หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดฉะเชิงเทรา >อ.บางคล้า >ต.ปากน้ำ > วัดกกสับ
TL;DR: วัดกกสับ อยู่ที่หมู่ที่ 4 ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา 24110 (ริมคลองท่าลาด) เปิดเปิดทุกวัน เวลา 06:00 – 18:00 น.
วัดกกสับ
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06:00 – 18:00 น.
วัดกกสับ (วัดกกสับใน) เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยมีคลองท่าลาดทอดตัวอยู่หน้าวัดในระยะสายตา ทำให้ภาพจำของวัดแห่งนี้ผูกติดกับภูมิทัศน์ริมน้ำอย่างชัดเจน พื้นที่ริมคลองที่ดูเหมือนสงบเรียบร้อยในวันนี้ เคยเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของชุมชนบางคล้า ทั้งในฐานะทางสัญจร ทางค้าขาย และพื้นที่รองรับกิจกรรมของผู้คนในลุ่มน้ำบางปะกงมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเดินเข้ามาภายในวัด บรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกเรียบง่ายแบบวัดราษฎร์ แต่มีน้ำหนักของเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และโบราณคดีซ้อนทับอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างน่าสนใจ
วัดกกสับก่อตั้งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2465 โดยมีพระพนมสารนรินทร์ (หุ่น พนมยันต์) เป็นผู้นำในการสร้างวัดบนที่ดินที่ได้รับการบริจาคไว้ก่อนหน้าใน พ.ศ. 2462 จากนายกลี่และนางสาย ชาวอำเภอพนมสารคาม นี่ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย เพราะการ “เริ่มต้นด้วยที่ดินบริจาค” เป็นรูปแบบการเกิดขึ้นของวัดราษฎร์จำนวนมากในประเทศไทย และสะท้อนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา ชุมชน และทุนทางสังคมของท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวัดได้รับการสถาปนาจนมั่นคงแล้ว ก็ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2476 โดยกำหนดเขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร การได้รับวิสุงคามสีมาไม่ได้เป็นเพียงพิธีการ แต่เป็น “หลักเขต” ที่ยืนยันฐานะของอุโบสถและศาสนสถานตามระเบียบคณะสงฆ์อย่างสมบูรณ์ และบ่งชี้ว่าวัดมีบทบาทต่อชุมชนในระดับที่รัฐให้การรับรองอย่างชัดเจน
ในฐานะวัดริมน้ำ วัดกกสับสัมพันธ์กับ “ลุ่มน้ำบางปะกง” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม่น้ำบางปะกงเป็นระบบลำน้ำสำคัญของภาคตะวันออก เชื่อมพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนริมน้ำ และแหล่งทรัพยากรธรรมชาติหลากชนิด ตั้งแต่ต้นน้ำไปสู่ปากอ่าวไทย เครือข่ายคลองธรรมชาติและคลองที่ขุดขึ้นเสริมในยุคต่อมา ทำหน้าที่เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้า เช่น ข้าว ปลา กุ้ง ผลไม้ และผลิตผลจากสวนของบางคล้า รวมถึงเป็นช่องทางการเดินทางของผู้คนก่อนที่ถนนจะเข้าถึงทุกตำบลได้อย่างปัจจุบัน คลองท่าลาดซึ่งอยู่หน้าวัดจึงไม่ใช่เพียง “ฉาก” ของภูมิทัศน์ แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ชุมชนดำรงอยู่ ทำให้วัดมีคนเข้าถึง มีงานบุญ มีเครือญาติและเครือข่ายศรัทธาเดินทางมาถึงได้จริง
ความน่าสนใจของวัดกกสับยิ่งเด่นชัดเมื่อมองจากมิติ “โบราณคดีและหลักฐานวัตถุ” เพราะบริเวณคลองท่าลาดหน้าวัดเคยมีการขุดพบซากเรือโบราณพร้อมปืนใหญ่ และเครื่องใช้โบราณจำนวนหลายชิ้น วัตถุที่พบเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบและลงทะเบียนโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกรมศิลปากรในพื้นที่ และมีการสันนิษฐานอายุอยู่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ราวรัชสมัยรัชกาลที่ 4–6 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญการปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ การทหาร และความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก การพบ “เรือ + ปืนใหญ่” ในลำน้ำของชุมชนจึงเปิดประตูให้ตั้งคำถามเชิงประวัติศาสตร์ได้หลายชั้น โดยไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าเป็นของฝ่ายใด แต่เห็นชัดว่าเส้นทางน้ำในลุ่มบางปะกงมี “ความหมายทางยุทธศาสตร์” และ “ความหมายทางเศรษฐกิจ” อยู่ร่วมกัน
เพื่อทำความเข้าใจความลึกทางโบราณคดีของการพบซากเรือในคลองท่าลาด จำเป็นต้องมองภาพรวมของ “โบราณวัตถุใต้น้ำ” (underwater cultural heritage) ในบริบทของไทย โบราณวัตถุใต้น้ำมักปรากฏในพื้นที่ที่เคยเป็นเส้นทางเดินเรือ ทางค้าขาย จุดพักสินค้า หรือพื้นที่ปฏิบัติการทางทหาร เมื่อเวลาผ่านไป การทับถมของตะกอน การเปลี่ยนทิศทางน้ำ การขุดลอก และการกัดเซาะ ทำให้วัตถุที่เคยจมอยู่เงียบ ๆ ถูกเปิดเผยขึ้นมา การค้นพบซากเรือและปืนใหญ่ในคลองท่าลาดมีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีอื่น ๆ ในประเทศไทยที่เกิดจากการขุดลอกหรือจัดการทางน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและการตื้นเขิน กล่าวคือ วัตถุไม่ได้ “โผล่ขึ้นมาเอง” หากแต่ถูกเผยให้เห็นในช่วงที่มนุษย์เข้าไปจัดการระบบลำน้ำ โดยเฉพาะเมื่อมีการขุดลอกลำคลองเพื่อเพิ่มการระบายน้ำ ในมุมนี้ วัดกกสับจึงกลายเป็นพื้นที่ที่มี “จุดตัด” ระหว่างศาสนสถานของชุมชนกับหลักฐานประวัติศาสตร์ใต้น้ำที่สะท้อนการใช้งานลำน้ำจริงในอดีต
รายละเอียดจากข่าวท้องถิ่นในอดีตเล่าว่า การพบซากเรือและปืนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างการขุดลอกคลองท่าลาดเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และทำให้ผู้คนในพื้นที่แห่มาดูหลักฐานที่ปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก ภาพที่ผู้คนยืนล้อมจุดพบวัตถุไม่ต่างจาก “การเห็นประวัติศาสตร์โผล่ขึ้นจากน้ำ” ในเวลาจริง ซึ่งสอดคล้องกับธรรมชาติของโบราณคดีในพื้นที่ลุ่มน้ำ ที่มักเกิดการรับรู้ผ่านเหตุการณ์เฉพาะหน้า ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนทางวิชาการ เช่น การตรวจสอบ การลงทะเบียน การเคลื่อนย้าย การอนุรักษ์สภาพ และการทำฐานข้อมูล สิ่งสำคัญคือ แม้ผู้คนจะมีความเชื่อหรือข้อสันนิษฐานในเชิงตำนานท้องถิ่น แต่การทำงานของหน่วยงานโบราณคดีจะอาศัยหลักฐานด้านรูปแบบวัตถุ วัสดุ เทคนิคการผลิต ร่องรอยการใช้งาน และบริบทของชั้นตะกอนเพื่อประเมินอายุและความเป็นไปได้มากที่สุด ซึ่งการสันนิษฐานช่วงรัชกาลที่ 4–6 ก็ชวนให้มองเห็นภาพสยามในยุคปฏิรูปและยุคที่การคมนาคมทางน้ำยังคงสำคัญมาก ควบคู่กับการเริ่มเติบโตของถนนและระบบขนส่งรูปแบบใหม่
เมื่อตีกรอบช่วงเวลารัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงตอนกลาง แนวคิดเรื่อง “เรือกับปืนใหญ่” ในเครือข่ายลำน้ำจึงพาไปสู่ความเข้าใจเชิงโครงสร้างว่า ในอดีตลุ่มน้ำไม่ใช่แค่พื้นที่ผลิตอาหาร แต่เป็นพื้นที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายทรัพยากรและความปลอดภัย การมีอาวุธหนักอย่างปืนใหญ่ในบริบททางน้ำ สะท้อนว่ามีการจัดการด้านความมั่นคงหรือการคุ้มกันเส้นทางในบางจังหวะของประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโจรผู้ร้าย การคุ้มกันขบวนสินค้า หรือการประจำการชั่วคราวในช่วงสถานการณ์ตึงเครียด นอกจากนี้ยังสะท้อน “เทคโนโลยี” ของยุคสมัย เพราะปืนใหญ่เป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยองค์ความรู้การหล่อโลหะ การจัดการดินปืน และการประจำการ ซึ่งเชื่อมโยงกับโครงสร้างรัฐและกองกำลังของช่วงเวลาเดียวกัน
การเชื่อมโยงกับลุ่มน้ำบางปะกงในเชิงประวัติศาสตร์ยังทำให้เห็นบทบาทของอำเภอบางคล้าในฐานะ “พื้นที่กลางทาง” ระหว่างตัวเมืองฉะเชิงเทรา พื้นที่สวนผลไม้ และเส้นทางไปสู่ปากอ่าวไทย ชุมชนริมน้ำอย่างบางคล้าจึงมีความเป็นเมืองตลาดและเมืองสวนในเวลาเดียวกัน พื้นที่นี้มีทั้งสวนมะม่วง สวนมะพร้าว สวนผลไม้ตามฤดูกาล และกิจกรรมประมงน้ำจืด–น้ำกร่อยในบางช่วง ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าอย่างคึกคักในอดีต เมื่อมีตลาด เมื่อมีท่าเรือ เมื่อมีแพและโป๊ะ ก็ยิ่งทำให้เส้นทางน้ำมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ และเมื่อเส้นทางน้ำสำคัญ ก็ย่อมมีเหตุผลให้เกิดหลักฐานวัตถุหลงเหลืออยู่ในลำน้ำ ไม่ว่าจะด้วยอุบัติเหตุ การทิ้ง การจม หรือการซ่อมแซมแล้วถูกทิ้งไว้ตามกาลเวลา
ในอีกด้านหนึ่ง วัดกกสับยังมีน้ำหนักด้านศรัทธาที่เป็นรูปธรรมผ่านการสักการะหลวงพ่อซุ้ยและหลวงพ่อเงิน อดีตเจ้าอาวาส โดยเฉพาะ หลวงพ่อเงิน จันทสโร ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวบางคล้าอย่างกว้างขวาง ภายในวัดมีมณฑปประดิษฐานรูปหล่อให้ผู้คนได้กราบไหว้และระลึกถึงคุณความดี เรื่องเล่าที่สืบต่อกันมามักกล่าวถึงวิทยาคมและเมตตาบารมี เช่น คงกระพันชาตรี วาจาสิทธิ์ และความสามารถในการสะเดาะกลอนโบสถ์ รวมถึงวลีสำคัญที่ชุมชนจดจำว่า ผู้ที่นับถือท่านจะไม่อดตาย ในเชิงมานุษยวิทยา ความเชื่อแบบนี้ทำหน้าที่เป็น “ทุนทางใจ” ของชุมชน เป็นการยืนยันว่าในยามยากยังมีที่พึ่งและยังมีความหวัง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมวัดราษฎร์หลายแห่งจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็นศูนย์กลางทางอารมณ์และความมั่นคงทางสังคมของพื้นที่อย่างแท้จริง
เมื่อวัดตั้งอยู่ติดคลองท่าลาด “ภูมิทัศน์ศรัทธา” จึงหลอมรวมกับ “ภูมิทัศน์ลุ่มน้ำ” ได้อย่างแนบแน่น ภาพการมาทำบุญแล้วมองเห็นลำน้ำหน้าวัด ทำให้ผู้คนรับรู้ความต่อเนื่องของชีวิตในสองมิติพร้อมกัน คือ มิติของธรรมะและมิติของการดำรงชีพ ไม่แปลกที่วัดริมน้ำจำนวนมากจะมีตำนานและหลักฐานทางวัตถุเกี่ยวข้องกับลำน้ำ เพราะลำน้ำเป็นทั้งพื้นที่ทำกินและพื้นที่แห่งเรื่องราว เมื่อมีโบราณวัตถุอย่างซากเรือและปืนใหญ่ปรากฏขึ้น การรับรู้ของชุมชนจึงไม่ใช่แค่ “ของเก่า” แต่เป็น “หลักฐานว่าแผ่นดินและสายน้ำแถวนี้เคยผ่านเหตุการณ์จริงมาแล้ว”
ในมุมของผู้มาเยือน วัดกกสับเหมาะกับการแวะสักการะ ทำบุญ และศึกษาเรื่องราวเชิงพื้นที่ โดยเฉพาะผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นแบบ “อ่านจากสถานที่จริง” การเดินชมภายในวัดสามารถเริ่มจากอุโบสถและเขตวิสุงคามสีมาเพื่อทำความเข้าใจแกนศาสนสถาน จากนั้นไปที่มณฑปเพื่อสักการะและทำความเข้าใจสายศรัทธาของชุมชน ก่อนจะหันออกไปที่คลองท่าลาดหน้าวัดเพื่อเชื่อมโยงเรื่องเล่ากับภูมิประเทศจริง หากมองให้ลึกขึ้น สายน้ำที่ไหลผ่านหน้าวัดไม่ได้บอกเพียงความร่มเย็น แต่บอกถึงระบบเศรษฐกิจของคนสวน บอกถึงเส้นทางขนส่งสินค้า และบอกถึงความเป็นไปได้ทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เรือและปืนใหญ่ไปอยู่ในลำน้ำนั้นได้จริงในวันหนึ่งของอดีต
การเดินทาง จากตัวเมืองฉะเชิงเทรา ใช้เส้นทางมุ่งสู่อำเภอบางคล้า แล้วเข้าสู่ตำบลปากน้ำ ไปยังบริเวณริมคลองท่าลาดหน้าวัด การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด โดยสามารถจอดรถภายในพื้นที่วัดได้ตามจุดที่จัดไว้ หากต้องการวางแผนให้ราบรื่น แนะนำให้ตั้งจุดหมายปลายทางเป็น “วัดกกสับ (วัดกกสับใน) ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า” แล้วตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดที่บางคล้าอาจมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวตลาดน้ำและร้านอาหารริมน้ำเป็นจำนวนมาก
ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ วัดกกสับจึงเป็นวัดที่มี “แกนเรื่องเล่า” ที่แข็งแรงกว่าวัดราษฎร์ทั่วไปในระดับตำบล เพราะมีทั้งประวัติการก่อตั้งและวิสุงคามสีมาที่ชัดเจน มีอดีตเจ้าอาวาสที่ชุมชนศรัทธาจนเกิดสัญลักษณ์ทางความเชื่อ และมีหลักฐานวัตถุเชิงโบราณคดีในลำน้ำหน้าวัดที่เชื่อมโยงกับบริบทลุ่มน้ำบางปะกงอย่างเป็นรูปธรรม หากกำลังมองหาวัดที่ให้มากกว่าการแวะไหว้พระแบบผ่าน ๆ วัดแห่งนี้ให้โอกาสในการ “อ่านท้องถิ่นผ่านสายน้ำ” และเห็นว่าวิถีชุมชนริมน้ำยังคงหล่อเลี้ยงความหมายของศาสนสถานได้จนถึงปัจจุบัน
| ชื่อสถานที่ | วัดกกสับ (วัดกกสับใน) |
| ที่อยู่ | หมู่ที่ 4 ตำบลปากน้ำ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา 24110 (ริมคลองท่าลาด) |
| สรุปสถานที่ | วัดราษฎร์มหานิกายริมน้ำ ก่อตั้ง พ.ศ. 2465 ได้รับวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2476 มีมณฑปหลวงพ่อเงิน จันทสโร และมีประวัติการพบซากเรือโบราณพร้อมปืนใหญ่ในคลองท่าลาดหน้าวัด |
| จุดเด่นของสถานที่ | มณฑปประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อซุ้ยและหลวงพ่อเงิน จันทสโร, เรื่องราวศรัทธาท้องถิ่น, หลักฐานโบราณวัตถุใต้น้ำ (ซากเรือโบราณและปืนใหญ่) เชื่อมโยงบริบทลุ่มน้ำบางปะกง |
| ยุคสมัย | ก่อตั้งสมัยรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. 2465), โบราณวัตถุที่พบในลำน้ำสันนิษฐานช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น–กลาง (รัชกาลที่ 4–6) |
| หลักฐานสำคัญ | เขตวิสุงคามสีมา (กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร), รายงานการพบซากเรือโบราณพร้อมปืนใหญ่และเครื่องใช้โบราณจากคลองท่าลาดหน้าวัด |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อ “กกสับ” สอดคล้องภูมิทัศน์พื้นที่ชุ่มน้ำและพืชกกที่พบได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำ (ใช้เป็นชื่อเรียกท้องถิ่นที่สืบต่อกันมา) |
| ผู้ดูแล/เจ้าอาวาส (ล่าสุด) | พระใบฎีกากาย กตบุญโญ |
| การเดินทาง | เดินทางด้วยรถยนต์จากตัวเมืองฉะเชิงเทรามุ่งสู่อำเภอบางคล้า เข้าตำบลปากน้ำไปยังริมคลองท่าลาดหน้าวัด มีพื้นที่จอดรถภายในวัด |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะและทำบุญ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง (ระยะทางโดยถนน) | 1) ตลาดน้ำบางคล้า – 6 กม. 2) วัดโพธิ์บางคล้า – 7 กม. 3) แม่น้ำบางปะกง (จุดชมวิว/ร้านริมน้ำโซนบางคล้า) – 6 กม. 4) วัดสมานรัตนาราม – 22 กม. 5) ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี (โซนเมืองฉะเชิงเทรา) – 28 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางโดยถนน + เบอร์โทร) | 1) ก.กุ้งเผา ตลาดน้ำบางคล้า – 6 กม. โทร. 081-861-1655 2) ร้านกุ้งเผา ทะเลเผา – 7 กม. โทร. 099-257-0634 3) ร่มไม้สายธาร (Rommai Saitarn) – 8 กม. โทร. 038-542-794 4) แพกุ้งสำเริง – 11 กม. โทร. 081-410-2498 5) เถ้าแก่ชื้อ (โซนบางคล้า) – 9 กม. โทร. 081-305-0868 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางโดยถนน + เบอร์โทร) | 1) บางคล้า รีสอร์ท – 3 กม. โทร. 085-224-4139 2) ธาราบางคล้า ริเวียร่า (Tala Bangkla Riviera) – 12 กม. โทร. 062-323-7424 3) เย็นจิต รีสอร์ท (Yenjit Resort) – 24 กม. โทร. 086-803-2070 4) Tamarind@Bangkhla (แทมมาริน ณ บางคล้า) – 10 กม. โทร. 065-563-2392 5) Blue Ozone Resort & Spa – 14 กม. โทร. 081-611-1144 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดกกสับก่อตั้งเมื่อใด?
ตอบ: วัดก่อตั้งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2465 โดยมีพระพนมสารนรินทร์ (หุ่น พนมยันต์) เป็นผู้นำในการสร้าง และได้รับที่ดินบริจาคตั้งแต่ พ.ศ. 2462
ถาม: วัดกกสับได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อใด?
ตอบ: วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2476 โดยเขตวิสุงคามสีมากว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร
ถาม: หลวงพ่อเงิน จันทสโร มีความสำคัญอย่างไรต่อวัดกกสับ?
ตอบ: หลวงพ่อเงิน จันทสโร เป็นอดีตเจ้าอาวาสที่ชุมชนบางคล้าเคารพศรัทธาอย่างมาก ภายในวัดมีมณฑปประดิษฐานรูปหล่อให้กราบไหว้และระลึกถึงคุณความดี
ถาม: เรื่องซากเรือโบราณและปืนใหญ่ที่พบหน้าวัดเกี่ยวข้องกับอะไร?
ตอบ: มีการขุดพบซากเรือโบราณพร้อมปืนใหญ่และเครื่องใช้โบราณหลายชิ้นในคลองท่าลาดหน้าวัด และมีการตรวจสอบลงทะเบียนโดยหน่วยงานโบราณคดีในพื้นที่ โดยสันนิษฐานอายุอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นถึงตอนกลาง (รัชกาลที่ 4–6)
ถาม: หากต้องการเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่บางคล้า ควรวางแผนอย่างไรให้คุ้ม?
ตอบ: เริ่มจากทำบุญและชมเรื่องราววัดกกสับ จากนั้นไปตลาดน้ำบางคล้าเพื่อสัมผัสวิถีริมน้ำ ต่อด้วยแวะร้านอาหารกุ้งเผาหรือร้านริมน้ำ และปิดท้ายด้วยสถานที่สำคัญของฉะเชิงเทรา เช่น วัดสมานรัตนาราม หรือโซนเมืองเก่า
ถาม: ไปวัดกกสับแล้วควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
ตอบ: แต่งกายสุภาพ รักษาความสงบ งดส่งเสียงดังในเขตศาสนสถาน เคารพพื้นที่พิธีกรรม และหากถ่ายภาพควรหลีกเลี่ยงการรบกวนผู้มาปฏิบัติศาสนกิจ
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคกลาง
ปรับปรุงล่าสุด : 3 เดือนที่แล้ว




