หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดปัตตานี >อ.เมืองปัตตานี >ต.ตันหยงลุโละ > มัสยิดกรือเซะ
TL;DR: มัสยิดกรือเซะ อยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 94000 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. จุดเด่นคือ อาคารก่ออิฐถือปูน กว้างประมาณ 15.10 เมตร ยาวประมาณ 29.60 เมตร สูงประมาณ 6.50 เมตร มีเสากลม ช่องประตูหน้าต่างโค้งแหลมและโค้งมน.
มัสยิดกรือเซะ

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
มัสยิดกรือเซะ เป็นโบราณสถานและศาสนสถานอิสลามสำคัญของจังหวัดปัตตานี ตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี ริมทางหลวงหมายเลข 42 สายปัตตานี–นราธิวาส ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 7 กม. จุดเด่นของมัสยิดแห่งนี้คืออาคารอิฐถือปูนขนาดใหญ่ เสากลม ช่องประตูโค้งแหลม และหลังคาโดมที่สร้างไม่แล้วเสร็จ จนกลายเป็นภาพจำสำคัญของประวัติศาสตร์ปาตานี เมืองเก่า วัฒนธรรมอิสลาม และการอยู่ร่วมกันของชุมชนไทยมุสลิมกับชุมชนไทยเชื้อสายจีนในพื้นที่เดียวกัน
มัสยิดกรือเซะไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ แต่ยังเป็นพื้นที่ศรัทธาที่ยังคงใช้ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน ผู้มาเยือนจึงควรมองสถานที่แห่งนี้ใน 2 มิติพร้อมกัน คือมิติของโบราณสถานที่สะท้อนร่องรอยอาณาจักรปาตานีในอดีต และมิติของศาสนสถานที่มีชีวิต มีผู้คนเข้ามาละหมาด ดูแลพื้นที่ และรักษาความสงบของสถานที่ตามวิถีอิสลาม การเยี่ยมชมมัสยิดกรือเซะจึงควรใช้ท่าทีสำรวม แต่งกายสุภาพ และหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้ประกอบศาสนกิจ โดยเฉพาะในช่วงเวลาละหมาด
ตำแหน่งของมัสยิดกรือเซะอยู่ในย่านบ้านกรือเซะ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ที่สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีเดิม พื้นที่นี้อยู่ไม่ไกลจากอ่าวปัตตานีและเส้นทางคมนาคมสำคัญระหว่างตัวเมืองกับจังหวัดนราธิวาส ในอดีตย่านกรือเซะเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์เมืองเก่า เป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการค้า การเดินทางทางทะเล ความศรัทธาทางศาสนา และเรื่องเล่าท้องถิ่นหลายสาย เมื่อเดินทางมาถึงมัสยิด จะเห็นอาคารก่ออิฐสีแดงตั้งเด่นบนลานอิฐกว้าง ผนังหนา เสาโค้ง และช่องเปิดของอาคารทำให้เกิดบรรยากาศขรึม สงบ และมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์อย่างชัดเจน
ชื่อ “มัสยิดกรือเซะ” เรียกตามชุมชนบ้านกรือเซะซึ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิด ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่พบในเอกสารท้องถิ่นคือ “มัสยิดปิตูกรือบัน” ชื่อหลังนี้สัมพันธ์กับรูปทรงประตูของมัสยิด คำว่า “ปิตู” หมายถึงประตู และ “กรือบัน” หมายถึงช่องประตูรูปโค้ง ลักษณะซุ้มประตูและหน้าต่างของอาคารมีทั้งโค้งแหลมและโค้งมน ทำให้มัสยิดกรือเซะมีบุคลิกทางสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากมัสยิดยุคหลังในภาคใต้ เพราะไม่ได้เน้นเพียงโดมและหออะซานแบบที่คุ้นตา แต่แสดงร่องรอยการผสมผสานระหว่างศิลปะตะวันออกกลาง ศิลปะเปอร์เซีย และรูปแบบโค้งแบบยุโรปที่เข้ามาอยู่ในบริบทของปาตานีโบราณ
รูปแบบอาคารของมัสยิดกรือเซะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน กว้างประมาณ 15.10 เมตร ยาวประมาณ 29.60 เมตร และสูงประมาณ 6.50 เมตร โครงสร้างหลักใช้ผนังอิฐหนาและเสาทรงกลม ช่องประตูหน้าต่างมีทั้งลักษณะโค้งแหลมและโค้งมน ตัวอาคารเหลือสภาพหลังคาและโดมที่ยังไม่สมบูรณ์ จึงทำให้ผู้มาเยือนมองเห็นเส้นสายของผนัง ซุ้มประตู และโครงสร้างภายในได้ชัดเจน ความไม่สมบูรณ์ของอาคารไม่ใช่จุดด้อย แต่กลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มัสยิดแห่งนี้มีพลังในการเล่าเรื่อง เพราะทุกส่วนของผนังอิฐบอกถึงช่วงเวลา การบูรณะ การใช้งาน และการคงอยู่ของความศรัทธาท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง
สิ่งที่ทำให้มัสยิดกรือเซะโดดเด่นกว่ามัสยิดหลายแห่งคือการเป็นโบราณสถานที่ยังคงรักษาภาพอาคารอิฐโบราณไว้ค่อนข้างชัดเจน อิฐที่ใช้ในการก่อสร้างมีลักษณะสัมพันธ์กับอิฐในยุคอยุธยา และบริเวณฐานยังพบลักษณะอิฐบางส่วนที่สะท้อนรูปแบบเก่ากว่านั้น ทำให้สถานที่แห่งนี้มีคุณค่าในฐานะหลักฐานทางสถาปัตยกรรม ไม่ใช่เพียงสถานที่ในตำนาน การมองมัสยิดกรือเซะอย่างละเอียดจึงควรสังเกตทั้งแผนผังอาคาร ความหนาของผนัง จังหวะของซุ้มประตู เสากลมที่รับน้ำหนัก และลานอิฐด้านหน้า เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยให้เข้าใจว่ามัสยิดนี้เคยเป็นอาคารศาสนาขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อชุมชนอย่างมาก
ประวัติของมัสยิดกรือเซะสัมพันธ์กับราชอาณาจักรปาตานีและประวัติศาสตร์ยุคอยุธยา โดยมีข้อมูลท้องถิ่นหลายสายเชื่อมโยงการก่อสร้างกับช่วงพุทธศตวรรษที่ 22–23 และเรื่องเล่าในช่วงสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ระหว่าง พ.ศ. 2121–2136 อีกสายหนึ่งกล่าวถึงสุลต่านในประวัติศาสตร์ปาตานีและความเปลี่ยนแปลงทางอำนาจภายในเมืองตานี ความหลากหลายของชุดประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้มัสยิดกรือเซะเป็นสถานที่ที่ควรอ่านด้วยความเข้าใจหลายชั้น ทั้งชั้นของหลักฐานสถาปัตยกรรม ชั้นของพงศาวดารท้องถิ่น ชั้นของตำนานพื้นบ้าน และชั้นของความทรงจำร่วมของชุมชน
แม้เรื่องเวลาและผู้สร้างจะมีการเล่าต่างกันในแต่ละสายประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่สอดคล้องกันคือมัสยิดกรือเซะเป็นศาสนสถานอิสลามเก่าแก่ที่มีบทบาทต่อเมืองปัตตานีมาอย่างยาวนาน อาคารที่เห็นในปัจจุบันยังคงแสดงความยิ่งใหญ่ของงานก่อสร้างที่ตั้งใจสร้างให้เป็นศูนย์รวมศรัทธาในพื้นที่ โครงสร้างขนาดใหญ่ ลานหน้าอาคาร และรูปทรงประตูที่ออกแบบอย่างมีจังหวะสะท้อนว่ามัสยิดแห่งนี้ไม่ใช่มัสยิดขนาดเล็กของชุมชนทั่วไป แต่เป็นอาคารสำคัญที่สัมพันธ์กับเมือง ศาสนา และสถานะทางวัฒนธรรมของปาตานีในอดีต
ตำนานที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดของมัสยิดกรือเซะคือเรื่องลิ้มโต๊ะเคี่ยมและเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เรื่องเล่านี้เชื่อมโยงมัสยิดกรือเซะกับสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่อยู่ใกล้กัน ตำนานเล่าถึงหญิงชาวจีนที่เดินทางมาตามพี่ชายกลับเมืองจีน แต่พี่ชายได้เข้ารับอิสลาม มีครอบครัว และเกี่ยวข้องกับการสร้างมัสยิดกรือเซะ เมื่อนางไม่สามารถชวนพี่ชายกลับได้จึงตัดสินใจจบชีวิต และกลายเป็นบุคคลในความทรงจำของชุมชนจีนปัตตานี เรื่องเล่านี้ทำให้พื้นที่กรือเซะมีความหมายมากกว่าการเป็นมัสยิด เพราะเป็นจุดพบกันของความเชื่อ ความศรัทธา ความกตัญญู ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความทรงจำของคนต่างวัฒนธรรม
บริเวณใกล้มัสยิดกรือเซะมีสุสานหรือฮวงซุ้ยเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินชมต่อจากมัสยิด พื้นที่นี้ช่วยให้เห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาอิสลามกับความเชื่อจีนในปัตตานีอย่างชัดเจน ด้านหนึ่งคือมัสยิดโบราณซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศรัทธามุสลิม อีกด้านหนึ่งคือความทรงจำของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวที่เชื่อมโยงกับชาวไทยเชื้อสายจีน ตำแหน่งของทั้ง 2 เรื่องเล่าในพื้นที่เดียวกันทำให้กรือเซะเป็นหนึ่งในจุดสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมของปัตตานี
กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนมัสยิดกรือเซะเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2478 และมีการบูรณะซ่อมแซมในช่วง พ.ศ. 2500, พ.ศ. 2525 และ พ.ศ. 2547 การบูรณะเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาสภาพอาคารให้คงอยู่ในฐานะโบราณสถานสำคัญของเมืองปัตตานี ขณะเดียวกันยังคงให้สามารถใช้เป็นพื้นที่ประกอบศาสนกิจได้ต่อไป การขึ้นทะเบียนและบูรณะทำให้มัสยิดกรือเซะมีสถานะเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ต้องดูแลอย่างระมัดระวัง ผู้มาเยือนจึงควรหลีกเลี่ยงการปีนป่ายผนังโบราณ สัมผัสอิฐอย่างรุนแรง หรือทำกิจกรรมที่กระทบต่อโครงสร้างเดิม
บรรยากาศของมัสยิดกรือเซะต่างจากแหล่งท่องเที่ยวที่เน้นความคึกคัก เพราะพื้นที่หลักของมัสยิดเป็นลานโล่ง อาคารอิฐ และมุมเงียบที่เหมาะกับการเดินชมอย่างสำรวม แสงแดดในช่วงเช้าและช่วงบ่ายทำให้สีอิฐแดงมีมิติสวยงาม โดยเฉพาะเมื่อแสงตกกระทบซุ้มประตูโค้งและแนวผนังหนา ผู้ที่สนใจถ่ายภาพควรเลือกถ่ายจากลานหน้าอาคารและภายนอกเป็นหลัก หากต้องการถ่ายภายในควรขออนุญาตผู้ดูแลหรือหลีกเลี่ยงช่วงที่มีผู้ประกอบศาสนกิจ เพื่อรักษาความเคารพต่อสถานที่
การเยี่ยมชมมัสยิดกรือเซะเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์จะได้เห็นร่องรอยเมืองปาตานีผ่านอาคารอิฐโบราณ ผู้สนใจสถาปัตยกรรมจะได้ศึกษาซุ้มโค้ง เสากลม และรูปทรงอาคารที่ผสานหลายอิทธิพล ผู้สนใจวัฒนธรรมจะได้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมัสยิดกรือเซะ สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง และเมืองเก่าปัตตานี ส่วนผู้เดินทางทั่วไปจะได้สัมผัสสถานที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปัตตานีโดยใช้เวลาไม่นานจากตัวเมือง
ในด้านมารยาทการเข้าชม ผู้ชายควรแต่งกายสุภาพ สวมกางเกงขายาวหรือชุดที่ไม่รัดรูป ส่วนผู้หญิงควรเลือกเสื้อมีแขน กระโปรงยาวหรือกางเกงขายาวทรงสุภาพ และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าบางหรือเปิดเผยมากเกินไป การพูดคุยควรใช้เสียงเบา ไม่ควรหยอกล้อหรือถ่ายภาพในลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับศาสนสถาน หากพบผู้มาละหมาดควรเว้นระยะ ไม่เดินตัดหน้า และไม่เข้าไปในพื้นที่ประกอบพิธีโดยไม่ได้รับอนุญาต ความสุภาพเหล่านี้ช่วยให้การท่องเที่ยวมัสยิดกรือเซะเป็นประสบการณ์ที่ดีทั้งต่อผู้มาเยือนและชุมชนเจ้าของพื้นที่
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการไปมัสยิดกรือเซะคือช่วงเช้าและช่วงบ่ายแก่ เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและแสงธรรมชาติเหมาะสำหรับชมรายละเอียดอาคารอิฐ ช่วงกลางวันแดดค่อนข้างแรง เนื่องจากลานหน้าอาคารเป็นพื้นที่เปิด ผู้เดินทางควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก หรือร่ม แต่ควรใช้ด้วยความสำรวมเมื่ออยู่ในพื้นที่ศาสนสถาน หากต้องการชมอย่างสงบ ควรหลีกเลี่ยงช่วงเวลาละหมาดใหญ่หรือวันศุกร์ในช่วงเที่ยง ซึ่งเป็นช่วงที่ชุมชนมุสลิมใช้พื้นที่สำหรับศาสนกิจมากกว่าการท่องเที่ยว
การเดินทาง จากตัวเมืองปัตตานีสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 42 สายปัตตานี–นราธิวาส มุ่งหน้าไปทางตำบลตันหยงลุโละ ระยะทางประมาณ 7 กม. มัสยิดตั้งอยู่บริเวณบ้านกรือเซะใกล้แนวถนนหลัก จึงเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวได้สะดวก หากไม่มีรถส่วนตัว สามารถใช้รถโดยสารท้องถิ่น รถสองแถว หรือรถรับจ้างในตัวเมืองที่วิ่งไปตามเส้นทางปัตตานี–นราธิวาส แล้วแจ้งคนขับว่าลงที่มัสยิดกรือเซะ การเดินทางควรตรวจสภาพเส้นทางและเวลาเดินรถก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะหากต้องเดินทางต่อไปยังชายหาดหรืออำเภอรอบนอก
การวางแผนเที่ยวมัสยิดกรือเซะสามารถจัดเป็นเส้นทางครึ่งวันร่วมกับสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ย่านเมืองเก่ากือดาจีนอ และมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีได้อย่างลงตัว หากต้องการเที่ยวแบบเข้าใจวัฒนธรรมเมืองปัตตานี ควรเริ่มจากมัสยิดกรือเซะเพื่อเห็นรากเก่าของเมือง จากนั้นไปสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวใกล้พื้นที่กรือเซะ แล้วเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อชมศาลเจ้าเล่งจูเกียงและย่านเก่า ก่อนปิดท้ายด้วยมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมมัสยิดยุคใหม่ที่สง่างาม รูปแบบนี้ช่วยให้เห็นพัฒนาการของเมืองจากโบราณสถานสู่เมืองร่วมสมัย
ผู้ที่สนใจงานประเพณีควรรู้ว่าความเชื่อเรื่องเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมีเทศกาลสำคัญในจังหวัดปัตตานี โดยเฉพาะงานแห่เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวซึ่งเกี่ยวข้องกับศาลเจ้าเล่งจูเกียงในตัวเมือง และมีพิธีกรรมที่สะท้อนพลังศรัทธาของชุมชนไทยเชื้อสายจีน งานนี้ไม่ได้จัดที่มัสยิดกรือเซะโดยตรงในฐานะงานของมัสยิด แต่เรื่องเล่าเรื่องสุสานและเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวมีความเชื่อมโยงกับย่านกรือเซะอย่างแนบแน่น ผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงควรเชื่อมโยงการชมมัสยิดกับการเรียนรู้เรื่องศาลเจ้าและประเพณีจีนปัตตานีด้วย
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด การพักในตัวเมืองปัตตานีจะสะดวกที่สุด เพราะมีโรงแรม ร้านอาหาร และระบบขนส่งในเมืองมากกว่า จากตัวเมืองใช้เวลาเดินทางไปมัสยิดกรือเซะไม่นาน และยังสามารถต่อไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่นได้ง่าย พื้นที่รอบมัสยิดมีร้านเครื่องดื่ม ร้านอาหารฮาลาล และร้านท้องถิ่นบางส่วน แต่หากต้องการตัวเลือกอาหารหลากหลายควรวางแผนรับประทานในตัวเมืองหรือบริเวณถนนเจริญประดิษฐ์ ถนนหนองจิก และย่านใกล้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
คุณค่าของมัสยิดกรือเซะอยู่ที่การเป็นสถานที่ซึ่งทำให้ผู้มาเยือนเห็นปัตตานีในหลายมิติพร้อมกัน มิติแรกคือมิติประวัติศาสตร์ที่โยงกับเมืองปาตานีและยุคอยุธยา มิติที่ 2 คือมิติศาสนาอิสลามที่ยังดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน มิติที่ 3 คือมิติสถาปัตยกรรมซึ่งปรากฏผ่านอาคารอิฐ เสากลม ซุ้มโค้ง และโครงสร้างโดมที่ไม่สมบูรณ์ และมิติที่ 4 คือมิติวัฒนธรรมร่วมของชุมชนมุสลิมและจีนผ่านเรื่องเล่าเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ทั้งหมดนี้ทำให้มัสยิดกรือเซะเป็นสถานที่ที่ควรใช้เวลาอ่านและทำความเข้าใจมากกว่าการแวะถ่ายภาพเพียงไม่กี่นาที
เมื่อเดินอยู่ภายในลานมัสยิด ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความนิ่งของอิฐเก่าและความโปร่งของพื้นที่เปิด อาคารไม่ได้ปิดทึบจนมืด แต่มีช่องประตูและหน้าต่างจำนวนมาก ทำให้แสงและเงาเคลื่อนไปตามผนังตลอดวัน เสากลมภายในอาคารทำหน้าที่เหมือนจังหวะสายตาที่พาผู้ชมมองลึกเข้าไปยังพื้นที่ละหมาด ผิวอิฐที่ไม่เรียบเสมอกันทำให้เห็นร่องรอยการซ่อมแซมและอายุของโครงสร้าง สถานที่แห่งนี้จึงมีเสน่ห์แบบโบราณสถานจริง ไม่ถูกทำให้ใหม่จนสูญเสียร่องรอยเดิม
ในเชิงการเรียนรู้ มัสยิดกรือเซะเหมาะสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น นักเรียน นักศึกษา นักเขียนสารคดี และผู้ที่ต้องการเข้าใจจังหวัดชายแดนใต้ผ่านวัฒนธรรม ไม่ใช่ผ่านข่าวสารเพียงด้านเดียว การมองมัสยิดกรือเซะผ่านสถาปัตยกรรมและชีวิตชุมชนช่วยเปิดพื้นที่ให้เห็นว่าปัตตานีเป็นเมืองที่มีมรดกทางศาสนาและวัฒนธรรมลึกมาก ทั้งมลายู อิสลาม จีน และไทยอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกันมาอย่างยาวนาน การเยี่ยมชมด้วยความเคารพจึงเป็นการเรียนรู้ที่มีคุณค่าและช่วยให้ภาพของปัตตานีสมบูรณ์ขึ้น
มัสยิดกรือเซะยังเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับเชื่อมโยงกับเส้นทางท่องเที่ยวเชิงมรดกของปัตตานี หากจัดเวลา 1 วัน สามารถเริ่มต้นช่วงเช้าที่มัสยิดกรือเซะและสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากนั้นเข้าสู่ตัวเมืองเพื่อชมศาลเจ้าเล่งจูเกียง ย่านกือดาจีนอ และอาหารท้องถิ่น ช่วงบ่ายไปมัสยิดกลางจังหวัดปัตตานีและสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ หรือหากมีเวลามากกว่านั้นสามารถต่อไปยังหาดตะโละกาโปร์และพื้นที่ชายฝั่งของอำเภอยะหริ่ง เส้นทางนี้ทำให้เห็นทั้งโบราณสถาน ศาสนสถาน เมืองเก่า อาหาร และทะเลของปัตตานีในทริปเดียว
สำหรับผู้มาเยือนครั้งแรก ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 30–60 นาทีในการเดินชมมัสยิดกรือเซะและพื้นที่ใกล้เคียง หากต้องการถ่ายภาพหรืออ่านป้ายข้อมูลควรเผื่อเวลามากขึ้น สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือการเคารพข้อปฏิบัติของสถานที่ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ทิ้งขยะ ไม่ทำลายผิวอิฐหรือโครงสร้าง และหากมีผู้ดูแลอยู่ในพื้นที่ควรสอบถามก่อนเข้าไปในส่วนที่ไม่แน่ใจ การท่องเที่ยวโบราณสถานศาสนสถานแบบนี้ไม่ใช่เพียงการบริโภคภาพสวย แต่เป็นการมีส่วนร่วมรักษามรดกท้องถิ่นให้คงอยู่
โดยสรุป มัสยิดกรือเซะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ควรไปเมื่อเดินทางถึงจังหวัดปัตตานี เพราะเป็นจุดที่รวมประวัติศาสตร์อิสลาม สถาปัตยกรรมโบราณ ตำนานท้องถิ่น และความหลากหลายทางวัฒนธรรมไว้ในพื้นที่เดียวกัน อาคารอิฐที่ยังสร้างไม่สมบูรณ์กลับทำให้เรื่องราวของสถานที่ยิ่งชัดเจนขึ้น เพราะความไม่สมบูรณ์นั้นเปิดพื้นที่ให้ผู้มาเยือนได้ตั้งคำถาม มองเห็นอดีต และเข้าใจว่ามรดกทางวัฒนธรรมไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะเมื่อสมบูรณ์แบบ แต่มีคุณค่าเพราะยังคงยืนอยู่และยังคงเชื่อมโยงผู้คนหลายรุ่นเข้าด้วยกัน
| ชื่อสถานที่ | มัสยิดกรือเซะ |
| ที่ตั้ง | บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี 94000 |
| ที่อยู่ | ริมทางหลวงหมายเลข 42 สายปัตตานี–นราธิวาส บริเวณบ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี |
| พิกัด | 6.873157, 101.303172 |
| ไฮไลต์ | มัสยิดอิฐเก่าแก่ของปัตตานี เสากลมก่ออิฐถือปูน ช่องประตูโค้งแหลม และอาคารที่โดมกับหลังคายังก่อสร้างไม่เสร็จ |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรปาตานีและยุคอยุธยา มีข้อมูลเชื่อมโยงกับช่วงพุทธศตวรรษที่ 22–23 และเรื่องเล่าในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. 2121–2136 |
| ที่มาของชื่อ | เรียกตามบ้านกรือเซะซึ่งเป็นที่ตั้งของมัสยิด อีกชื่อหนึ่งคือมัสยิดปิตูกรือบัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปทรงประตูโค้งของอาคาร |
| ลักษณะเด่น | อาคารก่ออิฐถือปูน กว้างประมาณ 15.10 เมตร ยาวประมาณ 29.60 เมตร สูงประมาณ 6.50 เมตร มีเสากลม ช่องประตูหน้าต่างโค้งแหลมและโค้งมน |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองปัตตานีใช้ทางหลวงหมายเลข 42 สายปัตตานี–นราธิวาส ไปยังบ้านกรือเซะ ระยะทางประมาณ 7 กม. เดินทางได้ด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถรับจ้าง หรือรถโดยสารท้องถิ่นบนเส้นทางปัตตานี–นราธิวาส |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชมและยังคงใช้เป็นพื้นที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมในพื้นที่ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานบริเวณมัสยิด พื้นที่จอดรถบริเวณใกล้เคียง และร้านอาหาร/เครื่องดื่มในชุมชนรอบมัสยิด |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | อาคารมัสยิดอิฐโบราณ ลานอิฐด้านหน้า พื้นที่ละหมาด พื้นที่ชมสถาปัตยกรรม และสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวบริเวณใกล้เคียง |
| เบอร์ติดต่อหลัก | 073-413402, 087-2878780 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. สุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ประมาณ 0.1 กม. 2. ชุมชนบ้านกรือเซะ ประมาณ 0.5 กม. 3. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง หรือศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ประมาณ 7 กม. 4. ย่านเมืองเก่ากือดาจีนอ ประมาณ 7 กม. 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ประมาณ 7 กม. 6. สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ปัตตานี ประมาณ 8 กม. 7. หาดตะโละกาโปร์ ประมาณ 17 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. Hometown Pattani ประมาณ 0.1 กม. โทร. 081-325-3833 2. Black Cafe สาขากรือเซะ ประมาณ 0.5 กม. โทร. 089-659-8270, 086-310-6692 3. De Krue Se ก๋วยเตี๋ยวเรือ ประมาณ 1 กม. โทร. 064-939-0244 4. ครัวกะซูอาหารตามสั่งฮาลาล ประมาณ 7 กม. โทร. 082-822-0943, 086-963-1228 5. เภตรา ก๋วยเตี๋ยวเรือฮาลาล ปัตตานี ประมาณ 7 กม. โทร. 082-832-4044 6. ครัวกะละห์ ปัตตานี ประมาณ 7 กม. โทร. 063-473-0687 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. River Hotel Pattani ประมาณ 6 กม. โทร. 073-333-333 2. Pattani Pirom Boutique Hotel ประมาณ 6 กม. โทร. 081-698-3877 3. The Rooms Residence ประมาณ 6 กม. โทร. 073-335-999 4. The Wood Pattani Hotel ประมาณ 7 กม. โทร. 091-479-0666 5. C.S. Pattani Hotel ประมาณ 8 กม. โทร. 073-335-093 6. Southern View Hotel Pattani ประมาณ 10 กม. โทร. 073-450-570 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มัสยิดกรือเซะอยู่ที่ไหน?
ตอบ: มัสยิดกรือเซะตั้งอยู่ที่บ้านกรือเซะ ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ริมทางหลวงหมายเลข 42 สายปัตตานี–นราธิวาส ห่างจากตัวเมืองปัตตานีประมาณ 7 กม.
ถาม: มัสยิดกรือเซะเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้ประกอบศาสนกิจในช่วงเวลาละหมาด
ถาม: มัสยิดกรือเซะมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: เป็นศาสนสถานอิสลามและโบราณสถานสำคัญของจังหวัดปัตตานี สะท้อนประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรปาตานี สถาปัตยกรรมอิฐโบราณ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของพื้นที่
ถาม: จุดเด่นของมัสยิดกรือเซะคืออะไร?
ตอบ: จุดเด่นคืออาคารก่ออิฐถือปูน เสากลม ช่องประตูโค้งแหลมและโค้งมน รวมถึงหลังคาและโดมที่สร้างไม่แล้วเสร็จ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของมัสยิดแห่งนี้
ถาม: มัสยิดกรือเซะเกี่ยวข้องกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวอย่างไร?
ตอบ: บริเวณใกล้มัสยิดมีสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และมีตำนานท้องถิ่นที่เชื่อมโยงลิ้มโต๊ะเคี่ยม เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว และการสร้างมัสยิดกรือเซะเข้าด้วยกัน
ถาม: แต่งกายอย่างไรเมื่อไปมัสยิดกรือเซะ?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ ผู้ชายควรสวมกางเกงขายาว ผู้หญิงควรสวมเสื้อมีแขนและกระโปรงหรือกางเกงขายาวทรงสุภาพ พร้อมใช้เสียงเบาและเคารพพื้นที่ศาสนสถาน
ถาม: เที่ยวมัสยิดกรือเซะควรจัดเส้นทางร่วมกับที่ไหน?
ตอบ: สามารถจัดเส้นทางร่วมกับสุสานเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ศาลเจ้าเล่งจูเกียง ย่านเมืองเก่ากือดาจีนอ มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ปัตตานี
ถาม: เดินทางไปมัสยิดกรือเซะด้วยรถสาธารณะได้หรือไม่?
ตอบ: เดินทางได้โดยใช้รถโดยสารท้องถิ่น รถสองแถว หรือรถรับจ้างจากตัวเมืองปัตตานีบนเส้นทางปัตตานี–นราธิวาส และแจ้งคนขับให้ลงที่มัสยิดกรือเซะ
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●มัสยิด
ปรับปรุงล่าสุด : 3 สัปดาห์ที่แล้ว




