หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา >อ.สิงหนคร >ต.สทิงหม้อ > ประเพณีแต่งงานกับนางไม้
TL;DR: ประเพณีแต่งงานกับนางไม้ อยู่ที่บ้านมะม่วงหมู่ หมู่ที่ 4 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา 90280.
ประเพณีแต่งงานกับนางไม้

ช่วงเวลาประกอบประเพณี: เดือน 6 ถึงวันสุดท้ายของเดือน 8 โดยนิยมทำในวันอังคารหรือวันเสาร์ที่ไม่ตรงกับวันพระ และทำพิธีช่วงเช้าถึงเที่ยง
พื้นที่ประเพณี: หมู่ที่ 4 บ้านมะม่วงหมู่ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
ประเพณีแต่งงานกับนางไม้ สงขลา เป็นประเพณีความเชื่อท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์มากของบ้านมะม่วงหมู่ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยมีศูนย์กลางความเชื่ออยู่ที่ “ทวดแม่ม่วงทอง” หรือ “เจ้าแม่ม่วงทอง” ซึ่งชาวบ้านนับถือในฐานะนางไม้ รุกขเทวดา และพ่อแม่ตายายผู้คุ้มครองลูกหลาน ประเพณีนี้ไม่ได้เป็นการแต่งงานตามความหมายทางกฎหมายหรือประเพณีสมรสทั่วไป แต่เป็นพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่แสดงความเคารพ การฝากตัว การแก้บน การขอขมา และการสืบทอดความสัมพันธ์ระหว่างสายตระกูลกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน
ความโดดเด่นของประเพณีแต่งงานกับนางไม้อยู่ที่การนำรูปแบบงานแต่งงานของชาวบ้านมาใช้กับพิธีกรรมความเชื่อ เจ้าบ่าวจะจัดขันหมาก มีเครื่องสักการะ มีเครื่องเซ่นสรวง มีขบวนแห่ขันหมาก มีเจ้าพิธีหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า นายหยูน นายหมื่น นายโหมฺรฺน หรือนายเหฺมฺริน เป็นผู้ดูแลขั้นตอนต่าง ๆ และมีหมอทำพิธีทำหน้าที่นำเจ้าบ่าวไหว้พระ อัญเชิญเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแม่ทวดม่วงทองให้มารับรู้พิธี การแต่งงานกับนางไม้จึงเป็นพิธีที่ผสมทั้งพุทธ พราหมณ์ ความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษ ความเชื่อเรื่องรุกขเทวดา และวิถีชุมชนท้องถิ่นภาคใต้เข้าด้วยกันอย่างละเอียด
พื้นที่ประกอบพิธีตั้งอยู่ที่บ้านมะม่วงหมู่ หมู่ที่ 4 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา โดยสัมพันธ์กับวัดมะม่วงหมู่ ซึ่งเป็นวัดโบราณสำคัญของพื้นที่สิงหนคร วัดแห่งนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับตำนานแม่ม่วงทองและประเพณีความเชื่อหลายอย่าง เช่น ไหว้ทวดม่วงทอง ไหว้ต้นไม้ใหญ่ แต่งงานกับแม่ม่วงทอง และแต่งงานกับต้นไม้ ภายในวัดยังมีโบราณสถานและองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่สะท้อนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เช่น พระอุโบสถเก่า โบสถ์เรือนไม้ อนุสาวรีย์ควายกตัญญู และเรื่องเล่าที่สืบทอดในชุมชนมาอย่างยาวนาน
ตำนานทวดแม่ม่วงทองมีการเล่าสืบต่อกันหลายกระแส กระแสหนึ่งกล่าวว่านางไม้เมื่อครั้งยังมีชีวิตมีพื้นเพอยู่บริเวณวัดมะม่วงหมู่ เป็นลูกสาวของย่าจันทร์กับตาเจิม ซึ่งชาวบ้านเรียกขานว่า พ่อเจ้า แม่เจ้า ทั้งสองไม่ได้แต่งงานกัน จึงถวายที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านให้สร้างวัด เมื่อเสียชีวิตไปก็ปรากฏให้ชาวบ้านเห็นและเข้าฝันว่าตนอาศัยอยู่ที่ต้นมะม่วงใหญ่ ชาวบ้านจึงเกิดความเชื่อและเริ่มบนบานศาลกล่าวเมื่อมีโรคภัย ความทุกข์ หรือความเดือดร้อน เมื่อสมความปรารถนาก็นับถือสืบกันมา
อีกกระแสหนึ่งเล่าว่าแม่ม่วงทองเป็นธิดาของเจ้าเมืองหรือธิดาของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชที่ถูกฆ่าตาย และศพถูกซ่อนอยู่ในโพรงต้นมะม่วงใหญ่บริเวณวัดมะม่วงหมู่ ต่อมาดวงวิญญาณแสดงปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านเห็นอยู่เนือง ๆ จนเกิดความเชื่อ ความศรัทธา และการบวงสรวงบนบาน กระแสตำนานเหล่านี้แม้มีรายละเอียดต่างกัน แต่มีแกนร่วมสำคัญคือการเชื่อว่าแม่ม่วงทองเป็นวิญญาณหญิงศักดิ์สิทธิ์ที่สถิตอยู่กับต้นไม้ใหญ่และมีอำนาจคุ้มครองหรือช่วยเหลือลูกหลานในชุมชน
ชื่อ “แม่ทวดม่วงทอง” มีความหมายลึกซึ้งในระบบความเชื่อท้องถิ่น คำว่า “ทวด” ในภาคใต้ไม่ได้หมายถึงบรรพบุรุษในสายเลือดอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้คุ้มครองพื้นที่หรือชุมชน ส่วนชื่อ “ม่วงทอง” สัมพันธ์กับต้นมะม่วงใหญ่และภาพนิมิตที่ชาวบ้านเล่าว่าแม่ทวดปรากฏกายเป็นหญิงงาม แต่งกายด้วยเครื่องประดับทอง ทั้งกำไลมือ กำไลข้อเท้า สร้อยคอ และปิ่นปักผม แวววาวไปทั้งตัว ความงามและเครื่องทองในเรื่องเล่าทำให้ชื่อแม่ทวดม่วงทองมีทั้งมิติของต้นไม้ ความศักดิ์สิทธิ์ ความเป็นหญิงงาม และอำนาจบารมีทางจิตใจ
เดิมทีชาวบ้านเชื่อว่าแม่ทวดม่วงทองสิงสถิตอยู่ที่ต้นมะม่วงขนาดใหญ่ซึ่งมีลำต้นกลวงเป็นโพรงใหญ่ คนสามารถเข้าไปอยู่ภายในได้หลายคน เมื่อต้นมะม่วงโค่นลงตามธรรมชาติและผุพังเหลือเพียงแก่น ชาวบ้านได้เคลื่อนย้ายแก่นไม้ไปตั้งพิงไว้กับต้นอินทนิลขนาดใหญ่ในบริเวณใกล้เคียง ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 ทางวัดต้องใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อก่อสร้างกุฏิเจ้าอาวาส จึงมีการโค่นต้นอินทนิลและประกอบพิธีอัญเชิญแม่ทวดม่วงทองไปสิงสถิตยังต้นประดู่ทางมุมทิศตะวันตกของวัด
การย้ายที่สถิตของแม่ทวดม่วงทองเป็นเหตุการณ์สำคัญในพัฒนาการของประเพณี เพราะไม่ได้เป็นเพียงการย้ายวัตถุหรือรูปเคารพ แต่เป็นการย้ายศูนย์กลางความเชื่อของชาวบ้าน พิธีอัญเชิญจัดขึ้นอย่างศักดิ์สิทธิ์ มีการเตรียมเครื่องเซ่นสังเวย 12 อย่างโดยหมอพิธี หลังจากนั้นชาวบ้านจึงย้ายการบวงสรวงและพิธีกรรมไปยังบริเวณต้นประดู่ ซึ่งต่อมาเป็นพื้นที่ใกล้ตลาดนัดวันเสาร์ของชุมชน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 มีเหตุการณ์เข้าทรงแม่ทวดม่วงทองในพิธีไหว้ต้นไม้ใหญ่ โดยแม่ทวดสื่อผ่านร่างทรงว่าไม่สามารถอยู่บริเวณต้นประดู่ได้อีก เพราะพื้นที่โคนต้นไม้กลายเป็นบริเวณตลาดนัดและถูกใช้ทิ้งสิ่งสกปรก จึงบอกให้ผู้ศรัทธาไปทำพิธีเซ่นไหว้ที่ต้นตะแบกท้ายตลาด ซึ่งอยู่ถัดจากต้นประดู่ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 30 เมตร นับแต่นั้นพื้นที่ต้นตะแบกจึงกลายเป็นจุดสำคัญของพิธีและเป็นที่ตั้งรูปปั้นแม่ทวดม่วงทองที่ชาวบ้านเคารพนับถือในปัจจุบัน
รูปปั้นแม่ทวดม่วงทองมีบทบาทมากในพิธี เพราะทำให้ความเชื่อเกี่ยวกับนางไม้มีรูปธรรมที่ผู้ศรัทธาสามารถกราบไหว้และประกอบพิธีต่อหน้าได้ ผู้ปั้นรูปแม่ทวดม่วงทองคือ นายเพียร บัลลังโก ซึ่งปั้นไว้เมื่อครั้งบวชเป็นพระอยู่ที่วัดมะม่วงหมู่ ตามเรื่องเล่าว่าลูกหลานของแม่ทวดม่วงทองให้ปั้นรูปพ่อแม่ตายายของตน รูปปั้นเดิมตั้งไว้ใต้กุฏิวัดมะม่วงหมู่ ต่อมาถูกนำมาตั้งไว้ใต้ต้นตะแบกและสร้างหลังคากันแดดกันฝน ปัจจุบันผู้ศรัทธานำผ้าสีต่าง ๆ มาห่มและปิดทองคำเปลวบนรูปปั้นจนเกิดภาพศรัทธาที่โดดเด่น
ความมุ่งหมายของประเพณีแต่งงานกับนางไม้มีหลายระดับ ระดับแรกคือการตอบสนองความต้องการที่พึ่งทางใจของชุมชน โดยเฉพาะเมื่อผู้คนเผชิญความเจ็บป่วย ความเดือดร้อน หรือความไม่แน่นอนในชีวิต ระดับที่สองคือการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดในชุมชนมานาน ระดับที่สามคือการกระตุ้นให้ประชาชนและเยาวชนสนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น เห็นคุณค่าของพิธีกรรม และช่วยกันถ่ายทอดองค์ความรู้ไม่ให้สูญหาย
ประเพณีนี้ยังเกี่ยวข้องกับการฝากตัวเป็นลูกหลานของแม่ทวดม่วงทอง ครอบครัวบางสายสกุลมีความเชื่อว่าหากฝากตัวหรือยกลูกหลานเป็นลูกหลานแม่ทวดแล้ว เมื่อบุตรชายโดยเฉพาะลูกชายหัวปีมีอายุครบเกณฑ์บวช จะต้องประกอบพิธีแต่งงานกับนางไม้ก่อนจึงจะบวชได้ หลังจากผ่านพิธีแล้ว หากต่อไปชายผู้นั้นจะแต่งงานกับหญิงตามประเพณีปกติก็สามารถทำได้ ประเพณีนี้จึงไม่ใช่การห้ามแต่งงานกับมนุษย์ แต่เป็นการแสดงความเคารพและรักษาสัญญาทางความเชื่อระหว่างครอบครัวกับแม่ทวด
อีกกรณีหนึ่งคือผู้ที่ไม่ได้สืบสายความเชื่อโดยตรง แต่เคยบนบานต่อแม่ทวดม่วงทองเมื่อมีปัญหา โรคภัย หรือความทุกข์ เมื่อตนได้รับผลตามที่อธิษฐานไว้ก็อาจแก้บนด้วยพิธีแต่งงานกับนางไม้ พิธีจึงมีทั้งมิติของการสืบเชื้อสายและการแก้บน ผู้เข้าพิธีอาจเป็นผู้ที่ทำตามประเพณีประจำตระกูล หรือเป็นผู้ที่มาทำพิธีเพราะเคยบนบานไว้ ความแตกต่างนี้ทำให้คำกล่าวในพิธีมีรายละเอียดต่างกัน โดยหมอทำพิธีจะบอกกล่าวต่อแม่ทวดว่าผู้เข้าพิธีทำเพราะสืบทอดตามสายตระกูล หรือทำเพื่อแก้บนให้หลุดเหฺมฺรย
ช่วงเวลาประกอบพิธีอยู่ระหว่างเดือน 6 ถึงวันสุดท้ายของเดือน 8 โดยวันทำพิธีนิยมเลือกวันอังคารหรือวันเสาร์ที่ไม่ตรงกับวันพระ และพิธีมักทำในช่วงเช้าถึงเที่ยง วันและช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบความเชื่อของชุมชน เพราะพิธีไม่ใช่กิจกรรมที่จัดได้ตามสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมทางฤกษ์ พิธี ความพร้อมของเจ้าภาพ ความพร้อมของเจ้าพิธี หมอทำพิธี และญาติพี่น้องที่ร่วมงาน
ขั้นตอนเริ่มจากการจัดเตรียมขันหมากในช่วงเย็นของวันก่อนประกอบพิธี หากพิธีจัดในวันเสาร์ การจัดขันหมากจะเกิดขึ้นในเย็นวันศุกร์ เจ้าพิธีมีบทบาทสำคัญในการจัดซื้อ จัดหา และจัดวางสิ่งของต่าง ๆ ให้ถูกต้อง สิ่งของในขันหมากแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ เครื่องสักการบูชา เครื่องเซ่นสรวง และใบไม้มงคล รวมถึงอาวุธในขบวนขันหมากที่สัมพันธ์กับรูปแบบการแต่งกายของเจ้าบ่าว
ขันหมากเครื่องสักการบูชาประกอบด้วยดอกไม้ 1 ขัน และธูปเทียน 2 ชุด ส่วนขันหมากเครื่องเซ่นสรวงประกอบด้วยหมากพลู เงินค่าหัวขันหมากจำนวน 101 บาท ขนมต่าง ๆ เช่น ขนมพอง ขนมลา ขนมเจาะหูหรือขนมเจาะรู ขนมแดง ขนมขาว ขนมถั่วงา ยาหนม ขนมปลา ข้าวเหนียวกวน ขนมข้ออ่อน และผลไม้ เช่น มะพร้าว อ้อย กล้วย ส้ม และส้มโอ เครื่องประกอบเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งของทั่วไป แต่เป็นภาษาพิธีกรรมที่สื่อถึงความเคารพ ความอุดมสมบูรณ์ และความพร้อมของเจ้าบ่าวในการเข้าสู่พิธี
ขนมพอง ขนมลา และขนมเจาะรูถือเป็นขนมสำคัญที่ขาดไม่ได้ในขันหมาก เพราะเป็นขนมที่สัมพันธ์กับงานบุญเดือนสิบหรือวันชิงเปรตของชาวภาคใต้ การนำขนมเหล่านี้มาใช้ในพิธีแต่งงานกับนางไม้สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างพิธีไหว้บรรพบุรุษ พิธีเซ่นสรวง และประเพณีครอบครัว ขนมในพิธีจึงทำหน้าที่มากกว่าอาหาร แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมโลกของคนเป็นกับบรรพบุรุษและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชุมชนเคารพ
การจัดขันหมากทำที่บ้านเจ้าบ่าว เจ้าพิธีจะผูกผ้าเพดานเหนือพื้นที่จัดขันหมาก เพื่อเชิญเทวดาและตายายให้มารับรู้ จากนั้นปูผ้าขาวสำหรับรองรับภาชนะที่ใช้จัดขันหมาก โดยมีขันเงิน 5 ขันเป็นภาชนะหลัก ขันหมากในเบื้องต้นประกอบด้วยขันหมากหัว ขันหมากคาง ขันหมากคอ และขันหมากเตียบหรือขันหมากเทียบ ใต้ขันรองด้วยใบไม้มงคล ได้แก่ ใบประดู่หรือใบโด ใบเงิน ใบทอง และใบทองหลาง แล้วจึงใส่หมากพลูที่จัดเป็นซองใบตองลงไป
จำนวนหมากซองมีข้อกำหนดเฉพาะ ขันหมากหัวใช้หมากซอง 13 ซอง ขันหมากคางใช้ 11 ซอง ขันหมากคอใช้ 7 ซอง และขันหมากเทียบอีก 2 ขันใช้จำนวนเท่ากับขันหมากคอ คือ 7 ซอง ในแต่ละซองมีพลูที่ป้ายปูนกินหมากและหมากฝานบางรวมอยู่ด้วย โดยจำนวนพลูในแต่ละซองมี 9 ใบ จำนวนเหล่านี้สะท้อนระเบียบพิธีที่เจ้าพิธีต้องรู้และจัดให้ถูกต้อง เพราะการจัดขันหมากไม่ใช่เรื่องสวยงามภายนอกเท่านั้น แต่เป็นระบบสัญลักษณ์ที่ต้องครบถ้วนตามแบบแผน
นอกจากขันหมากหลักแล้ว ยังมีเชี่ยนเจ้าบ่าว เชี่ยนราษฎร์ และเชี่ยนเงิน เชี่ยนเจ้าบ่าวใช้บรรจุหมากพลู ยาฉุนหรือยาเส้น ซึ่งปัจจุบันอาจใช้บุหรี่แทน เชี่ยนราษฎร์บรรจุเงิน 112 บาท เป็นค่าครูของเจ้าพิธี ส่วนเชี่ยนเงินบรรจุเงินค่าสินสอดให้เจ้าสาวจำนวน 101 บาท ซึ่งหมอทำพิธีจะนำไปถวายวัด เมื่อจัดขันหมากส่วนแรกเสร็จ จึงมีการอัญเชิญเทวดาและวิญญาณบรรพบุรุษ โดยจุดธูปเทียนที่หิ้งพระ จุดเทียนหน้ารูปถ่ายบรรพบุรุษ และจุดเทียนในขันหมากที่เตรียมไว้
ในวันทำพิธี เจ้าบ่าวจะแต่งกายอย่างเป็นทางการ โดยนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาว สวมรองเท้าหนัง ถุงเท้าสีขาวยาวถึงเข่า และเหน็บกริชไว้บริเวณชายพกผ้าค่อนมาทางด้านหน้า การแต่งกายลักษณะนี้แสดงความเป็นเจ้าบ่าวตามพิธี และยังสะท้อนร่องรอยวัฒนธรรมหลายกลุ่มในพื้นที่สงขลา ทั้งพุทธ มุสลิม มลายู พราหมณ์ และจีนที่เคยอยู่ร่วมและแลกเปลี่ยนกันในชุมชนสิงหนคร
การยกขันหมากในอดีตมีขบวนเดินเท้า ตีกลอง ร้องรำ และแห่กันอย่างครึกครื้น ปัจจุบันการเดินเท้าพบได้น้อยลง ส่วนมากทำพอเป็นพิธีเมื่อขบวนขันหมากออกจากบ้านเพื่อขึ้นรถ และเมื่อถึงหลาแม่ทวดก็จัดขบวนขันหมากอีกครั้งให้สมบูรณ์ตามแบบแผน ผู้ถือขันหมากในพิธีดั้งเดิมเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ เมื่อนำขันหมากส่งให้เจ้าพิธีแล้วจึงแยกไปนั่งบริเวณใกล้เคียง ส่วนกลุ่มเพื่อนเจ้าบ่าวอาจแยกไปตีกลองร้องรำในบริเวณที่ไม่รบกวนการประกอบพิธีหลัก
ภายในหลาแม่ทวด ผู้ทำหน้าที่หลักมี 2 คน คือ หมอทำพิธีและเจ้าพิธีหรือนายหยูน ทั้งสองมีบทบาทต่างกัน เจ้าพิธีทำหน้าที่รับขันหมาก จัดวางเครื่องสักการะ นำเครื่องเซ่นไปบูชาแม่ทวด และเซ่นของลอยเดนลอยชานให้บริวารแม่ทวด ส่วนหมอทำพิธีทำหน้าที่นำเจ้าบ่าวและเครือญาติไหว้พระ อัญเชิญเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแม่ทวดม่วงทองให้มารับรู้พิธี จากนั้นจึงนำเจ้าบ่าวกราบเสื่อกราบหมอน ขั้นตอนทั้งสองฝ่ายดำเนินคู่กันและมาบรรจบกันในช่วงให้พรและชำระตัวเจ้าบ่าว
เมื่อเจ้าพิธีรับขันหมากจากมือสาวพรหมจรรย์ จะนำมาวางตามลำดับความสำคัญ แก้ห่อขันหมากทุกขัน และนำเทียนจากขันหมากเทียนเล็กไปจุดในภาชนะขันหมากทุกขัน เพื่อให้แม่ทวดม่วงทองรับรู้ว่าขันหมากที่จัดมาถูกต้องครบถ้วน จากนั้นเจ้าพิธีจะนำใบพลูจุ่มลงในแก้วเหล้าและมะพร้าวอ่อนที่เปิดหัวแล้ว เพื่อประพรมเครื่องเซ่นต่าง ๆ ถือเป็นการบูชาและบอกกล่าวต่อแม่ทวดอย่างเป็นทางการ
หมอทำพิธีจะปูสาดใหม่ ผ้านวม และผ้าขาวให้เจ้าบ่าวนั่ง วางหมอนใหม่ไว้หน้าเจ้าบ่าว แล้วให้เจ้าบ่าวจุดธูปเทียนหน้าแท่นบูชารูปปั้นแม่ทวดม่วงทอง จากนั้นนำผู้ร่วมพิธีไหว้พระ เริ่มด้วยบทนโม 3 จบ คำบูชาพระรัตนตรัยแบบย่อ และคำอัญเชิญเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และแม่ทวดม่วงทองให้มารับรู้พิธี ลำดับนี้แสดงให้เห็นว่าพิธีไม่ได้ตัดขาดจากพุทธศาสนา แต่ผสานพุทธพิธีเข้ากับความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษและนางไม้
ขั้นตอนกราบเสื่อกราบหมอนเป็นช่วงสำคัญของเจ้าบ่าว หมอทำพิธีเตรียมของ 4 อย่าง ได้แก่ พลู 3 ใบ หมาก 3 ชิ้น ดอกไม้ 3 ดอก และเหรียญบาท 3 เหรียญ แบ่งเป็น 3 กอง วางบนหมอนหน้าเจ้าบ่าว เจ้าบ่าวกล่าวคำว่า พุทธัง วันทามิ แล้วกวาดของกองซ้ายลงข้างหมอน กล่าวคำว่า ธัมมัง วันทามิ แล้วกวาดกองขวา จากนั้นกล่าวคำว่า สังฆัง วันทามิ แล้วกอบของกองกลางใส่เชี่ยนเจ้าบ่าวไว้เป็นของมงคล บางหมอทำพิธีให้เหลือเฉพาะเหรียญเพื่อให้เจ้าบ่าวนำไปเป็นขวัญถุง หมายถึงความเป็นสิริมงคลและการทำมาหากินไม่ฝืดเคือง
หลังผ่านการกราบเสื่อกราบหมอน หมอทำพิธีจะบอกกล่าวต่อแม่ทวดม่วงทองถึงเหตุของการแต่งงาน หากเป็นพิธีตามสายตระกูล จะกล่าวว่าผู้เข้าพิธีทำตามเชื้อสายที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ หากเป็นพิธีแก้บน จะกล่าวว่าการแต่งงานครั้งนี้ทำตามที่บนบานไว้เพื่อให้หลุดเหฺมฺรย คำว่าเหฺมฺรยในบริบทนี้สัมพันธ์กับพันธะหรือสิ่งติดค้างทางความเชื่อ การทำพิธีจึงเป็นการสะสางคำมั่นและทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าบ่าว ครอบครัว และแม่ทวดกลับคืนสู่ความเรียบร้อย
ช่วงเซ่นสรวง เจ้าพิธีจะบอกกล่าวต่อพ่อแม่ตายายทวดม่วงทองว่าลูกหลานมาไหว้แล้ว หากเป็นการแก้บนก็จะกล่าวว่าเป็นการมาไหว้แก้บน ขอให้ขาดเหฺมฺรยและไม่ให้ทักทอรบกวนลูกหลาน จากนั้นนำเทียนส่องตามขันหมากทุกขันและกล่าวว่าเครื่องขันหมากจัดถูกต้องแล้ว แล้วใช้ใบพลูชุบน้ำจากแก้วเหล้าหรือมะพร้าวอ่อนเพื่อประพรมเครื่องเซ่น การเซ่นสรวงต่อแม่ทวดม่วงทองจึงสิ้นสุดลงในส่วนหลัก
หลังเซ่นสรวงแม่ทวดแล้ว เจ้าพิธีจะนำของที่ผ่านการเซ่นซึ่งเรียกว่า ของลอยเดนลอยชาน ไปตั้งให้บริวารของแม่ทวดที่เรียกว่า ผู้ถือกองฆ้องน้ำ โดยแบ่งเครื่องเซ่นทุกชนิดจากขันหมากอย่างละเล็กละน้อย วางบนหางตอง แบ่งเป็น 4 กอง โดย 2 กองแรกสำหรับตายายของแม่ทวด และอีก 2 กองสำหรับผู้ถือกองฆ้องน้ำของแม่ทวด จากนั้นนำไปวางที่โคนต้นตะแบกพร้อมเหล้า 1 แก้วและเทียน 1 เล่ม ขั้นตอนนี้แสดงให้เห็นว่าพิธีไม่ได้บูชาเฉพาะแม่ทวดเท่านั้น แต่ยังรับรู้ถึงบริวารและโลกวิญญาณตามคติชุมชนด้วย
ในบางกรณี หากเจ้าพิธีเป็นคนทรง เครือญาติของเจ้าภาพอาจขอให้แม่ทวดประทับทรงและให้พรลูกหลาน เมื่อตัวเจ้าพิธีเริ่มสั่นถือเป็นสัญญาณว่าแม่ทวดเข้าประทับทรงแล้ว จากนั้นแม่ทวดในร่างทรงจะลุกขึ้น หยิบกริชบนพาน ชักออกจากฝักและยื่นตรวจตามขันหมาก พร้อมกล่าวว่าจัดถูกต้องแล้ว ต่อมาจะเรียกให้ตีกลองในบริเวณหลาแม่ทวด และร่ายรำตามจังหวะกลองโดยมีกริชอยู่ในมือ ลูกหลานปรบมือให้จังหวะและบางคนลุกขึ้นรำร่วมกัน บรรยากาศช่วงนี้เต็มไปด้วยความศรัทธา ความอบอุ่น และความรู้สึกร่วมของเครือญาติ
ช่วงท้ายของพิธี หมอทำพิธี เจ้าพิธี พ่อแม่ และเครือญาติของเจ้าบ่าวจะร่วมกันให้พรเจ้าบ่าวและทำพิธีชำระตัวเจ้าบ่าวด้วยเปลวไฟจากเทียน หมอทำพิธีจะนำดอกไม้ที่ผ่านการสักการะต่อแม่ทวดแล้วมาแจกให้ผู้ร่วมพิธี จากนั้นสวดบทให้พร ซึ่งมักใช้บทชยันโต ผู้ร่วมพิธีจะซัดดอกไม้เข้าหาตัวเจ้าบ่าวจนดอกไม้ติดตามเสื้อผ้า ภาพดอกไม้ที่โปรยเข้าหาเจ้าบ่าวอย่างต่อเนื่องเป็นสัญลักษณ์ของพร ความเป็นสิริมงคล และการยอมรับจากเครือญาติและชุมชน
หลังเสร็จพิธี เครื่องขันหมากจะถูกแบ่งให้ผู้ถือขันหมากและผู้เกี่ยวข้อง ส่วนเจ้าภาพจะมีการทำอาหารเลี้ยงผู้มาร่วมพิธีที่บ้านเจ้าสาวหรือบ้านของครอบครัวที่จัดพิธี การเลี้ยงอาหารไม่ใช่เพียงการขอบคุณผู้มาช่วยงาน แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบความสัมพันธ์ในชุมชน ทุกคนที่มีบทบาทในพิธีได้รับการดูแลและมีส่วนร่วมในความสำเร็จของงาน ประเพณีแต่งงานกับนางไม้จึงเป็นพิธีที่มีทั้งมิติศักดิ์สิทธิ์และมิติทางสังคมอย่างแนบแน่น
หากมองในเชิงมานุษยวิทยา ประเพณีแต่งงานกับนางไม้เป็นตัวอย่างของพิธีกรรมที่ช่วยจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนกับบรรพบุรุษ และคนกับชุมชน ผู้ชายที่เข้าพิธีโดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะบวชเข้าสู่สถานะใหม่ในชีวิต จะผ่านพิธีขอขมา ฝากตัว และรับพรจากแม่ทวดก่อนเข้าสู่เพศบรรพชิต พิธีจึงมีลักษณะของพิธีเปลี่ยนผ่าน จากวัยหนุ่มสู่ความรับผิดชอบทางศาสนา ครอบครัว และชุมชน
ประเพณีนี้ยังแสดงการประนีประนอมทางวัฒนธรรมของสิงหนคร ซึ่งเป็นพื้นที่เก่าแก่ที่มีชุมชนพุทธ มุสลิม จีน และความเชื่อพื้นบ้านอยู่ร่วมกันมายาวนาน องค์ประกอบอย่างการไหว้พระ การอัญเชิญเทวดา การบูชาพ่อแม่ตายาย การใช้กริช การแห่ขันหมาก การทำขนมพื้นบ้าน และการเลี้ยงอาหารหลังพิธี ล้วนสะท้อนการผสมผสานของหลายวัฒนธรรมในพื้นที่เดียวกัน ประเพณีแต่งงานกับนางไม้จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเรื่องแปลก แต่ควรมองเป็นกลไกวัฒนธรรมที่ช่วยให้ชุมชนจัดการความเชื่อ ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนผ่านของชีวิตได้อย่างมีแบบแผน
สำหรับผู้สนใจเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วัดมะม่วงหมู่เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะในการเรียนรู้เรื่องนี้ เพราะเป็นพื้นที่ที่สัมพันธ์กับตำนานแม่ม่วงทองโดยตรง นักท่องเที่ยวสามารถชมบรรยากาศวัดเก่าในอำเภอสิงหนคร ศึกษาเรื่องเล่าทวดแม่ม่วงทอง ไหว้ศาลหรือรูปปั้นด้วยความเคารพ และเชื่อมเส้นทางกับสถานที่ประวัติศาสตร์รอบสิงหนคร เช่น วัดสถิตย์ชลธาร วัดโลการาม วัดสลักป่าเก่า กำแพงเมืองเก่าสงขลา หัวเขาแดง ซุ้มประตูบ่อเก๋ง และแหล่งเรียนรู้ในเมืองสงขลา
การเดินทางไปบ้านมะม่วงหมู่และวัดมะม่วงหมู่สามารถเดินทางจากตัวเมืองสงขลาโดยข้ามไปฝั่งสิงหนคร หรือใช้เส้นทางสะพานติณสูลานนท์ผ่านเกาะยอแล้วต่อไปยังอำเภอสิงหนคร จากนั้นเข้าสู่พื้นที่ตำบลสทิงหม้อและบ้านมะม่วงหมู่ เส้นทางนี้เหมาะกับรถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ หรือรถรับจ้างท้องถิ่น ผู้ที่ต้องการเรียนรู้ประเพณีควรวางแผนร่วมกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ในสิงหนครและเมืองสงขลา เพื่อให้เห็นบริบทพื้นที่ครบทั้งวัด ชุมชน ทะเลสาบ เส้นทางเก่า และวัฒนธรรมท้องถิ่น
มารยาทสำคัญในการเข้าชมพื้นที่ศาลแม่ทวดม่วงทองคือแต่งกายสุภาพ รักษาความสงบ ไม่แตะต้องรูปปั้นหรือเครื่องเซ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ถ่ายภาพในลักษณะลบหลู่ ไม่รบกวนผู้ประกอบพิธี และไม่วิจารณ์ความเชื่อของชุมชนด้วยถ้อยคำไม่เหมาะสม เพราะพิธีนี้เป็นเรื่องศรัทธา พันธะทางครอบครัว และความทรงจำของชุมชน การเข้าไปเรียนรู้จึงควรทำด้วยความเคารพต่อเจ้าของวัฒนธรรม
ในปัจจุบัน ประเพณีแต่งงานกับนางไม้ยังมีคุณค่าอย่างยิ่งในฐานะมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของสงขลา แม้รูปแบบการจัดพิธีจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การแห่ขันหมากด้วยรถยนต์มากขึ้น การเดินเท้าน้อยลง หรือการปรับสิ่งของบางอย่างให้เข้ากับสภาพปัจจุบัน แต่แกนหลักของพิธียังคงอยู่ คือการไหว้แม่ทวดม่วงทอง การจัดขันหมาก การขอขมา การแก้บน การรับพร และการยืนยันความสัมพันธ์ระหว่างลูกหลานกับพ่อแม่ตายายประจำชุมชน
ประเพณีแต่งงานกับนางไม้ สงขลา จึงเป็นประเพณีที่มีเนื้อหาลึกและซับซ้อนกว่าชื่อเรียกภายนอกมาก ภายในพิธีมีทั้งตำนานผู้หญิงศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้ใหญ่ บรรพบุรุษ ขันหมาก เครื่องเซ่น กริช การแห่ การทรงเจ้า การให้พร และการสืบทอดตามสายตระกูล ประเพณีนี้ทำให้เห็นว่าเมืองสงขลาและสิงหนครไม่ได้มีเพียงโบราณสถาน วัดเก่า หรือภูมิทัศน์ทะเลสาบเท่านั้น แต่ยังมีโลกความเชื่อของผู้คนที่ผูกพันกับบ้าน วัด ต้นไม้ และชุมชนอย่างแนบแน่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรศึกษาอย่างละเอียดและถ่ายทอดด้วยความเคารพ
| ชื่อประเพณี | ประเพณีแต่งงานกับนางไม้ สงขลา / แต่งงานกับแม่ม่วงทอง / แต่งงานกับต้นไม้ |
| ประเภท | ประเพณีความเชื่อท้องถิ่นภาคใต้ พิธีบวงสรวง พิธีแก้บน และพิธีสืบทอดความสัมพันธ์ระหว่างสายตระกูลกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน |
| พื้นที่ประเพณี | หมู่ที่ 4 บ้านมะม่วงหมู่ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา |
| สถานที่สัมพันธ์กับประเพณี | วัดมะม่วงหมู่ และศาล/หลาแม่ทวดม่วงทองในพื้นที่บ้านมะม่วงหมู่ |
| ที่อยู่ | บ้านมะม่วงหมู่ หมู่ที่ 4 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา 90280 |
| พิกัดพื้นที่วัดมะม่วงหมู่ | 7.2363033, 100.5206118 |
| ช่วงเวลาประกอบพิธี | เดือน 6 ถึงวันสุดท้ายของเดือน 8 |
| วันและเวลาที่นิยมทำพิธี | วันอังคารหรือวันเสาร์ที่ไม่ตรงกับวันพระ โดยทำพิธีช่วงเช้าถึงเที่ยง |
| ความสำคัญ | เป็นพิธีแสดงความเคารพต่อทวดแม่ม่วงทอง ใช้ในการแก้บน ฝากตัว ขอขมา รับพร และสืบทอดความเชื่อของสายตระกูลในชุมชนบ้านมะม่วงหมู่ |
| สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ | ทวดแม่ม่วงทอง หรือเจ้าแม่ม่วงทอง ซึ่งชาวบ้านนับถือในฐานะนางไม้ รุกขเทวดา และพ่อแม่ตายายผู้คุ้มครองลูกหลาน |
| ตำนานสำคัญ | เล่าสืบกันว่าแม่ม่วงทองเกี่ยวข้องกับต้นมะม่วงใหญ่บริเวณวัดมะม่วงหมู่ และแสดงปาฏิหาริย์ให้ชาวบ้านเห็นจนเกิดการนับถือ บนบาน และประกอบพิธีบวงสรวงสืบมา |
| ผู้เข้าพิธีหลัก | เจ้าบ่าวหรือชายในสายตระกูลที่นับถือแม่ทวดม่วงทอง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะอุปสมบท และผู้ที่มาแก้บนตามคำบนบาน |
| ผู้ดำเนินพิธี | หมอทำพิธี และเจ้าพิธีที่ชาวบ้านเรียกว่านายหยูน นายหมื่น นายโหมฺรฺน หรือนายเหฺมฺริน |
| เครื่องประกอบพิธีสำคัญ | ขันหมาก ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู ใบไม้มงคล เงินค่าหัวขันหมาก เงินค่าสินสอด ขนมพอง ขนมลา ขนมเจาะรู ยาหนม ข้าวเหนียวกวน ผลไม้ เสื่อ หมอน ผ้าขาว เทียน และกริชของเจ้าบ่าว |
| ขั้นตอนสำคัญ | จัดขันหมากที่บ้านเจ้าบ่าวในเย็นวันก่อนพิธี แห่ขันหมากไปยังหลาแม่ทวด เจ้าพิธีรับและตรวจขันหมาก หมอทำพิธีนำไหว้พระ อัญเชิญเทวดาและแม่ทวด เจ้าบ่าวกราบเสื่อกราบหมอน เซ่นสรวงแม่ทวด เซ่นบริวาร ให้พร และชำระตัวเจ้าบ่าวด้วยเปลวไฟจากเทียน |
| สถานะปัจจุบัน | เป็นประเพณีความเชื่อและมรดกวัฒนธรรมสำคัญของบ้านมะม่วงหมู่ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา และยังมีการกล่าวถึงในฐานะประเพณีเอกลักษณ์ของพื้นที่ |
| วันเปิดพื้นที่วัดมะม่วงหมู่ | ทุกวัน |
| เวลาเข้าชมพื้นที่วัดมะม่วงหมู่ | 08.00 – 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ไม่มีค่าเข้าชมสำหรับการเข้าพื้นที่วัด แต่การประกอบพิธีเฉพาะบุคคลต้องจัดเตรียมเครื่องประกอบพิธีตามแบบแผนและประสานผู้เกี่ยวข้องในชุมชน |
| ผู้ดูแล / หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | วัดมะม่วงหมู่ ชุมชนบ้านมะม่วงหมู่ และเทศบาลเมืองสิงหนคร |
| เบอร์ติดต่อหน่วยงานท้องถิ่น | เทศบาลเมืองสิงหนคร โทร. 0-7433-1769 |
| ข้อควรปฏิบัติ | แต่งกายสุภาพ รักษาความสงบ เคารพสถานที่ ไม่แตะต้องรูปปั้นหรือเครื่องเซ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่รบกวนผู้ประกอบพิธี และใช้ถ้อยคำสุภาพเมื่อกล่าวถึงความเชื่อของชุมชน |
| สถานที่ท่องเที่ยว / แหล่งเรียนรู้ใกล้เคียง | 1. วัดมะม่วงหมู่ 0 กม. 2. วัดโลการาม ตำบลสทิงหม้อ 1 กม. 3. วัดสลักป่าเก่า ตำบลชิงโค 2 กม. 4. วัดสถิตย์ชลธาร ตำบลสทิงหม้อ 4 กม. 5. สะพานติณสูลานนท์ 6 กม. 6. หัวเขาแดงและกำแพงเมืองเก่าสงขลา 7 กม. 7. วัดสุวรรณคีรี 7 กม. 8. ซุ้มประตูบ่อเก๋ง 7 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. สิงหนคร กะทะร้อน 7 กม. โทร. 085-673-4448 2. E&N Coffee สิงหนคร 7 กม. โทร. 099-487-1805 3. ร้านต้นยอ ก๋วยเตี๋ยว&ซุปกระดูกหมู สิงหนคร 8 กม. โทร. 091-982-5796 4. ก๋วยเตี๋ยวกระดูกหมูบ่อเคยป้าถาวร เจ้าเก่า 8 กม. โทร. 084-747-0371, 096-715-0746, 091-764-8959 5. เฌอ สิงหนคร 8 กม. โทร. 092-263-2805, 082-359-4245 6. ร้านริมสระหาดม่วงงาม 14 กม. โทร. 098-932-8699 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Haad Kaew Resort 13 กม. โทร. 074-331-063 2. ซิงกอรา รีสอร์ท 15 กม. 3. The Lake House เกาะยอ 16 กม. โทร. 086-965-2382 4. Greenery Hill Resort @ Koyo 17 กม. โทร. 082-889-9941 5. The Singora Hotel 18 กม. โทร. 074-314-555 6. The Luxury Residence Songkhla 19 กม. โทร. 074-321-977 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ประเพณีแต่งงานกับนางไม้ สงขลา คืออะไร?
ตอบ: เป็นประเพณีความเชื่อของบ้านมะม่วงหมู่ ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ที่จัดพิธีแต่งงานเชิงสัญลักษณ์กับทวดแม่ม่วงทองหรือนางไม้ เพื่อแสดงความเคารพ แก้บน ฝากตัว ขอขมา และรับพรตามความเชื่อของชุมชน
ถาม: ทวดแม่ม่วงทองคือใคร?
ตอบ: ทวดแม่ม่วงทองคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือในฐานะนางไม้ รุกขเทวดา และพ่อแม่ตายายผู้คุ้มครองลูกหลาน โดยเชื่อว่าสัมพันธ์กับต้นมะม่วงใหญ่บริเวณวัดมะม่วงหมู่
ถาม: ประเพณีแต่งงานกับนางไม้จัดที่ไหน?
ตอบ: ประเพณีนี้สัมพันธ์กับวัดมะม่วงหมู่และหลาแม่ทวดม่วงทอง บ้านมะม่วงหมู่ หมู่ที่ 4 ตำบลสทิงหม้อ อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา
ถาม: ประเพณีนี้จัดช่วงเวลาใด?
ตอบ: จัดในช่วงเดือน 6 ถึงวันสุดท้ายของเดือน 8 โดยนิยมทำในวันอังคารหรือวันเสาร์ที่ไม่ตรงกับวันพระ และทำพิธีในช่วงเช้าถึงเที่ยง
ถาม: ใครบ้างที่ต้องเข้าพิธีแต่งงานกับนางไม้?
ตอบ: ผู้เข้าพิธีมักเป็นชายในสายตระกูลที่นับถือแม่ทวดม่วงทอง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะอุปสมบท รวมถึงผู้ที่เคยบนบานไว้และต้องการแก้บนตามความเชื่อของชุมชน
ถาม: เครื่องประกอบพิธีสำคัญมีอะไรบ้าง?
ตอบ: เครื่องประกอบสำคัญคือขันหมาก ดอกไม้ ธูปเทียน หมากพลู ใบไม้มงคล เงินค่าหัวขันหมาก เงินค่าสินสอด ขนมพอง ขนมลา ขนมเจาะรู ผลไม้ เสื่อ หมอน ผ้าขาว เทียน และกริชของเจ้าบ่าว
ถาม: ประเพณีนี้เกี่ยวข้องกับการบวชอย่างไร?
ตอบ: ในบางสายตระกูล ชายที่นับถือแม่ทวดม่วงทองต้องทำพิธีแต่งงานกับนางไม้ก่อนอุปสมบท เพื่อขอขมา รับพร และแสดงความเคารพต่อพ่อแม่ตายายประจำชุมชน
ถาม: นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อไปวัดมะม่วงหมู่?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ รักษาความสงบ เคารพความเชื่อของชุมชน ไม่แตะต้องรูปปั้นหรือเครื่องเซ่นโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่รบกวนผู้ประกอบพิธี
หมวดหมู่: ●ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
กลุ่ม: ●ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคใต้
ปรับปรุงล่าสุด : 3 สัปดาห์ที่แล้ว



