หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษ >อ.กันทรารมย์ >ต.หนองแวง > การฟ้อนกลองตุ้ม
TL;DR: การฟ้อนกลองตุ้ม เปิดการฟ้อนกลองตุ้มจัดตามวาระประเพณีบุญบั้งไฟของชาวบ้านหนองแก้ว เวลา การฟ้อนกลองตุ้มใช้ฟ้อนประกอบประเพณีบุญบั้งไฟในตอนกลางวัน. การเดินทางสะดวก เดินทางจากตัวเมืองศรีสะเกษไปยังอำเภอกันทรารมย์ แล้วเข้าสู่พื้นที่บ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว.
การฟ้อนกลองตุ้ม

วันเปิดทำการ: การฟ้อนกลองตุ้มจัดตามวาระประเพณีบุญบั้งไฟของชาวบ้านหนองแก้ว โดยมักอยู่ในช่วงเดือน 6 ของทุกปี ไม่มีรอบเข้าชมประจำวันแบบสถานที่ท่องเที่ยวถาวร
เวลาเปิดทำการ: การฟ้อนกลองตุ้มใช้ฟ้อนประกอบประเพณีบุญบั้งไฟในตอนกลางวัน ส่วนกิจกรรมกลางคืนในงานประเพณีท้องถิ่นมีการฟ้อนงูกินเขียดตามรูปแบบชุมชน
การฟ้อนกลองตุ้ม เป็นมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวบ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ที่สืบทอดอยู่คู่กับประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสานมาอย่างยาวนาน ฟ้อนชุดนี้เป็นการฟ้อนประกอบเสียงกลองตุ้มและพางฮาดในขบวนงานบุญช่วงเดือน 6 ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกและเป็นช่วงที่ชุมชนอีสานจัดพิธีขอฝนตามคติความเชื่อเรื่องพญาแถน การฟ้อนกลองตุ้มจึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงพื้นบ้านเพื่อความสนุกสนาน แต่เป็นพิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างคนอีสานกับฟ้า ฝน ข้าว นา ชุมชน และความหวังให้ฤดูกาลเพาะปลูกดำเนินไปอย่างอุดมสมบูรณ์
บ้านหนองแก้วเป็นชุมชนที่มีภูมิหลังผูกพันกับลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำชี วิถีชีวิตของผู้คนจึงสัมพันธ์กับเกษตรกรรม การใช้น้ำ การทำบุญตามฤดูกาล และการรวมแรงของคนในหมู่บ้าน การฟ้อนกลองตุ้มเกิดขึ้นในบริบทเช่นนี้ โดยมีบทบาทเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีบุญบั้งไฟ ซึ่งเป็นงานบุญที่ชาวอีสานจัดขึ้นเพื่อบูชาพญาแถน ผู้เชื่อกันว่าสามารถบันดาลฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อเสียงกลองตุ้มดังขึ้นพร้อมจังหวะพางฮาด ขบวนฟ้อนจึงเป็นทั้งการเชื้อเชิญคนในชุมชนให้มาร่วมงาน เป็นการบอกกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการแสดงความพร้อมเพรียงของหมู่บ้านก่อนเริ่มฤดูกาลทำนา
ลักษณะเด่นของการฟ้อนกลองตุ้มคือความเรียบง่าย หนักแน่น และเป็นชุมชนสูงมาก ท่าฟ้อนไม่เน้นความอ่อนช้อยแบบนาฏศิลป์ราชสำนัก แต่เน้นการเคลื่อนไหวของแขน ลำตัว และการย่างก้าวให้สัมพันธ์กับจังหวะกลอง ผู้ฟ้อนเดินเป็นขบวนตามเสียงเครื่องดนตรี และมักฟ้อนถอยหลังในบางช่วง ทำให้เกิดภาพของความพร้อมเพรียงและความต่อเนื่องของขบวน บุคลิกของฟ้อนชุดนี้จึงงดงามจากจังหวะ ความสามัคคี สีสันเครื่องแต่งกาย และพลังของผู้คน มากกว่าความประณีตแบบการแสดงที่ถูกออกแบบบนเวที
ในอดีต ผู้ฟ้อนกลองตุ้มเป็นชายล้วน เพราะงานบุญบั้งไฟและพิธีกรรมขอฝนมีภาพของแรงกาย ความคึกคัก และความสนุกสนานของชายหนุ่มในหมู่บ้าน ต่อมาเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการฟ้อน และในยุคปัจจุบันการฟ้อนกลองตุ้มสามารถมีทั้งชายและหญิงร่วมแสดงได้ การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการปรับตัวของประเพณีที่ยังรักษาแกนเดิมไว้ แต่เปิดพื้นที่ให้คนหลายรุ่นและหลายเพศเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทำให้การฟ้อนกลองตุ้มยังคงมีชีวิตและไม่ถูกจำกัดอยู่กับรูปแบบเดิมเพียงอย่างเดียว
ช่วงเวลาสำคัญของการฟ้อนกลองตุ้มคือช่วงกลางวันของงานบุญบั้งไฟเดือน 6 ขบวนฟ้อนมักเคลื่อนไปพร้อมกลองตุ้มและพางฮาดเพื่อสร้างบรรยากาศคึกคักให้กับงาน ขณะที่ช่วงกลางคืนของงานในพื้นที่นี้มีการฟ้อนงูกินเขียด ซึ่งเป็นการฟ้อนเชิงหยอกเย้าและเกี้ยวพาราสีระหว่างชายหญิง สองกิจกรรมนี้ทำให้งานบุญบั้งไฟของชุมชนมีทั้งด้านศรัทธา ด้านความสนุกสนาน และด้านความสัมพันธ์ทางสังคม การฟ้อนกลองตุ้มจึงควรเข้าใจในฐานะส่วนหนึ่งของระบบประเพณีบุญบั้งไฟ ไม่ใช่การแสดงแยกเดี่ยวที่ตัดขาดจากพิธีกรรมชุมชน
ความเชื่อเรื่องพญาแถนเป็นหัวใจสำคัญของประเพณีบุญบั้งไฟและการฟ้อนกลองตุ้ม ชาวอีสานเชื่อว่าพญาแถนเป็นเทพหรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์บนฟ้าที่เกี่ยวข้องกับฝนและความอุดมสมบูรณ์ การจุดบั้งไฟและการฟ้อนประกอบงานบุญจึงเป็นการแสดงความเคารพ บอกกล่าว และขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝนมา ข้าวงอกงาม ชีวิตของชาวบ้านก็เดินต่อได้อย่างมั่นคง การฟ้อนกลองตุ้มจึงเป็นภาษากายที่ชุมชนใช้สื่อสารกับฟ้า เป็นการขยับร่างกายเพื่อสื่อความหวังของคนปลูกข้าว และเป็นการประกาศว่าชุมชนพร้อมร่วมแรงร่วมใจกันเข้าสู่ฤดูกาลใหม่
การฟ้อนกลองตุ้มไม่มีพิธีไหว้ครูอย่างเป็นทางการในแบบที่พบในศิลปะการแสดงบางประเภท เมื่อถึงเวลาฟ้อน ผู้ฟ้อนจะเริ่มตามจังหวะเครื่องดนตรีและแบบแผนที่ได้รับถ่ายทอดจากรุ่นก่อน การไม่มีพิธีไหว้ครูไม่ได้ลดทอนคุณค่าของฟ้อนชุดนี้ เพราะความเคารพครูและความเคารพผู้ถ่ายทอดฝังอยู่ในระบบการเรียนรู้ของชุมชนอยู่แล้ว นักฟ้อนรุ่นเก่าถ่ายทอดท่าทาง จังหวะ การแต่งกาย และความหมายของฟ้อนให้รุ่นลูกหลานผ่านการฝึกจริง การร่วมงานจริง และการทำให้เห็นในงานบุญของหมู่บ้าน
ท่าฟ้อนกลองตุ้มมีท่าหลักที่เป็นที่รู้จัก 3 ท่า โดยแต่ละท่ามีความหมายเชิงสัญลักษณ์ชัดเจน ท่าที่ 1 เป็นท่าเชื้อเชิญ ผู้ฟ้อนยกมือทั้งสองข้าง กางข้อศอกให้ตั้งฉากและขนานกัน แบมือให้หลังมือหันเข้าหาตัว แล้วแกว่งแขนขึ้นลงข้างลำตัวสลับซ้ายขวา ท่านี้สื่อถึงการเชิญชวนพี่น้องในชุมชนให้มาร่วมงานบุญ มาร่วมสนุก มาร่วมแรง และมาร่วมสืบทอดประเพณีบุญบั้งไฟด้วยกัน ความหมายของท่านี้จึงเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ว่าผู้ชม ผู้ฟ้อน คนตีกลอง หรือเจ้าภาพต่างมีบทบาทในพิธีร่วมกัน
ท่าที่ 2 เป็นท่าแสดงความสามัคคี ผู้ฟ้อนยกมือทั้งสองแบออกแล้วไขว้กันในระดับหน้าผาก งอศอกอย่างมั่นคง ท่านี้สื่อถึงความพร้อมเพรียงของชาวบ้านที่รวมตัวกันเพื่อทำงานบุญและบูชาพญาแถน บุญบั้งไฟเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือสูง ตั้งแต่การเตรียมบั้งไฟ การจัดสถานที่ การทำอาหาร การต้อนรับแขก การดูแลขบวนแห่ และการจัดการความปลอดภัย ความหมายของท่าฟ้อนจึงตรงกับชีวิตจริงของชุมชน เพราะงานบุญจะสำเร็จได้ต้องอาศัยคนจำนวนมากช่วยกันอย่างมีระเบียบ
ท่าที่ 3 เป็นท่ามุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผู้ฟ้อนยื่นแขนทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า ให้ฝ่ามือขนานกัน มีความหมายถึงการเดินไปสู่จุดมุ่งหมายร่วมกัน คือการสืบทอดประเพณีที่ถูกต้องดีงามและการรักษาความเป็นชุมชนไว้ให้มั่นคง ท่านี้สัมพันธ์กับการฟ้อนถอยหลัง ซึ่งทำให้เกิดภาพของการเคลื่อนไหวที่แปลกตาและมีเอกลักษณ์ การถอยหลังไม่ได้หมายถึงการถอยห่างจากประเพณี แต่เป็นจังหวะของขบวนฟ้อนที่แสดงความพร้อมเพรียงและการควบคุมร่างกายตามเสียงกลองอย่างมั่นคง
งานวิชาการเกี่ยวกับฟ้อนกลองตุ้มบ้านหนองแก้วอธิบายพัฒนาการของท่าฟ้อนเป็น 2 ยุค ยุคแรกประมาณ พ.ศ. 2350–2440 ท่าฟ้อนยังไม่มีแบบแผนตายตัว เป็นการเคลื่อนไหวตามจังหวะและความสนุกของชุมชน ส่วนยุคต่อมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2440 เป็นต้นมา ท่าฟ้อนเริ่มมีแบบแผนชัดเจนขึ้น โดยจัดเป็นท่าฟ้อนหลัก 3 ท่า ได้แก่ ท่าอัญเชิญ ท่าคำมั่นสัญญา และท่าเกี้ยว พัฒนาการนี้แสดงให้เห็นว่าฟ้อนกลองตุ้มไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ค่อย ๆ ผ่านการจัดระเบียบทางนาฏยลักษณ์จากการละเล่นชุมชนไปสู่มรดกการแสดงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น
เครื่องดนตรีสำคัญของการฟ้อนกลองตุ้มมี 2 ชนิด ได้แก่ กลองตุ้มและพางฮาด กลองตุ้มเป็นกลองสองหน้า ตัวกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ หน้ากลองขึงด้วยหนังวัวหรือหนังควาย ให้เสียงทุ้มหนักแน่น ไม้ตีกลองทำจากแก่นไม้แข็ง ไม่มีการหุ้มหัวไม้ตี เสียงที่เกิดขึ้นจึงมีความดิบ ตรง และทรงพลัง ส่วนพางฮาดมีลักษณะคล้ายฆ้องแต่ไม่มีตุ้ม ใช้ตีแทรกกับเสียงกลองเพื่อสร้างจังหวะและส่งสัญญาณให้ผู้ฟ้อนเปลี่ยนท่า เสียงกลองตุ้มกับพางฮาดจึงเป็นหัวใจของฟ้อนชุดนี้
ลักษณะการใช้เครื่องดนตรีในการฟ้อนมีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยจะเอากลองตุ้มและพางฮาดหามไว้บนราวเดียวกัน มีคนหาม 2 คนหันหน้าเข้าหากัน คนหนึ่งตีกลอง อีกคนตีพางฮาด คนหามกลองและพางฮาดเป็นผู้นำขบวนฟ้อนและเดินนำจังหวะไปพร้อมกัน เสียงจังหวะหลักที่จำได้ง่ายคือ “ตุ้ม-แปะ-ตุ้ม” เมื่อถึงช่วงเปลี่ยนท่าฟ้อน ผู้ตีพางฮาดจะเป็นผู้ให้สัญญาณ ทำให้ผู้ฟ้อนทั้งขบวนเปลี่ยนท่าพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ ระบบนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับการเคลื่อนไหวอย่างแนบแน่น
ความงามของการฟ้อนกลองตุ้มไม่ได้อยู่ที่ท่ารำอ่อนช้อย แต่เกิดจากความพร้อมเพรียงของร่างกาย เสียงกลอง จังหวะก้าว และสีสันของเครื่องแต่งกาย ผู้ฟ้อนเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าที่เรียบง่ายแต่หนักแน่น เมื่อคนจำนวนมากฟ้อนไปในจังหวะเดียวกัน จะเกิดพลังของขบวนที่ชัดเจน ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ทันทีว่านี่คือการฟ้อนของชุมชน ไม่ใช่การแสดงของนักแสดงเดี่ยว ความงามของฟ้อนกลองตุ้มจึงเป็นความงามจากหมู่คณะและความร่วมแรงร่วมใจ
เครื่องแต่งกายของผู้ฟ้อนกลองตุ้มมีความโดดเด่นและเต็มไปด้วยความหมาย ผู้ฟ้อนนิยมสวมเสื้อสีขาวหรือตามสีที่ชุมชนกำหนดเพื่อความสวยงาม นุ่งโสร่งไหมสีสด มีผ้าสไบทอลายขิดพาดลำตัว มีผ้าโพกหัวลายขิด ใส่กระจอนหูหรือเครื่องประดับหูแบบโบราณ คล้องคอด้วยตุ้มเปหรือตุ้มเข็มแขน และสะพายเครื่องประดับไขว้กันคล้ายสายสังวาลย์ เครื่องแต่งกายเหล่านี้ช่วยเพิ่มสีสันให้ขบวนฟ้อนและทำให้ผู้ฟ้อนดูสง่างามท่ามกลางงานบุญกลางแจ้ง
ผ้าขิดมีบทบาทสำคัญในเครื่องแต่งกายฟ้อนกลองตุ้ม เพราะใช้ทั้งโพกศีรษะ พาดเป็นสไบ สะพายไขว้ และคาดเอว ผ้าขิดเป็นผ้าทอที่สะท้อนฝีมือและรสนิยมของชุมชน ลวดลายของผ้าช่วยสร้างความงามให้กับขบวนฟ้อนและเชื่อมการแสดงเข้ากับภูมิปัญญาการทอผ้าของท้องถิ่น การใช้ผ้าขิดหลายผืนในชุดเดียวทำให้การแต่งกายมีมิติและเคลื่อนไหวสวยงามเมื่อผู้ฟ้อนเดินตามจังหวะกลอง
เครื่องประดับอย่างตุ้มเป ตุ้มเข็มแขน กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า และกระจอนหู ช่วยเสริมบุคลิกของผู้ฟ้อนให้ดูมีพลังและสง่างาม ตรงชายตุ้มเปมีการทำเป็นรูปดาวหรือเครื่องเงินห้อยทับผ้าสไบ ทำให้เกิดประกายเมื่อผู้ฟ้อนเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังมีแว่นหรือกระจกเงาเล็ก ๆ แขวนคอ เพื่อใช้ส่องเวลาแต่งหน้าและเพื่อให้เกิดแสงวูบวาบสะท้อนในขณะฟ้อน ความเชื่อท้องถิ่นอธิบายว่าแสงสะท้อนนี้เสมือนการให้เทวดาฟ้าดินเห็นความทุกข์ยากของมนุษย์และรับรู้คำขอฝนของชุมชน
อีกองค์ประกอบที่โดดเด่นคือ “ซวยมือ” หรือเล็บมือยาวที่ผู้ฟ้อนสวมทั้ง 5 นิ้ว ทำจากไม้ไผ่สานต่อให้ดูนิ้วยาว ปลายไม้ใช้ผ้าฝ้ายมัดเป็นสีขาว เมื่อผู้ฟ้อนยกมือ แกว่งแขน หรือกรีดมือไปตามจังหวะ ซวยมือจะช่วยขยายเส้นสายของการเคลื่อนไหวให้เห็นชัดขึ้น แม้ท่าฟ้อนจะไม่อ่อนช้อยแบบฟ้อนเล็บภาคเหนือ แต่ซวยมือทำให้การเคลื่อนไหวของมือและแขนมีความยาว สง่า และเกิดภาพสวยงามในขบวนบุญบั้งไฟ
การฟ้อนกลองตุ้มเป็นการถ่ายทอดแบบครูชาวบ้าน นักฟ้อนรุ่นก่อนเป็นผู้สอนนักฟ้อนรุ่นหลังผ่านการฝึกซ้อมและการเข้าร่วมงานจริง เด็กและเยาวชนในหมู่บ้านเรียนรู้จากการมองเห็นผู้ใหญ่แต่งกาย ฟังจังหวะกลอง ติดตามขบวน และทดลองฟ้อนตาม เมื่อเติบโตขึ้นก็สามารถเข้ามาเป็นผู้ฟ้อน คนตีกลอง ผู้ดูแลเครื่องแต่งกาย หรือผู้ช่วยจัดงานได้ การถ่ายทอดเช่นนี้ทำให้ฟ้อนกลองตุ้มยังคงอยู่ในชีวิตชุมชน ไม่ใช่ความรู้ที่ถูกเก็บไว้เฉพาะในเอกสารหรือเวทีการแสดง
ในมิติทางสังคม การฟ้อนกลองตุ้มช่วยสร้างความสามัคคีของชาวบ้านอย่างชัดเจน ก่อนถึงงานบุญบั้งไฟ ชุมชนต้องเตรียมทั้งเครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย ขบวนฟ้อน การซ้อมท่า การจัดสถานที่ และการต้อนรับแขก การฝึกฟ้อนเป็นโอกาสให้คนต่างวัยมาพบกัน ผู้สูงอายุถ่ายทอดความรู้ คนวัยทำงานช่วยจัดการ เด็กและเยาวชนเข้ามาเรียนรู้และแสดงออกอย่างภาคภูมิใจ ฟ้อนกลองตุ้มจึงเป็นกลไกที่ทำให้ชุมชนรวมตัวและสืบทอดความเป็นหนองแก้วจากรุ่นสู่รุ่น
การที่เด็กและเยาวชนได้ร่วมฟ้อนกลองตุ้มเป็นกุศโลบายสำคัญในการรักษาวัฒนธรรม เพราะการเรียนรู้ประเพณีไม่ได้เกิดจากการฟังคำสอนเท่านั้น แต่เกิดจากความสนุก ความภาคภูมิใจ และการมีบทบาทจริงในงานของหมู่บ้าน เมื่อเด็กได้แต่งชุด ได้ฟ้อนในขบวน ได้ยินเสียงกลอง ได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ และเห็นคนทั้งชุมชนร่วมงาน เขาจะรู้สึกว่าประเพณีนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตนเอง การสืบทอดจึงเกิดจากประสบการณ์ตรงมากกว่าการบังคับ
การฟ้อนกลองตุ้มยังเป็นอัตลักษณ์ที่ช่วยให้ตำบลหนองแก้วและอำเภอกันทรารมย์มีความโดดเด่นในเชิงวัฒนธรรม ท้องถิ่นไม่ได้มีเพียงพื้นที่เกษตรกรรม แม่น้ำมูล หรือแหล่งน้ำเท่านั้น แต่ยังมีมรดกการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชน คำขวัญท้องถิ่นที่กล่าวถึง “ประเพณีกลองตุ้ม” แสดงให้เห็นว่าฟ้อนชุดนี้ถูกยอมรับเป็นภาพแทนสำคัญของพื้นที่ เมื่อมีผู้มาเยือนอำเภอกันทรารมย์ การรู้จักฟ้อนกลองตุ้มจึงช่วยให้เข้าใจชุมชนหนองแก้วลึกกว่าการมองเพียงภูมิประเทศหรือแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป
ในเชิงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การฟ้อนกลองตุ้มควรถูกนำเสนอพร้อมบริบทของบุญบั้งไฟ ไม่ควรนำไปแสดงโดยตัดความหมายทางพิธีกรรมออกทั้งหมด ผู้ชมควรเข้าใจว่าฟ้อนชุดนี้เกิดจากความเชื่อเรื่องพญาแถนและฝน เกิดจากวิถีเกษตรกรรม และเกิดจากชุมชนที่ทำงานร่วมกัน การชมฟ้อนกลองตุ้มจึงไม่ใช่เพียงการดูท่ารำหรือชุดสวย แต่เป็นการเรียนรู้ว่าชาวอีสานใช้ดนตรี การฟ้อน และงานบุญเป็นภาษาในการพูดคุยกับฟ้าและผืนดินอย่างไร
สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปเรียนรู้ฟ้อนกลองตุ้ม ควรใช้บ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นจุดตั้งต้น และติดต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้วหรือชุมชนก่อนเดินทาง เพราะฟ้อนกลองตุ้มไม่ได้มีรอบแสดงทุกวัน การชมที่ถูกต้องควรตรงกับวาระงานบุญบั้งไฟ งานประเพณี หรือกิจกรรมวัฒนธรรมที่ชุมชนเปิดให้เข้าร่วม การติดต่อก่อนช่วยให้ผู้มาเยือนได้ข้อมูลวันจัดงาน กติกาการเข้าชม จุดจอดรถ และข้อปฏิบัติในพื้นที่อย่างเหมาะสม
การเดินทาง ไปยังพื้นที่ตำบลหนองแก้วทำได้โดยใช้เส้นทางจากตัวเมืองศรีสะเกษมุ่งหน้าอำเภอกันทรารมย์ แล้วเข้าสู่พื้นที่บ้านหนองแก้วตามถนนท้องถิ่น หากเดินทางด้วยรถไฟสามารถลงที่สถานีกันทรารมย์แล้วต่อรถท้องถิ่นเข้าสู่ตำบลหนองแก้วได้ การจัดทริปควรเผื่อเวลาเยี่ยมชมแหล่งวัฒนธรรมและธรรมชาติใกล้เคียง เช่น เขื่อนหัวนา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดจำปา เส้นทางลุ่มน้ำมูล และจุดเรียนรู้ประเพณีเรือยาวของตำบลหนองแก้ว
มารยาทในการชมฟ้อนกลองตุ้มควรยึดความเคารพต่อชุมชนเจ้าของวัฒนธรรม ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ไม่เดินตัดขบวนฟ้อน ไม่เข้าไปแตะต้องเครื่องดนตรีหรือเครื่องแต่งกายโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่รบกวนผู้ฟ้อนระหว่างประกอบพิธี ไม่ใช้โดรนหรืออุปกรณ์บันทึกภาพในจุดที่กระทบความปลอดภัย และควรขออนุญาตก่อนถ่ายภาพบุคคล โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่กำลังแต่งกายอยู่ในพื้นที่เตรียมขบวน
ปัจจุบันการฟ้อนกลองตุ้มยังมีสถานะเป็นมรดกวัฒนธรรมที่มีชีวิตของชุมชนหนองแก้ว แม้รูปแบบบางอย่างจะปรับตามยุคสมัย เช่น ผู้ฟ้อนมีทั้งชายและหญิง การแต่งกายมีการจัดให้เหมาะกับการแสดงสาธารณะ หรือมีการนำไปสาธิตในงานวัฒนธรรม แต่แกนสำคัญยังอยู่ที่การฟ้อนประกอบบุญบั้งไฟ การบูชาพญาแถน จังหวะกลองตุ้ม พางฮาด ท่าฟ้อนหลัก และความสามัคคีของคนในชุมชน การรักษาแกนเหล่านี้คือหัวใจของการสืบสานฟ้อนกลองตุ้มให้ไม่สูญเสียความหมายดั้งเดิม
การฟ้อนกลองตุ้มจึงเป็นมากกว่าศิลปะการแสดงพื้นบ้าน เพราะเป็นคลังความทรงจำของบ้านหนองแก้ว เป็นบทเรียนเรื่องความร่วมมือของชาวอีสาน เป็นภาพสะท้อนความเชื่อเรื่องฝนและพญาแถน และเป็นเครื่องมือเชื่อมคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ให้รู้สึกเป็นเจ้าของวัฒนธรรมเดียวกัน เสียง “ตุ้ม-แปะ-ตุ้ม” ของกลองและพางฮาดจึงไม่ได้เป็นเพียงจังหวะดนตรี แต่เป็นเสียงของชุมชนที่บอกเล่าว่า ประเพณียังดำรงอยู่ ผู้คนยังร่วมแรง และความศรัทธาต่อฟ้า ฝน ข้าว และบ้านเกิดยังคงมีพลังในชีวิตของชาวอีสานจนถึงปัจจุบัน
| ชื่อประเพณี | การฟ้อนกลองตุ้ม |
| ชื่อเรียกอื่น | ฟ้อนกลองตุ้มบ้านหนองแก้ว, ฟ้อนกองตุ้ม, ฟ้อนประกอบประเพณีบุญบั้งไฟ, Fon Klong Tum |
| พื้นที่วัฒนธรรม | บ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ |
| ที่อยู่ติดต่อชุมชน / หน่วยงานท้องถิ่น | องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว หมู่ 1 บ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ 33130 |
| ประเภทวัฒนธรรม | มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแบบจับต้องไม่ได้ หมวดศิลปะการแสดงพื้นบ้าน พิธีกรรม งานบุญ ประเพณีบุญบั้งไฟ ดนตรีพื้นบ้าน และวิถีชุมชนเกษตรกรรมอีสาน |
| ความหมายสำคัญ | การฟ้อนประกอบประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถน ขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล สร้างความสนุกสนานในงานบุญ และแสดงความสามัคคีพร้อมเพรียงของชาวบ้านหนองแก้ว |
| ช่วงเวลาจัด | ประมาณเดือน 6 ของทุกปี ในช่วงประเพณีบุญบั้งไฟของชุมชน |
| เวลาการแสดง | ฟ้อนกลองตุ้มใช้ฟ้อนในตอนกลางวันของงานบุญบั้งไฟ ส่วนช่วงกลางคืนมีการฟ้อนงูกินเขียดตามธรรมเนียมท้องถิ่น |
| สถานะปัจจุบัน | ยังเป็นวัฒนธรรมการละเล่นและการฟ้อนท้องถิ่นที่ชุมชนหนองแก้วสืบทอดจากอดีตถึงปัจจุบัน โดยใช้ในงานบุญบั้งไฟและกิจกรรมวัฒนธรรมของท้องถิ่น |
| วันเปิดทำการ | ไม่มีวันเปิดทำการประจำแบบสถานที่ท่องเที่ยวถาวร การเข้าชมขึ้นอยู่กับวาระงานบุญบั้งไฟหรือกิจกรรมวัฒนธรรมที่ชุมชนกำหนด |
| เวลาเปิดทำการ | กำหนดตามกำหนดการของงานบุญบั้งไฟหรือกิจกรรมชุมชนในแต่ละปี |
| ค่าเข้าชม | ไม่มีค่าเข้าชมแบบสถานที่ท่องเที่ยวถาวร การเข้าร่วมงานเป็นไปตามรูปแบบงานบุญและข้อกำหนดของชุมชนเจ้าภาพ |
| ท่าฟ้อนสำคัญ | 1. ท่าอัญเชิญหรือท่าเชื้อเชิญพี่น้องมาร่วมงาน 2. ท่าคำมั่นสัญญาหรือท่าแสดงความสามัคคีพร้อมเพรียง 3. ท่าเกี้ยวหรือท่ามุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันในการสืบทอดประเพณีที่ดีงาม |
| เครื่องดนตรี | กลองตุ้ม และพางฮาด โดยกลองตุ้มเป็นกลองสองหน้าทำจากไม้เนื้อแข็ง หน้ากลองขึงหนังวัวหรือหนังควาย ส่วนพางฮาดมีลักษณะคล้ายฆ้องแต่ไม่มีตุ้ม ใช้ตีแทรกและให้สัญญาณเปลี่ยนท่าฟ้อน |
| จังหวะเด่น | จังหวะ “ตุ้ม-แปะ-ตุ้ม” จากเสียงกลองตุ้มและพางฮาด เป็นจังหวะนำขบวนและกำกับการเคลื่อนไหวของผู้ฟ้อน |
| การแต่งกาย | เสื้อสีขาวหรือสีที่ชุมชนกำหนด นุ่งโสร่งไหมสีสวย ผ้าสไบทอลายขิด ผ้าโพกหัวลายขิด ผ้าขิดคาดเอว กระจอนหู ตุ้มเปหรือตุ้มเข็มแขน กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า แว่นหรือกระจกเงาเล็ก และซวยมือหรือเล็บมือยาวจากไม้ไผ่สาน |
| ผู้ฟ้อน | อดีตใช้ผู้ฟ้อนชายล้วน ต่อมามีผู้หญิงเข้ามาร่วมฟ้อน และปัจจุบันสามารถมีทั้งชายและหญิงร่วมแสดงตามบริบทของชุมชนและกิจกรรมวัฒนธรรม |
| ผู้ดูแล / ผู้สืบทอด | ชาวบ้านหนองแก้ว นักฟ้อนรุ่นเก่า ผู้สูงอายุในชุมชน กลุ่มเยาวชน ผู้ดูแลเครื่องดนตรี ผู้จัดงานบุญบั้งไฟ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว และชุมชนผู้สืบทอดประเพณีกลองตุ้ม |
| เบอร์ติดต่อพื้นที่ | องค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้ว โทร. 045-826167-8 สำนักปลัด โทร. 045-826168 กองคลัง โทร. 045-826167 |
| โซน / ส่วนสำคัญในกิจกรรม | 1. โซนขบวนฟ้อนกลองตุ้ม 2. โซนกลองตุ้มและพางฮาด 3. โซนผู้หามกลองและพางฮาด 4. โซนผู้ฟ้อนชายหญิง 5. โซนแต่งกายและสวมซวยมือ 6. โซนขบวนบุญบั้งไฟ 7. โซนพิธีบูชาพญาแถน 8. โซนฟ้อนงูกินเขียดช่วงกลางคืน 9. โซนอาหาร งานบุญ และต้อนรับแขก 10. โซนถ่ายทอดภูมิปัญญาให้เด็กและเยาวชน |
| ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ชม | แต่งกายสุภาพ ไม่เดินตัดขบวนฟ้อน ไม่รบกวนผู้ฟ้อน ไม่แตะต้องกลอง พางฮาด เครื่องแต่งกาย หรือซวยมือโดยไม่ได้รับอนุญาต ขออนุญาตก่อนถ่ายภาพบุคคล และปฏิบัติตามคำแนะนำของชุมชนเจ้าภาพ |
| การเดินทาง | เดินทางจากตัวเมืองศรีสะเกษไปยังอำเภอกันทรารมย์ แล้วเข้าสู่พื้นที่บ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว สามารถใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือเดินทางด้วยรถไฟไปลงสถานีกันทรารมย์แล้วต่อรถท้องถิ่นเข้าสู่ชุมชน |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ชุมชนบ้านหนองแก้ว / แหล่งประเพณีกลองตุ้ม ประมาณ 0 กม. 2. เขื่อนหัวนา บ้านกอก ตำบลหนองแก้ว ประมาณ 9 กม. 3. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดจำปา บ้านหัวนา ประมาณ 10 กม. 4. จุดเรียนรู้ประเพณีแข่งเรือยาวบ้านกอก–บ้านหัวนา ประมาณ 10 กม. 5. สถานีกันทรารมย์ ประมาณ 14 กม. 6. ตัวเมืองกันทรารมย์ ประมาณ 15 กม. 7. ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 40 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. Slow Life Cafe & Bistro ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ ประมาณ 15 กม. โทร. 064-086-5529 2. Jungle Cafe สาขากันทรารมย์ ตำบลดูน อำเภอกันทรารมย์ ประมาณ 15 กม. โทร. 085-055-0445 3. ห้องอาหารหลบมุม กันทรารมย์ ประมาณ 16 กม. โทร. 086-582-7332 4. The Wine Room Cafe เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 40 กม. โทร. 082-678-7468 5. The Cup Cafe เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 41 กม. โทร. 095-742-6323 6. Jiree Cafe เมืองศรีสะเกษ ประมาณ 41 กม. โทร. 080-799-1890 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. B2 Sisaket Boutique & Budget Hotel ประมาณ 40 กม. โทร. 052-009-161, 088-263-2897 2. บุญศิริบูติกโฮเทล ประมาณ 41 กม. โทร. 045-622-222, 045-622-555 3. โรงแรมพรหมพิมาน ประมาณ 41 กม. โทร. 045-612-667, 045-612-696, 045-612-150 4. The Impress Sisaket ประมาณ 42 กม. โทร. 045-961-566 5. โรงแรมบ้านต้นไม้ ศรีสะเกษ ประมาณ 44 กม. โทร. 045-611-563, 080-477-7854 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: การฟ้อนกลองตุ้มคืออะไร?
ตอบ: การฟ้อนกลองตุ้มเป็นการฟ้อนพื้นบ้านของชาวบ้านหนองแก้ว ตำบลหนองแก้ว อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ใช้ฟ้อนประกอบประเพณีบุญบั้งไฟเพื่อบูชาพญาแถนและขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล
ถาม: การฟ้อนกลองตุ้มจัดช่วงใด?
ตอบ: การฟ้อนกลองตุ้มมักจัดในช่วงเดือน 6 ของทุกปี ระหว่างประเพณีบุญบั้งไฟ โดยใช้ฟ้อนในตอนกลางวันของงาน ส่วนช่วงกลางคืนมีการฟ้อนงูกินเขียดตามธรรมเนียมท้องถิ่น
ถาม: การฟ้อนกลองตุ้มมีท่าฟ้อนกี่ท่า?
ตอบ: ท่าฟ้อนหลักมี 3 ท่า ได้แก่ ท่าอัญเชิญหรือเชื้อเชิญคนมาร่วมงาน ท่าคำมั่นสัญญาหรือท่าแสดงความสามัคคี และท่าเกี้ยวหรือท่าที่สื่อถึงการมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันในการสืบทอดประเพณี
ถาม: เครื่องดนตรีที่ใช้ในการฟ้อนกลองตุ้มมีอะไรบ้าง?
ตอบ: เครื่องดนตรีสำคัญคือกลองตุ้มและพางฮาด กลองตุ้มเป็นกลองสองหน้าที่ให้เสียงทุ้ม ส่วนพางฮาดมีลักษณะคล้ายฆ้องไม่มีตุ้ม ใช้ตีแทรกกับเสียงกลองและให้สัญญาณเปลี่ยนท่าฟ้อน
ถาม: ผู้ฟ้อนกลองตุ้มแต่งกายอย่างไร?
ตอบ: ผู้ฟ้อนนิยมสวมเสื้อสีขาวหรือตามสีที่ชุมชนกำหนด นุ่งโสร่งไหม มีผ้าสไบทอลายขิด ผ้าโพกหัวลายขิด ตุ้มเปหรือเครื่องประดับแบบโบราณ กำไลข้อมือข้อเท้า แว่นกระจกเล็ก และซวยมือหรือเล็บมือยาวจากไม้ไผ่สาน
ถาม: การฟ้อนกลองตุ้มมีค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่มีค่าเข้าชมแบบสถานที่ท่องเที่ยวถาวร เพราะเป็นประเพณีของชุมชน การเข้าชมขึ้นอยู่กับกำหนดงานบุญบั้งไฟหรือกิจกรรมวัฒนธรรมที่ชุมชนจัดในแต่ละปี
ถาม: ต้องติดต่อที่ใดก่อนเดินทางไปชมฟ้อนกลองตุ้ม?
ตอบ: ควรติดต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหนองแก้วหรือชุมชนบ้านหนองแก้วก่อนเดินทาง เพื่อสอบถามกำหนดงานบุญบั้งไฟ กติกาการเข้าชม จุดจอดรถ และข้อปฏิบัติในพื้นที่
ถาม: การฟ้อนกลองตุ้มมีคุณค่าต่อชุมชนอย่างไร?
ตอบ: การฟ้อนกลองตุ้มช่วยรักษาความเชื่อเรื่องพญาแถนและประเพณีบุญบั้งไฟ สร้างความสามัคคีของชาวบ้าน เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเรียนรู้วัฒนธรรม และทำให้บ้านหนองแก้วมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น
หมวดหมู่: ●ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
กลุ่ม: ●ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 2 สัปดาห์ที่แล้ว




