หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด >อ.อาจสามารถ >ต.หนองหมื่นถ่าน > วัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน)
TL;DR: วัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน) อยู่ที่บ้านหนองหมื่นถ่าน หมู่ที่ 5 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดทุกวัน เวลา 08.30 – 16.30 น.

ร้อยเอ็ด

วัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน)

วัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 16.30 น.
 
วัดจักรวาฬภูมิพินิจ หรือวัดหนองหมื่นถ่าน จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่บ้านหนองหมื่นถ่าน หมู่ที่ 5 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ ภายในวัดมีสิมหรืออุโบสถหลังเก่าซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของสถาปัตยกรรมพื้นเมืองอีสานแบบสิมทึบ ตัวอาคารก่ออิฐถือปูน ตั้งบนฐานเอวขัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก หลังคาทรงจั่วมุงด้วยกระเบื้องไม้แป้นเกล็ด ประดับหน้าบันลายตะวัน รวงผึ้งแกะสลักไม้ คันทวยรูปนาคผสมหงส์ โหง่ ลำยอง หางหงส์ และช่อฟ้าแบบช่างพื้นบ้านอีสาน ผนังภายนอกกับภายในยังมีฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังที่ถ่ายทอดพุทธประวัติ ภาพขุมนรก และวรรณคดีเรื่องสังข์สินไซ ทำให้สิมแห่งนี้มีคุณค่าครบทั้งด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม วรรณกรรม และประวัติศาสตร์ชุมชน
 
วัดยังคงเปิดใช้งานทางพระพุทธศาสนา มีพระสงฆ์จำพรรษา มีการประกอบพิธีกรรม งานบุญ และกิจกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นโบราณสถานร้าง ผู้มาเยือนสามารถเข้าทำบุญ เยี่ยมชมบริเวณวัด และชมสิมเก่าได้ทุกวันโดยไม่เสียค่าเข้าชม ช่วงเวลาที่เผยแพร่สำหรับการเข้าชมคือ 08.30–16.30 น. การเข้าภายในสิมขึ้นอยู่กับการเปิดอาคารในวันนั้น เนื่องจากสิมเป็นโบราณสถานที่ต้องควบคุมความปลอดภัยของภาพจิตรกรรม งานไม้ และองค์ประกอบดั้งเดิม ผู้ที่เดินทางมาเป็นคณะเพื่อศึกษา ถ่ายภาพ หรือเก็บข้อมูลเชิงวิชาการควรประสานคณะสงฆ์หรือเทศบาลตำบลหนองหมื่นถ่านก่อนเดินทาง
 
ชื่อวัดพบทั้งรูปแบบ “วัดจักรวาฬภูมิพินิจ” และ “วัดจักรวาลภูมิพินิจ” ส่วนชาวบ้านและข้อมูลการท่องเที่ยวมักเรียกว่า “วัดหนองหมื่นถ่าน” ตามชื่อหมู่บ้าน คำว่า “จักรวาฬภูมิพินิจ” สื่อถึงการพิจารณาโลก จักรวาล และภูมิแห่งสรรพชีวิตตามกรอบความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ขณะที่ชื่อวัดหนองหมื่นถ่านแสดงความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างวัดกับชุมชน ผู้ใช้แผนที่ออนไลน์จึงสามารถค้นหาสถานที่ได้จากชื่อทั้งสามรูปแบบ โดยควรตรวจสอบให้หมุดอยู่ที่บ้านหนองหมื่นถ่าน หมู่ที่ 5 อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด 45160
 
พื้นที่วัดตามทะเบียนมีเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา ทิศเหนือจดพื้นที่นาของชาวบ้าน ทิศใต้เชื่อมกับถนนเข้าสู่บ้านยางเดี่ยว ทิศตะวันออกใกล้ดอนปู่ตา และทิศตะวันตกติดถนนศรีสุวรนันท์ ภูมิทัศน์รอบวัดจึงเชื่อมโยงทั้งพื้นที่เกษตร ชุมชน ถนน และพื้นที่ความเชื่อดั้งเดิม วัดไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างหมู่บ้านซึ่งมีบ้านเรือน แหล่งน้ำ พื้นที่ทำกิน ดอนปู่ตา โรงเรียน และพื้นที่สาธารณะอยู่ใกล้กัน รูปแบบดังกล่าวพบได้ทั่วไปในชุมชนอีสานที่วัด บ้าน และพื้นที่เกษตรเติบโตควบคู่กัน
 
ประวัติการก่อตั้งวัดปรากฏช่วงเวลาแตกต่างกันในเอกสารแต่ละชุด ทะเบียนประวัติวัดบันทึกปีตั้งวัดไว้ที่ พ.ศ. 2330 ขณะที่ข้อมูลกรมศิลปากรระบุการจัดตั้งวัดใน พ.ศ. 2430 และตำนานท้องถิ่นเชื่อมโยงการเริ่มต้นชุมชนกับเหตุการณ์ในราว พ.ศ. 2419 ข้อมูลทุกชุดกล่าวถึงนายสิงห์ สิงห์เสนา หรือปู่เมืองปาก ซึ่งมีถิ่นเดิมอยู่บ้านหนองแล้ง แขวงเมืองสุวรรณภูมิ ก่อนนำครอบครัวและเครือญาติมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านหนองหมื่นถ่าน แล้วร่วมกับชาวบ้านสร้างวัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน
 
ความแตกต่างของปีในเอกสารสะท้อนการบันทึกประวัติคนละระดับ ปี พ.ศ. 2330 ในทะเบียนวัดอาจเกี่ยวข้องกับความทรงจำเรื่องการเริ่มมีพื้นที่ศาสนาหรือชุมชนเดิม ส่วนตำนาน พ.ศ. 2419 เชื่อมกับการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของกลุ่มครอบครัวที่นำโดยปู่เมืองปาก และปี พ.ศ. 2430 เป็นช่วงที่กรมศิลปากรใช้กำหนดการสร้างวัดประจำหมู่บ้านอย่างเป็นระบบ สิ่งที่ปรากฏชัดคือชุมชนบ้านหนองหมื่นถ่านมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลายช่วง ไม่ได้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เพียงปีเดียว วัดจึงเป็นผลจากกระบวนการตั้งบ้าน สร้างชุมชน และจัดระเบียบพระพุทธศาสนาที่ต่อเนื่องกัน
 
ปู่เมืองปากหรือสิงห์ สิงห์เสนาเป็นบุคคลสำคัญในประวัติบ้านหนองหมื่นถ่าน ตำนานชุมชนกล่าวถึงบทบาทของท่านในการนำผู้คนมาตั้งถิ่นฐานและช่วยราชการในช่วงเหตุการณ์ความขัดแย้งกับกองกำลังจีนฮ่อกับฝรั่งเศส ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามว่า “หลวงชนะสงคราม” เรื่องราวของท่านยังได้รับการถ่ายทอดผ่านศูนย์วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นของโรงเรียนหนองหมื่นถ่านวิทยา ซึ่งรวบรวมประวัติชุมชน เครื่องมือทอผ้า เครื่องมือทำนา เครื่องดนตรี เครื่องมือหาปลา ภาชนะ และสิ่งของที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่
 
การตั้งวัดพร้อมกับการสร้างหมู่บ้านเป็นรูปแบบสำคัญของสังคมอีสาน วัดทำหน้าที่เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ศูนย์การศึกษา พื้นที่ประชุม และที่พึ่งทางจิตใจ เด็กชายในอดีตเรียนการอ่านเขียน บทสวด และอักษรธรรมจากพระสงฆ์ ผู้ใหญ่ใช้ศาลาวัดเป็นพื้นที่หารือเรื่องส่วนรวม ส่วนงานบุญ งานศพ การอุปสมบท และการทำบุญให้บรรพชนล้วนเกี่ยวข้องกับวัด ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้วัดจักรวาฬภูมิพินิจเป็นมากกว่าสถานที่เก็บรักษาสิมเก่า แต่เป็นศูนย์กลางที่ช่วยให้บ้านหนองหมื่นถ่านพัฒนาเป็นชุมชนที่มีโครงสร้างและอัตลักษณ์ร่วมกัน
 
วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2451 โดยเอกสารบางชุดระบุวันที่ 19 กุมภาพันธ์ และข้อมูลกรมศิลปากรระบุวันที่ 19 พฤษภาคม เขตวิสุงคามสีมากว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร วิสุงคามสีมาคือเขตที่ได้รับพระราชทานสำหรับประกอบสังฆกรรม เช่น การอุปสมบทและการสวดพระปาติโมกข์ การมีเขตสีมาทำให้วัดสามารถประกอบพิธีของพระสงฆ์ได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย และเป็นหลักฐานว่าวัดมีสถานะมั่นคงในระบบการปกครองคณะสงฆ์ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25
 
สิมเก่าที่เป็นจุดเด่นของวัดสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2452 หลังจากการได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาไม่นาน ตัวอาคารจึงเป็นผลจากความต้องการสร้างพื้นที่ประกอบสังฆกรรมถาวรให้แก่พระสงฆ์และชุมชน รูปแบบอาคารยังใช้ภาษาเชิงสถาปัตยกรรมของช่างพื้นเมืองอีสานอย่างชัดเจน แม้ช่วงเวลานั้นหัวเมืองอีสานจะเข้าสู่ระบบการบริหารแบบรวมศูนย์ของสยามมากขึ้นแล้วก็ตาม ช่างยังคงใช้ฐานเอวขัน หลังคามุงไม้ งานแกะสลักนาค รวงผึ้ง คันทวย และฮูปแต้มเป็นองค์ประกอบหลัก แสดงว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นยังมีบทบาทสูงในการสร้างศาสนสถาน
 
คำว่า “สิม” เป็นคำเรียกอุโบสถในวัฒนธรรมอีสานและลาว มีรากจากคำว่า “สีมา” ซึ่งหมายถึงขอบเขตสำหรับทำสังฆกรรม สิมพื้นบ้านมักมีขนาดเล็กกว่าอุโบสถในพระอารามหลวง เพราะสร้างเพื่อรองรับพระสงฆ์จำนวนไม่มากและใช้ทรัพยากรจากชุมชน วัสดุหลักประกอบด้วยอิฐ ปูน ไม้ และกระเบื้องไม้ อาคารมีรูปลักษณ์กะทัดรัด แต่ส่วนที่มีความหมายสูง เช่น ฐาน มุข หน้าบัน รวงผึ้ง คันทวย และเครื่องยอด ได้รับการตกแต่งอย่างละเอียด เพื่อแสดงความเคารพต่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และสร้างเอกลักษณ์ให้แก่วัด
 
สิมวัดจักรวาฬภูมิพินิจได้รับการจัดประเภทเป็นสิมทึบพื้นบ้านอีสาน ตัวอาคารเป็นผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 3 ช่วงเสา หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีมุขด้านหน้าและบันไดทอดขึ้นจากแนวทางเข้า การเรียกว่า “สิมทึบ” หมายถึงการใช้ผนังก่ออิฐฉาบปูนปิดล้อมพื้นที่ภายในเป็นหลัก แตกต่างจากสิมโปร่งซึ่งเปิดด้านข้างหรือใช้เสารับหลังคาโดยมีผนังต่ำ สิมทึบช่วยสร้างความสงบ ควบคุมแสง และรักษาความเป็นส่วนตัวระหว่างประกอบสังฆกรรม ขณะเดียวกันผนังก็กลายเป็นพื้นผิวสำหรับเขียนฮูปแต้มทั้งภายนอกและภายใน
 
การสำรวจรูปแบบสิมบันทึกขนาดตัวอาคารกว้างประมาณ 5.30 เมตร ยาวประมาณ 7.85 เมตรเมื่อรวมมุขหน้า ผนังก่ออิฐฉาบปูนสูงประมาณ 3.30 เมตร และฐานเอวขันสูงประมาณ 1.60 เมตร ขนาดดังกล่าวทำให้สิมมีสัดส่วนกะทัดรัดแต่สง่างาม ฐานที่สูงช่วยยกพื้นที่ประกอบพิธีให้พ้นจากความชื้นและน้ำฝน ส่วนผนังที่ไม่สูงเกินไปทำให้หลังคาและงานไม้ด้านบนเด่นชัด เมื่อมองจากลานด้านหน้า สายตาจะเริ่มจากฐานปูนที่อ่อนช้อย ต่อขึ้นไปยังมุข รวงผึ้ง หน้าบัน และเครื่องยอดตามลำดับ
 
ฐานเอวขันเป็นองค์ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมอีสาน ชื่อเรียกมาจากรูปทรงที่มีส่วนเว้าและส่วนโป่งคล้ายเอวของขันหรือภาชนะ ชั้นฐานของสิมวัดจักรวาฬภูมิพินิจปั้นเป็นบัวปากพาน มีจังหวะเส้นนูนและเส้นเว้าที่ต่อเนื่องรอบอาคาร ฐานทำหน้าที่รับน้ำหนัก ป้องกันความชื้น และแยกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากระดับลานวัด ในด้านความงาม เส้นฐานแนวนอนช่วยถ่วงสมดุลกับหลังคาทรงจั่วที่มีทิศทางพุ่งขึ้นด้านบน จึงเกิดสัดส่วนที่มั่นคงและไม่ทำให้ตัวอาคารขนาดเล็กดูหนักหรืออึดอัด
 
มุขด้านหน้าเป็นพื้นที่เปลี่ยนผ่านระหว่างลานวัดกับห้องสิม บันไดทอดขึ้นตรงสู่ประตูด้านทิศตะวันออก ผู้ขึ้นอาคารต้องผ่านบริเวณมุขก่อนเข้าสู่พื้นที่ภายใน มุขช่วยบังแสงแดดกับฝนไม่ให้กระทบประตูและผนังโดยตรง อีกทั้งเป็นจุดสำหรับถอดรองเท้า จัดเครื่องสักการะ หรือรอเข้าร่วมพิธี ความพิเศษของมุขอยู่ที่แผงรวงผึ้งขนาดใหญ่ซึ่งไม่มีเสาคู่หน้าด้านในรองรับ ทำให้แผงไม้หย่อนลงมาเกือบถึงระดับระเบียง เกิดรูปทรงโค้งที่มีเอกลักษณ์และดึงสายตาอย่างชัดเจน
 
รวงผึ้งหรือฮังผึ้งเป็นแผงไม้ประดับใต้หน้าบันและคานด้านหน้าสิม ชื่อเกิดจากลักษณะที่แผงห้อยลงมาคล้ายรวงผึ้ง ช่างได้แกะสลักลายกนกเครือ เถาไม้ และดอกลอยตามแนวโค้งอย่างละเอียด ลายไม่ได้เคร่งครัดตามแบบช่างหลวง แต่มีจังหวะและสัดส่วนที่เกิดจากความเข้าใจเนื้อไม้ เครื่องมือ และพื้นที่จริง ความงามของรวงผึ้งจึงอยู่ที่ร่องรอยฝีมือมนุษย์ ความไม่สมมาตรเล็กน้อย และการใช้เส้นโค้งเชื่อมองค์ประกอบทั้งหมดให้ดูมีชีวิต
 
หน้าบันตีไม้เป็นรูปดวงตะวัน มีรัศมีแผ่ออกจากจุดศูนย์กลางและประดับกระจกเงาเพื่อสะท้อนแสง มุมทั้งสามของหน้าบันตกแต่งด้วยดอกลอยขนาดใหญ่ ลายตะวันเป็นสัญลักษณ์ของแสงสว่าง พลังชีวิต และปัญญาที่ขจัดความมืดทางจิตใจ การนำกระจกมาติดบนหน้าบันทำให้แสงเปลี่ยนไปตามทิศทางของดวงอาทิตย์ เมื่อผู้คนเดินเข้าสู่วัดในช่วงเช้า กระจกจะสะท้อนแสงเหนือมุขและช่วยเน้นว่าพื้นที่เบื้องหน้าเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์
 
โหง่เป็นไม้แกะสลักบริเวณปลายหลังคา มีลักษณะส่วนอกใหญ่ ปากและยอดเรียวแหลม รูปทรงสัมพันธ์กับหัวนาคหรือสัตว์ในจินตนาการตามความเชื่อพื้นบ้าน ลำยองสลักเป็นตัวนาคเลื้อยสะดุ้ง 4 ชั้น มีเกล็ดและเส้นโค้งแตกต่างจากลำยองของศิลปะภาคกลาง หางหงส์สลักเป็นรูปนาค 3 เศียร ส่วนช่อฟ้าทำเป็นยอดปราสาท มีนภศูลและฉัตร 3 ชั้น รายละเอียดเหล่านี้ทำให้หลังคาไม่เป็นเพียงส่วนป้องกันแดดฝน แต่กลายเป็นพื้นที่ถ่ายทอดคติเรื่องนาค ปราสาท และโลกศักดิ์สิทธิ์
 
คันทวยของสิมแกะสลักเป็นรูปสัตว์ผสมระหว่างหงส์กับนาค ส่วนหัวเป็นนาคและมีปีกคล้ายหงส์ ตั้งอยู่บนเต้าไม้ที่ยื่นจากเสาด้านข้าง คันทวยมีบทบาทเชิงประดับมากกว่าการรับน้ำหนักหลัก รูปสัตว์ผสมแสดงอิสระทางจินตนาการของช่างอีสานซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่กับแบบมาตรฐาน นาคเชื่อมกับน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ และการคุ้มครองพระพุทธศาสนา ส่วนหงส์สัมพันธ์กับความสง่างามและโลกเบื้องสูง การรวมสัตว์ทั้งสองไว้ในชิ้นเดียวจึงทำให้คันทวยมีความหมายหลายระดับ
 
บริเวณบันไดมีปูนปั้นรูปสิงห์มอมหรือสัตว์ผู้พิทักษ์ตามแบบพื้นเมืองอีสาน รูปลักษณ์แตกต่างจากสิงห์ในศิลปะภาคกลางและภาคเหนือ ทั้งสัดส่วน ใบหน้า ลำตัว และการจัดท่าทาง สิงห์มอมทำหน้าที่เฝ้าทางขึ้นและสร้างเส้นแบ่งระหว่างพื้นลานกับฐานสิม ผู้เดินขึ้นบันไดจึงผ่านสัตว์ผู้คุ้มครองก่อนเข้าสู่พื้นที่ประกอบพิธี ความแตกต่างของรูปแบบแสดงให้เห็นว่าช่างท้องถิ่นรับแนวคิดเรื่องสัตว์เฝ้าศาสนสถานมาใช้ แต่ตีความรูปร่างตามประสบการณ์และรสนิยมของตนเอง
 
ประตูและหน้าต่างของสิมทำอย่างเรียบง่าย ไม่มีงานแกะสลักหนาแน่น หน้าต่างเจาะด้านละ 2 ช่องเพื่อรับแสงกับระบายอากาศ การลดจำนวนและขนาดช่องเปิดช่วยรักษาความมั่นคงของผนังก่ออิฐและสร้างภาวะแสงสลัวภายใน ห้องสิมจึงมีบรรยากาศสงบและทำให้พระประธานกับฮูปแต้มเด่นขึ้น ความเรียบง่ายของประตูกับหน้าต่างยังทำหน้าที่ถ่วงสมดุลกับส่วนบนซึ่งประดับงานไม้จำนวนมาก หากทุกส่วนได้รับการตกแต่งอย่างหนาแน่น อาคารอาจดูสับสนและลดความโดดเด่นของรวงผึ้งกับหน้าบัน
 
หลังคาเป็นหลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มุงด้วยกระเบื้องไม้หรือแป้นเกล็ด แป้นเกล็ดเป็นแผ่นไม้ขนาดเล็กวางซ้อนกันคล้ายเกล็ดปลา น้ำฝนไหลผ่านจากแผ่นบนลงสู่แผ่นล่างก่อนออกจากชายคา วัสดุชนิดนี้มีน้ำหนักไม่มากและสามารถผลิตจากไม้ในท้องถิ่น แต่ต้องใช้ช่างที่เข้าใจการเลือกไม้ การผ่าแผ่น ความหนา และระยะซ้อน กระเบื้องไม้ต้องได้รับการตรวจสภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะความชื้น ปลวก เชื้อรา และแสงแดดสามารถทำให้แผ่นไม้แตกร้าวหรือสูญเสียความสามารถในการป้องกันน้ำ
 
การใช้ผนังก่ออิฐกับโครงหลังคาไม้เป็นระบบผสมที่เหมาะกับทรัพยากรของชุมชน อิฐสร้างมวลอาคารและรับน้ำหนัก ส่วนไม้ใช้กับโครงสร้างที่ต้องการความยืดหยุ่นและงานประดับละเอียด อิฐพื้นเมืองในอดีตเผาด้วยอุณหภูมิไม่สูงเท่าอิฐอุตสาหกรรม จึงมีเนื้อไม่แกร่งและดูดซึมน้ำได้มาก ปูนฉาบโบราณมีความยืดหยุ่นและระบายความชื้นได้ดีกว่าปูนซีเมนต์ เมื่อวัสดุหมดสภาพหรือได้รับการซ่อมด้วยวัสดุแข็งเกินไป อาจเกิดการแตกร้าวและการหลุดร่อนบริเวณฐานกับมุมอาคาร
 
ในอดีตฐานบริเวณมุมเสามุขหน้าเคยเกิดความเสียหายจากเสาไม้ถูกปลวกกัดจนขาด อิฐที่ก่อหุ้มเสาจึงกะเทาะร่วงตามลงมา ขณะเดียวกันปูนฉาบแบบเดิมสูญเสียแรงยึดเกาะ ทางวัดได้ซ่อมบางส่วนด้วยซีเมนต์เพื่อให้อาคารกลับมาใช้งานได้ เหตุการณ์นี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างการซ่อมเพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วนกับการอนุรักษ์ตามหลักวิชาการ ปูนซีเมนต์มีความแข็งและการระบายความชื้นต่างจากปูนโบราณ หากใช้โดยไม่มีการศึกษาวัสดุ อาจทำให้แรงและความชื้นสะสมในอิฐเก่า
 
ครั้งหนึ่งคณะกรรมการวัดเคยมีความคิดรื้อสิมเก่าเนื่องจากสภาพวัสดุและความต้องการใช้อาคารใหม่ แต่พระสมุห์พิบูลย์ สุจิตโต ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตามทะเบียนตั้งแต่ พ.ศ. 2534 ได้คัดค้านการรื้อถอนและผลักดันให้รักษาอาคารไว้ ความเข้าใจคุณค่าของสิมทำให้โบราณสถานรอดพ้นจากการสูญหาย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยกรรมาธิการสถาปนิกอีสาน จึงมอบโล่เกียรติยศนักอนุรักษ์ดีเด่นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2534 เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างสำคัญของบทบาทพระสงฆ์และชุมชนในการรักษามรดกก่อนที่การคุ้มครองทางกฎหมายจะสมบูรณ์
 
กรมศิลปากรดำเนินการบูรณะโบราณสถานครั้งล่าสุดตามทะเบียนใน พ.ศ. 2542 การบูรณะมีเป้าหมายรักษาความมั่นคงของฐาน ผนัง โครงหลังคา และงานประดับ โดยต้องคงรูปแบบกับวัสดุดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด งานประเภทนี้ต้องสำรวจรอยแตกร้าว ความชื้น ปลวก สภาพแป้นเกล็ด จุดต่อโครงไม้ ชั้นปูน และสีของฮูปแต้มอย่างละเอียด การเปลี่ยนไม้หรือปูนทุกส่วนให้ใหม่อาจทำให้อาคารสูญเสียหลักฐานของช่างเดิม การอนุรักษ์จึงเน้นการซ่อมเฉพาะจุดที่จำเป็นและรักษาร่องรอยประวัติของแต่ละช่วงเวลา
 
สิมได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตที่ดินเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2544 พื้นที่โบราณสถานประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา การขึ้นทะเบียนทำให้ตัวสิม งานไม้ ฮูปแต้ม ฐานอาคาร และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การรื้อ ต่อเติม ขุดดิน เคลื่อนย้าย หรือเปลี่ยนแปลงส่วนสำคัญต้องได้รับอนุญาตจากกรมศิลปากร วัดยังคงใช้พื้นที่ทางศาสนาได้ตามปกติ แต่การพัฒนาใหม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อโบราณสถานและทัศนียภาพโดยรอบ
 
คุณค่าที่โดดเด่นอีกด้านคือฮูปแต้มบนผนัง คำว่า “ฮูปแต้ม” ในภาษาอีสานหมายถึงรูปภาพที่เขียนหรือแต้มลงบนผนัง ช่างใช้สีจากวัสดุธรรมชาติและสีที่หาได้ในแต่ละยุค ผสมกับกาวหรือวัสดุประสานก่อนเขียนลงบนผิวปูน ภาพมักใช้เส้นสีเข้มกำหนดรูปร่างและระบายสีเป็นพื้นที่เรียบ ไม่เน้นทัศนียภาพกับสัดส่วนแบบตะวันตก ตัวละคร สัตว์ อาคาร และภูมิประเทศถูกจัดตามความสำคัญของเรื่อง ทำให้ภาพอ่านง่ายและเหมาะกับการใช้เป็นสื่อสอนธรรมแก่ชุมชน
 
ฮูปแต้มภายนอกด้านหน้าสิมประกอบด้วยพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าออกผนวช ภาพมารผจญ และภาพขุมนรก เรื่องการออกผนวชแสดงช่วงที่เจ้าชายสิทธัตถะละชีวิตในพระราชวังเพื่อแสวงหาความจริง บางรายละเอียดเชื่อมกับตอนปลงพระเกศา โดยพระอินทร์รับพระเกศาไปประดิษฐานในพระเจดีย์จุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภาพนี้สื่อถึงการละทิ้งฐานะทางโลกและการเริ่มต้นเส้นทางสู่การตรัสรู้ พร้อมเชื่อมเรื่องราวของมนุษย์กับโลกสวรรค์ตามคติจักรวาลทางพระพุทธศาสนา
 
ภาพมารผจญกล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนการตรัสรู้ เมื่อพญามารและบริวารพยายามขัดขวางพระโพธิสัตว์ พระองค์ทรงอ้างพระแม่ธรณีเป็นพยานถึงบุญบารมีที่สั่งสมมา พระแม่ธรณีบีบน้ำจากมวยผมจนกลายเป็นกระแสน้ำพัดกองทัพมารแตกพ่าย เนื้อเรื่องสอนว่าความดี ความเพียร และสติสามารถเอาชนะความกลัวกับกิเลสได้ ช่างพื้นบ้านมักวาดกองทัพมารด้วยท่าทางเคลื่อนไหว หน้าตาแปลก และเครื่องแต่งกายหลากหลาย ทำให้ภาพมีชีวิตชีวาและดึงความสนใจของผู้ชม
 
ภาพขุมนรกทำหน้าที่เป็นคำสอนเรื่องผลของกรรม ช่างแสดงผู้ทำบาปได้รับผลตามการกระทำ โดยใช้ภาพยมบาล การลงโทษ ไฟ อาวุธ สัตว์ และภูมิประเทศที่น่ากลัว แม้ภาพมีลักษณะรุนแรง แต่จุดประสงค์หลักคือเตือนให้ผู้ชมละเว้นการเบียดเบียน การลักทรัพย์ การผิดศีล และการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ในสังคมที่คนจำนวนมากไม่ได้อ่านคัมภีร์ ภาพบนผนังสิมทำหน้าที่เป็นหนังสือภาพสาธารณะซึ่งเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุสามารถเรียนรู้หลักกรรมร่วมกัน
 
ฮูปแต้มภายในสิมถ่ายทอดวรรณคดีพื้นเมืองเรื่องสังข์สินไซหรือสังข์ศิลป์ชัย วรรณคดีเรื่องนี้แพร่หลายในวัฒนธรรมลาวและอีสาน เล่าเรื่องการเดินทางของวีรบุรุษ การเผชิญอุปสรรค ความกล้าหาญ ความกตัญญู และการต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม เรื่องราวมีทั้งมนุษย์ ยักษ์ สัตว์มหัศจรรย์ เมือง ป่า ภูเขา และโลกเหนือธรรมชาติ ช่างนำเหตุการณ์สำคัญมาเรียงบนผนังโดยไม่จำเป็นต้องแบ่งกรอบเหมือนหนังสือ ผู้ชมสามารถติดตามเรื่องจากตัวละครและทิศทางการเคลื่อนไหวของภาพ
 
สังข์สินไซมีสถานะมากกว่านิทานเพื่อความบันเทิง เนื้อเรื่องแสดงคุณธรรมของผู้นำ ความซื่อสัตย์ต่อครอบครัว การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ตัวละครต้องใช้ทั้งกำลัง ปัญญา และความอดทนเพื่อผ่านบททดสอบ การนำวรรณคดีพื้นเมืองมาเขียนในสิมทำให้พื้นที่ประกอบพิธีของพระสงฆ์เชื่อมโยงกับโลกของชาวบ้าน คำสอนทางพระพุทธศาสนาจึงไม่ได้ถ่ายทอดผ่านพุทธประวัติเพียงอย่างเดียว แต่แทรกอยู่ในเรื่องราวที่ผู้คนรู้จักจากการเทศน์ การอ่านหนังสือผูก และการเล่าปากต่อปาก
 
ภาพจิตรกรรมของสิมเขียนขึ้นก่อน พ.ศ. 2500 และอยู่ในกลุ่มงานช่างพื้นบ้านร้อยเอ็ดที่มีความสัมพันธ์กับฮูปแต้มของวัดกลางมิ่งเมือง วัดไตรภูมิคณาจารย์ วัดขอนแก่นเหนือ วัดประตูชัย และวัดมาลาภิรมย์ ความสัมพันธ์ไม่ได้หมายความว่าภาพทั้งหมดสร้างโดยช่างคนเดียว แต่สะท้อนเครือข่ายการเดินทางของช่าง รูปแบบการเขียน และการแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าระหว่างชุมชน ช่างอาจเดินทางรับงานตามวัดต่าง ๆ หรือศิษย์เรียนรู้จากครูแล้วนำวิธีเขียนไปปรับใช้กับพื้นที่ของตน
 
องค์ประกอบของฮูปแต้มให้ข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตผู้คนในช่วงที่ภาพถูกสร้าง แม้เนื้อเรื่องเป็นพุทธประวัติหรือวรรณคดี แต่ช่างมักวาดบ้าน เครื่องแต่งกาย อาวุธ ภาชนะ พาหนะ และท่าทางตามสิ่งที่เห็นในสังคมของตน ภาพจึงเป็นหลักฐานด้านชาติพันธุ์วรรณนาและประวัติชีวิตประจำวัน ผู้ศึกษาอาจพบรายละเอียดเกี่ยวกับผ้าซิ่น เครื่องประดับ ทรงผม บ้านยกพื้น เครื่องมือ หรือวิธีเดินทางซึ่งไม่ได้ปรากฏชัดในเอกสารราชการ
 
สีของฮูปแต้มเปลี่ยนแปลงตามอายุ แสง ความชื้น ฝุ่น ควันธูป และการสัมผัส สีบางส่วนซีดลง ขณะที่บางพื้นที่เกิดคราบหรือการหลุดร่อน การอนุรักษ์จิตรกรรมต้องเริ่มจากควบคุมน้ำรั่วและความชื้นของผนัง ไม่ใช่การลงสีใหม่ทับภาพเดิม การทำความสะอาดด้วยผ้า น้ำ หรือสารเคมีโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญสามารถละลายสีและทำให้เส้นดั้งเดิมหายไป ผู้มาเยือนจึงต้องรักษาระยะห่าง ไม่พิงผนัง และไม่ใช้แฟลชในระยะใกล้
 
ภายในวัดยังมีศาลาการเปรียญขนาดประมาณ 12.80 × 16.60 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 เป็นศาลาทรงไทยสำหรับฟังธรรม ทำบุญ ประชุม และรองรับกิจกรรมของชุมชน มีกุฏิสงฆ์อาคารไม้และวิหารขนาดประมาณ 15 × 15 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2522 อาคารเหล่านี้แสดงการขยายตัวของวัดหลังยุคสร้างสิม ชุมชนมีจำนวนประชากรและกิจกรรมเพิ่มขึ้นจึงต้องการพื้นที่ขนาดใหญ่กว่าเดิม สิมเก่าสามารถลดภาระจากการใช้งานหนักและทำหน้าที่เป็นมรดกทางสถาปัตยกรรม ขณะที่อาคารใหม่รองรับพิธีในชีวิตประจำวัน
 
การแบ่งหน้าที่ระหว่างอาคารเก่ากับอาคารใหม่เป็นหลักสำคัญของการรักษามรดกที่มีชีวิต หากบังคับให้สิมเก่ารองรับงานขนาดใหญ่ทุกครั้ง พื้น บันได ผนัง และงานไม้จะได้รับแรงกระแทกมากขึ้น แต่หากปิดอาคารโดยไม่ให้ชุมชนใช้หรือเข้าถึงเลย สิมอาจสูญเสียความหมายทางศาสนา แนวทางที่เหมาะสมคือใช้งานอย่างจำกัด รักษาพิธีบางประเภท และเปิดให้ชมภายใต้การดูแล ขณะที่ศาลา วิหาร และอาคารสมัยใหม่ทำหน้าที่รองรับประชาชนจำนวนมาก
 
พื้นที่วัดแบ่งออกได้เป็นเขตสิมเก่าและโบราณสถาน เขตวิหารกับพระพุทธรูป เขตศาลาการเปรียญและพื้นที่ทำบุญ เขตสังฆาวาสกับกุฏิ เขตลานกิจกรรมและที่จอดรถ รวมถึงพื้นที่สีเขียวกับแนวเชื่อมชุมชน เขตสิมเก่าต้องรักษาความสงบและควบคุมการสัมผัสวัสดุ เขตสังฆาวาสเป็นพื้นที่พักของพระสงฆ์ซึ่งไม่ควรเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนศาลาและลานกิจกรรมเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งใช้รองรับงานบุญ การประชุม และกิจกรรมของหน่วยงานท้องถิ่น
 
สถานะการเปิดใช้งานของวัดยังเห็นได้จากการจัดประชุมสัญจรของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงกิจกรรมจิตอาสาของอำเภออาจสามารถกับเทศบาลตำบลหนองหมื่นถ่านเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 การเลือกวัดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมแสดงว่าวัดยังเป็นพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้ มีผู้ดูแล และมีความสัมพันธ์กับการบริหารชุมชน งานจิตอาสาช่วยทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์ ดูแลพื้นที่ และสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกันระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ และเยาวชน
 
วัดยังเป็นพื้นที่ประกอบงานบุญตามฮีตสิบสอง ได้แก่ มาฆบูชา วิสาขบูชา อาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา กฐิน ผ้าป่า สงกรานต์ และงานทำบุญของครอบครัว ในวันงานชาวบ้านร่วมกันทำความสะอาด เตรียมอาหาร จัดเครื่องสักการะ ประดับสถานที่ และต้อนรับผู้มาร่วมบุญ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้สิมไม่ได้ตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่หยุดนิ่ง แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตประจำปีของชุมชน แม้พิธีหลักบางอย่างจะย้ายไปใช้อาคารที่กว้างกว่าแล้วก็ตาม
 
ผู้มาเยือนควรเริ่มชมจากลานด้านหน้าสิม โดยยืนห่างพอที่จะเห็นฐานเอวขัน มุข รวงผึ้ง หน้าบัน และหลังคาอยู่ในภาพเดียวกัน จากนั้นเดินเข้าด้านข้างเพื่อดูคันทวย หน้าต่าง และลำยอง การมองจากมุมเฉียงช่วยให้เห็นความลึกของมุขและการซ้อนชั้นงานไม้มากกว่าการมองตรงเพียงด้านเดียว ด้านหลังกับด้านข้างยังช่วยอธิบายว่าผนังก่ออิฐรับโครงหลังคาอย่างไรและชายคาช่วยป้องกันน้ำฝนจากผิวปูนในระดับใด
 
ก่อนขึ้นสิมต้องถอดรองเท้าและหมวก แต่งกายสุภาพ เสื้อปิดไหล่ กางเกงหรือกระโปรงคลุมเข่า ไม่ถืออาหารกับเครื่องดื่มเข้าไปภายใน พื้นที่มีขนาดจำกัดจึงเหมาะกับการเข้าชมเป็นกลุ่มเล็ก ผู้เข้าชมไม่ควรยืนบังพระประธาน ขวางประตู หรือนั่งเหยียดเท้าไปทางพระพุทธรูป หากพระสงฆ์กำลังประกอบพิธีหรือมีผู้มาสวดมนต์ ควรรอภายนอกหรือชมส่วนอื่นก่อน เพื่อรักษาบรรยากาศและไม่รบกวนหน้าที่หลักของอาคาร
 
งานไม้บริเวณรวงผึ้ง คันทวย โหง่ ลำยอง หางหงส์ และหน้าบันมีความเปราะบางจากอายุ ความชื้น และแมลง ไม่ควรจับ โหน พิง หรือนำสิ่งของไปแขวน แม้ไม้บางชิ้นดูแข็งแรง แต่จุดต่อด้านในอาจเสื่อมสภาพหรือมีรอยแตก การสัมผัสซ้ำยังทำให้คราบไขมันจากมือสะสมและดึงฝุ่นเกาะผิวไม้ การชมจากระยะเหมาะสมและใช้การซูมภาพช่วยให้เห็นรายละเอียดโดยไม่สร้างแรงกระทบต่อวัสดุ
 
ผนังที่มีฮูปแต้มต้องไม่สัมผัส ลูบ ถู หรือทำความสะอาดด้วยตนเอง ไม่ควรใช้แฟลชแรงในระยะใกล้และไม่ตั้งอุปกรณ์พิงผนัง ขาตั้งกล้องต้องวางบนพื้นที่ซึ่งไม่กีดขวางทางเดินหรือกระแทกฐานสิม การถ่ายภาพเพื่อการค้า การถ่ายแบบ การใช้ไฟเสริม หรือการบันทึกภาพเป็นคณะควรขออนุญาตก่อน เนื่องจากสิมเป็นทั้งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และโบราณสถานตามกฎหมาย
 
ช่วงเช้า 08.30–10.30 น. เหมาะกับการชมหน้าสิมซึ่งหันไปทางทิศตะวันออก แสงเช้าช่วยให้เห็นหน้าบัน รวงผึ้ง และผิวปูนได้ชัด อุณหภูมิยังไม่สูงและพื้นที่ค่อนข้างสงบ ช่วงบ่าย 14.30–16.30 น. แสงจะตกกระทบด้านข้าง ทำให้คันทวยกับมิติของฐานเด่นขึ้น ส่วนกลางวันอาจมีแสงแข็งและอากาศร้อน โดยเฉพาะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม แต่บริเวณศาลาและต้นไม้ภายในวัดช่วยให้พักได้
 
ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินชมสิมและจัดเส้นทางเที่ยวหลายแห่งในวันเดียว อากาศค่อนข้างแห้งและเดินทางสะดวก ฤดูฝนทำให้พื้นที่นาและต้นไม้รอบบ้านหนองหมื่นถ่านเขียวสด แต่บันไดกับพื้นรอบฐานอาจลื่น ความชื้นสูงยังทำให้ต้องระวังการสัมผัสผนัง ส่วนฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงและตรงกับช่วงงานสงกรานต์กับงานบุญหลายประเภท ผู้มาเยือนจึงได้เห็นบรรยากาศชุมชนที่คึกคักมากขึ้น
 
สิ่งอำนวยความสะดวกภายในวัดประกอบด้วยพื้นที่จอดรถ ลานอเนกประสงค์ ศาลาการเปรียญ ศาลาพัก พื้นที่ร่มเงา และอาคารบริการพื้นฐาน สิมตั้งบนฐานสูงและต้องใช้บันได จึงไม่สามารถเข้าถึงภายในด้วยรถเข็น ผู้สูงอายุหรือผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวสามารถชมงานสถาปัตยกรรมภายนอกจากลานได้อย่างใกล้ชิด การจอดรถควรใช้พื้นที่ที่วัดจัดไว้และไม่กีดขวางทางเข้า กุฏิ หรือเส้นทางสำหรับกิจกรรมของชุมชน
 
การเดินทาง จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ใช้ทางหลวงหมายเลข 2043 มุ่งหน้าอำเภออาจสามารถ ระยะทางจากตัวเมืองถึงเขตอำเภอประมาณ 32–34 กิโลเมตร จากตัวอำเภอเดินทางต่อไปตามเส้นทางสู่ตำบลหนองหมื่นถ่านประมาณ 10 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวเข้าสู่บ้านหนองหมื่นถ่านอีกประมาณ 2 กิโลเมตร รวมระยะทางจากตัวเมืองร้อยเอ็ดประมาณ 44–46 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 50–65 นาที ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นและสภาพถนน
 
พิกัดวัดอยู่ที่ประมาณ 15.734202, 103.981583 หรือพิกัดในรูปแบบองศาที่ประมาณ N 15°44'10" E 103°58'45" ถนนช่วงสุดท้ายผ่านชุมชนและพื้นที่เกษตร ผู้ขับรถควรลดความเร็ว ระวังรถจักรยานยนต์ รถการเกษตร คนเดินเท้า และสัตว์เลี้ยง สามารถค้นหาแผนที่ด้วยคำว่า “วัดจักรวาฬภูมิพินิจ” “วัดจักรวาลภูมิพินิจ” หรือ “วัดหนองหมื่นถ่าน” โดยตรวจสอบให้ปลายทางอยู่ที่อำเภออาจสามารถ ไม่ใช่วัดชื่อใกล้เคียงในพื้นที่อื่น
 
ผู้เดินทางด้วยรถโดยสารสามารถเข้าตัวอำเภออาจสามารถก่อน แล้วต่อรถรับจ้างท้องถิ่นไปบ้านหนองหมื่นถ่าน ควรตกลงค่าโดยสารและเวลารับกลับล่วงหน้า เนื่องจากรถสาธารณะที่ผ่านหน้าวัดไม่ได้มีรอบต่อเนื่องตลอดวัน การเดินทางเป็นกลุ่มสามารถเหมารถจากตัวเมืองร้อยเอ็ดหรืออำเภออาจสามารถ และจัดเส้นทางเชื่อมวัดกับศูนย์วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น วัดราษีไศล สวนน้ำอาจนคร และสถานที่ทางวัฒนธรรมในพื้นที่ใกล้เคียง
 
ศูนย์วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนหนองหมื่นถ่านวิทยาอยู่ในชุมชนเดียวกันและเหมาะกับการชมต่อจากวัด ภายในรวบรวมเรื่องหลวงชนะสงครามหรือปู่เมืองปาก เครื่องมือทอผ้า เครื่องมือทำนา ภาชนะ เครื่องดนตรี และอุปกรณ์จับปลา การชมสิมก่อนแล้วไปศูนย์วัฒนธรรมช่วยเชื่อมสถาปัตยกรรมทางศาสนากับชีวิตประจำวันของผู้คน ทำให้เข้าใจว่าช่าง ผู้ถวาย และผู้ใช้วัดมาจากสังคมเกษตรกรรมที่มีภูมิปัญญาหลากหลาย
 
วัดราษีไศลในอำเภออาจสามารถเป็นอีกสถานที่ซึ่งมีประวัติและศิลปกรรมพื้นบ้าน เหมาะกับผู้สนใจเปรียบเทียบรูปแบบวัดในชุมชนเดียวกัน ส่วนสวนน้ำอาจนคร วอเตอร์ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ทอยู่ในเขตตำบลอาจสามารถ รองรับการพักผ่อนของครอบครัวและมีบริการที่พัก การจัดเส้นทางวัดช่วงเช้าแล้วเข้าสู่ตัวอำเภอเพื่อรับประทานอาหารหรือพักผ่อนช่วงบ่ายช่วยให้การเดินทางไม่เร่งรีบ
 
ผู้สนใจสิมและฮูปแต้มสามารถเดินทางต่อไปยังวัดไตรภูมิคณาจารย์ในอำเภอสุวรรณภูมิ สิมของวัดดังกล่าวเป็นอาคารทึบพื้นเมือง มีงานไม้และภาพจิตรกรรมพุทธประวัติ การชมทั้งสองแห่งทำให้เห็นว่าช่างแต่ละชุมชนใช้ผัง วัสดุ และเรื่องเล่าแตกต่างกัน วัดจักรวาฬภูมิพินิจโดดเด่นที่รวงผึ้งขนาดใหญ่ หน้าบันลายตะวัน และเรื่องสังข์สินไซ ขณะที่วัดไตรภูมิคณาจารย์มีรูปแบบสิมกับฮูปแต้มอีกชุดหนึ่งซึ่งสะท้อนเครือข่ายงานช่างของร้อยเอ็ด
 
กู่พระโกนาในอำเภอสุวรรณภูมิเป็นโบราณสถานเขมรอายุประมาณ 1,000 ปี มีปราสาทอิฐ 3 หลังบนฐานเดียวกัน การเดินทางจากวัดจักรวาฬภูมิพินิจไปกู่พระโกนาช่วยให้เห็นความต่อเนื่องของศาสนสถานในร้อยเอ็ดตั้งแต่วัฒนธรรมเขมร ศาสนาพราหมณ์ และการเปลี่ยนผ่านสู่พระพุทธศาสนาแบบชุมชน สิมวัดหนองหมื่นถ่านมีขนาดเล็กและสร้างโดยช่างพื้นบ้าน แต่มีคุณค่าด้านวรรณกรรมกับจิตรกรรมที่แตกต่างจากงานสลักหินของปราสาทเขมร
 
ร้านอาหารที่อยู่ใกล้วัดที่สุดคือร้านอาหารอิ่มอร่อยเจ๊ดา บ้านหนองหมื่นถ่าน ส่วนร้านอาหารและคาเฟ่อื่นกระจายอยู่ในตัวอำเภออาจสามารถ เช่น อาม่าเค้ก By ลาวัลย์ ฮักกะแฟ(น) ร้านน้องปอนด์ บ้านกุเอง และร้านอาหารบริเวณสวนน้ำอาจนคร ระยะทางจากวัดไปตัวอำเภออยู่ที่ประมาณ 12–15 กิโลเมตร จึงเหมาะกับการชมสิมในช่วงเช้าแล้วเดินทางเข้าสู่เขตอำเภอเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน
 
ที่พักใกล้วัดส่วนใหญ่อยู่ในตัวอำเภออาจสามารถ ได้แก่ โรงแรม Good Time และอาจนคร วอเตอร์ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ท ตัวเลือกเพิ่มเติมอยู่ในอำเภอเมืองสรวง อำเภอเสลภูมิ และตัวเมืองร้อยเอ็ด เช่น เพียงดินรีสอร์ท อารีรีสอร์ท และ 101 Hotel การพักในอำเภออาจสามารถสะดวกที่สุดสำหรับการเข้าวัดช่วงเช้า ส่วนการพักในตัวเมืองร้อยเอ็ดเหมาะกับผู้ที่ต้องการร้านอาหาร โรงแรม และบริการขนส่งที่หลากหลายกว่า
 
วัดจักรวาฬภูมิพินิจเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมซึ่งแสดงว่าช่างพื้นบ้านสามารถสร้างอาคารที่สมบูรณ์ได้ด้วยวัสดุจากท้องถิ่น ฐานเอวขันช่วยป้องกันความชื้น ผนังทึบควบคุมแสง หลังคาไม้ลดน้ำหนัก รวงผึ้งกับคันทวยสร้างเอกลักษณ์ และมุขช่วยปรับสภาพก่อนเข้าสู่พื้นที่ภายใน ทุกส่วนมีทั้งหน้าที่เชิงโครงสร้าง การใช้สอย และความหมายทางสัญลักษณ์ อาคารจึงไม่ได้เกิดจากการตกแต่งที่แยกส่วน แต่เป็นระบบซึ่งองค์ประกอบสนับสนุนกัน
 
ด้านจิตรกรรม สิมแสดงการใช้ภาพเป็นเครื่องมือสื่อสารกับผู้คน ภาพพุทธประวัติอธิบายการละทางโลกและชัยชนะเหนือกิเลส ภาพนรกเตือนเรื่องผลกรรม ส่วนสังข์สินไซแสดงคุณธรรมผ่านวรรณคดีที่ชุมชนคุ้นเคย ผู้ชมไม่จำเป็นต้องอ่านภาษาบาลีหรือคัมภีร์จึงเข้าใจสาระหลักได้ ฮูปแต้มจึงทำหน้าที่คล้ายห้องเรียนสาธารณะซึ่งรวมศาสนา วรรณกรรม ศิลปะ และประสบการณ์ของชาวบ้านไว้บนผนังเดียวกัน
 
ด้านประวัติศาสตร์ชุมชน วัดบันทึกเรื่องการย้ายถิ่น การตั้งบ้าน การรับราชการของปู่เมืองปาก การสร้างเขตสีมา การก่อสร้างสิม และการต่อสู้เพื่อรักษาอาคารในช่วงที่เคยมีแนวคิดรื้อถอน เรื่องเหล่านี้แสดงว่ามรดกไม่ได้คงอยู่ด้วยอายุเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยบุคคลที่มองเห็นคุณค่า พระสงฆ์ ชาวบ้าน นักวิชาการ สถาปนิก และหน่วยงานรัฐต่างมีบทบาทคนละช่วง หากขาดการคัดค้านการรื้อหรือการบูรณะตามหลักวิชาการ สิมอาจไม่เหลือให้ศึกษาในปัจจุบัน
 
ด้านวรรณกรรม ภาพสังข์สินไซทำให้สิมเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ระหว่างร้อยเอ็ดกับโลกวัฒนธรรมลาว วรรณคดีเรื่องเดียวกันปรากฏในหนังสือผูก การเทศน์ ภาพจิตรกรรม และการแสดงพื้นบ้านหลายพื้นที่ ตัวละครเดินทางข้ามเมือง ป่า และโลกเหนือธรรมชาติ สะท้อนจินตนาการของสังคมลุ่มน้ำโขง การเก็บภาพเรื่องนี้ไว้ในสิมช่วยยืนยันว่าชุมชนไม่ได้รับเฉพาะพุทธศาสนาในรูปแบบพิธีกรรม แต่ยังรับวรรณกรรม ภาษา และคติธรรมที่เดินทางมากับพระสงฆ์กับนักปราชญ์
 
ด้านการอนุรักษ์ สิมแสดงความท้าทายของอาคารซึ่งประกอบด้วยอิฐ ปูน ไม้ สี และกระจก วัสดุแต่ละชนิดตอบสนองต่อความร้อนกับความชื้นต่างกัน ไม้ขยายและหดตัว อิฐดูดซึมน้ำ ปูนอาจแตกร้าว สีซีดจากแสง และกระจกหลุดจากวัสดุยึด การซ่อมส่วนหนึ่งอาจกระทบอีกส่วนหนึ่งได้ การดูแลจึงต้องตรวจหลังคา ระบบน้ำ ฐาน ปลวก และผิวจิตรกรรมพร้อมกัน ไม่ใช่เน้นเพียงทำให้อาคารดูใหม่จากภายนอก
 
ผู้มาเยือนมีส่วนรักษาสิมได้โดยไม่สัมผัสงานไม้กับฮูปแต้ม ไม่ปีนฐาน ไม่ขีดเขียน ไม่วางกระเป๋าพิงผนัง ไม่จุดธูปใกล้วัสดุเก่า และไม่นำอาหารเข้าอาคาร หากพบรอยรั่ว ชิ้นส่วนหลุด หรือความเสียหายควรแจ้งพระสงฆ์หรือผู้ดูแล ไม่ควรซ่อม จับ หรือเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง การบริจาคตามศรัทธาช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายของวัด ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับโบราณสถานต้องดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและกรมศิลปากร
 
คุณค่าของวัดไม่ได้เกิดจากความใหญ่โตของอาคาร แต่เกิดจากความครบถ้วนขององค์ประกอบ สิมมีฐานแบบอีสานแท้ หลังคาไม้ งานแกะสลัก เครื่องลำยอง ฮูปแต้มพุทธประวัติ ภาพนรก และวรรณคดีสังข์สินไซ พร้อมประวัติการอนุรักษ์โดยพระสงฆ์กับชุมชน องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้วัดเป็นสถานที่ซึ่งสามารถศึกษาได้ตั้งแต่เทคนิคการก่อสร้าง คติจักรวาล การสอนธรรม วรรณกรรม ไปจนถึงการจัดการมรดกในสังคมร่วมสมัย
 
การมาเยือนวัดจักรวาฬภูมิพินิจจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายภาพสิมเก่า แต่เป็นการอ่านประวัติบ้านหนองหมื่นถ่านผ่านอิฐ ปูน ไม้ สี และเรื่องเล่า ผู้เดินทางจะเห็นว่าช่างพื้นบ้านสามารถเปลี่ยนอาคารขนาดเล็กให้เป็นพื้นที่รวมจักรวาลของพระพุทธศาสนาได้ ด้านนอกกล่าวถึงการออกผนวช มาร และนรก ด้านในเล่าเรื่องวีรบุรุษพื้นเมือง ส่วนงานไม้ด้านบนเต็มไปด้วยนาค หงส์ ดวงตะวัน และปราสาท ทุกส่วนร่วมกันสร้างโลกแห่งศรัทธาซึ่งสะท้อนทั้งหลักธรรมและจินตนาการของชาวอีสาน
 
วัดจักรวาฬภูมิพินิจเหมาะสำหรับผู้สนใจวัดเก่าร้อยเอ็ด สิมอีสาน ฮูปแต้ม งานไม้แกะสลัก วรรณคดีสังข์ศิลป์ชัย ประวัติอำเภออาจสามารถ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การเข้าชมอย่างสำรวมช่วยให้ผู้มาเยือนได้รับทั้งความรู้และความสงบ พร้อมสนับสนุนให้ชุมชนเห็นคุณค่าของมรดกที่ตนดูแล เมื่อสิมยังคงอยู่ร่วมกับพระสงฆ์ งานบุญ โรงเรียน และชีวิตประจำวันของบ้านหนองหมื่นถ่าน สถานที่แห่งนี้จึงเป็นมรดกที่มีชีวิตและเป็นห้องเรียนสำคัญของศิลปกรรมอีสานสำหรับคนรุ่นต่อไป
 
ชื่อสถานที่วัดจักรวาฬภูมิพินิจ
ชื่ออื่นวัดจักรวาลภูมิพินิจ และวัดหนองหมื่นถ่าน
ประเภทวัดวัดราษฎร์
นิกายมหานิกาย
ที่ตั้งบ้านหนองหมื่นถ่าน หมู่ที่ 5 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด
ที่อยู่ถนนศรีสุวรนันท์ บ้านหนองหมื่นถ่าน หมู่ที่ 5 ตำบลหนองหมื่นถ่าน อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด 45160
พิกัด15.734202, 103.981583
สถานะปัจจุบันเป็นวัดที่ยังเปิดใช้งาน มีพระสงฆ์จำพรรษา มีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและกิจกรรมของชุมชน
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ08.30 – 16.30 น.
ค่าเข้าชมไม่เสียค่าเข้าชม สามารถร่วมทำบุญตามศรัทธา
ผู้ดูแลพื้นที่คณะสงฆ์วัดจักรวาฬภูมิพินิจ ชุมชนบ้านหนองหมื่นถ่าน เทศบาลตำบลหนองหมื่นถ่าน และกรมศิลปากรในส่วนโบราณสถาน
เจ้าอาวาสที่ปรากฏในทะเบียนประวัติวัดพระสมุห์พิบูลย์ สุจิตโต ตั้งแต่ พ.ศ. 2534 และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการคัดค้านการรื้อสิมเก่า
ผู้ก่อตั้งตามประวัติชุมชนนายสิงห์ สิงห์เสนา หรือปู่เมืองปาก ผู้ได้รับราชทินนามหลวงชนะสงคราม ร่วมกับเครือญาติและชาวบ้านหนองหมื่นถ่าน
ปีตั้งวัดทะเบียนประวัติวัดระบุ พ.ศ. 2330 ข้อมูลกรมศิลปากรระบุ พ.ศ. 2430 และตำนานชุมชนกล่าวถึงการตั้งถิ่นฐานในราว พ.ศ. 2419
วิสุงคามสีมาได้รับพระราชทานใน พ.ศ. 2451 เขตวิสุงคามสีมากว้างประมาณ 8 เมตร ยาวประมาณ 10 เมตร
พื้นที่วัดประมาณ 13 ไร่ 2 งาน 15 ตารางวา
ปีสร้างสิมเก่าพ.ศ. 2452
ประเภทสิมสิมทึบพื้นบ้านอีสาน ก่ออิฐถือปูน ตั้งบนฐานเอวขัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก
ขนาดสิมกว้างประมาณ 5.30 เมตร ยาวประมาณ 7.85 เมตรรวมมุขหน้า ผนังสูงประมาณ 3.30 เมตร และฐานสูงประมาณ 1.60 เมตร
หลังคาหลังคาทรงจั่วชั้นเดียว มุงกระเบื้องไม้หรือแป้นเกล็ด
งานไม้สำคัญหน้าบันลายตะวันประดับกระจก รวงผึ้งลายกนกเครือกับดอกลอย คันทวยรูปนาคผสมหงส์ โหง่ ลำยองนาค หางหงส์นาค 3 เศียร และช่อฟ้ารูปยอดปราสาท
ฮูปแต้มภายนอกพุทธประวัติตอนออกผนวชและปลงพระเกศา ภาพมารผจญ และภาพขุมนรก
ฮูปแต้มภายในวรรณคดีพื้นเมืองเรื่องสังข์สินไซหรือสังข์ศิลป์ชัย
อายุจิตรกรรมเขียนขึ้นก่อน พ.ศ. 2500 เป็นงานช่างพื้นบ้านอีสานในเครือข่ายศิลปกรรมจังหวัดร้อยเอ็ด
การอนุรักษ์พระสมุห์พิบูลย์ สุจิตโตคัดค้านการรื้อถอนสิม และได้รับโล่เกียรติยศนักอนุรักษ์ดีเด่นเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2534
การบูรณะกรมศิลปากรบูรณะครั้งล่าสุดตามทะเบียนใน พ.ศ. 2542
การขึ้นทะเบียนโบราณสถานประกาศขึ้นทะเบียนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2544 กำหนดพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา
อาคารอื่นภายในวัดศาลาการเปรียญสร้างเมื่อ พ.ศ. 2509 กุฏิสงฆ์อาคารไม้ และวิหารสร้างเมื่อ พ.ศ. 2522
โซนภายในวัด1. เขตสิมเก่าและโบราณสถาน
2. โซนฮูปแต้มภายนอก
3. โซนฮูปแต้มสังข์สินไซภายใน
4. เขตวิหารและพระพุทธรูป
5. ศาลาการเปรียญและพื้นที่ทำบุญ
6. เขตสังฆาวาสและกุฏิพระสงฆ์
7. ลานกิจกรรมชุมชน
8. พื้นที่จอดรถและศาลาพัก
9. พื้นที่สีเขียวและทางเชื่อมชุมชน
สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นที่จอดรถ ศาลาพัก ศาลาการเปรียญ พื้นที่ร่มเงา พื้นที่ทำบุญ และอาคารบริการพื้นฐานของวัด
ข้อปฏิบัติแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าและหมวกก่อนเข้าสิม ไม่สัมผัสฮูปแต้มกับงานไม้ ไม่ปีนฐานอาคาร ไม่ใช้แฟลชระยะใกล้ และขออนุญาตก่อนถ่ายภาพเชิงพาณิชย์
การเดินทางจากตัวเมืองร้อยเอ็ดใช้ทางหลวงหมายเลข 2043 ไปอำเภออาจสามารถ เดินทางต่อสู่ตำบลหนองหมื่นถ่านประมาณ 10 กม. และเข้าบ้านหนองหมื่นถ่านอีกประมาณ 2 กม. ระยะทางรวมประมาณ 44–46 กม.
ข้อมูลท้องถิ่นเทศบาลตำบลหนองหมื่นถ่าน โทร. 043-501-527
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. ศูนย์วัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียนหนองหมื่นถ่านวิทยา ประมาณ 1.5 กม. โทร. 091-935-6691, 043-565-022
2. วัดราษีไศล อำเภออาจสามารถ ประมาณ 9 กม.
3. สวนน้ำอาจนคร วอเตอร์ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ท ประมาณ 14 กม. โทร. 081-355-2411
4. วัดป่าโนนสวรรค์ ประมาณ 22 กม.
5. วัดไตรภูมิคณาจารย์ อำเภอสุวรรณภูมิ ประมาณ 25 กม.
6. กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ ประมาณ 35 กม.
7. สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 38 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. ร้านอาหารอิ่มอร่อยเจ๊ดา บ้านหนองหมื่นถ่าน ประมาณ 0.3 กม. โทร. 087-235-3729
2. อาม่าเค้ก By ลาวัลย์ อาจสามารถ ประมาณ 12 กม. โทร. 043-599-109
3. ฮักกะแฟ(น) ประมาณ 13 กม. โทร. 083-145-5101
4. ร้านน้องปอนด์ ประมาณ 13 กม. โทร. 043-599-392
5. บ้านกุเอง ประมาณ 14 กม. โทร. 083-618-0588
6. ร้านอาหารอาจนคร วอเตอร์ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ท ประมาณ 14 กม. โทร. 081-355-2411
ที่พักใกล้เคียง1. โรงแรม Good Time อาจสามารถ ประมาณ 13 กม. โทร. 095-604-9157
2. อาจนคร วอเตอร์ปาร์ค แอนด์ รีสอร์ท ประมาณ 14 กม. โทร. 081-355-2411
3. เพียงดินรีสอร์ท อำเภอเมืองสรวง ประมาณ 32 กม. โทร. 087-218-5669
4. อารี รีสอร์ท อำเภอเสลภูมิ ประมาณ 34 กม. โทร. 098-138-4041, 061-969-5050
5. 101 Hotel ตัวเมืองร้อยเอ็ด ประมาณ 43 กม. โทร. 043-513-999, 065-119-6999
6. Papa Q Suite Resort ตัวเมืองร้อยเอ็ด ประมาณ 44 กม. โทร. 094-367-1991
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดจักรวาฬภูมิพินิจยังเปิดให้เข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดยังเปิดใช้งานตามปกติ มีพระสงฆ์จำพรรษาและมีกิจกรรมของชุมชน เปิดให้เข้าบริเวณวัดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น.
 
ถาม: วัดจักรวาฬภูมิพินิจเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมทำบุญเพื่อบำรุงวัดตามศรัทธา
 
ถาม: สิมวัดจักรวาฬภูมิพินิจสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: สิมเก่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2452 หลังจากวัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2451
 
ถาม: สิมแห่งนี้มีลักษณะเด่นอย่างไร?
ตอบ: เป็นสิมทึบพื้นบ้านอีสาน ตั้งบนฐานเอวขัน หลังคามุงแป้นเกล็ด มีหน้าบันลายตะวัน รวงผึ้งแกะสลักไม้ คันทวยรูปนาคผสมหงส์ และเครื่องยอดแบบช่างอีสาน
 
ถาม: ฮูปแต้มภายนอกสิมเล่าเรื่องอะไร?
ตอบ: ภายนอกมีภาพพุทธประวัติตอนออกผนวชและปลงพระเกศา ภาพมารผจญ และภาพขุมนรกซึ่งใช้สอนเรื่องการละกิเลสกับผลของกรรม
 
ถาม: ภายในสิมมีภาพเรื่องใด?
ตอบ: ภายในมีฮูปแต้มเรื่องสังข์สินไซหรือสังข์ศิลป์ชัย วรรณคดีสำคัญของวัฒนธรรมลาวและอีสาน
 
ถาม: สิมได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อใด?
ตอบ: ได้รับการขึ้นทะเบียนและกำหนดเขตโบราณสถานเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2544 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน 34 ตารางวา
 
ถาม: เดินทางจากตัวเมืองร้อยเอ็ดไปวัดหนองหมื่นถ่านอย่างไร?
ตอบ: ใช้ทางหลวงหมายเลข 2043 ไปอำเภออาจสามารถ เดินทางต่อไปตำบลหนองหมื่นถ่านประมาณ 10 กม. แล้วเข้าหมู่บ้านอีกประมาณ 2 กม. รวมระยะทางประมาณ 44–46 กม.

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัด ●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน

ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว


คลิกเพื่อเข้าแผนที่นำทาง GPS

แผนที่วัดจักรวาลภูมิพินิจ (วัดหนองหมื่นถ่าน)

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(3)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(5)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(1)
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(3)
วัด วัด(35)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(6)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(1)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(1)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(1)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(2)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(8)
น้ำตก น้ำตก(1)
ทุ่งดอกไม้ ทุ่งดอกไม้(1)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(4)
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(1)
สนามกีฬา สนามกีฬา(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(5)
ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน(1)