หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ >อ.ขุขันธ์ >ต.ห้วยเหนือ > วัดเขียนบูรพาราม
TL;DR: วัดเขียนบูรพาราม อยู่ที่บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33140 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองศรีสะเกษเดินทางสู่อำเภอขุขันธ์ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอขุขันธ์ไปทางบ้านพราน.
วัดเขียนบูรพาราม

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 - 17.00 น.
วัดเขียนบูรพาราม ศรีสะเกษ เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์ ตั้งอยู่ที่บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 400 เมตร และอยู่ห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ 49 กิโลเมตร วัดแห่งนี้เป็นศาสนสถานสำคัญที่เชื่อมประวัติศาสตร์เมืองขุขันธ์ ศิลปกรรมสิมอีสาน พระพุทธศาสนา ความศรัทธาของชุมชนไทย-เขมรถิ่น และเรื่องเล่าหลวงพ่อโตไว้ในพื้นที่เดียวกัน ผู้มาเยือนวัดเขียนบูรพารามจะได้สัมผัสทั้งความสงบของวัดท้องถิ่น ความเก่าแก่ของอุโบสถโบราณ ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อโต และบรรยากาศเมืองเก่าขุขันธ์ที่ยังคงมีร่องรอยวัฒนธรรมอีสานใต้ให้เรียนรู้อย่างเด่นชัด
วัดเขียนบูรพารามเดิมชื่อว่า “วัดเขมร” เนื่องจากพื้นที่เมืองขุขันธ์มีความสัมพันธ์กับชุมชนไทย-เขมรถิ่นและวัฒนธรรมเขมรโบราณที่หยั่งรากอยู่ในอีสานใต้มาเป็นเวลานาน ต่อมาชื่อวัดถูกเรียกเพี้ยนตามสำเนียงท้องถิ่นจาก “เขมร” เป็น “เขียน” คนทั่วไปจึงนิยมเรียกวัดนี้ว่า “วัดเขียน” เมื่อมีการตั้งชื่อวัดเป็นทางราชการ จึงใช้ชื่อว่า “วัดเขียนบูรพาราม” โดยคำว่า “บูรพา” สื่อถึงตำแหน่งที่ตั้งของวัดซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์ ชื่อของวัดจึงสะท้อนทั้งรากภาษา ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ และความทรงจำของชุมชนเมืองเก่าขุขันธ์ไว้อย่างชัดเจน
ความสำคัญของวัดเขียนบูรพารามอยู่ที่การเป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์ เมืองขุขันธ์เป็นหัวเมืองเก่าที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อีสานใต้ และเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งไทย-ลาว เขมร กูยหรือส่วย และกลุ่มชุมชนท้องถิ่นอื่น ๆ วัดเขียนบูรพารามจึงไม่ได้เป็นเพียงวัดสำหรับประกอบพิธีทางศาสนา แต่เป็นพื้นที่ที่บอกเล่าการตั้งเมือง การย้ายเมือง การบูรณะวัดร้าง การสืบทอดศรัทธาต่อพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และการรักษาศิลปกรรมโบราณที่เหลืออยู่ในตัวอำเภอขุขันธ์
ประวัติสำคัญของวัดเริ่มปรากฏในตำนานท้องถิ่นเมื่อประมาณ พ.ศ. 2323 ในสมัยกรุงธนบุรี พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน คนที่ 2 หรือเชียงขันธ์ พร้อมด้วยกรมการเมือง ได้นำราษฎรอพยพมาตั้งเมืองใหม่บริเวณบ้านตะแบกและบ้านพรานในปัจจุบัน ระหว่างการถางป่าบริเวณที่เป็นที่ตั้งวัดเขียน ได้พบก้อนหินสีแดงโผล่ขึ้นบนจอมปลวก มีรูปร่างคล้ายพระพุทธรูป เจ้าเมืองจึงบัญชาให้ราษฎรปรับพื้นที่ เสริมฐาน และสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่สวมทับลงบนจอมปลวกนั้น เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสำหรับเป็นพระเจ้าใหญ่ประจำเมือง
เรื่องเล่าการพบก้อนหินสีแดงบนจอมปลวกเป็นแกนสำคัญของความศรัทธาหลวงพ่อโต เพราะสะท้อนความเชื่อแบบท้องถิ่นที่มองพื้นที่ธรรมชาติบางแห่งว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ จอมปลวกในความเชื่อพื้นบ้านมักสัมพันธ์กับพลังของแผ่นดิน ความอุดมสมบูรณ์ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน เมื่อพบก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายพระพุทธรูป ชาวบ้านจึงไม่ได้มองว่าเป็นก้อนหินธรรมดา แต่เห็นเป็นนิมิตหมายแห่งการมีพระพุทธรูปคู่เมือง การสร้างพระพุทธรูปครอบก้อนหินและจอมปลวกจึงเป็นการเปลี่ยนพื้นที่ธรรมชาติให้กลายเป็นพื้นที่ศรัทธาทางพระพุทธศาสนา
เดิมเชื่อกันว่าหลวงพ่อโตถูกสร้างไว้กลางแจ้ง เป็นพระเจ้าใหญ่ประจำเมือง รอบองค์พระคงมีการสร้างวัดและนิมนต์พระภิกษุสามเณรมาอยู่ แต่การตั้งเมืองบริเวณนั้นยังไม่มั่นคง เพราะพื้นที่อยู่ห่างแหล่งน้ำ เมื่อมีการย้ายเมืองใหม่ไปบริเวณบ้านแตระและบ้านหาดในปัจจุบัน วัดพระเจ้าใหญ่จึงเสื่อมโทรมและร้างไป พื้นที่รอบพระพุทธรูปกลายเป็นป่าทึบ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมหนาแน่น เรื่องเล่าท้องถิ่นกล่าวถึงความรกทึบของป่าจนถึงขั้นมีเสือท้องแก่มาคลอดลูกบนหน้าตักองค์พระ ภาพเล่านี้ทำให้เห็นทั้งความร้างของวัดและความทรงพลังขององค์พระที่ยังคงประดิษฐานอยู่ท่ามกลางป่า
ต่อมาพระหลักคำอุด พระหลักคำประจำเมือง ได้มาพบองค์พระและเกิดศรัทธา จึงชักชวนชาวบ้านร่วมกันบูรณะวัดร้างขึ้นใหม่ พร้อมสร้างพระอุโบสถคร่อมองค์พระพุทธรูป การสร้างอุโบสถคร่อมหลวงพ่อโตทำให้องค์พระไม่ต้องอยู่กลางแจ้งอีกต่อไป และทำให้พื้นที่รอบองค์พระกลายเป็นศาสนสถานที่มีแบบแผนมากขึ้น เรื่องเล่ายังกล่าวว่าภายหลังมีผู้ลักลอบแกะเอาแก้วพระเนตรขององค์พระไปทั้งสองข้าง ด้วยพระบารมีอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์พระ ทำให้ชาวบ้านได้ยินเสียงร้องดังก้องไปทั่วป่า ครั้นรุ่งเช้าจึงทราบว่าดวงพระเนตรถูกขโมยไป เรื่องเล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโตที่ชาวบ้านจดจำสืบต่อกันมา
ประมาณ พ.ศ. 2325 พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน หรือบุญจันทร์ เจ้าเมืองขุขันธ์คนที่ 3 ได้จัดการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ ด้วยการก่ออิฐหุ้มองค์เดิมและสร้างฐานให้สูงขึ้น การบูรณะครั้งนี้ทำให้องค์พระมีขนาดใหญ่ขึ้น งดงามขึ้น และกลายเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่สุดองค์หนึ่งของเมืองขุขันธ์ ผู้คนจึงเรียกพระพุทธรูปองค์นี้ว่า “หลวงพ่อโต” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หลวงพ่อโตจึงเป็นทั้งพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ พระคู่เมือง และสัญลักษณ์การฟื้นคืนของวัดเขียนบูรพารามจากวัดร้างสู่ศูนย์กลางศรัทธาของชาวขุขันธ์
หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถวัดเขียนบูรพาราม เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.50 เมตร และสูงประมาณ 6.80 เมตร พุทธลักษณะมีความสง่างาม องค์ใหญ่เด่น และแสดงอิทธิพลศิลปะที่ผสมผสานระหว่างล้านช้างกับอยุธยาตอนปลาย ปางมารวิชัยสื่อถึงช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงชนะพญามารก่อนตรัสรู้ เป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงทางธรรม การเอาชนะอุปสรรค และการยืนหยัดของศรัทธา หลวงพ่อโตจึงได้รับความเคารพจากชาวขุขันธ์ในฐานะพระพุทธรูปที่ให้ขวัญกำลังใจและเป็นหลักใจของเมือง
พระอุโบสถวัดเขียนบูรพารามเป็นโบราณสถานสำคัญที่สุดของวัด มีลักษณะเป็นสิมอีสานหรืออุโบสถแบบท้องถิ่นอีสานใต้ ก่ออิฐถือปูนเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่บนฐานสูง มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าและด้านหลัง หลังคาทรงจั่วซ้อน ลดชั้น และมีองค์ประกอบไม้แกะสลักประดับบริเวณช่อฟ้า หางหงส์ ปั้นลม และหน้าบัน ลายไม้แกะสลักมีทั้งลายพรรณพฤกษา ลายกนกเครือวัลย์ หัวพญานาค และภาพเรื่องรามเกียรติ์ การมีงานไม้แกะสลักเช่นนี้ทำให้อุโบสถเป็นหลักฐานสำคัญของฝีมือช่างพื้นถิ่นและความงามของศิลปกรรมวัดเก่าเมืองขุขันธ์
สิมอีสานของวัดเขียนบูรพารามมีคุณค่าพิเศษ เพราะไม่ได้เป็นเพียงอาคารสำหรับทำสังฆกรรม แต่เป็นงานสถาปัตยกรรมที่เก็บร่องรอยความคิดของช่างท้องถิ่นไว้ครบถ้วน ผนังและฐานก่ออิฐถือปูนอย่างมั่นคง หลังคาใช้โครงไม้และมุงด้วยสังกะสีตามการบูรณะในยุคหลัง ส่วนเครื่องไม้ประดับหลังคาแสดงความประณีตของงานช่างพื้นบ้าน ลักษณะอาคารไม่ใหญ่โตแบบพระอุโบสถเมืองหลวง แต่มีความหนักแน่น สงบ และสัมพันธ์กับสัดส่วนของชุมชนวัดราษฎร์ในอีสานใต้ ความงามของสิมจึงเป็นความงามที่เกิดจากความพอดี ความเป็นท้องถิ่น และความศรัทธาของชุมชน
รอบพระอุโบสถมีเจดีย์ธาตุศิลปะแบบล้านช้างตั้งอยู่ตามมุมทั้ง 4 เดิม ปัจจุบันเหลือให้เห็นเด่นชัด 2 องค์บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถ ส่วนอีก 2 องค์ด้านหลังเหลือเพียงซากปรักหักพังหรือสูญหายไปตามกาลเวลา เจดีย์ธาตุเหล่านี้ช่วยเสริมคุณค่าทางศิลปกรรมของวัด เพราะแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงทางศิลปะระหว่างเมืองขุขันธ์กับวัฒนธรรมล้านช้างและอีสาน การมีเจดีย์รายตั้งอยู่รอบอุโบสถยังช่วยบอกว่าพื้นที่นี้เคยถูกจัดวางอย่างมีแบบแผนในฐานะศาสนสถานสำคัญ ไม่ใช่เพียงอาคารเดี่ยวที่แยกขาดจากบริบทวัด
วัดเขียนบูรพารามได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 107 ตอนที่ 16 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2533 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 53 ตารางวา การขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแสดงให้เห็นว่าพระอุโบสถ หลวงพ่อโต และองค์ประกอบทางศิลปกรรมของวัดมีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาติ ไม่ใช่เพียงต่อชุมชนขุขันธ์เท่านั้น การอนุรักษ์วัดเขียนบูรพารามจึงเป็นภารกิจร่วมกันระหว่างวัด ชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น และหน่วยงานด้านศิลปกรรมของรัฐ
ในปี พ.ศ. 2544 หน่วยงานด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติได้อนุญาตให้ดำเนินการบูรณะพระอุโบสถและองค์หลวงพ่อโตเป็นครั้งสำคัญ การบูรณะครั้งนี้ทำให้สิมเก่าแก่และองค์พระยังคงสภาพให้ประชาชนได้สักการะและศึกษา ในการบูรณะยังมีการหล่อหลวงพ่อโตจำลองเพื่อให้ประชาชนได้ปิดทองโดยไม่กระทบองค์พระประธานเดิม การมีองค์จำลองจึงช่วยรักษาสมดุลระหว่างการอนุรักษ์โบราณสถานกับการรองรับศรัทธาของผู้คนที่ต้องการทำบุญและปิดทองพระตามประเพณี
ปัจจุบันวัดเขียนบูรพารามยังเป็นวัดราษฎร์ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีเนื้อที่วัดประมาณ 21 ไร่ 2 งานกว่า เป็นพื้นที่ศาสนสถานที่ยังมีพระภิกษุจำพรรษาและยังใช้ประกอบศาสนพิธีอยู่ต่อเนื่อง ภายในวัดมีอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาบำเพ็ญกุศล ศาลาปฏิบัติธรรม ฌาปนสถาน หอระฆัง โรงครัว และเรือนเก็บพัสดุ พื้นที่วัดจึงทำหน้าที่ครบทั้งด้านการสักการะพระพุทธรูป การทำบุญของชุมชน การปฏิบัติธรรม การประกอบพิธีศพ และการเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของคนในพื้นที่บ้านพรานและอำเภอขุขันธ์
เจ้าอาวาสปัจจุบันของวัดเขียนบูรพารามคือ พระครูบูรพาโพธิธรรม ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ 14 ตามลำดับการปกครองวัด และดำรงตำแหน่งดูแลวัดตั้งแต่ พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา พระครูบูรพาโพธิธรรมร่วมกับคณะสงฆ์ วัด ชุมชนบ้านพราน ชุมชนเมืองขุขันธ์ และหน่วยงานท้องถิ่น มีบทบาทในการดูแลศาสนสถาน โบราณสถาน กิจกรรมของวัด และการรองรับผู้เดินทางมาสักการะหลวงพ่อโต การมีเจ้าอาวาสและชุมชนที่ดูแลต่อเนื่องทำให้วัดเขียนบูรพารามยังคงมีชีวิตในฐานะวัดจริง ไม่ใช่โบราณสถานที่แยกขาดจากผู้คน
การมาเยือนวัดเขียนบูรพารามควรเริ่มจากการเข้าสักการะหลวงพ่อโตภายในพระอุโบสถ ผู้มาเยือนควรถอดรองเท้าในจุดที่วัดจัดไว้ แต่งกายสุภาพ และเข้าสู่พื้นที่ภายในด้วยความสำรวม เมื่อกราบหลวงพ่อโตแล้วควรใช้เวลาสังเกตพุทธลักษณะขององค์พระ ขนาดหน้าตัก ความสูง สีทองขององค์พระ ฐานประดิษฐาน และบรรยากาศภายในสิมเก่าแก่ จากนั้นจึงชมงานสถาปัตยกรรมอุโบสถ ทั้งผนังอิฐถือปูน เครื่องไม้บนหลังคา หน้าบัน ลวดลายรามเกียรติ์ และเจดีย์รายด้านหน้า เพื่อให้เข้าใจว่าวัดแห่งนี้มีคุณค่าทั้งในเชิงศรัทธาและศิลปกรรม
จุดเด่นที่ไม่ควรมองข้ามคือความสัมพันธ์ระหว่างหลวงพ่อโตกับเมืองขุขันธ์ หลวงพ่อโตไม่ได้เป็นพระพุทธรูปที่สำคัญเฉพาะภายในวัด แต่เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของชาวขุขันธ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี คำขวัญและความทรงจำท้องถิ่นจำนวนมากกล่าวถึงหลวงพ่อโตวัดเขียนควบคู่กับประวัติเมืองขุขันธ์ การไหว้หลวงพ่อโตจึงเหมือนการเข้าไปสัมผัสแกนศรัทธาของเมืองเก่า ผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์อีสานใต้จะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปหนึ่งองค์สามารถผูกคน วัด เมือง ภาษา ศิลปกรรม และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ไว้ด้วยกันได้อย่างมั่นคง
วัดเขียนบูรพารามยังเชื่อมโยงกับเส้นทางวัฒนธรรมเมืองขุขันธ์ได้เป็นอย่างดี เพราะตั้งอยู่ไม่ไกลจากศาลหลักเมืองขุขันธ์ อนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน วัดกลาง วัดไทยเทพนิมิตร วัดลำภู และย่านเมืองเก่าขุขันธ์ นักท่องเที่ยวสามารถจัดเส้นทางเรียนรู้เมืองขุขันธ์โดยเริ่มจากวัดเขียนบูรพารามเพื่อไหว้หลวงพ่อโต แล้วต่อไปยังศาลหลักเมืองและอนุสาวรีย์เจ้าเมืองขุขันธ์ เพื่อเข้าใจประวัติการตั้งเมือง จากนั้นจึงเดินทางไปวัดลำภูเพื่อกราบพระแก้วเนรมิต หรือขยายเส้นทางไปยังแหล่งโบราณสถานและชุมชนวัฒนธรรมในอำเภอใกล้เคียง
การเดินทาง ไปวัดเขียนบูรพารามทำได้สะดวกจากตัวอำเภอขุขันธ์ เพราะวัดอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเพียงประมาณ 400 เมตร หากเดินทางจากตัวเมืองศรีสะเกษ ใช้เส้นทางไปอำเภอขุขันธ์ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอขุขันธ์ให้ใช้เส้นทางไปบ้านพราน ตำบลห้วยเหนือ วัดตั้งอยู่ในพื้นที่ชุมชนเมืองเก่าและเดินทางต่อไปยังศาลหลักเมืองหรือแหล่งเรียนรู้ใกล้เคียงได้ง่าย ผู้ที่เดินทางด้วยรถส่วนตัวควรจอดในจุดที่ไม่กีดขวางทางเข้าออกวัดและชุมชน ส่วนผู้ที่ใช้รถโดยสารควรลงในตัวอำเภอขุขันธ์แล้วต่อรถรับจ้างท้องถิ่นมายังวัด
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาเยือนคือช่วงเช้าและช่วงบ่ายก่อนเย็น ช่วงเช้ามีบรรยากาศสงบ เหมาะสำหรับกราบพระและเดินชมรายละเอียดสิมเก่าโดยไม่ร้อนมาก ส่วนช่วงบ่ายแสงธรรมชาติช่วยให้เห็นงานไม้ หน้าบัน และเจดีย์รายได้ชัดเจน ผู้ที่สนใจถ่ายภาพควรใช้ความระมัดระวัง ไม่ใช้แฟลชใกล้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่รบกวนผู้สักการะ และไม่ปีนขึ้นไปบนส่วนโบราณสถาน เพราะอาคารและองค์ประกอบบางส่วนมีอายุเก่าแก่และควรได้รับการดูแลด้วยความเคารพ
มารยาทในการเข้าชมวัดเขียนบูรพารามควรยึดหลักการให้เกียรติทั้งพระพุทธศาสนาและโบราณสถาน ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถ ไม่ส่งเสียงดัง ไม่แตะต้องหลวงพ่อโต เครื่องสักการะ หรืองานไม้เก่าโดยไม่จำเป็น ไม่ปีนฐานเจดีย์หรือส่วนโบราณสถาน ไม่ขีดเขียนหรือทิ้งร่องรอยใด ๆ และควรรักษาความสะอาดของพื้นที่วัด การท่องเที่ยววัดเก่าแก่ต้องระมัดระวังมากกว่าวัดทั่วไป เพราะทุกองค์ประกอบคือหลักฐานของอดีตที่ส่งต่อมาถึงปัจจุบัน
ค่าเข้าชมวัดเขียนบูรพารามไม่มีการเก็บเป็นค่าบัตรแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ ผู้มาเยือนสามารถเข้าสักการะหลวงพ่อโตและชมพื้นที่วัดได้ตามเวลาเปิดทำการ การถวายดอกไม้ พวงมาลัย ปัจจัย หรือร่วมบำรุงวัดเป็นไปตามศรัทธา การไม่เก็บค่าเข้าชมทำให้วัดยังคงลักษณะของศาสนสถานชุมชนที่เปิดกว้างสำหรับประชาชนทั่วไป ทั้งชาวบ้าน นักท่องเที่ยว ผู้สนใจประวัติศาสตร์ และผู้ต้องการศึกษาศิลปกรรมพื้นถิ่น
ในเชิงการเรียนรู้ วัดเขียนบูรพารามเหมาะสำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์เมืองขุขันธ์ ศิลปกรรมสิมอีสาน พระพุทธรูปโบราณ วัฒนธรรมไทย-เขมรถิ่น และการอนุรักษ์โบราณสถาน ผู้มาเยือนสามารถเห็นการทับซ้อนของเวลาได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ตำนานการพบก้อนหินสีแดงบนจอมปลวก การสร้างพระพุทธรูปกลางแจ้ง การร้างไปของวัด การบูรณะโดยเจ้าเมือง การสร้างอุโบสถคร่อมองค์พระ การขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ไปจนถึงการใช้งานวัดในปัจจุบัน ทุกชั้นเวลานี้ทำให้วัดมีความลึกทางประวัติศาสตร์มากกว่าวัดที่มีเพียงความสวยงามภายนอก
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ วัดเขียนบูรพารามช่วยอธิบายวัฒนธรรมอีสานใต้ได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นวัดที่แสดงการผสมผสานระหว่างพระพุทธศาสนา ศิลปะล้านช้าง ศิลปะอยุธยาตอนปลาย สถาปัตยกรรมสิมอีสาน และวัฒนธรรมเขมรถิ่นของเมืองขุขันธ์ ผู้มาเยือนจะเข้าใจว่าพื้นที่ศรีสะเกษไม่ได้มีเพียงปราสาทหินหรือโบราณสถานขอมเท่านั้น แต่ยังมีวัดพุทธพื้นบ้านที่สะท้อนการใช้ชีวิต ศรัทธา ภาษา และความทรงจำของชุมชนท้องถิ่นอย่างละเอียดอ่อน
วัดเขียนบูรพารามจึงเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ในเส้นทางแรกของผู้ที่ต้องการเข้าใจขุขันธ์ เมืองเก่าแห่งอีสานใต้ หลวงพ่อโตคือหัวใจศรัทธาของวัด พระอุโบสถสิมอีสานคือหลักฐานทางศิลปกรรม เจดีย์รายล้านช้างคือร่องรอยความเชื่อและการจัดวางพื้นที่ศาสนา ส่วนชื่อวัดเขียนที่มาจากวัดเขมรคือหลักฐานทางภาษาและวัฒนธรรมของผู้คนในพื้นที่ วัดแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงจุดไหว้พระ แต่เป็นประตูสำคัญสู่ประวัติศาสตร์เมืองขุขันธ์และมรดกวัฒนธรรมของจังหวัดศรีสะเกษอย่างสมบูรณ์
| ชื่อสถานที่ | วัดเขียนบูรพาราม ศรีสะเกษ |
| ชื่อเดิม / ชื่อเรียกท้องถิ่น | วัดเขมร, วัดเขียน, วัดบูรพาราม, วัดเขียนบูรพาราม |
| ประเภทสถานที่ | วัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ศาสนสถาน โบราณสถานแห่งชาติ แหล่งศิลปกรรมสิมอีสาน และแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาเมืองขุขันธ์ |
| ที่ตั้ง | บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ 33140 |
| พิกัด | 14.716143, 104.205654 |
| ระยะทางจากจุดสำคัญ | ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ประมาณ 400 เมตร และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ 49 กิโลเมตร |
| ความสำคัญ | เป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์ ประดิษฐานหลวงพ่อโต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และมีพระอุโบสถลักษณะสิมอีสานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ |
| ประวัติโดยสรุป | ตำนานเล่าว่าราว พ.ศ. 2323 พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน คนที่ 2 พร้อมกรมการเมืองและราษฎรได้พบก้อนหินสีแดงคล้ายพระพุทธรูปบนจอมปลวก จึงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่สวมทับ ต่อมาวัดร้างและได้รับการบูรณะหลายครั้ง จนหลวงพ่อโตกลายเป็นพระคู่เมืองขุขันธ์ |
| ที่มาของชื่อ | เดิมเรียกวัดเขมร ต่อมาคนทั่วไปเรียกเพี้ยนตามสำเนียงเป็นวัดเขียน และเมื่อใช้ชื่อทางราชการจึงเป็นวัดเขียนบูรพาราม เพราะวัดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์ |
| สิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญ | หลวงพ่อโต พระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.50 เมตร สูงประมาณ 6.80 เมตร มีลักษณะศิลปะผสมผสานล้านช้างและอยุธยาตอนปลาย |
| โบราณสถานสำคัญ | พระอุโบสถลักษณะสิมอีสาน ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงจั่วซ้อน มีงานไม้แกะสลักลายพรรณพฤกษา ลายกนก หัวพญานาค และหน้าบันเรื่องรามเกียรติ์ |
| เจดีย์ราย / ธาตุโบราณ | รอบอุโบสถเดิมมีเจดีย์ธาตุศิลปะล้านช้าง 4 องค์ ปัจจุบันเหลือเด่นชัด 2 องค์ด้านหน้าอุโบสถ ส่วนด้านหลังเหลือร่องรอยหรือซากปรักหักพัง |
| สถานะโบราณสถาน | ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติและกำหนดขอบเขตโบราณสถาน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 107 ตอนที่ 16 เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2533 พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ 53 ตารางวา |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแล | พระครูบูรพาโพธิธรรม เจ้าอาวาสวัดเขียนบูรพาราม ร่วมกับคณะสงฆ์ ชุมชนบ้านพราน ชุมชนเมืองขุขันธ์ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ และหน่วยงานด้านพระพุทธศาสนาและศิลปกรรมในจังหวัดศรีสะเกษ |
| สถานะปัจจุบัน | ยังเป็นวัดที่เปิดให้ประชาชนเข้าสักการะหลวงพ่อโต ประกอบศาสนพิธี ทำบุญ ปฏิบัติธรรม และเรียนรู้โบราณสถานสิมอีสานคู่เมืองขุขันธ์ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 - 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ไม่เก็บค่าเข้าชมแบบบัตรสถานที่ท่องเที่ยว การทำบุญ ถวายดอกไม้ พวงมาลัย ปัจจัย หรือร่วมบำรุงวัดเป็นไปตามศรัทธา |
| โซน / ส่วนสำคัญภายในวัด | 1. โซนพระอุโบสถ / สิมอีสานโบราณ 2. โซนหลวงพ่อโต 3. โซนเจดีย์รายศิลปะล้านช้างด้านหน้าอุโบสถ 4. โซนซากเจดีย์และร่องรอยโบราณสถานด้านหลัง 5. โซนศาลาการเปรียญ 6. โซนศาลาปฏิบัติธรรม 7. โซนกุฏิสงฆ์และศาสนสถานใช้งานปัจจุบัน 8. โซนลานวัดและพื้นที่ประกอบกิจกรรมชุมชน 9. โซนหอระฆัง โรงครัว และพื้นที่งานบุญ 10. โซนเรียนรู้ประวัติเมืองขุขันธ์และโบราณสถาน |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานวัด จุดสักการะหลวงพ่อโต ศาลา พื้นที่ประกอบพิธี จุดจอดรถในบริเวณที่วัดหรือชุมชนจัดไว้ และเส้นทางเดินชมอุโบสถกับเจดีย์ราย |
| เบอร์ติดต่อที่เกี่ยวข้อง | องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยเหนือ โทร. 090-612-1832 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ โทร. 045-622645 หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดศรีสะเกษ โทร. 045-612611, 065-121-4049 |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองศรีสะเกษเดินทางสู่อำเภอขุขันธ์ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร เมื่อเข้าสู่ตัวอำเภอขุขันธ์ไปทางบ้านพราน ตำบลห้วยเหนือ วัดอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ประมาณ 400 เมตร เหมาะกับการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว รถรับจ้างท้องถิ่น หรือจัดเส้นทางร่วมกับแหล่งวัฒนธรรมในตัวอำเภอขุขันธ์ |
| ข้อปฏิบัติสำหรับผู้เข้าชม | แต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถ รักษาความสงบ ไม่แตะต้ององค์หลวงพ่อโตหรือเครื่องสักการะโดยไม่เหมาะสม ไม่ปีนฐานเจดีย์หรือส่วนโบราณสถาน ไม่ขีดเขียนบนอาคาร และรักษาความสะอาดของพื้นที่วัด |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ศาลหลักเมืองขุขันธ์ ประมาณ 1 กม. 2. อนุสาวรีย์พระยาไกรภักดีศรีนครลำดวน (ตากะจะ) ประมาณ 1 กม. 3. วัดไทยเทพนิมิต ประมาณ 1 กม. 4. วัดลำภู / พระแก้วเนรมิต ประมาณ 4 กม. 5. วัดสะอางโพธิญาณ ประมาณ 5 กม. 6. โรงแรมบ้านสวนศรีสุภาพและเส้นทางสวนยางเก่า-หนองสะอาง ประมาณ 5 กม. โทร. 087-245-9125, 080-240-7090 7. ปราสาทตาเล็ง ประมาณ 24 กม. 8. ตัวเมืองศรีสะเกษ ประมาณ 49 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. Loft House Café ขุขันธ์ ประมาณ 1 กม. โทร. 086-364-9492 2. El Fante Cafe / แซบนัว ขุขันธ์ ประมาณ 2 กม. โทร. 094-557-0578, 094-268-9666 3. เจี๊ยบ ตะบันตำ ขุขันธ์ ประมาณ 2 กม. โทร. 061-034-9564 4. ร้านเล่า @Khukhan ขุขันธ์ ประมาณ 3 กม. โทร. 082-515-1626 5. ร้านข้าวต้ม ป.นำชัย ถนนขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 49 กม. โทร. 098-128-5251 6. ไหทอง อาหารอีสาน เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 50 กม. โทร. 096-306-9505, 061-498-2025 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. ไชแอณ รีสอร์ท ขุขันธ์ ประมาณ 2 กม. โทร. 085-024-4829 2. โรงแรมบ้านสวนศรีสุภาพ ประมาณ 5 กม. โทร. 087-245-9125, 080-240-7090 3. ระนา รีสอร์ท ขุขันธ์ ประมาณ 5 กม. โทร. 083-798-7353 4. สวัสดี รีสอร์ท ขุขันธ์ ประมาณ 7 กม. โทร. 086-450-1840 5. โรงแรมพรหมพิมาน เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 49 กม. โทร. 045-612-667, 045-612-696, 045-612-150 6. B2 Sisaket Boutique & Budget Hotel ประมาณ 50 กม. โทร. 052-009-161, 088-263-2897 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดเขียนบูรพารามอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดเขียนบูรพารามตั้งอยู่ที่บ้านพราน หมู่ 4 ตำบลห้วยเหนือ อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอขุขันธ์ประมาณ 400 เมตร และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษประมาณ 49 กิโลเมตร
ถาม: วัดเขียนบูรพารามเปิดวันไหนและกี่โมง?
ตอบ: วัดเขียนบูรพารามเปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. ผู้มาเยือนสามารถเข้าสักการะหลวงพ่อโตและชมโบราณสถานภายในวัดได้ตามเวลาที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบไหว้
ถาม: วัดเขียนบูรพารามมีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดเขียนบูรพารามไม่เก็บค่าเข้าชมแบบบัตรสถานที่ท่องเที่ยว การทำบุญ ถวายดอกไม้ พวงมาลัย ปัจจัย หรือร่วมบำรุงวัดเป็นไปตามศรัทธาของผู้มาเยือน
ถาม: หลวงพ่อโตวัดเขียนบูรพารามมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: หลวงพ่อโตเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.50 เมตร สูงประมาณ 6.80 เมตร เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองขุขันธ์และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของชาวขุขันธ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี
ถาม: วัดเขียนบูรพารามเดิมชื่ออะไร?
ตอบ: เดิมเรียกว่า “วัดเขมร” ต่อมาคนทั่วไปเรียกเพี้ยนเป็น “วัดเขียน” และเมื่อใช้ชื่อทางราชการจึงเปลี่ยนเป็น “วัดเขียนบูรพาราม” เพราะวัดตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองขุขันธ์
ถาม: เจ้าอาวาสวัดเขียนบูรพารามปัจจุบันคือใคร?
ตอบ: เจ้าอาวาสปัจจุบันคือ พระครูบูรพาโพธิธรรม ซึ่งดูแลวัดร่วมกับคณะสงฆ์ ชุมชนบ้านพราน ชุมชนเมืองขุขันธ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่
ถาม: จุดเด่นที่ควรชมภายในวัดมีอะไรบ้าง?
ตอบ: จุดเด่นสำคัญ ได้แก่ หลวงพ่อโต พระอุโบสถลักษณะสิมอีสาน งานไม้แกะสลักบริเวณหน้าบันและหลังคา เจดีย์รายศิลปะล้านช้างด้านหน้าอุโบสถ และบรรยากาศวัดเก่าแก่คู่เมืองขุขันธ์
ถาม: ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าชมวัดเขียนบูรพาราม?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าพระอุโบสถ รักษาความสงบ ไม่แตะต้ององค์พระหรือโบราณสถานโดยไม่จำเป็น ไม่ปีนเจดีย์หรือฐานอาคาร และช่วยรักษาความสะอาดของพื้นที่วัด
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว




