หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดตรัง >อ.นาโยง >ต.ละมอ > วัดมงคลสถาน (วัดละมอ)
TL;DR: วัดมงคลสถาน (วัดละมอ) อยู่ที่ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. จุดเด่นคือ อุโบสถเก่าขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 8 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน และคันทวย.
วัดมงคลสถาน (วัดละมอ)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
วัดมงคลสถาน หรือวัดละมอ เป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ในตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง และเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของจังหวัดตรัง จุดเด่นที่สุดคืออุโบสถเก่าฝีมือช่างพื้นถิ่นภาคใต้ที่มีรูปแบบเรียบง่าย ไม่ประดับช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน และคันทวย แต่โดดเด่นด้วยช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างรูปดวงอาทิตย์กำลังขึ้น มีรัศมีเป็นแฉก ๆ อยู่ในกรอบครึ่งวงกลม วัดแห่งนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยววัดเก่า ชมสถาปัตยกรรมท้องถิ่น และเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมของตรังในเส้นทางอำเภอนาโยง
วัดมงคลสถาน ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษมในพื้นที่บ้านละมอ ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง เป็นวัดที่ยังมีบทบาททางศาสนาในชุมชน และมีอุโบสถเก่าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของกรมศิลปากร ความสำคัญของวัดไม่ได้อยู่เพียงอายุเก่าแก่ แต่เกิดจากลักษณะสถาปัตยกรรมที่สะท้อนฝีมือช่างพื้นเมืองภาคใต้ได้อย่างชัดเจน อุโบสถหลังเก่าไม่เน้นความวิจิตรแบบวัดภาคกลาง แต่ใช้รูปทรงเรียบ แข็งแรง และมีองค์ประกอบตกแต่งที่สัมพันธ์กับแสง ลม และสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่น
วัดมงคลสถานสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2449 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมชื่อว่า “วัดละมอ” ตามชื่อหมู่บ้านที่ตั้งวัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมงคลสถานหลังจากได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ชื่อวัดในปัจจุบันให้ความหมายในทางมงคลและสะท้อนสถานะของวัดในฐานะศูนย์รวมจิตใจของชุมชนละมอมาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนชื่อจากวัดละมอเป็นวัดมงคลสถานจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อเรียก แต่เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของวัดให้สัมพันธ์กับบทบาททางพระพุทธศาสนาในพื้นที่
อุโบสถเก่าของวัดมงคลสถานสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2480 มีผังอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 8 เมตร โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก และหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ลักษณะการวางผังอาคารแบบเรียบง่ายเช่นนี้ทำให้อุโบสถดูสงบ หนักแน่น และเหมาะกับการใช้งานในบริบทของวัดชุมชน ภายนอกอาคารไม่ได้เน้นเครื่องยอดหรือชั้นเชิงประดับแบบวัดหลวง แต่เลือกใช้รูปทรงที่ตรงไปตรงมา ทำให้อุโบสถหลังนี้มีคุณค่าในฐานะหลักฐานของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25
เอกลักษณ์สำคัญของอุโบสถวัดมงคลสถานคือการไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน และคันทวย ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่พบได้มากในอุโบสถแบบภาคกลาง การตัดทอนองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้อาคารมีภาพลักษณ์เรียบง่าย แต่ไม่ได้ลดทอนความงามของศาสนสถาน ตรงกันข้าม ความงามของอุโบสถเกิดจากสัดส่วนอาคาร ช่องแสง ลายตกแต่ง และความสงบของพื้นที่โดยรอบ นี่คือเสน่ห์ของงานช่างท้องถิ่นที่ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบศูนย์กลาง แต่มีภาษาทางสถาปัตยกรรมของตนเอง
ช่องแสงเหนือบานประตูและหน้าต่างเป็นรายละเอียดที่ทำให้อุโบสถหลังนี้เป็นที่จดจำ ช่องแสงเหล่านี้ประดับเป็นรูปดวงอาทิตย์กำลังขึ้น มีรัศมีแผ่ออกเป็นแฉก ๆ อยู่ภายในกรอบครึ่งวงกลม เมื่อมองในเชิงศิลปกรรม รูปดวงอาทิตย์ให้ความรู้สึกถึงแสงสว่าง การเริ่มต้น และความเป็นมงคล เมื่อมองในเชิงการใช้งาน ช่องแสงช่วยให้อาคารมีแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน ลดความทึบของผนังคอนกรีต และสร้างบรรยากาศที่เหมาะกับพื้นที่ประกอบศาสนพิธี
นอกจากช่องแสงรูปดวงอาทิตย์แล้ว อุโบสถยังมีช่องแสงตลอดแนวผนังทุกด้านเป็นรูปวงกลมฉลุลายคล้ายกลีบดอกไม้ รายละเอียดนี้สะท้อนความเข้าใจของช่างพื้นถิ่นที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความงามได้อย่างพอดี ช่องแสงขนาดเล็กช่วยระบายอากาศและนำแสงเข้าสู่อาคาร ขณะเดียวกันลวดลายกลีบดอกไม้ช่วยทำให้ผนังดูไม่แข็งกระด้างเกินไป เมื่อแสงตกกระทบผ่านช่องเปิดเหล่านี้ ภายในอุโบสถจึงเกิดมิติของแสงและเงาที่นุ่มนวล
รูปแบบประตูหน้าต่างของอุโบสถเป็นบานเปิดคู่แบบเรียบง่าย ประตูทางเข้ามีทั้งหมด 4 ช่อง โดยประตูด้านหน้าตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าช่องอื่น ๆ ผนังด้านยาวทั้ง 2 ด้านมีประตูด้านละ 1 ช่อง และด้านหลังมีประตูอีก 1 ช่อง การจัดวางช่องเปิดเช่นนี้ทำให้อาคารใช้งานได้สะดวกและระบายอากาศได้ดี ภายในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้น การมีช่องลมและช่องแสงที่เหมาะสมถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาคารศาสนา
ผนังด้านหลังพระประธานทางทิศใต้มีช่องแสงเป็นซี่ลูกกรงเล็ก ๆ ช่วยเพิ่มความสว่างบริเวณด้านหลังพระประธาน รายละเอียดนี้แสดงให้เห็นว่าช่างผู้สร้างไม่ได้ออกแบบอาคารเพื่อความสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่คำนึงถึงคุณภาพของแสงภายในอาคารด้วย แสงที่เข้าสู่พื้นที่ด้านหลังองค์พระช่วยทำให้ภายในอุโบสถไม่อับทึบ และช่วยเน้นบรรยากาศสงบของสถานที่ประกอบศาสนพิธี
อุโบสถเก่าวัดมงคลสถานได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 มีพื้นที่โบราณสถาน 3 งาน 59 ตารางวา การขึ้นทะเบียนนี้ทำให้อุโบสถหลังเก่ามีสถานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรอนุรักษ์ ไม่ใช่อาคารเก่าธรรมดาในวัดชุมชน ปัจจุบันอุโบสถหลังเก่าไม่ได้ใช้งานเป็นอุโบสถหลัก เนื่องจากวัดมีอุโบสถใหม่อีกหลังอยู่ติดกัน แต่อุโบสถเก่ายังคงได้รับการดูแลและเป็นจุดสำคัญสำหรับผู้ที่สนใจสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น
ความสำคัญของวัดมงคลสถานยังอยู่ที่การเป็นหนึ่งใน 20 โบราณสถานของจังหวัดตรัง จังหวัดตรังมีแหล่งโบราณสถานหลายประเภท ทั้งถ้ำ พระพุทธรูป วัดเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และแหล่งโบราณคดี วัดมงคลสถานอยู่ในกลุ่มศาสนสถานที่สะท้อนพัฒนาการของชุมชนพุทธในพื้นที่นาโยง การเดินทางมาชมวัดแห่งนี้จึงช่วยให้เข้าใจว่าตรังไม่ได้มีเพียงทะเล เกาะ และอาหารพื้นถิ่น แต่ยังมีมรดกทางสถาปัตยกรรมที่ซ่อนอยู่ในชุมชนริมถนนสายหลัก
ภูมิประเทศของวัดมงคลสถานเป็นพื้นที่ราบบริเวณเชิงเขาบรรทัด ด้านหลังวัดทางทิศใต้ติดคลองนางน้อย ส่วนด้านหน้าวัดอยู่ติดถนนเพชรเกษม พื้นที่โดยรอบเป็นสวน บ้านเรือน และชุมชนท้องถิ่น ตำแหน่งที่ตั้งริมถนนหลักทำให้วัดเข้าถึงง่าย แต่ยังคงบรรยากาศของวัดชุมชนที่ไม่พลุกพล่าน ความใกล้ชิดระหว่างวัด โรงเรียน ชุมชน และลำน้ำ ทำให้วัดมงคลสถานเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์วัฒนธรรม ไม่ใช่สถานที่ที่แยกตัวออกจากวิถีชีวิตของผู้คน
เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่วัด นักท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญกับอุโบสถเก่าเป็นอันดับแรก เพราะนี่คือจุดที่สะท้อนตัวตนของวัดมงคลสถานได้ชัดที่สุด การชมอุโบสถควรมองทั้งภาพรวมและรายละเอียด ภาพรวมคืออาคารทรงเรียบ หลังคาลดหลั่น และการไม่ประดับเครื่องยอดแบบภาคกลาง ส่วนรายละเอียดคือช่องแสงรูปดวงอาทิตย์ ช่องลมวงกลมคล้ายดอกไม้ ประตูหน้าต่างเรียบง่าย และการจัดแสงภายในอาคาร รายละเอียดเหล่านี้ทำให้วัดมงคลสถานแตกต่างจากวัดที่เน้นความอลังการด้วยสีทองหรือเครื่องประดับจำนวนมาก
วัดมงคลสถานเหมาะกับผู้ที่ชอบเที่ยววัดเชิงวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์ นักเรียน นักศึกษา ผู้สนใจงานอนุรักษ์ และผู้ที่ต้องการศึกษาอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมภาคใต้ การมาเยือนวัดแห่งนี้ไม่ควรรีบถ่ายภาพแล้วเดินจากไป แต่ควรใช้เวลาสังเกตความเรียบง่ายของอาคาร เพราะความเรียบง่ายนั้นคือหลักฐานสำคัญของความคิดทางช่างและสภาพสังคมในอดีต วัดชุมชนจำนวนมากไม่ได้สร้างขึ้นด้วยงบประมาณขนาดใหญ่ แต่เกิดจากแรงศรัทธาและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่
การกราบไหว้ภายในวัดควรปฏิบัติด้วยความสำรวมเหมือนการเข้าวัดทั่วไป ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ปีนป่ายหรือสัมผัสส่วนประกอบของอุโบสถเก่า และไม่ขีดเขียนบนผนังหรือช่องแสงของอาคาร การถ่ายภาพสามารถทำได้ในลักษณะที่เหมาะสม โดยหลีกเลี่ยงการรบกวนพระสงฆ์หรือผู้ที่มาทำบุญ วัดยังเป็นพื้นที่ศาสนกิจของชุมชน จึงควรรักษาความสงบและความสะอาดตลอดเวลาที่อยู่ภายในบริเวณวัด
วัดมงคลสถานยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำความเข้าใจอำเภอนาโยง เพราะพื้นที่นาโยงมีทั้งวัดเก่า ถ้ำ ธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่โดดเด่น ใกล้กันมีบ้านนาหมื่นศรีซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องผ้าทอพื้นเมือง ถ้ำเขาช้างหายซึ่งมีหินงอกหินย้อยงดงาม และเส้นทางไปเขาช่องซึ่งมีสวนพฤกษศาสตร์ น้ำตก และธรรมชาติของเทือกเขาบรรทัด การจัดเส้นทางแบบนี้ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นทั้งศาสนา ศิลปกรรม งานหัตถกรรม และธรรมชาติในวันเดียว
เส้นทางท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับวัดมงคลสถานคือเริ่มจากตัวเมืองตรังหรือวงเวียนหอนาฬิกา ขับตามถนนวิเศษกุลหรือถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าอำเภอนาโยง จากนั้นใช้ถนนเพชรเกษมต่อไปยังตำบลละมอ วัดจะอยู่ทางขวามือเมื่อมาจากตัวเมืองตรัง เส้นทางนี้เป็นถนนสายหลัก จึงเหมาะกับรถยนต์ส่วนตัว รถเช่า และรถจักรยานยนต์ สำหรับผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัว สามารถเดินทางมายังอำเภอนาโยงด้วยรถท้องถิ่น แล้วต่อรถรับจ้างในพื้นที่มายังวัดได้
การเดินทาง จากตัวจังหวัดตรังบริเวณวงเวียนหอนาฬิกา ใช้ถนนวิเศษกุลมุ่งหน้าทิศเหนือหรือมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนเพชรเกษม ระยะทางประมาณ 1.7 กิโลเมตรจะพบสี่แยก จากนั้นเลี้ยวขวาใช้ถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าอำเภอนาโยงประมาณ 14 กิโลเมตร จะพบวัดมงคลสถานทางขวามือ เส้นทางนี้ตรงและเดินทางสะดวก เหมาะกับการแวะเที่ยวระหว่างตัวเมืองตรังกับอำเภอนาโยงหรือเส้นทางต่อไปยังเขาช่องและพัทลุง
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเยี่ยมชมคือช่วงเช้าถึงบ่าย เพราะแสงธรรมชาติช่วยให้เห็นรายละเอียดช่องแสงและรูปทรงอุโบสถได้ชัดเจน การชมสถาปัตยกรรมควรใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง หากต้องการต่อเส้นทางไปถ้ำเขาช้างหายหรือศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอนาหมื่นศรี ควรวางแผนเริ่มเดินทางตั้งแต่เช้า เพื่อให้มีเวลาชมแต่ละจุดอย่างไม่เร่งรีบ เส้นทางนาโยงเหมาะกับการเที่ยวแบบครึ่งวันหรือเต็มวัน ขึ้นอยู่กับจำนวนสถานที่ที่ต้องการแวะ
สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์และศิลปกรรม ควรให้เวลาศึกษาความหมายของคำว่า “วัดพื้นถิ่น” ผ่านอุโบสถหลังเก่าของวัดมงคลสถาน อาคารหลังนี้ไม่ได้แข่งขันด้วยความใหญ่โต แต่มีคุณค่าจากการบอกเล่าว่าวัดชุมชนในภาคใต้สร้างศาสนสถานอย่างไร ช่างท้องถิ่นรับอิทธิพลจากแบบแผนศาสนสถานส่วนกลางอย่างไร และปรับให้เหมาะกับบริบทของตนเองอย่างไร รายละเอียดเล็ก ๆ เช่นช่องแสงครึ่งวงกลมและลายวงกลมคล้ายกลีบดอกไม้จึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยอ่านประวัติชุมชนได้
หากมองในมุมการอนุรักษ์ วัดมงคลสถานเป็นตัวอย่างของโบราณสถานที่ควรได้รับการสื่อสารให้คนทั่วไปเข้าใจมากขึ้น เพราะอาคารประเภทนี้มักถูกมองข้ามเมื่อเทียบกับวัดขนาดใหญ่หรือแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง อุโบสถเก่าวัดมงคลสถานมีคุณค่าจากความเป็นหลักฐาน ไม่ใช่จากความหรูหรา การรักษาอาคารให้คงอยู่ การไม่ดัดแปลงจนเสียรูปแบบ และการบอกเล่าเรื่องราวให้ผู้มาเยือนเข้าใจ คือหัวใจสำคัญของการดูแลมรดกทางวัฒนธรรมประเภทนี้
การเที่ยววัดมงคลสถานจึงเหมาะกับการเดินทางอย่างตั้งใจ ไม่ใช่เพียงการแวะผ่าน วัดแห่งนี้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อจังหวัดตรังในฐานะพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และงานช่างพื้นถิ่นอยู่คู่กับธรรมชาติของเทือกเขาบรรทัด ผู้ที่เคยรู้จักตรังจากทะเลหรืออาหารพื้นเมืองจะได้เห็นอีกด้านหนึ่งของจังหวัด คือด้านของชุมชนเก่า วัดราษฎร์ และศาสนสถานที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
จุดเด่นของวัดมงคลสถานคือการเล่าเรื่องได้หลายชั้น ชั้นแรกคือการเป็นวัดสำหรับทำบุญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชั้นที่สองคือการเป็นโบราณสถานที่มีอุโบสถเก่าสำคัญ ชั้นที่สามคือการเป็นหลักฐานของงานช่างพื้นถิ่นภาคใต้ และชั้นที่สี่คือการเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ชุมชนละมอ เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกัน วัดมงคลสถานจึงเป็นสถานที่ที่ให้ทั้งความสงบ ความรู้ และความเข้าใจต่อรากวัฒนธรรมของจังหวัดตรัง
ผู้ที่วางแผนเที่ยววัดมงคลสถานควรจัดทริปร่วมกับสถานที่ใกล้เคียงเพื่อให้คุ้มค่ากับการเดินทาง หากชอบวัฒนธรรมพื้นบ้าน ควรต่อไปยังศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี หากชอบธรรมชาติและถ้ำ ควรเลือกถ้ำเขาช้างหาย หากชอบเส้นทางป่าและน้ำตก ควรต่อไปยังสวนพฤกษศาสตร์เขาช่องหรือน้ำตกกะช่อง การวางเส้นทางเช่นนี้ทำให้การเที่ยววัดมงคลสถานไม่ใช่เพียงจุดแวะสั้น ๆ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเรียนรู้จังหวัดตรังอย่างครบด้าน
โดยสรุป วัดมงคลสถานเป็นวัดเก่าที่มีคุณค่ามากกว่าขนาดของพื้นที่ อุโบสถเก่าขนาดกะทัดรัดกลับเป็นหลักฐานสำคัญของงานช่างพื้นถิ่นภาคใต้ มีรูปแบบที่แตกต่างจากอุโบสถภาคกลางอย่างชัดเจน และยังคงตั้งอยู่ในบริบทชุมชนจริงของตำบลละมอ อำเภอนาโยง การมาเยือนวัดแห่งนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเที่ยวตรังให้ลึกกว่าเส้นทางทะเล ได้เข้าใจประวัติของท้องถิ่น และได้เห็นความงามของศาสนสถานที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย
| ชื่อสถานที่ | วัดมงคลสถาน หรือวัดละมอ |
| ที่ตั้ง | ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง |
| ที่อยู่ | เลขที่ 46 หมู่ 2 บ้านละมอ ถนนเพชรเกษม ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง 92170 |
| พิกัด | 7.555788, 99.730065 |
| ไฮไลต์ | อุโบสถเก่าฝีมือช่างพื้นถิ่นภาคใต้ ช่องแสงรูปดวงอาทิตย์กำลังขึ้น และสถานะโบราณสถานสำคัญของจังหวัดตรัง |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมชื่อวัดละมอ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดมงคลสถานหลังได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา อุโบสถเก่าสร้างเมื่อ พ.ศ. 2480 และขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 |
| ที่มาของชื่อ | เดิมชื่อวัดละมอตามชื่อหมู่บ้านละมอ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดมงคลสถานหลังจากได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา |
| ลักษณะเด่น | อุโบสถเก่าขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 8 เมตร โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน และคันทวย ช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างเป็นรูปดวงอาทิตย์มีรัศมี และช่องแสงรอบผนังเป็นรูปวงกลมคล้ายกลีบดอกไม้ |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองตรังบริเวณวงเวียนหอนาฬิกา ใช้ถนนวิเศษกุลหรือถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าอำเภอนาโยงประมาณ 14 กม. จะพบวัดมงคลสถานทางขวามือ |
| สถานะปัจจุบัน | เป็นวัดราษฎร์ที่ยังใช้งานอยู่ในปัจจุบัน อุโบสถเก่าได้รับการอนุรักษ์เป็นโบราณสถาน และไม่ได้ใช้งานเป็นอุโบสถหลักเนื่องจากมีอุโบสถใหม่อยู่ติดกัน |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| สิ่งอำนวยความสะดวก / พื้นที่สำคัญ | อุโบสถเก่าโบราณสถาน อุโบสถใหม่ พื้นที่สักการะ และพื้นที่วัดสำหรับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชน |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแล | พระครูวิเศษ สรการ |
| เบอร์ติดต่อหลัก | 075-299-089 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ประมาณ 9 กม. 2. ถ้ำเขาช้างหาย ประมาณ 13 กม. 3. สวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง ประมาณ 20 กม. 4. น้ำตกกะช่อง ประมาณ 22 กม. 5. เขาพับผ้า ประมาณ 25 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. เรือนสุมาลี ประมาณ 4 กม. โทร. 075-299-909, 093-659-4613 2. บ้านโกเปี๊ยก คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองท์ นาโยง ประมาณ 6 กม. โทร. 089-794-6914, 064-112-0964 3. หมี่โกกัง นาโยง ประมาณ 7 กม. โทร. 087-280-0719 4. สเต็กลุงอู๊ด นาโยง ประมาณ 7 กม. โทร. 091-528-1285 5. 99 กระเพราถาด นาโยง@ตรัง ประมาณ 8 กม. โทร. 091-806-3988, 064-668-3371 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. โรงแรมริมนที รีสอร์ท ประมาณ 12 กม. โทร. 061-251-9566 2. ณ ทับเที่ยงบูทิครีสอร์ท ประมาณ 15 กม. โทร. 075-581-555 3. นารา เรสซิเดนซ์ ตรัง ประมาณ 16 กม. โทร. 065-661-8420 4. กะช่องฮิลส์ เต็นท์ รีสอร์ท ประมาณ 22 กม. โทร. 075-573-513 5. พับผ้าเฮ้าส์ แอนด์ แคมป์ปิ้ง ประมาณ 25 กม. โทร. 087-888-5572 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดมงคลสถานอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดมงคลสถานตั้งอยู่ที่ตำบลละมอ อำเภอนาโยง จังหวัดตรัง ริมถนนเพชรเกษม เส้นทางจากตัวเมืองตรังไปอำเภอนาโยง
ถาม: วัดมงคลสถานมีชื่อเดิมว่าอะไร?
ตอบ: วัดมงคลสถานเดิมชื่อวัดละมอ ตามชื่อหมู่บ้านละมอซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด
ถาม: วัดมงคลสถานสำคัญอย่างไร?
ตอบ: วัดมงคลสถานเป็นหนึ่งในโบราณสถานสำคัญของจังหวัดตรัง มีอุโบสถเก่าฝีมือช่างพื้นถิ่นภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
ถาม: อุโบสถเก่าวัดมงคลสถานมีจุดเด่นอะไร?
ตอบ: จุดเด่นคืออุโบสถไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบัน และคันทวย ช่องแสงเหนือประตูหน้าต่างเป็นรูปดวงอาทิตย์มีรัศมี และช่องแสงรอบผนังเป็นรูปวงกลมคล้ายกลีบดอกไม้
ถาม: วัดมงคลสถานเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: วัดมงคลสถานเปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
ถาม: เดินทางไปวัดมงคลสถานจากตัวเมืองตรังอย่างไร?
ตอบ: จากวงเวียนหอนาฬิกาในตัวเมืองตรัง ใช้ถนนวิเศษกุลหรือถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าอำเภอนาโยงประมาณ 14 กม. จะพบวัดมงคลสถานทางขวามือ
ถาม: เที่ยววัดมงคลสถานควรจัดคู่กับที่ไหน?
ตอบ: สามารถจัดทริปร่วมกับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี ถ้ำเขาช้างหาย สวนพฤกษศาสตร์เขาช่อง น้ำตกกะช่อง และเขาพับผ้าได้
ถาม: ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าชมอุโบสถเก่า?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ เดินชมด้วยความสำรวม ไม่แตะต้องหรือขีดเขียนอาคาร ไม่ส่งเสียงดัง และรักษาความสะอาดภายในวัด
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคใต้
ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว



