หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส >อ.บาเจาะ >ต.ลุโบะสาวอ > มัสยิด 300 ปี (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละ..
TL;DR: มัสยิด 300 ปี (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ) อยู่ที่หมู่ที่ 1 บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.
มัสยิด 300 ปี (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือมัสยิดตะโละมาเนาะ)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 18.00 น.
มัสยิด 300 ปี หรือมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า มัสยิดตะโละมาเนาะ เป็นศาสนสถานอิสลามเก่าแก่ของบ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาบูโด ห่างจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 25 กิโลเมตร มัสยิดแห่งนี้เป็นหนึ่งในศาสนสถานไม้ที่ทรงคุณค่าที่สุดของจังหวัดนราธิวาส และเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และวิถีชุมชนมลายูมุสลิมที่ยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน
ความสำคัญของมัสยิดตะโละมาเนาะไม่ได้อยู่ที่อายุเก่าแก่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเป็นมัสยิดไม้โบราณที่ยังใช้ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง อาคารดั้งเดิมสร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้สลักไม้ยึดโครงสร้างแทนตะปูหรือสกรูเหล็ก และออกแบบเป็นอาคาร 2 หลังเชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืน รูปทรงโดยรวมผสมผสานศิลปะไทยพื้นเมือง จีน และมลายูไว้อย่างลงตัว ทำให้มัสยิดแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ละหมาดและงานสถาปัตยกรรมโบราณที่สะท้อนภูมิปัญญาช่างในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างชัดเจน
ประวัติของมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็นกล่าวถึงนายวันฮูเซ็น อัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จังหวัดปัตตานี ว่าเป็นผู้สร้างมัสยิดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2167 แรกเริ่มหลังคามุงด้วยใบลาน ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา การเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวตามกาลเวลา ขณะที่โครงสร้างไม้หลัก ลักษณะการเข้าไม้ และรูปทรงสถาปัตยกรรมยังคงคุณค่าเก่าแก่ไว้ได้อย่างโดดเด่น
ชื่อ “วาดีอัลฮูเซ็น” เชื่อมโยงกับนามของผู้สร้างมัสยิด ขณะที่ชื่อ “ตะโละมาเนาะ” มาจากชื่อหมู่บ้านที่มัสยิดตั้งอยู่ ส่วนชื่อ “มัสยิด 300 ปี” เป็นชื่อที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวคุ้นเคย เพราะสื่อถึงความเก่าแก่ของอาคารและความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่สืบต่อมาหลายชั่วอายุคน ปัจจุบันหลายแหล่งข้อมูลกล่าวถึงอายุของมัสยิดในช่วงกว่า 300 ปีจนถึงราว 400 ปีตามการนับจากปีสร้างที่ปรากฏในประวัติท้องถิ่น
ลักษณะเด่นที่สุดของมัสยิดคือหลังคาและหออาซานที่ตั้งอยู่บนอาคารส่วนหลัง หออาซานมีลักษณะคล้ายเก๋งจีน จึงเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างจากมัสยิดทั่วไปอย่างชัดเจน เหนือหลังคามีฐานรองรับจั่วอีกชั้นหนึ่ง ทำให้รูปทรงอาคารมีมิติและมีความงามเฉพาะตัว หลังคาดินเผา สีของไม้เก่า และงานช่างที่ไม่ใช้โลหะเป็นแกนหลัก ล้วนทำให้มัสยิดตะโละมาเนาะเป็นตัวอย่างสำคัญของการผสมผสานสถาปัตยกรรมหลายวัฒนธรรมในโลกมลายู
ฝาเรือนของมัสยิดใช้ไม้ทั้งแผ่นแล้วเจาะเป็นหน้าต่าง ช่องลมแกะสลักเป็นลวดลายใบไม้ ดอกไม้ และลายจีนสลับกันอย่างประณีต งานแกะสลักเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับอาคาร แต่ยังแสดงถึงรสนิยม ความเชื่อ และความสามารถของช่างท้องถิ่นในอดีต ประตูไม้และส่วนประกอบต่าง ๆ ของอาคารแสดงให้เห็นการคำนวณโครงสร้างที่ละเอียด เพราะการยึดอาคารด้วยสลักไม้ต้องอาศัยความเข้าใจวัสดุและน้ำหนักของอาคารอย่างสูง
มัสยิดแห่งนี้สร้างด้วยไม้ตะเคียนซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งที่พบมากในพื้นที่ป่าบูโดในอดีต ไม้ตะเคียนมีความแข็งแรง ทนทาน และเหมาะกับงานโครงสร้างขนาดใหญ่ การใช้ไม้ตะเคียนทั้งหลังทำให้อาคารมีอายุยืนยาวและคงคุณค่าทางช่างไม้แบบดั้งเดิมไว้ได้ โครงสร้างที่ใช้เดือย สลัก และการเข้าไม้แทนตะปูสะท้อนความรู้ด้านช่างพื้นถิ่นที่หาได้ยากในงานก่อสร้างสมัยใหม่
พื้นที่รอบมัสยิดมีสุสานชาวมุสลิมอยู่ด้านข้าง ลักษณะของหินประดับหลุมฝังศพช่วยสะท้อนความเชื่อและธรรมเนียมท้องถิ่น โดยหินของผู้ชายมีลักษณะกลม ส่วนของผู้หญิงเป็นหินเพียงซีกเดียว รายละเอียดนี้เป็นองค์ประกอบทางวัฒนธรรมที่ทำให้พื้นที่มัสยิดมีความหมายกว้างกว่าตัวอาคาร เพราะเป็นทั้งสถานที่ละหมาด พื้นที่ความทรงจำของผู้ล่วงลับ และพื้นที่ศรัทธาที่เชื่อมโยงชีวิตของคนในชุมชนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
หมู่บ้านตะโละมาเนาะในอดีตยังเป็นแหล่งผลิตคัมภีร์อัลกุรอานที่เขียนด้วยมือ เรื่องราวนี้ทำให้มัสยิดและหมู่บ้านมีความสำคัญในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ศาสนาอิสลาม ไม่ใช่เพียงแค่ที่ตั้งของอาคารเก่า การเขียนคัมภีร์ด้วยมือแสดงถึงระดับความรู้ทางศาสนา ความประณีต และวัฒนธรรมการถ่ายทอดคำสอนในสังคมมลายูมุสลิมยุคก่อน การกล่าวถึงมิติด้านคัมภีร์ทำให้เข้าใจว่ามัสยิดตะโละมาเนาะเคยเป็นศูนย์กลางทางปัญญาและศรัทธาของชุมชนด้วย
ปัจจุบันมัสยิดตะโละมาเนาะยังคงใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมในพื้นที่ ผู้มาเยือนจึงควรเข้าใจว่าที่นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์หรืออาคารจัดแสดงทั่วไป แต่เป็นมัสยิดที่ยังใช้งานจริงในชีวิตประจำวันของชุมชน โดยทั่วไปสามารถชมได้บริเวณภายนอกอาคารเท่านั้น หากต้องการเข้าชมภายในต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านหรือผู้ดูแลพื้นที่ก่อนเสมอ
การเข้าชมมัสยิดควรเป็นไปด้วยความสำรวม ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ปกปิดร่างกายอย่างเหมาะสม ใช้เสียงเบา และหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้ที่มาประกอบศาสนกิจ หากมีการละหมาดหรือกิจกรรมทางศาสนา ควรเว้นระยะจากพื้นที่ประกอบพิธี ไม่เดินเข้าไปในอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่ถ่ายภาพผู้ประกอบศาสนกิจในระยะใกล้ การรักษามารยาทเช่นนี้ช่วยให้การท่องเที่ยวสอดคล้องกับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่และเคารพชุมชนเจ้าของพื้นที่
บรรยากาศของบ้านตะโละมาเนาะเป็นชุมชนเกษตรกรรมบริเวณเชิงเขาบูโด มีบ้านเรือน ทุ่งนา สวน และลำธารที่ไหลมาจากภูเขา พื้นที่ตั้งมัสยิดจึงมีความสัมพันธ์กับธรรมชาติและวิถีชนบทอย่างใกล้ชิด การมาเยือนมัสยิดแห่งนี้จึงไม่ควรมองเฉพาะตัวอาคาร แต่ควรมองรวมถึงภูมิทัศน์รอบหมู่บ้าน ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมมัสยิดไม้หลังนี้จึงดำรงอยู่คู่ชุมชนมาได้ยาวนาน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หน่วยงานท้องถิ่นและหน่วยงานในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาบริเวณโดยรอบมัสยิด เพื่อรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศาสนา โดยเน้นไม่ให้การปรับปรุงบดบังทัศนียภาพเดิมของมัสยิด การพัฒนาเช่นนี้ช่วยให้สถานที่รองรับผู้สนใจด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังรักษาบรรยากาศศาสนสถานและความสงบของชุมชนไว้
มัสยิดตะโละมาเนาะเหมาะสำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบใช้เวลาอย่างตั้งใจ ผู้มาเยือนควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง เพื่อชมรายละเอียดภายนอกของอาคารไม้ หลังคา หออาซาน ช่องลม ลายแกะสลัก สุสาน และสภาพแวดล้อมโดยรอบ หากเดินทางมาเป็นกลุ่ม ควรติดต่อหรือประสานกับชุมชนก่อนเพื่อให้การเยี่ยมชมเป็นระเบียบและไม่กระทบกิจกรรมทางศาสนา
การเดินทาง ไปมัสยิด 300 ปีสามารถเริ่มจากตัวเมืองนราธิวาส ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 มุ่งหน้าไปทางอำเภอบาเจาะ เมื่อถึงบริเวณบ้านบือราแงให้แยกเข้าทางไปบ้านตะโละมาเนาะ ระยะทางจากตัวเมืองนราธิวาสประมาณ 25 กิโลเมตร และจากตัวอำเภอบาเจาะประมาณ 4 กิโลเมตร เส้นทางเหมาะกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถรับจ้างท้องถิ่น เพราะมัสยิดตั้งอยู่ในหมู่บ้านและต้องเข้าทางแยกจากถนนสายหลัก
ผู้ที่จัดเส้นทางท่องเที่ยวในอำเภอบาเจาะสามารถนำมัสยิดตะโละมาเนาะเป็นจุดหลักของทริป แล้วเชื่อมต่อกับน้ำตกปาโจ วนอุทยานน้ำตกปาโจ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี หาดบาเละฮีเล และอ่าวมะนาว-เขาตันหยงได้ เส้นทางนี้ทำให้เห็นทั้งสถาปัตยกรรมอิสลามโบราณ ธรรมชาติของเทือกเขาบูโด น้ำตก ชายฝั่ง และวิถีท้องถิ่นของนราธิวาสในวันเดียวหรือหนึ่งทริปสั้น
น้ำตกปาโจเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติสำคัญของพื้นที่บาเจาะและบูโด-สุไหงปาดี เหมาะสำหรับการเดินทางต่อหลังจากชมมัสยิดตะโละมาเนาะ เพราะให้บรรยากาศธรรมชาติที่แตกต่างจากชุมชนมัสยิด ผู้มาเยือนสามารถเริ่มต้นด้วยการชมมัสยิดในช่วงเช้า แล้วเดินทางต่อไปยังน้ำตกหรือพื้นที่ธรรมชาติในช่วงสายถึงบ่าย เพื่อให้ทริปมีทั้งมิติศาสนา สถาปัตยกรรม และธรรมชาติ
อ่าวมะนาว-เขาตันหยงและหาดบาเละฮีเลเป็นจุดริมทะเลที่ช่วยเติมบรรยากาศชายฝั่งให้กับการเดินทางในจังหวัดนราธิวาส หากจัดเส้นทางจากมัสยิด 300 ปีไปยังพื้นที่ชายทะเล จะทำให้เห็นภาพจังหวัดนราธิวาสที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่ชุมชนเชิงเขาบูโด หมู่บ้านมุสลิมเก่าแก่ ศาสนสถานไม้ ไปจนถึงทะเลและชุมชนชายฝั่ง
ร้านอาหารใกล้มัสยิดส่วนใหญ่อยู่ในตัวอำเภอบาเจาะและเส้นทางกลับตัวเมืองนราธิวาส ผู้มาเยือนสามารถแวะร้านอาหารหรือคาเฟ่ในอำเภอบาเจาะ เช่น Cafe’ Intrend สาขาบาเจาะ, Five Star Salam บาเจาะ และ Café Amazon สาขาบาเจาะ หรือเดินทางต่อไปยังตัวเมืองนราธิวาสซึ่งมีตัวเลือกร้านอาหารและคาเฟ่มากกว่า การวางแผนอาหารควรเผื่อเวลาเดินทาง เพราะมัสยิดอยู่ในชุมชนบ้านตะโละมาเนาะ ไม่ใช่ย่านร้านอาหารหนาแน่น
ที่พักใกล้มัสยิดในระดับใช้งานจริงส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอเมืองนราธิวาสมากกว่าในหมู่บ้านตะโละมาเนาะโดยตรง ผู้มาเยือนสามารถพักในตัวเมืองนราธิวาส เช่น โรงแรมดิ อิมพีเรียล นราธิวาส โรงแรมตันหยง โรงแรมภัคสินา 2 พรพันธุ์ษา บูทีค โฮเทล หรืออาร์ตนรารีสอร์ท แล้วเดินทางมายังมัสยิด 300 ปีแบบไปเช้าเย็นกลับได้ การพักในตัวเมืองช่วยให้เดินทางต่อไปยังหาดนราทัศน์ มัสยิดกลางนราธิวาส พิพิธภัณฑ์เมือง และสนามบินนราธิวาสได้สะดวก
สรุปแล้ว มัสยิด 300 ปี หรือมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น เป็นศาสนสถานอิสลามที่มีคุณค่ามากที่สุดแห่งหนึ่งของนราธิวาส ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศาสนา และวิถีชุมชน อาคารไม้ตะเคียนที่ใช้สลักไม้แทนตะปู การผสมผสานศิลปะไทย จีน และมลายู หออาซานแบบเก๋งจีน สุสานข้างมัสยิด และเรื่องราวคัมภีร์อัลกุรอานเขียนด้วยมือ ล้วนทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นมากกว่าจุดท่องเที่ยว แต่เป็นหลักฐานของภูมิปัญญา ความศรัทธา และความทรงจำของชุมชนมลายูมุสลิมชายแดนใต้ที่ควรได้รับการเรียนรู้และรักษาไว้
| ชื่อสถานที่ | มัสยิด 300 ปี / มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น / มัสยิดตะโละมาเนาะ |
| ที่ตั้ง | หมู่ที่ 1 บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส |
| ที่อยู่ | บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส 96170 |
| พิกัด | 6.4844036312, 101.656602693 |
| ไฮไลต์ | มัสยิดไม้ตะเคียนเก่าแก่ ใช้สลักไม้แทนตะปู อาคาร 2 หลังเชื่อมต่อกัน ผสมผสานศิลปะไทย จีน และมลายู มีหออาซานลักษณะเก๋งจีนบนหลังคา |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2167 โดยนายวันฮูเซ็น อัส-ซานาวี ผู้อพยพมาจากบ้านสะนอยานยา จังหวัดปัตตานี แรกเริ่มหลังคามุงใบลาน ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อวาดีอัลฮูเซ็นเชื่อมโยงกับนามผู้สร้าง ส่วนชื่อมัสยิดตะโละมาเนาะมาจากชื่อหมู่บ้าน และชื่อมัสยิด 300 ปีสื่อถึงความเก่าแก่ของศาสนสถานแห่งนี้ |
| ลักษณะเด่น | สร้างด้วยไม้ตะเคียนทั้งหลัง ฝาไม้ทั้งแผ่นเจาะหน้าต่าง ช่องลมแกะสลักลายใบไม้ ดอกไม้ และลายจีน มีสุสานชาวมุสลิมอยู่ด้านข้างมัสยิด |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองนราธิวาสใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 มุ่งหน้าอำเภอบาเจาะ แล้วแยกที่บ้านบือราแงไปบ้านตะโละมาเนาะ ระยะทางจากเมืองนราธิวาสประมาณ 25 กม. และจากตัวอำเภอบาเจาะประมาณ 4 กม. |
| สถานะปัจจุบัน | ยังใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมในบ้านตะโละมาเนาะ และเปิดให้ชมภายนอกอาคาร |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 18.00 น. |
| ข้อกำหนดการเข้าชม | โดยทั่วไปเข้าชมได้บริเวณภายนอกเท่านั้น หากต้องการเข้าชมภายในต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านหรือผู้ดูแลพื้นที่ก่อน |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | อาคารมัสยิดไม้ พื้นที่ละหมาด หออาซานบนหลังคา ช่องลมแกะสลัก สุสานชาวมุสลิมด้านข้างมัสยิด และพื้นที่ชุมชนบ้านตะโละมาเนาะโดยรอบ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. บ้านตะโละมาเนาะและชุมชนเชิงเขาบูโด ประมาณ 0.1 กม. 2. น้ำตกปาโจ ประมาณ 12 กม. 3. วนอุทยานน้ำตกปาโจ ประมาณ 12 กม. 4. อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ประมาณ 14 กม. 5. หาดบาเละฮีเล ประมาณ 22 กม. 6. อ่าวมะนาว-เขาตันหยง ประมาณ 25 กม. 7. มัสยิดกลาง (ใหม่) นราธิวาส ประมาณ 25 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. Cafe’ Intrend สาขาบาเจาะ ประมาณ 5 กม. โทร. 081-798-3803 2. Five Star Salam บาเจาะ ประมาณ 5 กม. โทร. 063-134-1857 3. Café Amazon สาขาบาเจาะ ประมาณ 5 กม. 4. อามี่โร สตอรี่ ประมาณ 24 กม. โทร. 082-266-6033 5. ร้านอาหารมังกรทอง ประมาณ 25 กม. โทร. 073-511-835 6. The Room Bistro & Bar ประมาณ 25 กม. โทร. 073-619-098 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. อาร์ตนรารีสอร์ท ประมาณ 20 กม. โทร. 065-772-2226, 091-846-4739 2. พรพันธุ์ษา บูทีค โฮเทล ประมาณ 24 กม. โทร. 063-258-8668 3. โรงแรมดิ อิมพีเรียล นราธิวาส ประมาณ 25 กม. โทร. 073-515-041 4. โรงแรมตันหยง ประมาณ 25 กม. โทร. 073-511-477 5. โรงแรมภัคสินา 2 ประมาณ 27 กม. โทร. 086-287-5050 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มัสยิด 300 ปีอยู่ที่ไหน?
ตอบ: มัสยิด 300 ปี หรือมัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 บ้านตะโละมาเนาะ ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส บริเวณเชิงเขาบูโด
ถาม: มัสยิด 300 ปีสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: ประวัติท้องถิ่นระบุว่านายวันฮูเซ็น อัส-ซานาวี เป็นผู้สร้างมัสยิดแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ. 2167 โดยแรกเริ่มหลังคามุงใบลาน ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา
ถาม: มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็นมีจุดเด่นอะไร?
ตอบ: จุดเด่นคืออาคารไม้ตะเคียนทั้งหลัง ใช้สลักไม้แทนตะปู เป็นอาคาร 2 หลังเชื่อมกัน ผสมผสานศิลปะไทย จีน และมลายู มีหออาซานลักษณะเก๋งจีนตั้งอยู่บนหลังคา
ถาม: เข้าชมภายในมัสยิดได้หรือไม่?
ตอบ: โดยทั่วไปเข้าชมได้บริเวณภายนอกเท่านั้น หากต้องการเข้าชมภายในต้องได้รับอนุญาตจากโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านหรือผู้ดูแลพื้นที่ก่อน
ถาม: มัสยิดตะโละมาเนาะยังใช้ประกอบศาสนกิจอยู่หรือไม่?
ตอบ: มัสยิดตะโละมาเนาะยังใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมในบ้านตะโละมาเนาะอย่างต่อเนื่อง
ถาม: เดินทางไปมัสยิด 300 ปีอย่างไร?
ตอบ: จากตัวเมืองนราธิวาสใช้ทางหลวงหมายเลข 42 ไปทางอำเภอบาเจาะ แล้วแยกที่บ้านบือราแงเข้าสู่บ้านตะโละมาเนาะ ระยะทางจากเมืองนราธิวาสประมาณ 25 กิโลเมตร
ถาม: เที่ยวมัสยิด 300 ปีควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อที่น้ำตกปาโจ วนอุทยานน้ำตกปาโจ อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี หาดบาเละฮีเล อ่าวมะนาว-เขาตันหยง และตัวเมืองนราธิวาสได้
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●มัสยิด
ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว




