หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดอุบลราชธานี >อ.เมืองอุบลราชธานี >ต.ในเมือง > วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
TL;DR: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อยู่ที่เลขที่ 2 ถนนพรหมราช-ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำมูลด้านทิศตะวันออก เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.

อุบลราชธานี

วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ

วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 16.00 น.
 
วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ อุบลราชธานี หรือที่ชาวเมืองอุบลราชธานีเรียกกันว่า วัดใต้ วัดใต้เทิง หรือวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ในเขตเมืองเก่า ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนพรหมราช-ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี อยู่ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำมูลด้านทิศตะวันออก ใกล้สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 2 ภาค 2 อุบลราชธานี โรงเรียนเทศบาลบูรพาอุบล และย่านวัดเลียบ วัดหลวง วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ซึ่งเป็นกลุ่มวัดสำคัญในเมืองอุบลราชธานี วัดแห่งนี้มีความสำคัญสูงในฐานะวัดเก่าริมแม่น้ำมูล สถานที่ปฏิบัติธรรมที่เกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน และเป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยที่ชาวอุบลราชธานีเคารพศรัทธาอย่างลึกซึ้งมาหลายชั่วอายุคน
 
วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นวัดที่สะท้อนความเป็นอุบลราชธานีในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งมิติศาสนา ประวัติศาสตร์เมือง ภาษาอีสาน ภูมิทัศน์ริมแม่น้ำมูล และศรัทธาต่อพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองระดับชุมชน วัดตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เดิมมีความสัมพันธ์กับท่าน้ำริมแม่น้ำมูลอย่างใกล้ชิด คำว่า วัดใต้ ไม่ได้เป็นเพียงชื่อวัดทั่วไป แต่เชื่อมโยงกับระบบพื้นที่ของชุมชนริมน้ำที่เคยมีทั้งวัดใต้ท่าและวัดใต้เทิง วัดใต้ท่าอยู่ใกล้ทางลงแม่น้ำหรือท่าน้ำ ส่วนวัดใต้เทิงอยู่เหนือขึ้นไปจากบริเวณท่า คำว่า เทิง เป็นคำพื้นเมืองอีสานหมายถึงที่สูง ข้างบน หรือส่วนที่อยู่เหนือขึ้นไป ชื่อวัดใต้เทิงจึงหมายถึงวัดที่ตั้งอยู่สูงขึ้นจากวัดใต้ท่าที่อยู่ติดริมแม่น้ำมูลโดยตรง
 
ต่อมาวัดใต้ท่าและวัดใต้เทิงมีการรวมพื้นที่และความทรงจำของชุมชนเข้าด้วยกัน จนชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่า วัดใต้ แต่เมื่อพระประธานในพระอุโบสถได้รับการเคารพนับถืออย่างแพร่หลายในนามพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ชื่อพระพุทธรูปจึงถูกนำมาต่อท้ายชื่อวัด กลายเป็นวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้ออย่างที่รู้จักในปัจจุบัน ชื่อนี้จึงไม่ได้เกิดจากการตั้งชื่อใหม่เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการหลอมรวมระหว่างภูมิศาสตร์ของวัดเดิม ภาษาพื้นถิ่น ความทรงจำของชุมชน และศรัทธาต่อพระพุทธรูปสำคัญที่เป็นหัวใจของวัด
 
วัดใต้เทิงจดทะเบียนเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2322 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 หลักฐานในราชกิจจานุเบกษาระบุเขตอุโบสถวัดใต้ แขวงเมืองอุบลราชธานี โดยมีท้าวสิทธิสาร เพี้ยเมืองแสน และราษฎรกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานวิสุงคามสีมา เขตอุโบสถเดิมมีความยาว 12 วา 1 ศอก และกว้าง 7 วา 1 ศอก การได้รับวิสุงคามสีมานี้ทำให้วัดมีเขตอุโบสถสำหรับพระสงฆ์จากทิศทั้ง 4 มาประกอบสังฆกรรมได้อย่างสมบูรณ์ จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าวัดใต้เป็นวัดที่มีบทบาททางคณะสงฆ์และชุมชนเมืองอุบลราชธานีมายาวนาน
 
ในประวัติท้องถิ่น วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อมีความเกี่ยวข้องกับพระมหาราชครูหรือเจ้าหอแก้ว ซึ่งเป็นพระเถระสำคัญในเมืองอุบลราชธานี เล่ากันว่าในสมัยพระพรหมราชวงศา หรือท้าวทิดพรหม เจ้าเมืองอุบลราชธานี พระมหาราชครูเจ้าหอแก้วมักมานั่งปฏิบัติธรรมบริเวณเหนือแม่น้ำมูลอย่างสม่ำเสมอ เจ้าครองเมืองและชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างสำนักสงฆ์ให้เป็นที่ปฏิบัติธรรม พื้นที่ตอนล่างใกล้ท่าน้ำเรียกวัดใต้ท่า ส่วนพื้นที่ตอนบนเรียกวัดใต้เทิง เรื่องราวนี้ทำให้วัดใต้ไม่ได้เป็นเพียงวัดชุมชนริมแม่น้ำ แต่เป็นพื้นที่ที่มีรากฐานจากการปฏิบัติธรรม การรวมแรงศรัทธาของเจ้าเมืองและราษฎร และการใช้ภูมิประเทศริมน้ำให้เป็นพื้นที่สงบสำหรับพระสงฆ์
 
วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเคยเป็นวัดฝ่ายวิปัสสนาธุระที่เกี่ยวข้องกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นบูรพาจารย์สำคัญของสายกรรมฐานในประเทศไทย ความเชื่อมโยงนี้ทำให้วัดใต้มีคุณค่าสูงมากต่อผู้สนใจประวัติพระกรรมฐาน เพราะพื้นที่วัดเก่าในตัวเมืองอุบลราชธานีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประกอบพิธีกรรมทั่วไป แต่เคยเป็นพื้นที่ปฏิบัติภาวนาและเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางธรรมของเมืองอุบลราชธานีในอดีต เมื่อเดินเข้าสู่วัดใต้ ผู้มาเยือนจึงได้สัมผัสทั้งศรัทธาต่อพระพุทธรูปสำคัญและบรรยากาศของวัดเก่าที่เชื่อมโยงกับครูบาอาจารย์สายปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง
 
หัวใจสำคัญที่สุดของวัดคือ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ พระพุทธรูปเนื้อทองนาคสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูง 85 นิ้ว รวมฐาน เป็นพระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่างดงามมากองค์หนึ่งของภาคอีสานและประเทศไทย พระพุทธลักษณะมีความสงบ หนักแน่น และงดงามแบบพระพุทธรูปโบราณที่มีพลังทางศรัทธาสูง องค์พระประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสงพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมากราบไหว้ ขอพร ทำบุญ และสักการะในโอกาสต่าง ๆ
 
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อของวัดใต้เป็นหนึ่งในพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อสำคัญที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทย โดยในความเชื่อและข้อมูลท้องถิ่นมักกล่าวถึงพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อหลายองค์ที่ประดิษฐานอยู่ทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และลาว พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อของวัดใต้ได้รับการเชื่อมโยงกับสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นยุคที่พระพุทธศาสนาและศิลปกรรมลาวล้านช้างมีบทบาทสูงในลุ่มน้ำโขงและภาคอีสาน ความสำคัญขององค์พระจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะวัดหรือชุมชนใกล้เคียง แต่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ศิลปกรรม ศรัทธา และการเคลื่อนตัวของพระพุทธศาสนาในภูมิภาคไทย-ลาว
 
คำว่า ตื้อ เป็นหน่วยนับโบราณที่ใช้ในวัฒนธรรมล้านนาและอีสาน อยู่ในลำดับการนับที่สูงมาก เช่น หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน โกฏิ ตื้อ และอสงไขย เมื่อใช้กับพระพุทธรูป คำนี้สื่อถึงความยิ่งใหญ่ น้ำหนัก คุณค่า และจำนวนทรัพย์ที่ผู้ศรัทธานำมาหล่อเป็นองค์พระ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อจึงมีความหมายว่าเป็นพระพุทธรูปที่เกิดจากศรัทธาและทรัพย์อันมากมาย จนไม่อาจประเมินค่าได้เพียงเชิงวัตถุ การที่องค์พระมีนามว่าองค์ตื้อหรือแสนตื้อจึงสะท้อนทั้งความใหญ่ในเชิงศรัทธาและความล้ำค่าของวัสดุที่ใช้สร้าง
 
เรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่สืบต่อกันมากล่าวว่า พระพุทธรูปองค์ตื้อนี้ถูกหุ้มห่อและทาปอมพอกไว้ด้วยเปลือกไม้ ยางบด ผงอิฐเจ และวัสดุผสมหลายอย่าง ก่อนลงรักปิดทอง เพื่อปกป้ององค์พระที่ทำจากทองสำริดและโลหะมีค่าไม่ให้ถูกข้าศึกศัตรูนำไปในช่วงบ้านเมืองไม่สงบ การพอกปิดองค์พระไว้เป็นวิธีรักษาพระพุทธรูปสำคัญในอดีตที่สะท้อนทั้งความหวาดระแวงภัยสงครามและความตั้งใจปกป้องสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเมือง องค์พระจึงเคยถูกปล่อยไว้ในวัดร้างเป็นเวลายาวนาน และภายหลังเมื่ออุโบสถเก่าทรุดโทรม พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเคยอยู่กลางแจ้ง ตากแดดตากฝน จนเกิดรอยแตกและสะเก็ดบนผิวองค์พระ
 
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2507–2508 พระภิกษุสวัสดิ์ ทสฺสนีโย ซึ่งต่อมาคือพระราชธรรมโกศล และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระเทพวชิโรบล ได้นำพระภิกษุ สามเณร ทายก ทายิกา และชาวบ้านในชุมชนใกล้วัดร่วมกันสร้างพระอุโบสถหลังใหม่เพื่อประดิษฐานพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อให้สมเกียรติ การก่อสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2519 และมีพิธีผูกพัทธสีมาในช่วง พ.ศ. 2522–2523 การสร้างพระอุโบสถหลังใหม่นี้เป็นช่วงสำคัญของวัด เพราะทำให้องค์พระประธานที่เคยอยู่กลางแจ้งได้รับการประดิษฐานอย่างมั่นคงบนฐานแท่นใหม่ และทำให้วัดกลับมาเป็นศูนย์กลางศรัทธาของประชาชนอย่างเด่นชัด
 
พระอุโบสถของวัดมีชื่อว่า พระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสงพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ เป็นอาคารที่มีเอกลักษณ์สูงและเป็นพื้นที่สำคัญที่สุดของวัด ขนาดอาคารกว้างประมาณ 9 เมตร ยาวประมาณ 11 เมตร มีประตู 2 ประตูและหน้าต่าง 5 ช่อง รูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานศิลปกรรมหลายสาย ส่วนหลังคาเป็นทรงไทยประยุกต์ ส่วนช่อฟ้าใบระกาและรายละเอียดบางส่วนมีศิลปะขอมผสมเวียดนามผ่านฝีมือช่างไทยเวียดนาม ส่วนฐานแสดงลักษณะศิลปะไทยอีสาน การรวมศิลปกรรมหลายแบบไว้ในอาคารเดียวทำให้อุโบสถแห่งนี้มีบุคลิกเฉพาะตัวและเป็นจุดที่ผู้มาเยือนจดจำได้ทันที
 
ภายนอกพระอุโบสถตกแต่งซุ้มประตูและหน้าต่างด้วยสีทอง ขณะที่ผนังด้านนอกยังคงความเรียบและสงบ การจัดวางเช่นนี้ทำให้ความงามของอาคารไม่หนักเกินไป แต่เน้นความศักดิ์สิทธิ์ของทางเข้าและกรอบพื้นที่สำคัญ ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องพุทธประวัติและทศชาติชาดก ด้านหลังพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อมีภาพพระศรีมหาโพธิ์ ทำให้ภาพรวมดูคล้ายพระพุทธเจ้าประทับใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ ผู้มาเยือนที่เข้าไปไหว้พระจึงไม่ได้เห็นเพียงองค์พระประธาน แต่ได้อยู่ท่ามกลางเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาที่ล้อมรอบด้วยภาพธรรมและสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์
 
บริเวณมุมด้านข้างพระอุโบสถมีมณฑปสำหรับสักการะและจุดธูปเทียน ภายในมีพระอุปคุต และมีองค์ประกอบปูนปั้น เช่น ยักษ์ ท้าวจตุคาม-รามเทพ และประติมากรรมประดับจำนวนมาก ทางวัดจัดให้ผู้มาสักการะจุดธูปเทียนในบริเวณมณฑป เพื่อรักษาความสงบและความปลอดภัยภายในพระอุโบสถ ส่วนพื้นที่ภายในพระอุโบสถใช้สำหรับไหว้พระโดยตรง การจัดสัดส่วนเช่นนี้ช่วยให้พื้นที่วัดรองรับผู้มาไหว้พระจำนวนมากได้อย่างเป็นระเบียบ และรักษาบรรยากาศภายในพระอุโบสถให้เหมาะกับการสวดมนต์และน้อมใจกราบพระประธาน
 
นอกจากพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้ว วัดใต้ยังมีโบราณวัตถุสำคัญคือหลักศิลาจารึกหินทราย 2 หลัก ตั้งอยู่บริเวณสองข้างของพระอุโบสถ จารึกหลักแรกเป็นจารึกวัดใต้เทิง อักษรธรรมอีสาน วัสดุสักทอง ลักษณะรูปใบเสมา กว้าง 55 เซนติเมตร สูง 143 เซนติเมตร หนา 9 เซนติเมตร มีจารึก 1 ด้าน จำนวน 41 บรรทัด ระบุศักราช พ.ศ. 2373 ส่วนจารึกหลักที่ 2 เป็นจารึกหินทรายสีแดง ลักษณะรูปใบเสมา กว้าง 67 เซนติเมตร สูง 82 เซนติเมตร หนา 7 เซนติเมตร มีจารึก 1 ด้าน 19 บรรทัด ระบุศักราช พ.ศ. 2377 จารึกทั้งสองหลักเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนภาษาอักษรธรรมอีสานและประวัติศาสนสถานในเมืองอุบลราชธานีช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
 
วัดยังมี วิหารเฉลิมพระเกียรติ 200 ปี ตั้งอยู่ด้านขวาของพระอุโบสถพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ภายในวิหารประดิษฐานพระประธานนามว่า พระพุทธมงคลรัตนสิริธัญสถิต อาคารวิหารมีขนาดสูงใหญ่ ด้านหน้าตกแต่งด้วยงาช้างคู่ก่ออิฐถือปูน และภายในมีจิตรกรรมเล่าเรื่องพุทธประวัติ วิหารนี้เป็นพื้นที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งสำหรับการกราบไหว้และการชมศิลปกรรมภายในวัด ช่วยให้วัดใต้มีมากกว่าพระอุโบสถหลัก เพราะผู้มาเยือนสามารถเดินชมพื้นที่ศาสนสถานหลายส่วนที่เชื่อมโยงกันเป็นลำดับจากการสักการะพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อไปสู่การชมวิหารและเจดีย์
 
ด้านหลังพระอุโบสถเป็นที่ตั้งของ เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งเป็นพื้นที่ประดิษฐานและเก็บรักษาสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระแก้วจักรพรรดิโกเมน พระแก้วจักรพรรดิมรกต พระแก้วจักรพรรดิบุษราคัม พระพุทธรูปเก่าแก่ และสิ่งของเครื่องใช้ทางพระพุทธศาสนา เจดีย์แห่งนี้ช่วยขยายความหมายของวัดให้เป็นพื้นที่ศรัทธาหลายชั้น ไม่ได้มีเพียงพระประธานองค์เดียว แต่มีทั้งพระบรมสารีริกธาตุ พระแก้ว และปูชนียวัตถุที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อย่างครบถ้วน
 
พื้นที่วัดยังมีพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร 4 องค์ พระพุทธรูปเจตมูนเพลิงองค์ตื้อสีดำสนิท และพระพุทธรูปประดับในพื้นที่ต่าง ๆ ภายในวัด ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของวัดที่มีปูชนียวัตถุจำนวนมากและมีการจัดพื้นที่ให้เดินสักการะเป็นลำดับ การจัดวางพระพุทธรูปและประติมากรรมต่าง ๆ ในวัดช่วยสร้างบรรยากาศของลานบุญกลางเมืองเก่า ผู้ที่มาจากวัดเลียบหรือวัดหลวงสามารถเดินต่อมายังวัดใต้ได้สะดวก และมักนิยมจัดเส้นทางไหว้พระในบริเวณนี้เป็นชุดเดียวกัน เพราะสถานที่อยู่ไม่ไกลจากกัน
 
วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อยังมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่หาดวัดใต้ในอดีต เดิมบริเวณริมแม่น้ำมูลใกล้วัดเคยมีหาดทรายขาวสะอาดทอดยาว เป็นพื้นที่พักผ่อนและท่องเที่ยวของคนเมืองอุบลราชธานี ต่อมาสภาพภูมิทัศน์ริมน้ำเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ชื่อหาดวัดใต้ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คนและยังเป็นจุดอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ของเมืองเก่าริมแม่น้ำมูล ความสัมพันธ์นี้ทำให้วัดใต้มีคุณค่าในฐานะวัดริมแม่น้ำที่เชื่อมศรัทธาเข้ากับวิถีพักผ่อนของชุมชนเมือง ไม่ใช่วัดที่แยกตัวออกจากชีวิตประจำวันของผู้คน
 
ในด้านการปกครองและการดูแลวัด ปัจจุบันพระเทพวชิโรบล หรือพระราชธรรมโกศลเดิม นามเดิมสวัสดิ์ ทสฺสนีโย เป็นเจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ และเป็นพระเถระสำคัญของคณะสงฆ์ธรรมยุตในจังหวัดอุบลราชธานี ท่านมีบทบาทด้านการศึกษา การปกครองคณะสงฆ์ การก่อสร้าง บูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้วัดใต้ยังคงเป็นวัดที่มีชีวิต มีการประกอบศาสนกิจ มีผู้คนมาทำบุญ มีคณะศิษยานุศิษย์เข้ามากราบนมัสการ และเป็นหนึ่งในวัดสำคัญของเมืองอุบลราชธานีที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันอย่างชัดเจน
 
วัดใต้เหมาะสำหรับผู้มาเยือนหลายกลุ่ม กลุ่มแรกคือพุทธศาสนิกชนที่ต้องการกราบพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเพื่อความเป็นสิริมงคล กลุ่มที่ 2 คือผู้สนใจประวัติพระกรรมฐาน เพราะวัดเกี่ยวข้องกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กลุ่มที่ 3 คือผู้สนใจประวัติเมืองอุบลราชธานี เพราะวัดตั้งอยู่ในย่านเมืองเก่าริมแม่น้ำมูลและเชื่อมโยงกับวัดใต้ท่า วัดใต้เทิง วัดหลวง และวัดเลียบ กลุ่มที่ 4 คือผู้สนใจศิลปกรรม เพราะพระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสงมีรูปแบบผสมไทย ขอม เวียดนาม และอีสาน กลุ่มที่ 5 คือผู้ที่ต้องการจัดเส้นทางไหว้พระในตัวเมืองโดยใช้เวลาไม่มาก
 
การเข้าชมวัดควรเริ่มจากพระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสงพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ กราบพระประธานและสังเกตจิตรกรรมฝาผนังภายใน จากนั้นเดินออกมาสักการะพระอุปคุตบริเวณมณฑปด้านข้าง ชมหลักศิลาจารึกหินทรายทั้ง 2 หลัก เดินต่อไปยังวิหารเฉลิมพระเกียรติ 200 ปี และเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ หากมีเวลา ควรเดินชมพื้นที่รอบวัดเพื่อเห็นองค์ประกอบศิลปกรรม พญานาค ประติมากรรม พระพุทธรูป และบรรยากาศของวัดเก่าริมแม่น้ำมูล การเดินชมแบบช้า ๆ ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง และจะทำให้เห็นความละเอียดของวัดมากกว่าการแวะไหว้พระเพียงจุดเดียว
 
มารยาทในการเข้าชมควรให้ความสำคัญกับความสงบและความเคารพ ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่พื้นที่พระอุโบสถ ไม่จุดธูปเทียนภายในพระอุโบสถหากทางวัดกำหนดพื้นที่สักการะไว้ภายนอก ไม่ส่งเสียงดัง ไม่สัมผัสองค์พระ โบราณวัตถุ หรือจิตรกรรมฝาผนังโดยไม่ได้รับอนุญาต และถ่ายภาพด้วยความสำรวม หากมีพระสงฆ์หรือญาติโยมประกอบพิธีกรรมอยู่ ควรเว้นระยะและไม่รบกวน วัดแห่งนี้เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและวัดที่ใช้งานจริง จึงควรเข้าชมด้วยท่าทีของผู้มากราบสักการะมากกว่าผู้มาถ่ายภาพอย่างเดียว
 
วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น. และไม่เสียค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถเข้าไปกราบพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ไหว้พระ ชมพระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสง วิหารเฉลิมพระเกียรติ เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ และพื้นที่สำคัญภายในวัดได้ฟรี ช่วงเช้าเหมาะกับการไหว้พระในบรรยากาศสงบ ส่วนช่วงบ่ายเหมาะกับการจัดเส้นทางต่อไปยังวัดใกล้เคียงในเมืองเก่า เช่น วัดเลียบ วัดหลวง วัดสุปัฏนารามวรวิหาร วัดศรีอุบลรัตนาราม และทุ่งศรีเมือง
 
การเดินทาง ไปวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อสะดวกมากเพราะอยู่ในเขตตัวเมืองอุบลราชธานี หากเริ่มจากทุ่งศรีเมืองหรือศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี สามารถใช้ถนนอุปราช ถนนพรหมราช ถนนเขื่อนธานี ถนนราชวงศ์ หรือถนนศรีณรงค์เข้าสู่ย่านวัดใต้ได้ ระยะทางประมาณ 1.5 – 2 กิโลเมตร หากเดินทางจากสนามบินอุบลราชธานีใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาทีตามสภาพการจราจร และหากเดินทางจากสถานีรถไฟอุบลราชธานีในอำเภอวารินชำราบ สามารถข้ามแม่น้ำมูลเข้าสู่ตัวเมืองแล้วต่อมายังวัดได้ภายในเวลาประมาณ 15 – 25 นาที เดินทางได้ด้วยรถยนต์ส่วนตัว แท็กซี่ รถสองแถว รถรับจ้าง หรือบริการเรียกรถผ่านแอปพลิเคชัน
 
เส้นทางเที่ยวที่เหมาะกับวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อคือเส้นทางเมืองเก่าและวัดริมแม่น้ำมูล สามารถเริ่มจากวัดเลียบเพื่อไหว้ครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน แล้วเดินหรือขับรถต่อมายังวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ จากนั้นไปวัดหลวง วัดสุปัฏนารามวรวิหาร อาสนวิหารแม่พระนิรมล วัดศรีอุบลรัตนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี และทุ่งศรีเมือง เส้นทางนี้ช่วยให้เห็นอุบลราชธานีทั้งในมิติพระกรรมฐาน พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัดเก่าริมแม่น้ำ พระอารามหลวง ศาสนสถานคริสต์ และประวัติเมืองเก่าในระยะทางไม่ไกลกัน
 
สำหรับชาวต่างชาติ วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นสถานที่ที่ช่วยอธิบาย Buddhism in Ubon Ratchathani ได้ชัดเจนมาก เพราะวัดนี้มีทั้งพระพุทธรูปสำริดสำคัญ ศิลปกรรมลาวล้านช้าง ชื่อวัดที่สะท้อนภาษาอีสาน ความสัมพันธ์กับแม่น้ำมูล ศิลาจารึกอักษรธรรมอีสาน และประวัติพระกรรมฐานสายไทย ชาวต่างชาติจะเห็นว่าพระพุทธศาสนาในอุบลราชธานีไม่ได้ปรากฏเฉพาะในวัดใหญ่หรือพระธาตุขนาดสูงเท่านั้น แต่ยังอยู่ในวัดชุมชนเก่าที่มีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์เป็นศูนย์กลาง มีเรื่องเล่า มีพิธีกรรม มีการปกป้องพระพุทธรูปในอดีต และมีศรัทธาที่สืบทอดต่อเนื่องในชีวิตของคนเมือง
 
ในภาพรวม วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นวัดที่ควรค่าแก่การแวะชมอย่างยิ่งในเส้นทางเมืองเก่าอุบลราชธานี เพราะมีคุณค่าครบทั้งประวัติศาสตร์ ศรัทธา ศิลปกรรม ภาษาถิ่น ภูมิศาสตร์ริมน้ำ และความเกี่ยวข้องกับพระกรรมฐานสายสำคัญ พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นหัวใจของวัด พระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสงเป็นสถาปัตยกรรมเฉพาะตัว ศิลาจารึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วิหารเฉลิมพระเกียรติและเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุช่วยเติมเต็มมิติศรัทธา ส่วนพื้นที่วัดริมแม่น้ำมูลทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับชีวิตเมืองเก่า การมาเยือนวัดนี้จึงไม่ใช่เพียงการไหว้พระใหญ่ แต่เป็นการอ่านประวัติอุบลราชธานีผ่านพระพุทธรูป วัดเก่า และความทรงจำของผู้คนที่ผูกพันกับแม่น้ำมูลมายาวนาน
 
ชื่อสถานที่วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ / วัดใต้เทิง / วัดใต้ อุบลราชธานี
ที่ตั้งเลขที่ 2 ถนนพรหมราช-ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำมูลด้านทิศตะวันออก
ที่อยู่2 ถนนพรหมราช-ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี 34000
พิกัด15.227593, 104.866405
ไฮไลต์พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย พระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสง ศิลาจารึกหินทราย 2 หลัก วิหารเฉลิมพระเกียรติ 200 ปี เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ และความเชื่อมโยงกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล กับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
ประวัติ / สมัย / ยุควัดใต้เทิงจดทะเบียนเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2322 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2441 และมีพระอุโบสถหลังปัจจุบันที่สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 2509 – 2519
พื้นที่วัดประมาณ 9 ไร่ 40 – 3 – 10 วา
ที่มาของชื่อวัดใต้เทิงหมายถึงวัดที่อยู่เหนือขึ้นไปจากวัดใต้ท่าซึ่งอยู่ติดทางลงแม่น้ำมูล คำว่าเทิงในภาษาอีสานหมายถึงที่สูงหรือข้างบน ต่อมาชื่อพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อถูกนำมาต่อท้ายชื่อวัดเพื่อสื่อถึงพระประธานสำคัญในพระอุโบสถ
ลักษณะเด่นเป็นวัดราษฎร์เก่าแก่ริมแม่น้ำมูล มีพระประธานศักดิ์สิทธิ์เนื้อทองนาคสำริด หน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูง 85 นิ้ว รวมฐาน และมีสถาปัตยกรรมพระอุโบสถที่ผสมศิลปะไทย ขอม เวียดนาม และอีสาน
การเดินทางจากทุ่งศรีเมืองหรือศาลหลักเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ถนนในย่านเมืองเก่าเข้าสู่ถนนพรหมราช ถนนเขื่อนธานี ถนนราชวงศ์ หรือถนนศรีณรงค์ ระยะทางประมาณ 1.5 – 2 กิโลเมตร จากสนามบินอุบลราชธานีใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาที และจากสถานีรถไฟอุบลราชธานีใช้เวลาประมาณ 15 – 25 นาที
สถานะปัจจุบันเปิดให้เข้าชมและยังเป็นวัดที่ใช้งานทางพระพุทธศาสนาในเขตเมืองอุบลราชธานี มีการทำบุญ ไหว้พระ และกิจกรรมศาสนาของชุมชนอย่างต่อเนื่อง
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ08.00 – 16.00 น.
ค่าเข้าไม่เสียค่าเข้าชม
สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นที่จอดรถ พื้นที่ไหว้พระ พระอุโบสถ วิหาร เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ ห้องน้ำ ลานวัด พื้นที่ทำบุญ และพื้นที่ถ่ายภาพภายนอกอาคารศาสนสถาน
โซนภายใน / พื้นที่สำคัญพระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสงพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ
มณฑปพระอุปคุต
หลักศิลาจารึกหินทราย 2 หลัก
วิหารเฉลิมพระเกียรติ 200 ปี
พระพุทธมงคลรัตนสิริธัญสถิต
เจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ
พระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร
พระพุทธรูปเจตมูนเพลิงองค์ตื้อ
พื้นที่ลานวัดและเขตศาสนสถานริมแม่น้ำมูล
ผู้ดูแลวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ คณะสงฆ์ธรรมยุต และชุมชนศรัทธาเมืองอุบลราชธานี
เจ้าอาวาสพระเทพวชิโรบล (สวัสดิ์ ทสฺสนีโย) อดีตราชทินนามพระราชธรรมโกศล
เบอร์ติดต่อหลัก0-4524-1709
ข้อควรรู้ในการเข้าชมภายในพระอุโบสถเป็นพื้นที่ไหว้พระ ผู้มาเยือนควรจุดธูปเทียนในพื้นที่ที่วัดจัดไว้ภายนอก แต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่ศาสนสถาน และไม่สัมผัสองค์พระ จิตรกรรมฝาผนัง หรือโบราณวัตถุโดยไม่ได้รับอนุญาต
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. วัดเลียบ อุบลราชธานี ประมาณ 0.2 กม.
2. วัดหลวง อุบลราชธานี ประมาณ 0.5 กม.
3. หาดวัดใต้ / พื้นที่ริมแม่น้ำมูล ประมาณ 0.6 กม.
4. อาสนวิหารแม่พระนิรมล ประมาณ 0.9 กม.
5. วัดสุปัฏนารามวรวิหาร ประมาณ 1 กม.
6. วัดศรีอุบลรัตนาราม / วัดศรีทอง ประมาณ 1.3 กม.
7. พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ประมาณ 1.4 กม.
8. ทุ่งศรีเมือง อุบลราชธานี ประมาณ 1.6 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. ร้านอินโดจีน ประมาณ 0.8 กม. โทร. 045-245-584
2. สามชัยกาแฟ อุบลราชธานี ประมาณ 1.2 กม. โทร. 045-245-998, 087-245-5111
3. ก๋วยจั๊บประเทือง ประมาณ 1.3 กม. โทร. 045-245-956
4. ร้านสบายใจ อาหารเวียดนาม ประมาณ 1.8 กม. โทร. 083-598-3246
5. SANGOB สงบ ถนนพรหมเทพ ประมาณ 2 กม. โทร. 093-115-9604
6. The Outside Inn ประมาณ 2 กม. โทร. 088-581-2069, 088-731-3964
ที่พักใกล้เคียง1. The Ratchathani Hotel ประมาณ 1 กม. โทร. 045-244-388
2. Bordin Hotel Ubon ประมาณ 1.2 กม. โทร. 061-212-5832
3. YUU Hotel & Cafe ประมาณ 1.2 กม. โทร. 085-614-1111
4. T3 House ประมาณ 1.6 กม. โทร. 045-244-911
5. Eco Inn Ubon Ratchathani ประมาณ 1.8 กม. โทร. 045-254-200
6. Laithong Hotel ประมาณ 2 กม. โทร. 045-264-271
7. Ubon Hotel ประมาณ 2 กม. โทร. 045-241-045
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้ออยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนพรหมราช-ถนนสุนทรวิมล ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ใกล้ริมฝั่งแม่น้ำมูลและอยู่ในย่านเมืองเก่าของอุบลราชธานี
 
ถาม: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: วัดเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00 – 16.00 น.
 
ถาม: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถเข้าไปกราบพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ ไหว้พระ และเดินชมพื้นที่สำคัญภายในวัดได้ฟรี
 
ถาม: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อมีอะไรเด่น?
ตอบ: จุดเด่นสำคัญคือพระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัย พระอุโบสถมณฑปเพชรเจ็ดแสง ศิลาจารึกหินทราย วิหารเฉลิมพระเกียรติ 200 ปี และเจดีย์พระบรมสารีริกธาตุ
 
ถาม: พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อคือพระพุทธรูปแบบใด?
ตอบ: พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเป็นพระพุทธรูปเนื้อทองนาคสำริด ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 51 นิ้ว สูง 85 นิ้ว รวมฐาน เป็นพระประธานศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอุบลราชธานีเคารพนับถืออย่างสูง
 
ถาม: เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อคือใคร?
ตอบ: เจ้าอาวาสวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อคือพระเทพวชิโรบล (สวัสดิ์ ทสฺสนีโย) อดีตราชทินนามพระราชธรรมโกศล
 
ถาม: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเกี่ยวข้องกับพระอาจารย์เสาร์และพระอาจารย์มั่นอย่างไร?
ตอบ: วัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อเคยเป็นวัดฝ่ายวิปัสสนาธุระที่เกี่ยวข้องกับพระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของประวัติพระกรรมฐานในเมืองอุบลราชธานี
 
ถาม: เที่ยววัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อแล้วไปที่ไหนต่อได้บ้าง?
ตอบ: สามารถไปต่อที่วัดเลียบ วัดหลวง วัดสุปัฏนารามวรวิหาร อาสนวิหารแม่พระนิรมล วัดศรีอุบลรัตนาราม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี และทุ่งศรีเมืองได้สะดวก

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัดประเพณีไทยวัฒนธรรมไทยประเพณีภาคอีสาน

ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(5)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(2)
พระราชวัง พระราชวัง(1)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(7)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(3)
วัด วัด(37)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(4)
โครงการหลวง โครงการหลวง(2)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(2)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(4)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(5)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(6)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(8)
น้ำตก น้ำตก(12)
น้ำพุร้อน น้ำพุร้อน(1)
ถ้ำ ถ้ำ(2)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(11)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(8)
หมู่เกาะ หมู่เกาะ(2)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(6)
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(1)
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์ แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(1)