัตถุจริงและความทรงจำของชุมชนไว้พร้อมกัน โบราณสถานที่ยังมีชีวิตต้องได้รับการดูแลทั้งด้านกายภาพและด้านสังคม ด้านกายภาพคือการรักษาถ้ำ องค์พระ โบราณวัตถุ รูปปั้น และอาคารเก่าไม่ให้เสียหาย ด้านสังคมคือการทำให้คนรุ่นใหม่เข้าใจคุณค่าของวัดและเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมทางศาสนาและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อชุมชนยังใช้งานวัดอย่างมีความหมาย โบราณสถานก็จะไม่กลายเป็นเพียงซากอดีต แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่ยังมีพลังในปัจจุบัน
 
ผู้มาเยือนควรเผื่อเวลาเดินชมอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หากต้องการชมเฉพาะถ้ำพระนอนและพ่อท่านเจ้าเขา แต่หากต้องการอ่านข้อมูล ชมหอวัฒนธรรมศรีวิชัย เดินดูสภาพแวดล้อม และถ่ายภาพอย่างเหมาะสม ควรใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ช่วงที่เหมาะคือช่วงเช้าถึงบ่ายต้น เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและแสงภายในถ้ำมักสวยกว่าช่วงเย็น การเดินทางควรเตรียมน้ำดื่ม รองเท้าที่ไม่ลื่น และแต่งกายสุภาพสำหรับเข้าศาสนสถาน หากมีฝนควรระมัดระวังพื้นบันไดและพื้นถ้ำที่อาจชื้น
 
โดยสรุป วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้ำ จังหวัดยะลา เป็นสถานที่ที่ควรรวมไว้ในแผนเที่ยวเมืองยะลาอย่างยิ่ง เพราะมีความครบถ้วนทั้งด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ธรรมชาติ และวัฒนธรรมชุมชน พระพุทธไสยาสน์ศรีวิชัยขนาดใหญ่ พ่อท่านเจ้าเขา ถ้ำธรรมชาติ หอวัฒนธรรมศรีวิชัย โบราณวัตถุ และประเพณีทางพระพุทธศาสนาที่ยังดำเนินอยู่ ล้วนทำให้วัดแห่งนี้เป็นศูนย์รวมความหมายของยะลาในมิติที่ลึกและงดงาม ผู้ที่ต้องการรู้จักภาคใต้ให้มากกว่าภาพทะเลหรือเมืองชายแดน จะพบว่าวัดคูหาภิมุขคือหนึ่งในสถานที่ที่เล่าอดีต ปัจจุบัน และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
 
ชื่อสถานที่วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้ำ
ที่ตั้งตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
ที่อยู่เลขที่ 136 หมู่ 1 บ้านหน้าถ้ำ ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา 95000
พิกัดประมาณ 6.5272, 101.2240 / Plus Code: G6GF+WHC ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา
ไฮไลต์พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ภายในถ้ำ ถ้ำโถงธรรมชาติ พ่อท่านเจ้าเขา หอวัฒนธรรมศรีวิชัย และบรรยากาศวัดถ้ำร่มรื่นใกล้ตัวเมืองยะลา
ประวัติ / สมัย / ยุคเป็นปูชนียสถานสำคัญของภาคใต้ที่เกี่ยวข้องกับความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาสมัยศรีวิชัย และเป็นโบราณสถานที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
ที่มาของชื่อเดิมชื่อวัดหน้าถ้ำตามลักษณะที่ตั้งบริเวณหน้าถ้ำ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดคูหาภิมุขในสมัยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม
ลักษณะเด่นเป็นวัดถ้ำที่รวมศาสนสถาน โบราณสถาน ถ้ำธรรมชาติ โบราณวัตถุ ความเชื่อพื้นบ้าน และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนไว้ในพื้นที่เดียวกัน
พระพุทธไสยาสน์พระพุทธไสยาสน์โบราณขนาดใหญ่ ความยาว 81 ฟุต 1 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 1300
สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญพ่อท่านบรรทม พระพุทธรูปเก่าแก่ภายในถ้ำ และพ่อท่านเจ้าเขา รูปปั้นยักษ์บริเวณบันไดทางขึ้นถ้ำ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2484
โซนภายใน / พื้นที่สำคัญลานวัด บันไดทางขึ้นถ้ำ รูปปั้นพ่อท่านเจ้าเขา ถ้ำพระนอน พระพุทธไสยาสน์ ถ้ำมืด หอวัฒนธรรมศรีวิชัย อุโบสถเก่า ธารน้ำ และพื้นที่พักผ่อนภายในวัด
พิพิธภัณฑ์ / แหล่งเรียนรู้หอวัฒนธรรมศรีวิชัย จัดเก็บโบราณวัตถุจากวัดถ้ำ ภูเขากำปั่น และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น พระพิมพ์ดินดิบ สถูปเม็ดพระศก อิฐฐานพระพุทธรูป พระพุทธรูปศิลา เครื่องถ้วยชาม และหลักฐานทางโบราณคดี
เจ้าอาวาสพระครูสิทธิปุญญาคม (จุลเดช จุลลุนาโค)
ผู้ดูแล / หน่วยงานเกี่ยวข้องวัดคูหาภิมุข กรมศิลปากร และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ08.00 – 17.30 น.
ค่าเข้าชมเข้าชมพื้นที่วัดและถ้ำพระนอนฟรี เฉพาะการเยี่ยมชมถ้ำมืดมีค่าบริการ 20 บาท
ประเพณี / กิจกรรมประจำกิจกรรมวันมาฆบูชา การเวียนเทียน การปฏิบัติธรรม นิทรรศการเยาวชน ประเพณีตักบาตรเทโว และชักลากเรือพระในเทศกาลวันออกพรรษา
สิ่งอำนวยความสะดวกลานวัด พื้นที่สักการะ จุดพักผ่อน พื้นที่ถ่ายภาพ เส้นทางบันไดขึ้นถ้ำ พื้นที่พิพิธภัณฑ์ และจุดจอดรถภายในบริเวณวัด
การเดินทางจากวงเวียนศาลหลักเมืองยะลาใช้ทางหลวงหมายเลข 409 ไปทางอำเภอยะหาและตำบลหน้าถ้ำประมาณ 6.9 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางวัดคูหาภิมุขตามป้ายอีกประมาณ 500 เมตร
สถานะปัจจุบันเปิดให้เข้าชมและยังเป็นวัดที่ใช้ประกอบศาสนกิจ กิจกรรมชุมชน และกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. ถ้ำนางมณโฑ ประมาณ 1 กม.
2. สวนขวัญเมืองยะลา ประมาณ 5.83 กม.
3. ศาลหลักเมืองยะลา ประมาณ 6.43 กม.
4. สนามโรงพิธีช้างเผือก ประมาณ 6.7 กม.
5. วงเวียนหอนาฬิกายะลา ประมาณ 7.09 กม.
6. สวนศรีเมือง ประมาณ 7.19 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. ร้านแลผาหน้าถ้ำ ประมาณ 1 กม. โทร. 089-870-6410, 081-897-4471
2. ครัวลุงแดงอาหารตามสั่ง คูหามุข ประมาณ 3 กม. โทร. 083-256-1953
3. ร้าน Morning kub ยะลา ประมาณ 7 กม. โทร. 087-477-6571, 086-291-5898, 082-731-1563
4. ร้านครัวอีสานอินดี้ ประมาณ 7 กม. โทร. 093-321-7720, 098-013-8779
5. ร้าน Yasmeen.Tea ประมาณ 8 กม. โทร. 088-799-9300, 073-222-300
6. ร้าน FUSHKA สวนขวัญเมืองยะลา ประมาณ 8 กม. โทร. 066-130-7178
ที่พักใกล้เคียง1. โรงแรมปาร์ควิว ยะลา ประมาณ 7 กม. โทร. 073-217-002
2. โรงแรมยะลารามา ประมาณ 8 กม.
3. โรงแรมยะลาแกรนด์พาเลซ ประมาณ 8 กม. โทร. 073-215-711, 073-215-712
4. โรงแรม @INN YRU ประมาณ 9 กม. โทร. 062-182-2662
5. โรงแรมเดอะลีนุกซ์ การ์เด้นท์ ยะลา ประมาณ 9 กม. โทร. 073-299-578
6. MinimalYala ประมาณ 8 กม.
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดคูหาภิมุข หรือวัดหน้าถ้ำ อยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดคูหาภิมุขตั้งอยู่เลขที่ 136 หมู่ 1 บ้านหน้าถ้ำ ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 8 กิโลเมตร
 
ถาม: วัดคูหาภิมุขมีอะไรสำคัญ?
ตอบ: จุดสำคัญคือพระพุทธไสยาสน์โบราณขนาดใหญ่ภายในถ้ำ พ่อท่านเจ้าเขา หอวัฒนธรรมศรีวิชัย และสถานะของวัดในฐานะหนึ่งในปูชนียสถานสำคัญของภาคใต้
 
ถาม: พระพุทธไสยาสน์วัดคูหาภิมุขมีขนาดเท่าใด?
ตอบ: พระพุทธไสยาสน์มีความยาว 81 ฟุต 1 นิ้ว ประดิษฐานอยู่ภายในถ้ำใหญ่ และสันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ราว พ.ศ. 1300
 
ถาม: พ่อท่านเจ้าเขาคืออะไร?
ตอบ: พ่อท่านเจ้าเขาคือรูปปั้นยักษ์บริเวณบันไดทางขึ้นถ้ำ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2484 เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเชื่อว่าคอยปกปักรักษาถ้ำและชุมชนหน้าถ้ำ
 
ถาม: วัดคูหาภิมุขเปิดให้เข้าชมวันไหนและเวลาใด?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 17.30 น.
 
ถาม: วัดคูหาภิมุขมีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: การเข้าชมพื้นที่วัดและถ้ำพระนอนไม่มีค่าเข้าชม เฉพาะการเยี่ยมชมถ้ำมืดมีค่าบริการ 20 บาท
 
ถาม: เดินทางไปวัดคูหาภิมุขอย่างไร?
ตอบ: จากตัวเมืองยะลาใช้ทางหลวงหมายเลข 409 ไปทางอำเภอยะหาและตำบลหน้าถ้ำ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางวัดตามป้ายอีกประมาณ 500 เมตร
 
ถาม: วัดคูหาภิมุขมีประเพณีหรือกิจกรรมทางศาสนาอะไรบ้าง?
ตอบ: มีการจัดกิจกรรมวันมาฆบูชา การเวียนเทียน การปฏิบัติธรรม นิทรรศการเยาวชน ประเพณีตักบาตรเทโว และชักลากเรือพระในเทศกาลวันออกพรรษา

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัดประเพณีไทยวัฒนธรรมไทยประเพณีภาคใต้

ปรับปรุงล่าสุด : 2 สัปดาห์ที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(1)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(2)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(1)
วัด วัด(6)
มัสยิด มัสยิด(2)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(3)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(4)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(2)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(5)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(5)
น้ำตก น้ำตก(13)
น้ำพุร้อน น้ำพุร้อน(2)
ถ้ำ ถ้ำ(7)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(4)
หมู่เกาะ หมู่เกาะ(1)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(8)
สนามกีฬา สนามกีฬา(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(4)
กิจกรรมกลางแจ้ง และผจญภัย กิจกรรมกลางแจ้ง และผจญภัย(1)
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(2)