หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด >อ.เมืองสรวง >ต.หนองผือ > วัดบ้านเหล่าฮก (วัดโพธิ์เจติยาราม)
TL;DR: วัดบ้านเหล่าฮก (วัดโพธิ์เจติยาราม) อยู่ที่บ้านเหล่าฮก ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
วัดบ้านเหล่าฮก (วัดโพธิ์เจติยาราม)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
วัดบ้านเหล่าฮก หรือวัดโพธิ์เจติยาราม จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชนบ้านเหล่าฮก ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง มีคุณค่าทั้งในฐานะศาสนสถานที่ยังเปิดใช้งาน แหล่งศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสาน และพื้นที่เก็บรักษาความทรงจำของชุมชนซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จุดเด่นสำคัญภายในวัดคือสิมหรืออุโบสถหลังเก่าที่ก่อด้วยอิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีมุขยื่นออกจากตัวอาคาร และตั้งอยู่เคียงกับพระธาตุทรงสี่เหลี่ยมซึ่งตกแต่งด้วยงานปูนปั้นจำนวนมาก ภายหลังชาวบ้านได้สร้างอุโบสถหลังใหม่สำหรับรองรับกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา แต่ยังคงรักษาสิมหลังเดิมไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสำหรับให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้
วัดแห่งนี้มีชื่อเรียกหลายรูปแบบ ทั้งวัดบ้านเหล่าฮก วัดเหล่าฮก วัดโพธิ์เจติยาราม และพระธาตุเหล่าฮก ชื่อวัดเหล่าฮกมาจากชื่อชุมชนบ้านเหล่าฮก ส่วนชื่อโพธิ์เจติยารามเชื่อมโยงกับความหมายของพระอารามที่มีพระเจดีย์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ชื่อพระธาตุเหล่าฮกปรากฏอยู่ในทะเบียนประวัติวัดและสะท้อนว่าสถานที่แห่งนี้มีพระธาตุเป็นศูนย์กลางศรัทธามาเป็นเวลานาน แม้ชื่อที่ใช้ในเอกสาร แผนที่ และคำเรียกของชาวบ้านอาจแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดหมายถึงวัดเดียวกันซึ่งตั้งอยู่ในบ้านเหล่าฮก หมู่ที่ 4 ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด
วัดเหล่าฮกยังเปิดใช้งานและมีพระสงฆ์จำพรรษา มีการประกอบพิธีกรรมตามปฏิทินพระพุทธศาสนา รวมถึงการทอดกฐิน งานบุญของชุมชน การบำเพ็ญกุศล และการศึกษาพระธรรม ผู้มาเยือนสามารถเข้าทำบุญ สักการะพระพุทธรูป ชมสิมเก่า พระธาตุ และอาคารศาสนสถานภายในวัดได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม การเข้าภายในสิมเก่าต้องประสานพระสงฆ์หรือผู้ดูแลวัดก่อน เนื่องจากอาคารเป็นโบราณสถานที่ต้องควบคุมการเปิดปิดและรักษาความปลอดภัยของพระพุทธรูปกับองค์ประกอบดั้งเดิมภายใน
ทะเบียนประวัติวัดระบุว่าวัดเหล่าฮกตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 โดยชาวบ้านร่วมกันสร้างวัดและเรียกชื่อเดิมว่า “พระธาตุเหล่าฮก” ต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2376 โดยกำหนดเขตวิสุงคามสีมากว้าง 4 เมตร ยาว 12 เมตร ช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นช่วงที่ชุมชนไท-ลาวในภาคอีสานมีการสร้างวัด สิม พระธาตุ และศาสนสถานประจำหมู่บ้านอย่างต่อเนื่อง วัดทำหน้าที่ทั้งเป็นพื้นที่ประกอบสังฆกรรม ศูนย์รวมความศรัทธา สถานที่ศึกษา และพื้นที่ประชุมของชุมชน
ข้อมูลเผยแพร่เกี่ยวกับสถานที่มักระบุว่าสิมหลังเก่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2375 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2376 อย่างไรก็ตาม รายงานการดำเนินงานทางโบราณคดีไม่ได้พบจารึกที่กำหนดปีสร้างสิมโดยตรง จึงใช้หลักฐานจากรูปแบบสถาปัตยกรรม วัสดุ เทคนิคการก่อสร้าง และประวัติวัดประกอบการกำหนดอายุ สิมที่เห็นในปัจจุบันมีลักษณะศิลปกรรมอีสานซึ่งได้รับอิทธิพลจากช่างพื้นถิ่นและช่างญวนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 24–25 ส่วนปี พ.ศ. 2464 ที่ปรากฏในเรื่องเล่าท้องถิ่นสัมพันธ์โดยตรงกับการเริ่มสร้างพระธาตุ ซึ่งสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2470 ตามข้อความในจารึกหินทราย
การแยกช่วงเวลาของวัด สิม และพระธาตุออกจากกันทำให้เห็นพัฒนาการของพื้นที่ได้ชัดเจน วัดเริ่มก่อตั้งใน พ.ศ. 2356 และมีเขตวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2376 สิมเก่าจึงสัมพันธ์กับการตั้งมั่นของชุมชนและการประกอบสังฆกรรมในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ขณะที่พระธาตุเป็นงานก่อสร้างสำคัญในช่วง พ.ศ. 2464–2470 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังเกือบหนึ่งศตวรรษ อาคารแต่ละหลังจึงไม่ได้สร้างพร้อมกัน แต่เกิดจากแรงศรัทธาของชุมชนหลายรุ่นที่ค่อย ๆ เติมองค์ประกอบทางศาสนาให้วัดสมบูรณ์ขึ้น
ชื่อบ้านเหล่าฮกสะท้อนลักษณะการตั้งถิ่นฐานในภูมิประเทศอีสาน คำว่า “เหล่า” มักใช้เรียกพื้นที่ป่าเก่า ป่าละเมาะ หรือบริเวณที่ถูกแผ้วถางเพื่อสร้างชุมชนและพื้นที่เกษตร ส่วนคำว่า “ฮก” ปรากฏในภาษาถิ่นและชื่อบ้านหลายแห่งในลุ่มน้ำชี การตั้งชื่อวัดตามชื่อชุมชนแสดงถึงความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างวัดกับหมู่บ้าน ชาวบ้านเป็นผู้ร่วมสร้าง ดูแล ซ่อมแซม และใช้วัดในกิจกรรมต่าง ๆ วัดจึงไม่ได้เป็นเพียงทรัพย์สินของคณะสงฆ์ แต่เป็นพื้นที่สาธารณะทางจิตใจที่บันทึกประวัติของคนบ้านเหล่าฮกไว้ด้วย
อำเภอเมืองสรวงตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตัวเมืองร้อยเอ็ดและมีประวัติสัมพันธ์กับหัวเมืองในลุ่มน้ำชี พื้นที่มีทั้งชุมชนเก่า คูน้ำ เนินดิน โบราณสถาน และวัดที่รักษาศิลปกรรมพื้นบ้านไว้หลายแห่ง เมืองสรวงเคยเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายชุมชนที่ติดต่อกับสุวรรณภูมิ จตุรพักตรพิมาน เกษตรวิสัย และพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ การเดินทางของพระสงฆ์ ช่างฝีมือ พ่อค้า และผู้คนระหว่างชุมชนทำให้รูปแบบศิลปกรรมจากหลายวัฒนธรรมเข้ามาผสมกัน สิมวัดเหล่าฮกจึงมีทั้งพื้นฐานงานช่างอีสานและองค์ประกอบที่สัมพันธ์กับฝีมือช่างญวนซึ่งเดินทางมารับงานก่อสร้างวัดในภาคอีสาน
คำว่า “สิม” เป็นคำเรียกอุโบสถในวัฒนธรรมอีสานและลาว มีรากมาจากคำว่า “สีมา” ซึ่งหมายถึงเขตสำหรับประกอบสังฆกรรมของพระสงฆ์ สิมในชุมชนชนบทมักมีขนาดเล็กกว่าอุโบสถของวัดหลวง เพราะสร้างขึ้นเพื่อรองรับพระสงฆ์และประชาชนจำนวนไม่มาก วัสดุหลักได้แก่ อิฐ ปูน ไม้ และวัสดุมุงหลังคาที่หาได้ในท้องถิ่น แม้มีขนาดกะทัดรัด แต่สิมมักได้รับการตกแต่งบริเวณหน้าบัน มุข เสา คันทวย และชั้นฐานอย่างประณีต เนื่องจากเป็นอาคารที่มีสถานะศักดิ์สิทธิ์สูงสุดแห่งหนึ่งภายในวัด
สิมวัดเหล่าฮกเป็นสิมทึบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูน และหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แตกต่างจากวัดจำนวนมากที่นิยมวางทางเข้าหลักไว้ทางทิศตะวันออก การหันหน้าไปทางทิศตะวันตกทำให้แนวทางเข้าสิมสัมพันธ์กับการวางผังพระธาตุและอาคารที่สร้างขึ้นในแต่ละยุค เมื่อยืนทางด้านหน้าจะมองเห็นมุขที่ยื่นออกจากผนังเรือนธาตุอย่างชัดเจน มุขทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างลานภายนอกกับห้องศักดิ์สิทธิ์ด้านใน พร้อมช่วยบังแดดและฝนไม่ให้กระทบประตูไม้โดยตรง
ตัวสิมมีความกว้างประมาณ 3.90 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร และสูงประมาณ 6.28 เมตร แบ่งพื้นที่ตามแนวยาวออกเป็น 3 ช่วงเสา สัดส่วนที่แคบและยาวเหมาะกับการจัดวางพระประธานที่ปลายอาคารและให้พระสงฆ์นั่งประกอบพิธีตามแนวแกนกลาง ขนาดของอาคารสะท้อนจำนวนพระสงฆ์และขนาดชุมชนในอดีต ไม่ได้สร้างเพื่อรองรับคนจำนวนมากเหมือนอุโบสถสมัยใหม่ แต่เน้นพื้นที่สำหรับสังฆกรรมอย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยและบรรยากาศภายในที่สงบเป็นส่วนตัว
ฐานสิมเป็นฐานปัทม์หรือฐานบัวซึ่งมีส่วนเว้าและส่วนโป่งซ้อนกัน ช่วยยกตัวอาคารให้สูงจากพื้นดิน ลดความชื้นและป้องกันน้ำฝนกระเด็นเข้าสู่ผนัง ฐานลักษณะนี้ยังทำให้สิมดูสง่างามแม้มีขนาดเล็ก เส้นฐานแนวนอนช่วยถ่วงสมดุลกับหลังคาที่ลาดขึ้นด้านบน ขณะที่การวางชั้นบัวและท้องไม้สร้างจังหวะของแสงเงารอบอาคาร เทคนิคดังกล่าวพบในศาสนสถานพื้นถิ่นอีสานหลายแห่งและแสดงความเข้าใจของช่างเกี่ยวกับทั้งโครงสร้าง สภาพภูมิอากาศ และความงามทางสถาปัตยกรรม
บริเวณด้านหน้ามีมุขยื่นออกมาประมาณ 3.30 เมตร ทำให้ส่วนหน้าของสิมมีพื้นที่ใช้งานมากกว่าตัวห้องภายใน เสามุขรับน้ำหนักโครงสร้างหลังคาและมีงานปูนปั้นรูปกลีบบัวประดับบริเวณโคนเสากับหัวเสา ราวเตี้ยที่ก่อรอบพื้นที่มุขช่วยกำหนดขอบเขตและป้องกันการตกจากฐานสูง มุขเป็นจุดที่พระสงฆ์และชาวบ้านใช้หยุดพักก่อนเข้าสู่อาคาร ถอดรองเท้า เตรียมเครื่องสักการะ หรือรอระหว่างพิธี จึงมีความสำคัญทั้งด้านการใช้สอยและการสร้างลำดับการเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
สิมมีบันไดทางขึ้นอยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ของมุข การวางบันไดไว้สองด้านช่วยให้ส่วนหน้าของอาคารดูสมมาตรและเปิดพื้นที่กึ่งกลางไว้เป็นแนวตรงสู่ประตูหลัก ผู้ขึ้นสิมจึงเดินเลี้ยวเข้าสู่มุขก่อนหันเข้าหาประตู รูปแบบการเดินเช่นนี้ทำให้การเข้าสู่อาคารไม่รวดเร็วหรือตรงเกินไป แต่สร้างจังหวะให้ผู้ใช้ปรับกิริยาและเตรียมความสำรวมก่อนเข้าสู่เขตประกอบสังฆกรรม บันไดกับฐานสูงยังช่วยเน้นความแตกต่างระหว่างพื้นที่ลานวัดกับพื้นที่ภายในสิม
ประตูหลักอยู่ตรงกลางผนังด้านทิศตะวันตก เป็นบานไม้คู่เปิดออกด้านนอก การใช้ประตูเพียงช่องเดียวช่วยควบคุมการเข้าออกและรักษาความมั่นคงของผนังก่ออิฐ ด้านข้างมีหน้าต่างขนาดเล็กด้านละ 3 ช่อง ทำหน้าที่รับแสงและระบายอากาศโดยไม่ทำให้ภายในสว่างเกินไป ภาวะแสงที่ค่อนข้างสลัวช่วยให้พระประธานเด่นขึ้นและสร้างบรรยากาศเหมาะกับการสวดมนต์กับการทำสมาธิ ช่องเปิดขนาดเล็กยังลดปริมาณฝนสาดและความร้อนจากภายนอก ซึ่งเหมาะกับสภาพอากาศของภาคอีสาน
พื้นภายในเป็นพื้นปูนขัดซึ่งรองรับการใช้งานของพระสงฆ์และการดูแลรักษาได้ง่าย ผนังก่ออิฐถือปูนรับน้ำหนักโครงสร้างหลังคาและสร้างห้องภายในที่เป็นสัดส่วน การตกแต่งไม่ได้เน้นความหรูหราด้วยวัสดุราคาแพง แต่ใช้สัดส่วน ช่องเปิด แสง และองค์พระพุทธรูปเป็นองค์ประกอบหลัก ความเรียบง่ายดังกล่าวเป็นคุณลักษณะสำคัญของสิมชุมชน ซึ่งสร้างขึ้นจากกำลังศรัทธาของชาวบ้านและมุ่งตอบสนองหน้าที่ทางศาสนามากกว่าการแสดงอำนาจหรือฐานะทางการเมือง
หลังคาสิมเป็นหลังคาทรงจั่วและมีส่วนคอสองยกขึ้นเหนือผืนหลังคาหลัก ช่วยให้รูปทรงดูสูงและสง่างาม ที่สันและปลายหลังคาประดับเครื่องไม้รูปโง่หรือส่วนยอดลักษณะใกล้เคียงช่อฟ้ารวม 5 ชิ้น งานไม้เหล่านี้ทำให้เส้นหลังคาซึ่งเรียบง่ายมีจังหวะและความหมายเชิงศาสนา ในช่วงที่มีการสำรวจทางโบราณคดี หลังคามุงด้วยแผ่นโลหะและปรากฏร่องรอยสีครีมกับสีน้ำเงินบนส่วนประกอบบางแห่ง สีดังกล่าวเป็นหลักฐานของการซ่อมแซมและการตกแต่งในยุคหลัง
ส่วนประกอบของหลังคาและผนังแสดงให้เห็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคพื้นถิ่นกับแนวทางของช่างญวน ช่างญวนมีบทบาทในการก่อสร้างวัดและอาคารราชการในภาคอีสานช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยนำความชำนาญด้านการก่ออิฐ ฉาบปูน ทำซุ้มโค้ง และปั้นลวดลายมาปรับใช้ร่วมกับโครงสร้างสิมอีสาน องค์ประกอบที่วัดเหล่าฮกจึงไม่ได้เป็นงานของวัฒนธรรมใดวัฒนธรรมหนึ่งอย่างโดดเดี่ยว แต่เกิดจากการพบกันของช่างหลายกลุ่มภายในเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำชี
งานศิลปกรรมของสิมยังได้รับการอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับอิทธิพลไทใหญ่หรือกุลา ซึ่งเป็นกลุ่มพ่อค้าและผู้คนที่เดินทางในภาคอีสาน รูปแบบเหล่านี้ปรากฏผ่านสัดส่วนของอาคาร การยกฐาน การใช้มุข และรายละเอียดบางส่วนของเครื่องยอด การเคลื่อนย้ายของผู้คนไม่ได้มีเฉพาะการค้าสินค้า แต่ยังนำความรู้ด้านการก่อสร้าง ความเชื่อ และรสนิยมทางศิลปกรรมไปด้วย วัดเหล่าฮกจึงเป็นหลักฐานทางกายภาพที่ช่วยอธิบายว่าชุมชนชนบทในร้อยเอ็ดไม่ได้แยกตัวออกจากโลกภายนอก แต่เชื่อมโยงกับเส้นทางการเดินทางและวัฒนธรรมที่กว้างขวาง
ภายในสิมมีพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่บนฐานบัว พระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ข้างหนึ่งวางลงในท่าชี้พระธรณีเป็นพยาน สื่อถึงเหตุการณ์ก่อนการตรัสรู้เมื่อพระพุทธเจ้าทรงเอาชนะพญามารด้วยพระบารมีที่สั่งสมมา องค์พระทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ทั้งหมด ทั้งแนวประตู ทางเดิน ช่องหน้าต่าง และตำแหน่งนั่งของพระสงฆ์ถูกจัดให้มุ่งเข้าสู่พระประธาน ทำให้ห้องขนาดเล็กมีความสงบและมีจุดรวมสายตาที่ชัดเจน
พระประธานมีจารึกระบุว่านายสุพรรณพร้อมครอบครัวสร้างถวายแก่ทองใบและกองเมื่อ พ.ศ. 2504 โดยช่างจากบ้านสำโรง จารึกดังกล่าวช่วยให้ทราบช่วงเวลาการสร้างพระพุทธรูปและความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถวาย ช่าง และชุมชน การสร้างพระพุทธรูปเพื่ออุทิศแก่บุคคลเป็นรูปแบบการทำบุญที่พบในสังคมอีสาน ผู้สร้างมุ่งให้กุศลส่งถึงผู้มีพระคุณหรือญาติ ขณะเดียวกันพระพุทธรูปก็กลายเป็นสมบัติส่วนรวมซึ่งคนในชุมชนสามารถกราบไหว้และใช้เป็นประธานในพิธีกรรมต่อไป
ลักษณะที่น่าสนใจของพระประธานคือท่าพระหัตถ์ซึ่งแตกต่างจากพระพุทธรูปปางมารวิชัยทั่วไปในบางรายละเอียด พระพุทธรูปส่วนใหญ่วางพระหัตถ์ขวาลงบนพระชานุและชี้สู่พื้น แต่พระประธานแห่งนี้แสดงท่าทางในลักษณะที่ผู้ศึกษาบางรายสังเกตว่าใช้พระหัตถ์ซ้าย ความแตกต่างอาจเกิดจากแนวทางของช่างพื้นบ้าน การซ่อมแซม หรือแบบอย่างที่ช่างได้รับมา คุณค่าขององค์พระจึงอยู่ทั้งที่ความศักดิ์สิทธิ์และการเป็นตัวอย่างของการตีความพุทธลักษณะโดยช่างท้องถิ่น
ข้างพระประธานมีพระพุทธรูปไม้ปางมารวิชัยที่มีลักษณะศิลปกรรมแบบลาวและสัมพันธ์กับพระพุทธรูปพื้นถิ่นในลุ่มน้ำโขง พระพุทธรูปไม้เป็นปูชนียวัตถุที่พบมากในวัดชนบท เนื่องจากไม้หาได้ง่ายและช่างในชุมชนสามารถแกะสลักได้โดยไม่ต้องมีเครื่องมือซับซ้อน แต่ไม้เสื่อมสภาพง่ายจากความชื้น ปลวก แมลง และการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ การเก็บรักษาพระพุทธรูปไม้ไว้ภายในสิมจึงมีความสำคัญต่อการศึกษาฝีมือช่างและรูปแบบความศรัทธาที่แตกต่างจากพระพุทธรูปโลหะหรือปูนปั้น
ผนังภายในประดับพระพุทธรูปปูนปั้นนูนต่ำจำนวน 12 องค์ แต่ละองค์อยู่ภายในกรอบรูปสามเหลี่ยมและแสดงพระพุทธเจ้าในท่าประทับนั่ง พระหัตถ์อยู่ในลักษณะแสดงธรรม พระพุทธรูปชุดนี้สร้างจังหวะซ้ำต่อเนื่องบนผนัง ทำให้พื้นที่ภายในมีความหมายเชิงพุทธศาสนาโดยไม่ต้องใช้จิตรกรรมขนาดใหญ่ กรอบสามเหลี่ยมช่วยเน้นองค์พระและเชื่อมรูปทรงกับแนวลาดของหลังคา ขณะที่จำนวนหลายองค์สื่อถึงการปรากฏของพระพุทธคุณรอบพื้นที่ประกอบพิธี
งานปูนปั้นนูนต่ำภายในสิมมีคุณค่าในฐานะหลักฐานของช่างท้องถิ่นซึ่งใช้วัสดุเรียบง่ายสร้างภาพศักดิ์สิทธิ์ ปูนสามารถปั้นขึ้นรูปบนผนังได้โดยตรงและปรับรายละเอียดให้เหมาะกับพื้นที่ เมื่อได้รับแสงจากหน้าต่างด้านข้าง เงาขององค์พระและกรอบสามเหลี่ยมจะปรากฏแตกต่างกันตามช่วงเวลา ความเปลี่ยนแปลงของแสงทำให้ผนังดูมีมิติและช่วยสร้างบรรยากาศสงบ การสัมผัสหรือทำความสะอาดด้วยตนเองอาจทำให้ผิวปูนกับชั้นสีหลุด จึงต้องชมโดยรักษาระยะห่าง
ด้านทิศเหนือของสิมเป็นที่ตั้งของพระธาตุองค์ประธาน ซึ่งก่อด้วยอิฐถือปูนบนผังสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดประมาณ 4.40 × 4.40 เมตร มีความสูงประมาณ 16.30 เมตร รูปทรงประกอบด้วยฐานและเรือนธาตุสี่เหลี่ยมลดหลั่นขึ้นไป 4 ชั้น ก่อนต่อด้วยส่วนยอด พระธาตุมีขนาดสูงเด่นกว่าสิมและทำหน้าที่เป็นจุดสังเกตสำคัญของวัด เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นยอดพระธาตุเหนือแนวหลังคา ส่วนเมื่อเข้าใกล้จะเห็นรายละเอียดปูนปั้นซึ่งกระจายอยู่ทั่วแต่ละชั้น
จารึกหินทรายสีแดงรูปใบเสมาระบุว่าพระธาตุเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. 2464 และสร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2470 ช่วงเวลา 6 ปีแสดงว่าการก่อสร้างต้องอาศัยแรงงาน เงินบริจาค และการจัดหาวัสดุอย่างต่อเนื่อง พระธาตุไม่ได้เกิดจากผู้สร้างเพียงคนเดียว แต่เป็นผลของความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ช่าง และชาวบ้าน หลักฐานจารึกช่วยแยกประวัติพระธาตุออกจากสิมได้ชัดเจน และทำให้ปี พ.ศ. 2464 ควรเข้าใจว่าเป็นปีเริ่มสร้างพระธาตุมากกว่าปีบูรณะสิม
ชั้นล่างของพระธาตุประดับลายพรรณพฤกษา เทพพนม รูปบุคคล และสัตว์หลายชนิด ได้แก่ ช้าง ม้า เสือ กระต่าย กวาง หน้ากาล และคชสีห์ ภาพบางส่วนแสดงบุคคลขี่ช้างหรือขี่ม้า ทำให้องค์พระธาตุมีลักษณะคล้ายพื้นที่เล่าเรื่องผ่านงานปูนปั้น สัตว์แต่ละชนิดมีทั้งความหมายเชิงสัญลักษณ์และความสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติที่ชาวบ้านรู้จัก ช้างกับม้าสื่อถึงกำลังและการเดินทาง กวางสัมพันธ์กับปฐมเทศนา ส่วนหน้ากาลทำหน้าที่คุ้มครองพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์จากสิ่งไม่เป็นมงคล
งานปูนปั้นพรรณพฤกษาเชื่อมภาพบุคคลกับสัตว์ให้เป็นองค์ประกอบเดียว เถาไม้ ใบไม้ และดอกไม้แผ่ต่อเนื่องไปตามพื้นผิวของพระธาตุ สร้างความรู้สึกถึงความเจริญงอกงามและชีวิตที่ดำเนินต่อไป ลวดลายไม่ได้วางตามกฎของงานช่างหลวงอย่างเคร่งครัด แต่แสดงอิสระในการจัดองค์ประกอบของช่างพื้นบ้าน ความไม่สมมาตรเล็กน้อย รอยมือ และความแตกต่างของรูปแต่ละด้านทำให้พระธาตุมีบุคลิกเฉพาะซึ่งไม่สามารถสร้างซ้ำด้วยงานอุตสาหกรรมได้
พระธาตุชั้นที่ 2 มีซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิและพระสาวกยืนถือดอกไม้ ภาพพระสาวกแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้าและสร้างความหมายว่าพระธาตุเป็นศูนย์กลางของพุทธบริษัท ซุ้มด้านทิศตะวันออกมีพระพุทธรูปประทับนั่งบนครุฑ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่พบไม่บ่อย ครุฑเป็นสัตว์กึ่งเทพในคติอินเดียและเป็นพาหนะของพระนารายณ์ เมื่อเข้ามาอยู่ในบริบทพระพุทธศาสนา รูปครุฑจึงถูกใช้เป็นฐานรองรับและสัญลักษณ์ของพลังที่อยู่ภายใต้พระพุทธคุณ
ชั้นที่ 3 ประดับพระพุทธรูปยืนปางเปิดโลกและพระพุทธรูปในท่ารำพึงอยู่ด้านข้าง ปางเปิดโลกสัมพันธ์กับเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา โดยโลกมนุษย์ สวรรค์ และนรกสามารถมองเห็นกันได้ ส่วนปางรำพึงสื่อถึงการพิจารณาธรรมและพระเมตตาที่จะประกาศคำสอน การนำพระพุทธรูปหลายปางมาตกแต่งในชั้นเดียวกันทำให้พระธาตุเป็นเสมือนภาพรวมเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติ
ชั้นที่ 4 มีพระพุทธรูปปางสมาธิประดับอยู่ 2 องค์ ก่อนเปลี่ยนเข้าสู่ส่วนยอดซึ่งประกอบด้วยบัลลังก์ องค์ระฆังขนาดย่อม ปล้องไฉน ปลียอด และฉัตร ลำดับจากฐานสี่เหลี่ยมที่หนักแน่นไปสู่ยอดเรียวสูงช่วยนำสายตาขึ้นจากพื้นดินสู่ท้องฟ้า สื่อถึงการเคลื่อนจากโลกทางวัตถุไปสู่ระดับจิตวิญญาณ เส้นแนวตั้งของพระธาตุยังสร้างความแตกต่างกับสิมที่มีรูปทรงแนวนอน ทำให้อาคารทั้งสองเสริมองค์ประกอบซึ่งกันและกัน
บนพื้นผิวพระธาตุพบร่องรอยสีแดงและสีน้ำเงินซึ่งแสดงว่าองค์ประกอบปูนปั้นเคยได้รับการลงสี การใช้สีช่วยแยกพระพุทธรูป บุคคล สัตว์ และลายพรรณพฤกษาออกจากพื้นหลัง ทำให้งานปูนปั้นมองเห็นได้ชัดจากระยะไกล สีบนศาสนสถานพื้นบ้านมักผลิตจากวัสดุที่หาได้ในพื้นที่หรือสีสมัยใหม่ที่นำมาใช้ระหว่างการซ่อมแซม ร่องรอยสีแต่ละชั้นจึงเป็นหลักฐานของการดูแลพระธาตุในแต่ละยุค ไม่ควรทาสีทับใหม่โดยไม่ศึกษาชั้นสีเดิมและวัสดุที่เหมาะสม
รอบพระธาตุมีรั้วเตี้ยก่ออิฐถือปูนบนผังสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 7 × 7 เมตร สูงประมาณ 1.20 เมตร และมีทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออก รั้วทำหน้าที่กำหนดเขตศักดิ์สิทธิ์ แยกพื้นที่รอบองค์พระธาตุออกจากทางสัญจรทั่วไป และควบคุมการเข้าใกล้ฐานอาคาร บริเวณใกล้กันมีพระธาตุหรือเจดีย์บริวารขนาดเล็กอีก 2 องค์ ช่วยสร้างกลุ่มสถาปัตยกรรมที่มีองค์ประธานกับองค์ประกอบรองตามลำดับความสำคัญ
รายงานทางโบราณคดีระบุว่าพระธาตุเคยมีการเปลี่ยนตำแหน่งหรือจัดผังใหม่เมื่อมีการสร้างอุโบสถหลังใหม่และบูรณะพื้นที่ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนว่าพื้นที่วัดไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ปรับตัวตามความต้องการของพระสงฆ์และชุมชน อาคารเก่าอาจถูกเปลี่ยนหน้าที่ เส้นทางสัญจรถูกปรับ และอาคารใหม่ถูกเพิ่มขึ้นโดยพยายามรักษาศาสนสถานเดิมไว้ การศึกษาผังแต่ละยุคจึงช่วยให้เข้าใจทั้งประวัติสถาปัตยกรรมและวิธีที่ชุมชนจัดการพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
การดำเนินงานทางโบราณคดีครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 500 ตารางเมตรรอบสิมและพระธาตุ มีเป้าหมายเพื่อศึกษารูปแบบอาคาร ลำดับชั้นดิน ฐานราก ร่องรอยสิ่งก่อสร้าง และข้อมูลที่จำเป็นต่อการบูรณะ นักโบราณคดีไม่ได้ศึกษาเฉพาะส่วนที่มองเห็นเหนือพื้น แต่ตรวจสอบชั้นดินซึ่งอาจเก็บร่องรอยฐานอาคาร ทางเดิน การถมพื้นที่ และกิจกรรมของผู้คน การขุดค้นช่วยป้องกันไม่ให้งานบูรณะทำลายหลักฐานที่ยังอยู่ใต้ดิน และทำให้การเลือกวัสดุกับวิธีซ่อมมีพื้นฐานทางวิชาการ
หลักการอนุรักษ์สิมและพระธาตุต้องให้ความสำคัญกับวัสดุดั้งเดิม ความมั่นคงของโครงสร้าง และร่องรอยของแต่ละยุค เป้าหมายไม่ใช่ทำให้อาคารดูใหม่ทั้งหมด แต่รักษาอิฐ ปูน ไม้ สี และงานปั้นที่ยังเหลืออยู่ให้นานที่สุด การเปลี่ยนวัสดุควรทำเฉพาะส่วนที่หมดสภาพและจำเป็นต่อความปลอดภัย ส่วนวัสดุใหม่ต้องมีคุณสมบัติเข้ากันได้กับของเดิม ปูนซีเมนต์ที่แข็งเกินไปอาจกักความชื้นและทำให้อิฐโบราณแตกร้าว ขณะที่สีสังเคราะห์บางชนิดอาจปิดกั้นการระบายไอน้ำของผนัง
หลังคาเป็นส่วนที่ต้องตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรั่วเพียงจุดเดียวสามารถทำให้น้ำเข้าสู่โครงไม้ ผนังปูน และพระพุทธรูปภายใน ความชื้นยังเพิ่มความเสี่ยงจากปลวก เชื้อรา ตะไคร่ และเกลือที่ตกผลึกบนผิวอิฐ การระบายน้ำรอบฐานต้องไม่ปล่อยให้น้ำขังหรือไหลกัดเซาะดิน ส่วนต้นไม้ขนาดใหญ่ใกล้อาคารต้องตัดแต่งกิ่งและตรวจรากโดยไม่ทำลายร่มเงากับภูมิทัศน์ของวัด การอนุรักษ์จึงเป็นงานต่อเนื่องมากกว่าการซ่อมครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด
การสร้างอุโบสถหลังใหม่ทำให้วัดสามารถย้ายกิจกรรมที่ต้องรองรับพระสงฆ์และประชาชนจำนวนมากออกจากสิมเก่า อาคารใหม่มีพื้นที่กว้างกว่า ระบบไฟฟ้า การระบายอากาศ และทางเข้าออกเหมาะกับการใช้งานปัจจุบัน ขณะที่สิมเดิมได้รับการลดภาระจากพิธีขนาดใหญ่และสามารถรักษาไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ การมีทั้งอุโบสถใหม่กับสิมเก่าอยู่ในวัดเดียวกันจึงไม่ได้เป็นความขัดแย้ง แต่แสดงการแบ่งหน้าที่ระหว่างพื้นที่ใช้งานร่วมสมัยกับมรดกทางสถาปัตยกรรม
สิมเก่ายังคงมีสถานะศักดิ์สิทธิ์แม้ไม่ได้ใช้ประกอบสังฆกรรมทุกประเภทเหมือนในอดีต พระพุทธรูปและงานปูนปั้นภายในยังได้รับการเคารพจากชาวบ้าน การเข้าชมจึงไม่เหมือนการเดินเข้าอาคารพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ผู้มาเยือนต้องถอดรองเท้า แต่งกายสุภาพ พูดด้วยเสียงเบา และไม่จับต้องพระพุทธรูปหรือชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม การรักษามารยาทเป็นการยอมรับว่าสิมมีคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์และทางจิตใจสำหรับผู้คนซึ่งใช้วัดอยู่ในปัจจุบัน
รายนามเจ้าอาวาสในประวัติวัดสะท้อนการสืบต่อการปกครองมาเป็นเวลานาน เริ่มจากพระมา พุทธสโร พระโบ ปิยธมฺโม พระขันติ กลุยาโณ พระเฮม เขมจิตฺโต พระสนธิ สิริคุตฺโต พระสุทธิ์ สุทธสีโล พระสุวรรณ สิริภัทโท พระปราโมทย์ นาคโชโต และพระสมุห์สีลา อภินนฺโท รายชื่อเหล่านี้เชื่อมโยงกับช่วงเวลาการสร้าง การบูรณะ และการขยายวัดในแต่ละยุค ส่วนพระครูนันทวุฒิกรเป็นอดีตเจ้าอาวาสซึ่งมีบทบาทในช่วงหลัง ปัจจุบันพื้นที่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะสงฆ์วัดเหล่าฮกและชุมชนบ้านเหล่าฮก
การบริหารวัดที่มีอาคารเก่าต้องพิจารณาทั้งพระธรรมวินัย การใช้งานของประชาชน และหลักการอนุรักษ์ การซ่อมหลังคา เดินสายไฟ ติดตั้งแสงสว่าง ปรับพื้น หรือสร้างอาคารใกล้สิมกับพระธาตุอาจส่งผลต่อวัสดุเดิมและทัศนียภาพ คณะสงฆ์จึงต้องประสานผู้นำชุมชน ช่างท้องถิ่น หน่วยงานด้านวัฒนธรรม และนักอนุรักษ์เมื่อดำเนินงานสำคัญ ขณะเดียวกันต้องจัดพื้นที่ให้รองรับงานศพ งานกฐิน งานผ้าป่า การประชุม และกิจกรรมของหมู่บ้านโดยไม่เพิ่มภาระต่อโบราณสถาน
วัดเหล่าฮกยังคงมีบทบาทในงานทอดกฐิน ซึ่งจัดหลังวันออกพรรษาและเป็นช่วงที่พุทธศาสนิกชนนำผ้ากฐินกับปัจจัยมาถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาครบถ้วน งานกฐินเป็นทั้งพิธีทางศาสนาและกิจกรรมที่รวมคนในชุมชน ญาติซึ่งย้ายไปทำงานต่างถิ่นมักกลับมาร่วมบุญ ชาวบ้านช่วยกันจัดสถานที่ เตรียมอาหาร ต้อนรับแขก และทำความสะอาดวัด รายได้จากกฐินนำไปใช้บำรุงเสนาสนะและกิจของสงฆ์ จึงมีส่วนช่วยให้วัดกับอาคารเก่ายังคงได้รับการดูแล
กิจกรรมศึกษาพระธรรมเป็นอีกบทบาทหนึ่งของวัด รายชื่อวัดในระบบการศึกษาพระปริยัติธรรมยังระบุวัดเหล่าฮกอยู่ในตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง การเรียนธรรมศึกษาและนักธรรมช่วยให้พระภิกษุ สามเณร และประชาชนเข้าใจหลักพระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ ในอดีตวัดชนบททำหน้าที่เป็นสถานศึกษาหลักของเด็กชาย สอนทั้งการอ่านเขียน อักษรธรรม บทสวด และระเบียบสังคม แม้ปัจจุบันมีโรงเรียนของรัฐแล้ว วัดยังคงเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านศีลธรรม ประเพณี และประวัติชุมชน
งานบุญตามฮีตสิบสอง เช่น มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา บุญข้าวประดับดิน บุญข้าวสาก กฐิน และสงกรานต์ ทำให้วัดมีผู้คนเข้าออกตลอดปี แต่ละพิธีเชื่อมโยงกับฤดูกาล การเกษตร และความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นกับบรรพชน ลานวัด ศาลาการเปรียญ อุโบสถใหม่ และพื้นที่รอบพระธาตุถูกใช้ในหน้าที่แตกต่างกัน สิมเก่าจึงอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมที่ยังดำเนินต่อ ไม่ได้ถูกแยกออกจากชีวิตประจำวันของชุมชน
ผู้มาเยือนสามารถเริ่มชมจากลานด้านหน้าวัดเพื่อทำความเข้าใจผังโดยรวม จากนั้นเดินไปยังสิมเก่าซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาคารสมัยใหม่กับพระธาตุ ควรยืนห่างจากตัวสิมเล็กน้อยเพื่อสังเกตแนวหลังคา มุขยื่น ฐานปัทม์ และตำแหน่งบันไดทั้งสองด้าน แล้วเดินรอบอาคารตามทางที่เปิดให้ใช้เพื่อดูหน้าต่าง ผนังก่ออิฐ และความสัมพันธ์กับพระธาตุ การชมจากหลายมุมช่วยให้เห็นว่าสิมถูกออกแบบเป็นอาคารสามมิติ ไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะด้านหน้าหรือมุมถ่ายภาพหลักเท่านั้น
เมื่อได้รับอนุญาตให้เข้าภายในสิม ควรถอดรองเท้าและหมวกก่อนขึ้นอาคาร ไม่ถืออาหารหรือเครื่องดื่มเข้าไปภายใน และหลีกเลี่ยงการใช้กระเป๋าขนาดใหญ่ซึ่งอาจกระแทกผนัง พื้นที่ภายในค่อนข้างแคบจึงควรเข้าชมเป็นกลุ่มเล็ก ไม่ยืนบังพระประธานหรือขวางทางเข้า ผู้ชมสามารถสังเกตพระพุทธรูปประธาน พระพุทธรูปไม้ พระพุทธรูปปูนปั้นนูนต่ำ ช่องหน้าต่าง และสภาพแสงภายในโดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสวัสดุใด
หลังออกจากสิมให้เดินชมพระธาตุจากภายนอกรั้วเตี้ย เริ่มจากชั้นฐานซึ่งมีรูปสัตว์ บุคคล และลายพรรณพฤกษา ก่อนค่อย ๆ มองขึ้นไปยังซุ้มพระพุทธรูปชั้นต่าง ๆ การใช้กล้องซูมหรือกล้องส่องทางไกลขนาดเล็กช่วยให้เห็นรายละเอียดส่วนสูงโดยไม่ต้องปีนรั้วหรือเข้าใกล้ผิวปูนปั้นมากเกินไป ช่วงที่แสงเฉียงจะทำให้ลายปูนปั้นเกิดเงาและมองเห็นรูปร่างชัดกว่าช่วงที่แสงตกตรงจากด้านบน
พื้นที่ภายในวัดแบ่งออกได้เป็นหลายโซน ได้แก่ เขตสิมเก่าและพระพุทธรูปภายใน เขตพระธาตุประธานกับเจดีย์บริวาร เขตอุโบสถใหม่สำหรับประกอบสังฆกรรม เขตศาลาการเปรียญและอาคารกิจกรรมชุมชน เขตสังฆาวาสกับกุฏิพระสงฆ์ ลานพิธีและพื้นที่จอดรถ รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ทางโบราณคดีรอบอาคารเก่า แต่ละโซนมีระดับการเข้าถึงต่างกัน พื้นที่สาธารณะสามารถเดินชมได้ตามปกติ ส่วนกุฏิและพื้นที่พักสงฆ์ไม่ควรเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
เขตสิมเก่าเป็นพื้นที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากประกอบด้วยวัสดุอิฐ ปูน และไม้ซึ่งผ่านการใช้งานกับการซ่อมแซมมาหลายยุค ผู้มาเยือนต้องไม่ปีนฐาน นั่งบนราวมุข ขีดเขียนผนัง หรือพิงสิ่งของกับเสา ไม่ควรจุดธูปหรือเทียนใกล้งานไม้และพื้นผิวเก่า เพราะความร้อน ควัน และเขม่าสามารถทำให้วัสดุเสื่อมสภาพ การสักการะควรใช้จุดที่วัดจัดไว้และปฏิบัติตามคำแนะนำของพระสงฆ์
เขตพระธาตุเป็นพื้นที่สำหรับสักการะและเดินเวียนรอบองค์พระธาตุ การเดินควรเป็นไปตามทางที่เปิด ไม่ขึ้นไปบนฐาน ไม่ลอดรั้ว และไม่จับงานปูนปั้น แม้รายละเอียดบางชิ้นจะอยู่ในระดับที่เอื้อมถึงได้ ผิวปูนเก่ามีความเปราะและสามารถหลุดจากแรงสัมผัสเพียงเล็กน้อย การวางพวงมาลัย ธูป หรือเครื่องสักการะควรใช้แท่นที่กำหนด ไม่สอดวัตถุเข้าไปในรอยแตกของอาคาร เพราะความชื้นกับน้ำหนักอาจเร่งการชำรุด
อุโบสถหลังใหม่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมหลักของวัดในปัจจุบัน รองรับการอุปสมบท การสวดพระปาติโมกข์ งานบุญ และกิจกรรมที่มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก รูปแบบสถาปัตยกรรมต่างจากสิมเดิมทั้งขนาด วัสดุ และการตกแต่ง การชมอาคารทั้งสองหลังร่วมกันช่วยให้เห็นพัฒนาการของอุโบสถจากสิมชุมชนขนาดเล็กไปสู่อาคารคอนกรีตที่ตอบสนองการใช้งานสมัยใหม่ โดยสิมเก่าเน้นความใกล้ชิดและภูมิปัญญาพื้นถิ่น ส่วนอุโบสถใหม่เน้นพื้นที่ใช้สอยกับความสะดวก
ศาลาการเปรียญและลานชุมชนเป็นพื้นที่รองรับการฟังธรรม การประชุม การจัดอาหาร และกิจกรรมส่วนรวม ในวันงานบุญพื้นที่เหล่านี้อาจมีโต๊ะ เก้าอี้ โรงครัว และจุดรับบริจาค ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงการเดินผ่านบริเวณประกอบอาหารหรือพื้นที่ซึ่งกำลังจัดพิธี หากต้องการถ่ายภาพวิถีชุมชนควรขออนุญาตบุคคลในภาพก่อน การให้ความเคารพต่อผู้ใช้วัดทำให้การท่องเที่ยวไม่รบกวนบทบาทหลักของสถานที่
สิ่งอำนวยความสะดวกภายในวัดประกอบด้วยพื้นที่จอดรถ ลานอเนกประสงค์ ศาลาหรือบริเวณร่มเงาสำหรับพัก และอาคารบริการพื้นฐานของวัด พื้นที่รอบสิมกับพระธาตุสามารถชมจากระดับลานได้ แต่การขึ้นสิมต้องใช้บันไดและไม่เหมาะกับรถเข็น ผู้สูงอายุสามารถชมรายละเอียดภายนอกจากระยะใกล้โดยไม่ต้องขึ้นอาคาร ส่วนผู้ที่ต้องการใช้ห้องน้ำหรือพื้นที่พักควรสังเกตป้ายภายในวัดหรือสอบถามผู้ดูแล
การแต่งกายควรเหมาะกับการเข้าสถานที่ทางพระพุทธศาสนา เสื้อควรปิดไหล่ กางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า และหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่บางหรือรัดรูป ไม่สวมหมวกภายในอาคาร ไม่ยืนสูงกว่าพระสงฆ์ในระยะใกล้ และไม่นั่งเหยียดเท้าไปทางพระพุทธรูป ผู้ที่เดินทางเพื่อถ่ายภาพควรเลือกท่าทางที่สุภาพ ไม่ใช้ฐานสิม พระธาตุ หรือพระพุทธรูปเป็นอุปกรณ์ประกอบภาพในลักษณะไม่เหมาะสม
การถ่ายภาพภายนอกทำได้โดยไม่รบกวนพระสงฆ์และผู้มาทำบุญ มุมด้านทิศตะวันตกเหมาะกับการบันทึกภาพมุขสิม ส่วนมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือช่วยให้เห็นสิมกับพระธาตุอยู่ในองค์ประกอบเดียวกัน การถ่ายภาพภายในควรขออนุญาตก่อนและหลีกเลี่ยงแฟลช เนื่องจากแสงจ้าอาจรบกวนผู้สักการะและไม่เหมาะกับวัสดุเก่า ขาตั้งกล้องต้องไม่วางบนฐานอาคารหรือกีดขวางบันได การใช้โดรนต้องได้รับอนุญาตจากวัดและปฏิบัติตามกฎหมายการบิน
ช่วงเช้าระหว่าง 08.00–10.00 น. เหมาะกับการเข้าชมเพราะอากาศยังไม่ร้อนและกิจกรรมภายในวัดยังไม่หนาแน่น แสงเช้าช่วยให้เห็นพื้นผิวด้านข้างกับรายละเอียดของพระธาตุ ส่วนช่วงบ่ายประมาณ 15.00–17.00 น. แสงจากทิศตะวันตกจะตกกระทบด้านหน้าสิมโดยตรง ทำให้มุข เสา และฐานเกิดมิติชัดเจน ช่วงกลางวันอาจมีอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม จึงควรเตรียมน้ำดื่มและอุปกรณ์ป้องกันแดดโดยเก็บไว้ภายนอกอาคารเก่า
ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินชมวัดและจัดเส้นทางเที่ยวหลายแห่งในอำเภอเมืองสรวง อากาศค่อนข้างแห้งและเดินทางสะดวก ฤดูฝนทำให้ทุ่งนาและพืชพรรณรอบชุมชนเขียวสด แต่พื้นรอบวัดอาจเปียกหรือลื่น และความชื้นทำให้ต้องระมัดระวังเมื่อขึ้นบันไดสิม ฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงแต่ตรงกับช่วงสงกรานต์และงานบุญบางประเภท การเลือกช่วงเวลาเดินทางจึงขึ้นอยู่กับว่าต้องการชมสถาปัตยกรรมอย่างสงบหรือสัมผัสกิจกรรมของชุมชน
การเดินทาง จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ใช้ทางหลวงหมายเลข 215 มุ่งหน้าลงใต้สู่อำเภอเมืองสรวง จากนั้นเข้าสู่ตำบลหนองผือและบ้านเหล่าฮก ระยะทางรวมประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 35–45 นาที ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นและสภาพการจราจร ช่วงสุดท้ายเป็นถนนชุมชน ควรลดความเร็วและระวังรถจักรยานยนต์ คนเดินเท้า รถเพื่อการเกษตร และสัตว์เลี้ยง สามารถค้นหาแผนที่ด้วยชื่อวัดเหล่าฮก วัดโพธิ์เจติยาราม หรือ Wat Lao Hok
พิกัดวัดอยู่ที่ประมาณ 15.825486, 103.721596 ก่อนออกเดินทางควรตรวจสอบว่าหมุดอยู่ในตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง เนื่องจากมีวัดที่ใช้คำว่าเหล่าหรือโพธิ์เจติยารามอยู่หลายจังหวัด ผู้เดินทางด้วยรถโดยสารสามารถนั่งรถสายที่ผ่านอำเภอเมืองสรวงแล้วต่อรถรับจ้างท้องถิ่นเข้าสู่บ้านเหล่าฮก ควรตกลงค่าโดยสารและเวลารับกลับล่วงหน้า เพราะไม่มีรถสาธารณะที่เข้าถึงหน้าวัดอย่างต่อเนื่องตลอดวัน
บริเวณใกล้วัดมีวัดเมืองสรวงใหญ่และพระธาตุเจดีย์ศรีเมืองสรวง ซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธาสำคัญของอำเภอ ภายในพื้นที่เดียวกันมีอนุสาวรีย์ท้าวขัตติยะนาม บุคคลสำคัญในประวัติท้องถิ่น การเดินทางจากวัดเหล่าฮกใช้ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร เหมาะสำหรับชมต่อในเส้นทางเดียวกัน นักท่องเที่ยวจะเห็นความแตกต่างระหว่างสิมชุมชนขนาดเล็กที่วัดเหล่าฮกกับศาสนสถานขนาดใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับอำเภอ
กู่เมืองสรวงภายในวัดเมืองสรวงเก่าอยู่ห่างออกไปประมาณ 3.5 กิโลเมตร เป็นพื้นที่โบราณสถานที่มีฐานอิฐและศิลาแลง รวมทั้งความทรงจำเกี่ยวกับเมืองเก่า การชมกู่เมืองสรวงร่วมกับวัดเหล่าฮกช่วยขยายภาพประวัติศาสตร์ของพื้นที่จากอาคารพุทธศาสนาช่วงต้นรัตนโกสินทร์ไปสู่ร่องรอยการตั้งถิ่นฐานที่เก่าแก่กว่า นอกจากนี้ยังสามารถแวะวัดท่าสว่างในตำบลหนองผือ ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 5 กิโลเมตรและเป็นวัดสำคัญอีกแห่งของชุมชนใกล้เคียง
สะพานวังอีผุยพรเทพอยู่ห่างจากวัดประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นพื้นที่พักผ่อนและชมทิวทัศน์ โดยเฉพาะช่วงเย็นที่แสงอาทิตย์ตกเหนือพื้นที่เกษตร การจัดเส้นทางจากวัดเหล่าฮกไปยังสะพานช่วยเปลี่ยนบรรยากาศจากการศึกษาศาสนสถานไปสู่การชมภูมิทัศน์ชนบท ส่วนผู้สนใจสิมอีสานสามารถเดินทางต่อไปยังวัดไตรภูมิคณาจารย์ในอำเภอสุวรรณภูมิ ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ซึ่งมีสิมเก่า ฮูปแต้ม และงานไม้พื้นถิ่นให้เปรียบเทียบ
ร้านอาหารที่อยู่ใกล้วัดที่สุดคือเฮงเฮงหมูกระทะเมืองสรวงในบ้านเหล่าฮก ระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตร เหมาะสำหรับผู้เดินทางเป็นกลุ่ม ส่วนในเขตตัวอำเภอมีเมืองสรวงคาเฟ่ ศาลายเต Hashery คาเฟ่อเมซอน สาขาเมืองสรวง Scottish Cafe และครัวครูแอน ระยะทางประมาณ 3–7 กิโลเมตร ร้านเหล่านี้มีทั้งอาหารจานเดียว อาหารไทย เครื่องดื่ม กาแฟ และพื้นที่พักระหว่างการเดินทาง ทำให้สามารถจัดโปรแกรมเที่ยววัดช่วงเช้าแล้วรับประทานอาหารในตัวอำเภอได้สะดวก
ที่พักใกล้วัดมีทั้งรีสอร์ตและโฮมสเตย์ขนาดเล็ก เพียงดินรีสอร์ทอยู่ห่างประมาณ 3 กิโลเมตร ส่วน Coffee & Homestay 568 สาขา 2 และสาขาหลักอยู่ห่างประมาณ 4–5 กิโลเมตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการพักในเขตเมืองสรวงเพื่อเดินทางไปวัดแต่เช้า ตัวเลือกเพิ่มเติมอยู่ในอำเภอจตุรพักตรพิมานและตัวเมืองร้อยเอ็ด เช่น อิ่มเอมรีสอร์ทและ 101 Hotel ซึ่งเหมาะกับผู้ที่วางแผนเที่ยวหลายอำเภอหรือเดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญในเมืองร้อยเอ็ด
สำหรับเส้นทางครึ่งวัน สามารถเริ่มจากวัดเหล่าฮกในช่วงเช้า ใช้เวลาชมสิม พระธาตุ และอุโบสถใหม่ประมาณ 1–2 ชั่วโมง จากนั้นเดินทางไปวัดเมืองสรวงใหญ่ อนุสาวรีย์ท้าวขัตติยะนาม และกู่เมืองสรวง ก่อนรับประทานอาหารในตัวอำเภอ เส้นทางนี้มีระยะทางไม่มากและช่วยให้เข้าใจทั้งศาสนา ประวัติเมือง และภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยไม่ต้องเร่งรีบ
สำหรับเส้นทางเต็มวัน หลังชมสถานที่ในเมืองสรวงสามารถเดินทางต่อไปยังวัดไตรภูมิคณาจารย์ วัดสระเกตุ หรือกู่พระโกนาในเขตสุวรรณภูมิ สถานที่แต่ละแห่งนำเสนอประวัติคนละช่วง วัดเหล่าฮกสะท้อนสิมกับพระธาตุช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วัดไตรภูมิคณาจารย์มีฮูปแต้มกับพระพุทธรูปพื้นเมือง วัดสระเกตุมีสิมคู่ ส่วนกู่พระโกนาเป็นศาสนสถานเขมรโบราณ การชมต่อเนื่องทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของศิลปกรรมในร้อยเอ็ดตลอดหลายศตวรรษ
วัดเหล่าฮกเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมที่อธิบายการทำงานของอาคารขนาดเล็กได้อย่างชัดเจน ฐานสูงป้องกันความชื้น ชายคาช่วยบังแดดและฝน ช่องหน้าต่างขนาดเล็กควบคุมแสง มุขสร้างพื้นที่รอยต่อ และผนังก่ออิฐรับน้ำหนักหลังคา ทุกส่วนตอบสนองทั้งสภาพแวดล้อมและพิธีกรรม นักเรียนสามารถใช้สถานที่เรียนรู้เรื่องรูปทรง วัสดุ และโครงสร้าง ขณะที่นักออกแบบสามารถศึกษาวิธีสร้างความสง่างามด้วยสัดส่วนโดยไม่ต้องพึ่งการตกแต่งจำนวนมาก
ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ สิมและพระธาตุแสดงการผสมผสานระหว่างอีสาน ลาว ไทใหญ่ กุลา และช่างญวน รูปแบบไม่ได้ถูกนำมาใช้ตรงตามต้นฉบับจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ผ่านการปรับให้เข้ากับวัสดุ งบประมาณ และความเชื่อของชุมชน ช่างอาจเรียนรู้จากอาคารที่เคยเห็น ใช้ความทรงจำในการสร้าง และเติมรายละเอียดตามประสบการณ์ของตน ผลงานจึงมีลักษณะเฉพาะและเป็นหลักฐานของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นนอกศูนย์กลางราชสำนัก
ด้านพุทธศาสนา วัดแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสิม พระพุทธรูป และพระธาตุ สิมเป็นพื้นที่ประกอบสังฆกรรม พระพุทธรูปเป็นศูนย์กลางการสักการะและการระลึกถึงพระธรรม ส่วนพระธาตุเป็นสัญลักษณ์ของการบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์กับการสืบทอดพระพุทธศาสนา องค์ประกอบทั้งสามทำหน้าที่ต่างกันแต่สนับสนุนกัน วัดจึงเป็นระบบพื้นที่ทางศาสนาที่มีทั้งกิจของพระสงฆ์ การปฏิบัติของฆราวาส และการสร้างบุญอุทิศให้บรรพชน
ด้านสังคม วัดบันทึกความร่วมมือของคนหลายรุ่น การตั้งวัด การขอวิสุงคามสีมา การสร้างสิม การสร้างพระธาตุ การถวายพระพุทธรูป การสร้างอุโบสถใหม่ และการอนุรักษ์อาคารเดิมล้วนต้องอาศัยแรงงานกับทรัพยากรของชุมชน รายนามผู้ถวายและเจ้าอาวาสในจารึกหรือทะเบียนทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดจากบุคคลสำคัญระดับประเทศเท่านั้น แต่เกิดจากพระสงฆ์ ช่าง เกษตรกร ครอบครัว และผู้มีศรัทธาซึ่งร่วมกันรักษาวัดประจำหมู่บ้าน
การเก็บรักษาสิมหลังเก่าไว้หลังสร้างอุโบสถใหม่เป็นการตัดสินใจที่มีความสำคัญ หลายวัดเคยรื้ออาคารเดิมเพื่อนำวัสดุไปใช้หรือสร้างอาคารขนาดใหญ่ทับพื้นที่เดิม ทำให้หลักฐานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นสูญหาย ชาวบ้านเหล่าฮกเลือกคงสิมไว้ แม้อาคารใหม่สามารถรองรับพิธีกรรมได้ดีกว่า การรักษาอาคารเดิมทำให้คนรุ่นหลังสามารถเห็นขนาดจริง วัสดุจริง และร่องรอยฝีมือช่าง แทนที่จะเรียนรู้จากภาพถ่ายหรือคำบอกเล่าเพียงอย่างเดียว
ภัยคุกคามต่ออาคารไม่ได้มาจากการรื้อถอนเท่านั้น แต่รวมถึงน้ำฝน ความชื้น ปลวก เชื้อรา การสั่นสะเทือน การสัมผัส และการซ่อมด้วยวัสดุที่ไม่เข้ากัน การเพิ่มจำนวนผู้มาเยือนโดยไม่มีการจัดการอาจทำให้พื้น บันได และผิวปูนรับภาระมากขึ้น ขยะกับควันธูปส่งผลต่อบรรยากาศภายใน ส่วนการสร้างสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ใกล้สิมอาจบดบังทัศนียภาพ การดูแลจึงต้องครอบคลุมทั้งตัวอาคาร พื้นที่โดยรอบ และพฤติกรรมการใช้งาน
ผู้มาเยือนมีส่วนช่วยอนุรักษ์ได้ด้วยการไม่สัมผัสงานเก่า ไม่ปีนฐาน ไม่ขีดเขียน ไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของ และไม่นำอาหารเข้าไปในสิม หากพบรอยรั่ว ชิ้นส่วนหลุด หรือความเสียหายควรแจ้งพระสงฆ์หรือผู้ดูแล ไม่ควรซ่อม ทำความสะอาด หรือทาสีด้วยตนเอง การบริจาคตามศรัทธาสามารถช่วยค่าใช้จ่ายของวัด แต่การซ่อมโบราณสถานต้องดำเนินตามหลักวิชาการและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
คุณค่าของวัดเหล่าฮกไม่ได้เกิดจากความใหญ่โต แต่เกิดจากความสมบูรณ์ของเรื่องราว สิมขนาดเล็กแสดงภูมิปัญญาการก่อสร้าง พระพุทธรูปบันทึกศรัทธาของครอบครัวผู้ถวาย พระธาตุรวบรวมงานปูนปั้นเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า มนุษย์ สัตว์ และธรรมชาติ ขณะที่อุโบสถใหม่แสดงการดำเนินต่อของพระพุทธศาสนา อาคารทั้งหมดตั้งอยู่ในวัดซึ่งยังมีพระสงฆ์และชุมชนใช้งาน จึงเป็นมรดกที่มีชีวิตมากกว่าวัตถุเก่าที่ถูกแยกออกจากสังคม
การมาเยือนวัดบ้านเหล่าฮกทำให้เห็นว่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสามารถอ่านได้จากแนวอิฐ รอยปูน ช่องหน้าต่าง พระพุทธรูป จารึก และผังอาคาร สถานที่แห่งนี้เชื่อมเรื่องการก่อตั้งชุมชนในต้นรัตนโกสินทร์ การสร้างศาสนสถานของชาวอีสาน การเดินทางของช่างญวนกับกลุ่มกุลา ความศรัทธาในการสร้างพระธาตุ และการอนุรักษ์โดยคนรุ่นปัจจุบันไว้ในพื้นที่เดียว ผู้ที่ใช้เวลาสังเกตรายละเอียดจะพบว่าวัดเล็กในชนบทสามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์ได้กว้างไกลกว่าขนาดของอาคาร
วัดเหล่าฮกจึงเหมาะสำหรับผู้สนใจวัดเก่าร้อยเอ็ด สิมอีสาน พระธาตุพื้นบ้าน งานปูนปั้น ศิลปกรรมช่างญวน และประวัติอำเภอเมืองสรวง การเข้าชมอย่างสำรวมช่วยให้ผู้เดินทางได้ทั้งความรู้และความสงบ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนเห็นคุณค่าของมรดกที่ตนดูแล เมื่อสิม พระธาตุ พระพุทธรูป และกิจกรรมทางศาสนายังคงอยู่ร่วมกัน วัดโพธิ์เจติยารามจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ศรัทธาและห้องเรียนประวัติศาสตร์ของบ้านเหล่าฮกต่อไปอีกยาวนาน
| ชื่อสถานที่ | วัดบ้านเหล่าฮก หรือวัดโพธิ์เจติยาราม |
| ชื่อที่ใช้เรียก | วัดเหล่าฮก วัดบ้านเหล่าฮก วัดโพธิ์เจติยาราม และพระธาตุเหล่าฮก |
| ที่ตั้ง | บ้านเหล่าฮก ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด |
| ที่อยู่ | หมู่ที่ 4 บ้านเหล่าฮก ตำบลหนองผือ อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด 45220 |
| พิกัด | 15.825486, 103.721596 |
| สถานะปัจจุบัน | เป็นวัดที่ยังเปิดใช้งาน มีพระสงฆ์จำพรรษา ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา และเปิดให้เข้าชมพื้นที่วัด |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ไม่เสียค่าเข้าชม สามารถร่วมทำบุญตามศรัทธา |
| ผู้ดูแลพื้นที่ | คณะสงฆ์วัดเหล่าฮก ชุมชนบ้านเหล่าฮก และหน่วยงานที่รับผิดชอบงานอนุรักษ์โบราณสถาน |
| อดีตเจ้าอาวาสที่มีข้อมูลเผยแพร่ | พระครูนันทวุฒิกร |
| สังกัดคณะสงฆ์ | มหานิกาย |
| ปีตั้งวัด | พ.ศ. 2356 เดิมชื่อพระธาตุเหล่าฮก |
| วิสุงคามสีมา | ได้รับพระราชทานเมื่อ พ.ศ. 2376 กว้าง 4 เมตร ยาว 12 เมตร |
| ปีสร้างสิมตามประวัติท้องถิ่น | พ.ศ. 2375 อยู่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ |
| รูปแบบสิม | สิมทึบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีมุขยื่นและฐานปัทม์ยกสูง |
| ขนาดสิม | กว้างประมาณ 3.90 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร สูงประมาณ 6.28 เมตร มุขหน้ายื่นประมาณ 3.30 เมตร |
| อิทธิพลทางศิลปกรรม | ศิลปกรรมพื้นถิ่นอีสานผสมอิทธิพลช่างญวน รวมถึงรูปแบบที่สัมพันธ์กับเครือข่ายไทใหญ่หรือกุลา |
| พระพุทธรูปสำคัญ | พระประธานปางมารวิชัยสร้างถวายเมื่อ พ.ศ. 2504 พระพุทธรูปไม้แบบลาว และพระพุทธรูปปูนปั้นนูนต่ำ 12 องค์ |
| พระธาตุประธาน | พระธาตุอิฐถือปูนบนผังสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณ 4.40 × 4.40 เมตร สูงประมาณ 16.30 เมตร มีเรือนธาตุลดหลั่น 4 ชั้น |
| ปีสร้างพระธาตุ | เริ่มสร้าง พ.ศ. 2464 และสร้างเสร็จ พ.ศ. 2470 ตามจารึกหินทรายสีแดง |
| งานประดับพระธาตุ | ลายพรรณพฤกษา เทพพนม ช้าง ม้า เสือ กระต่าย กวาง หน้ากาล คชสีห์ พระพุทธรูปหลายปาง และพระสาวก |
| การศึกษาทางโบราณคดี | มีการสำรวจและขุดค้นพื้นที่รอบสิมกับพระธาตุประมาณ 500 ตารางเมตร เพื่อศึกษาฐานอาคาร ลำดับการก่อสร้าง และใช้วางแผนอนุรักษ์ |
| โซนภายในวัด | 1. สิมหรืออุโบสถหลังเก่า 2. เขตพระพุทธรูปและงานปูนปั้นภายในสิม 3. พระธาตุประธาน 4. เจดีย์บริวารและรั้วเขตพระธาตุ 5. อุโบสถหลังใหม่ 6. ศาลาการเปรียญและพื้นที่กิจกรรมชุมชน 7. เขตสังฆาวาสและกุฏิพระสงฆ์ 8. ลานพิธีและพื้นที่จอดรถ 9. พื้นที่อนุรักษ์ทางโบราณคดี |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่จอดรถ ลานอเนกประสงค์ บริเวณร่มเงาสำหรับพัก และอาคารบริการพื้นฐานของวัด |
| ข้อปฏิบัติ | แต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าสิม ไม่สัมผัสงานปูนปั้นหรือพระพุทธรูป ไม่ปีนฐานอาคาร และขออนุญาตก่อนถ่ายภาพภายใน |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองร้อยเอ็ดใช้ทางหลวงหมายเลข 215 ไปอำเภอเมืองสรวง แล้วเข้าสู่ตำบลหนองผือและบ้านเหล่าฮก ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร |
| ข้อมูลท้องถิ่น | เทศบาลตำบลเมืองสรวง โทร. 043-597-069 และที่ว่าการอำเภอเมืองสรวง โทร. 043-597-071 ต่อ 2 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดเมืองสรวงใหญ่และพระธาตุเจดีย์ศรีเมืองสรวง ประมาณ 2.5 กม. โทร.ข้อมูลท้องถิ่น 043-597-069 2. อนุสาวรีย์ท้าวขัตติยะนาม ประมาณ 2.5 กม. โทร.ข้อมูลท้องถิ่น 043-597-069 3. กู่เมืองสรวง วัดเมืองสรวงเก่า ประมาณ 3.5 กม. โทร.ข้อมูลท้องถิ่น 043-597-069 4. วัดท่าสว่าง ตำบลหนองผือ ประมาณ 5 กม. 5. สะพานวังอีผุยพรเทพ ประมาณ 12 กม. โทร.ข้อมูลท่องเที่ยว 043-597-071 ต่อ 2 6. วัดไตรภูมิคณาจารย์ อำเภอสุวรรณภูมิ ประมาณ 22 กม. 7. กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ ประมาณ 36 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. เฮงเฮงหมูกระทะเมืองสรวง ประมาณ 1.5 กม. โทร. 062-671-0754 2. เมืองสรวงคาเฟ่ ประมาณ 3 กม. โทร. 063-727-9449 3. Salayte Hashery ประมาณ 4 กม. โทร. 043-030-088, 065-242-8188 4. Café Amazon สาขา DD2717 เมืองสรวง ประมาณ 4 กม. โทร. 088-551-3356 5. Scottish Cafe ประมาณ 6 กม. โทร. 088-562-4390 6. ครัวครูแอน ประมาณ 7 กม. โทร. 096-494-4245 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. เพียงดินรีสอร์ท ประมาณ 3 กม. โทร. 087-218-5669 2. Coffee & Homestay 568 สาขา 2 ประมาณ 4 กม. โทร. 093-584-7998 3. Coffee Homestay 568 ประมาณ 5 กม. โทร. 064-247-3645 4. อิ่มเอมรีสอร์ท อำเภอจตุรพักตรพิมาน ประมาณ 20 กม. โทร. 085-057-5754 5. 101 Hotel ตัวเมืองร้อยเอ็ด ประมาณ 30 กม. โทร. 043-513-999, 065-119-6999 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดบ้านเหล่าฮกยังเปิดให้เข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดยังเปิดใช้งาน มีพระสงฆ์จำพรรษา และเปิดให้ประชาชนเข้าทำบุญหรือชมพื้นที่วัดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น.
ถาม: วัดเหล่าฮกเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมทำบุญเพื่อบำรุงวัดตามศรัทธา
ถาม: สิมเก่าวัดเหล่าฮกสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: ประวัติท้องถิ่นระบุปีสร้างไว้ที่ พ.ศ. 2375 ขณะที่ทะเบียนวัดระบุว่าวัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2356 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2376
ถาม: พ.ศ. 2464 เป็นปีบูรณะสิมหรือปีสร้างพระธาตุ?
ตอบ: จารึกหินทรายระบุว่า พ.ศ. 2464 เป็นปีเริ่มสร้างพระธาตุ และสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2470 ส่วนการอนุรักษ์สิมดำเนินการแยกจากช่วงเวลาดังกล่าว
ถาม: สิมวัดเหล่าฮกมีลักษณะเด่นอย่างไร?
ตอบ: เป็นสิมทึบก่ออิฐถือปูน หันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีฐานปัทม์ยกสูง มุขยื่น บันไดด้านเหนือและใต้ หน้าต่างด้านละ 3 ช่อง และมีศิลปกรรมอีสานผสมอิทธิพลช่างญวน
ถาม: ภายในสิมมีอะไรสำคัญ?
ตอบ: มีพระประธานปางมารวิชัยสร้างถวายเมื่อ พ.ศ. 2504 พระพุทธรูปไม้แบบลาว และพระพุทธรูปปูนปั้นนูนต่ำจำนวน 12 องค์ภายในกรอบสามเหลี่ยม
ถาม: พระธาตุเหล่าฮกมีจุดเด่นอะไร?
ตอบ: พระธาตุสูงประมาณ 16.30 เมตร มีเรือนธาตุสี่เหลี่ยมลดหลั่น 4 ชั้น ประดับรูปพระพุทธเจ้า พระสาวก เทพพนม บุคคล สัตว์ และลายพรรณพฤกษา พร้อมร่องรอยสีแดงกับสีน้ำเงิน
ถาม: เดินทางจากตัวเมืองร้อยเอ็ดไปวัดเหล่าฮกอย่างไร?
ตอบ: ใช้ทางหลวงหมายเลข 215 มุ่งหน้าอำเภอเมืองสรวง แล้วเข้าสู่ตำบลหนองผือและบ้านเหล่าฮก ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 35–45 นาที
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 4 สัปดาห์ที่แล้ว




