หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย >อ.รัตนวาปี >ต.รัตนวาปี > ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย
TL;DR: ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย อยู่ที่ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย เปิดทุกวัน เวลา 09.00 – 16.00 น. จุดเด่นคือ เป็นพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำโขง มีความหลากหลายของพืชทดลองปลูกและพืชอนุรักษ์ เหมาะกับการเดินชม เรียนรู้.
ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 09.00 – 16.00 น.
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย หรือที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคุ้นชื่อเดิมว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนที่สำคัญของจังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่เลขที่ 191 หมู่ 9 ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย บนเส้นทางถนนหนองคาย-บึงกาฬ หรือทางหลวงหมายเลข 212 พื้นที่ของศูนย์อยู่ไม่ไกลจากแนวแม่น้ำโขง จึงมีความชุ่มชื้นสูงกว่าพื้นที่เกษตรทั่วไปในหลายช่วงฤดูกาล สภาพแวดล้อมเช่นนี้เอื้อต่อการทดลองปลูกพืชหลากหลายชนิด ทั้งไม้ผล ไม้พื้นบ้าน ผักพื้นถิ่น สมุนไพร ไม้หอม และไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว ทำให้ศูนย์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้สนใจเกษตร นักท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ครอบครัว นักเรียน นักศึกษา เกษตรกร และผู้ที่ต้องการเรียนรู้พืชพรรณของภาคอีสานในพื้นที่จริง
จุดเด่นของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายไม่ได้อยู่ที่การเป็นสวนสวยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่บทบาทของการเป็นพื้นที่ทดลอง รวบรวม อนุรักษ์ และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวนในเขตอีสานตอนบน ภายในพื้นที่มีแปลงไม้ผลที่ปลูกพืชหลายชนิด เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง และมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งเป็นพืชที่หลายคนคุ้นเคยกับภาคใต้หรือภาคตะวันออกมากกว่า การได้เห็นไม้ผลเหล่านี้เติบโตในพื้นที่หนองคายจึงทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจเรื่องความเหมาะสมของภูมิอากาศ ดิน น้ำ ความชื้น และการปรับตัวของพืชในบริบทพื้นที่ริมโขงได้ชัดเจนขึ้น
ศูนย์แห่งนี้ยังมีความน่าสนใจด้านการอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นบ้าน โดยเฉพาะต้นมะเกี๋ยงซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นที่มีคุณค่าทั้งทางอาหารและการแปรรูป ผลมะเกี๋ยงสามารถนำไปทำผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน เช่น ไวน์มะเกี๋ยงและน้ำมะเกี๋ยง จึงเป็นตัวอย่างของพืชพื้นถิ่นที่เชื่อมโยงกับภูมิปัญญาอาหาร การถนอมผลผลิต และการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน การได้ชมแปลงพืชเหล่านี้ทำให้เข้าใจว่าแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เดินชมต้นไม้ แต่เป็นพื้นที่ที่บอกเล่าเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรมการกินอยู่ของชุมชนอีสานไปพร้อมกัน
อีกหนึ่งโซนที่น่าสนใจคือแปลงผักพื้นบ้าน ซึ่งรวบรวมผักที่ชาวอีสานนิยมนำไปกินคู่กับอาหารพื้นถิ่น เช่น จิ้มน้ำพริก แนมลาบ แนมก้อย หรือกินเป็นผักสดร่วมกับอาหารรสจัด ตัวอย่างผักที่พบในข้อมูลของศูนย์ ได้แก่ กระเจียว ผักกาดย่า ส้มโมง และผักหวานป่า พืชเหล่านี้เป็นมากกว่าวัตถุดิบในครัวเรือน เพราะสะท้อนวิถีการกินของคนอีสานที่พึ่งพาพืชท้องถิ่นตามฤดูกาล รู้จักเลือกผักที่ให้รสเปรี้ยว ฝาด ขม หวาน หรือหอม เพื่อสร้างสมดุลกับอาหารประเภทลาบ น้ำพริก แจ่ว และอาหารพื้นบ้านอื่น ๆ
แปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หอมกว่า 100 ชนิดเป็นอีกส่วนที่ทำให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายแตกต่างจากสวนเกษตรทั่วไป ไม้หอมเป็นกลุ่มพืชที่ให้ทั้งคุณค่าด้านความงาม กลิ่นหอม การใช้ประโยชน์ในวิถีชีวิต และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การเดินชมแปลงไม้หอมทำให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้พืชหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับบ้าน วัด พิธีกรรม อาหาร ยาไทย และภูมิทัศน์สวนไทย กลิ่นหอมจากพืชแต่ละชนิดมีบุคลิกแตกต่างกัน บางชนิดให้กลิ่นอ่อนหวาน บางชนิดให้กลิ่นสดชื่น บางชนิดใช้ในงานมงคลหรือการปรุงเครื่องหอมพื้นบ้าน จึงเป็นโซนที่เหมาะสำหรับผู้สนใจพืชสมุนไพร พืชประดับ และวัฒนธรรมการใช้พรรณไม้ในชีวิตประจำวัน
กลุ่มสมุนไพรพื้นถิ่นภาคอีสานภายในศูนย์ช่วยเพิ่มมิติของการเรียนรู้ด้านสุขภาพพื้นบ้าน เพราะภาคอีสานมีภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรที่ผูกกับป่า โคก หนอง นา และพื้นที่ชุมชนมาอย่างยาวนาน สมุนไพรหลายชนิดถูกใช้เป็นอาหาร เป็นเครื่องดื่ม เป็นยาพื้นบ้าน หรือเป็นส่วนประกอบในพิธีกรรมท้องถิ่น การมีแปลงสมุนไพรในศูนย์วิจัยทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นตัวอย่างพืชจริง ไม่ใช่เพียงชื่อในตำรา และยังช่วยให้เข้าใจว่าการอนุรักษ์สมุนไพรต้องเริ่มจากการรู้จักต้น ใบ ดอก ผล ฤดูกาล และพื้นที่ปลูกอย่างถูกต้อง
ในช่วงฤดูหนาว ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นจากการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวสีสันสดใส อากาศที่เย็นลงทำให้พืชดอกหลายชนิดออกดอกสวยและเหมาะกับการเดินชม ถ่ายภาพ และพักผ่อนกลางแจ้ง บรรยากาศช่วงนี้จึงเหมาะสำหรับครอบครัวและนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวแบบเบา ๆ ไม่เร่งรีบ ได้ทั้งความรู้ ได้ชมพืชพรรณ และได้สัมผัสความสงบของพื้นที่เกษตรในอำเภอรัตนวาปี
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่น้ำโขงกับการเกษตรอย่างชัดเจน พื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีความชุ่มชื้น มีความหลากหลายของดินและระบบนิเวศ และเป็นพื้นที่ที่ผู้คนพึ่งพาการเกษตร การประมง และพืชพื้นถิ่นมาอย่างยาวนาน การที่ศูนย์ตั้งอยู่บนเส้นทางหนองคาย-บึงกาฬ ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นจุดเรียนรู้ที่เชื่อมเมืองริมโขง ชุมชนเกษตร และเส้นทางท่องเที่ยวทางธรรมชาติของอีสานตอนบนเข้าด้วยกันได้อย่างดี
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป การมาเที่ยวศูนย์แห่งนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างจากการเที่ยววัด ตลาด หรือจุดชมวิว เพราะเป็นการเดินเข้าสู่พื้นที่ทดลองปลูกพืชจริง บรรยากาศภายในค่อนข้างเรียบง่าย เป็นธรรมชาติ และเน้นการเรียนรู้มากกว่าความบันเทิง ผู้มาเยือนสามารถเดินชมแปลงต่าง ๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป สังเกตป้ายชื่อพืช ลักษณะใบ ดอก ผล ลำต้น และวิธีการจัดแปลง พื้นที่เช่นนี้เหมาะกับการเที่ยวแบบช้า ๆ ใช้เวลาอ่านรายละเอียดและสังเกตสิ่งเล็ก ๆ ที่มักมองข้ามในชีวิตประจำวัน
หากมองในเชิงการศึกษา ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายมีคุณค่ามากสำหรับโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย กลุ่มเกษตรกร และหน่วยงานที่สนใจพืชสวน เพราะสามารถใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ภาคสนามได้จริง ผู้เรียนจะได้เห็นพืชที่ทดลองปลูกในสภาพพื้นที่จริง เห็นความแตกต่างระหว่างพืชเศรษฐกิจและพืชพื้นบ้าน และเข้าใจว่าการพัฒนาการเกษตรต้องอาศัยทั้งงานวิจัย การทดลอง การคัดเลือกพันธุ์ การปรับปรุงวิธีปลูก และการถ่ายทอดความรู้ให้เหมาะกับเกษตรกรในพื้นที่
ในเชิงท่องเที่ยว ศูนย์แห่งนี้เหมาะกับการจัดรวมในเส้นทางเที่ยวอำเภอรัตนวาปี โพนพิสัย และเส้นทางเลียบแม่น้ำโขงตอนบนของหนองคาย นักท่องเที่ยวสามารถเริ่มจากการชมศูนย์วิจัยในช่วงเช้าหรือก่อนเที่ยง จากนั้นเดินทางต่อไปยังจุดท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติในพื้นที่ เช่น รอยพระพุทธบาทนาหงส์นาสิงห์ พุทธอุทยานนานาชาติ ชุมชนท่องเที่ยววิถีธรรม วิถีชายโขง บ้านหนองคอน หรือลานนาคาเบิกฟ้าในอำเภอโพนพิสัย เส้นทางนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวหนองคายแบบลึกกว่าตัวเมืองและริมโขงฝั่งเทศบาลเมืองหนองคาย
สิ่งที่ทำให้การเที่ยวศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายน่าสนใจคือการได้เห็นพืชหลายกลุ่มอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แปลงไม้ผลช่วยให้เข้าใจศักยภาพของพืชเศรษฐกิจ แปลงผักพื้นบ้านช่วยให้เห็นวัฒนธรรมอาหาร แปลงไม้หอมช่วยให้สัมผัสกลิ่นและความงามของพรรณไม้ แปลงสมุนไพรสะท้อนภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ ส่วนไม้ดอกเมืองหนาวช่วยเพิ่มความสวยงามตามฤดูกาล การเดินชมแต่ละโซนจึงเป็นเหมือนการอ่านเรื่องราวของเกษตรอีสานผ่านต้นไม้จริง
ผู้ที่สนใจพืชเศรษฐกิจจะพบว่าแปลงไม้ผลของศูนย์มีประโยชน์ในการทำความเข้าใจพืชที่มีมูลค่าทางการตลาด เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง และมะม่วงหิมพานต์ แม้พืชบางชนิดจะมีภาพจำว่าเติบโตดีในภูมิภาคอื่น แต่การทดลองปลูกในพื้นที่หนองคายสะท้อนความพยายามในการศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ให้เหมาะกับพื้นที่เฉพาะ การทดลองเช่นนี้ช่วยให้เกษตรกรและนักวิจัยเข้าใจข้อจำกัดและโอกาสของพืชแต่ละชนิดในสภาพแวดล้อมริมโขง
ผู้ที่สนใจอาหารพื้นบ้านจะได้รับประสบการณ์อีกแบบจากแปลงผักพื้นถิ่น เพราะผักพื้นบ้านอีสานหลายชนิดไม่ได้พบง่ายในตลาดเมืองใหญ่ การได้เห็นต้นจริงของกระเจียว ผักกาดย่า ส้มโมง หรือผักหวานป่าทำให้เข้าใจว่ารสชาติของอาหารอีสานเกิดจากความหลากหลายของพืชท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงเครื่องปรุงรสจัดอย่างเดียว ผักเหล่านี้ช่วยเพิ่มกลิ่น รส เนื้อสัมผัส และคุณค่าทางอาหารให้กับมื้ออาหาร และยังเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่าและพื้นที่ชุมชน
สำหรับผู้ชอบถ่ายภาพ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายมีมุมเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ โดยเฉพาะบริเวณป้ายศูนย์ แปลงไม้ดอก แปลงไม้หอม ทางเดินในพื้นที่สีเขียว และกลุ่มพืชที่มีใบ ดอก หรือผลโดดเด่น ภาพที่ได้อาจไม่ใช่ภาพแบบแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ แต่เป็นภาพแนวธรรมชาติ เกษตร และวิถีเรียนรู้ เหมาะกับการบันทึกทริปเชิงเกษตรหรือใช้เป็นภาพประกอบการเรียนรู้เรื่องพืชพรรณในภาคอีสาน
การมาเยี่ยมชมควรเลือกช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายต้น ๆ เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและมีเวลาเดินชมแปลงต่าง ๆ ได้เพียงพอ ช่วงฤดูฝนพื้นที่จะเขียวชอุ่มและให้ความรู้สึกชุ่มชื้นตามลักษณะพื้นที่ใกล้แม่น้ำโขง ส่วนช่วงฤดูหนาวเหมาะกับการชมไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวและการเดินกลางแจ้งอย่างสบายกว่าเดิม การเที่ยวในช่วงฤดูร้อนยังสามารถทำได้ แต่ควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก และเลือกเดินชมในช่วงเวลาที่แดดไม่แรง
ค่าเข้าชมของศูนย์ไม่มีค่าใช้จ่าย เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการแหล่งเรียนรู้แบบประหยัดและมีสาระ อย่างไรก็ตาม พื้นที่นี้เป็นศูนย์วิจัยและหน่วยงานราชการด้านการเกษตร ผู้มาเยือนควรเดินชมอย่างสุภาพ ไม่เด็ดใบ ดอก ผล หรือเก็บตัวอย่างพืชออกจากแปลง ไม่เหยียบแปลงทดลอง ไม่นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปรบกวนพื้นที่ปลูก และควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะกรณีมาเป็นหมู่คณะหรือศึกษาดูงาน
โซนภายในที่ควรรู้จัก ได้แก่ โซนป้ายและอาคารศูนย์ โซนแปลงไม้ผล โซนพันธุ์ไม้พื้นบ้าน โซนแปลงผักพื้นบ้าน โซนไม้หอมกว่า 100 ชนิด โซนสมุนไพรพื้นถิ่นภาคอีสาน โซนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวตามฤดูกาล และพื้นที่งานวิจัยหรือแปลงทดลองที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของศูนย์ แต่ละโซนมีบทบาทต่างกัน บางโซนเหมาะกับการชมความสวยงาม บางโซนเหมาะกับการเรียนรู้พันธุ์พืช บางโซนสะท้อนการอนุรักษ์พันธุ์พื้นบ้าน และบางโซนแสดงให้เห็นงานวิชาการด้านเกษตรในพื้นที่จริง
บทบาทของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายยังเชื่อมโยงกับการพัฒนาเกษตรกรในพื้นที่ เพราะหน่วยงานลักษณะนี้ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย ทดสอบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะกับพื้นที่รับผิดชอบ การมีศูนย์ในอำเภอรัตนวาปีจึงช่วยให้เกษตรกรในหนองคายและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าถึงองค์ความรู้ด้านพืชและปัจจัยการผลิตได้ง่ายขึ้น สถานที่แห่งนี้จึงมีความหมายทั้งต่อการท่องเที่ยว การศึกษา และระบบเกษตรของจังหวัด
ด้านการเดินทาง ศูนย์ตั้งอยู่บนเส้นทางถนนหนองคาย-บึงกาฬ ทางหลวงหมายเลข 212 จากตัวเมืองหนองคายใช้เส้นทางมุ่งหน้าไปทางอำเภอโพนพิสัยและอำเภอรัตนวาปี ระยะทางประมาณ 63 กม. เมื่อถึงบริเวณบ้านนายางจะมีป้ายบอกทางแยกเข้าสู่ศูนย์ ประมาณ 200 เมตร หากเริ่มจากอำเภอรัตนวาปีให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอเมืองหนองคายประมาณ 10 กม. แล้วเลี้ยวเข้าทางแยกตามป้ายบอกทาง การเดินทางสะดวกที่สุดด้วยรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่า เพราะพื้นที่อยู่บนเส้นทางระหว่างอำเภอและระบบขนส่งสาธารณะเฉพาะจุดมีจำกัด
การเดินทาง สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ ควรจัดเส้นทางจากตัวเมืองหนองคายออกตามทางหลวงหมายเลข 212 ไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย แล้วต่อไปยังอำเภอรัตนวาปีหรือโพนพิสัยเพื่อรับประทานอาหารและเที่ยวริมโขง เส้นทางนี้สามารถเชื่อมกับจุดชมบั้งไฟพญานาคในฤดูกาลออกพรรษา ชุมชนท่องเที่ยวริมโขง หรือเดินทางต่อไปจังหวัดบึงกาฬได้ หากต้องการพักค้างคืน ควรเลือกที่พักในรัตนวาปี โพนพิสัย หรืออำเภอเมืองหนองคายตามแผนเดินทาง
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายเหมาะกับการเที่ยวหลายกลุ่ม ผู้ที่ชอบธรรมชาติจะได้เดินชมพื้นที่สีเขียว ผู้ที่สนใจพืชสวนจะได้เห็นแปลงทดลองและการรวบรวมพันธุ์พืช ผู้ที่สนใจอาหารพื้นบ้านจะได้รู้จักผักพื้นเมืองที่เกี่ยวข้องกับวิถีอีสาน ผู้ที่ชอบสมุนไพรจะได้เห็นกลุ่มพืชพื้นถิ่น และครอบครัวสามารถใช้ที่นี่เป็นพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กเข้าใจว่าพืชที่กินหรือใช้ในชีวิตประจำวันมีที่มาอย่างไร การมาเที่ยวที่นี่จึงไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นการเรียนรู้ชีวิตเกษตรของหนองคายผ่านพืชจริงในแปลงจริง
เมื่อเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองหนองคาย ศูนย์แห่งนี้ให้ประสบการณ์ที่เงียบกว่า เรียบง่ายกว่า และใกล้ชิดการเกษตรมากกว่า นักท่องเที่ยวที่ต้องการความคึกคักอาจเลือกเที่ยวตลาดท่าเสด็จ วัดโพธิ์ชัย หรือสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แต่ผู้ที่ต้องการทำความรู้จักอีกด้านของหนองคายควรแวะศูนย์วิจัยแห่งนี้ เพราะทำให้เห็นว่าหนองคายไม่ได้มีเพียงแม่น้ำโขง วัฒนธรรมชายแดน และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังมีฐานความรู้ด้านเกษตรและพืชสวนที่สำคัญต่อชุมชนในระยะยาว
ในภาพรวม ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีคุณค่าในหลายมิติ ทั้งด้านการเรียนรู้พืชสวน การอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นบ้าน การสืบสานภูมิปัญญาการกินผักพื้นถิ่น การรวบรวมไม้หอมและสมุนไพร และการสร้างความเข้าใจเรื่องเกษตรริมโขงในพื้นที่อีสานตอนบน ผู้ที่เดินทางมาเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศสงบของแปลงพืช ได้เห็นความหลากหลายของพันธุ์ไม้ ได้รู้จักพืชที่เชื่อมโยงกับอาหารและวัฒนธรรมอีสาน และได้เห็นบทบาทของงานวิจัยที่อยู่ใกล้ชีวิตของเกษตรกรและประชาชนมากกว่าที่หลายคนคิด
ศูนย์แห่งนี้จึงควรอยู่ในเส้นทางของผู้ที่ต้องการเที่ยวหนองคายแบบลึกขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่สนใจแหล่งเรียนรู้ เกษตรอินทรีย์ พืชพื้นบ้าน สมุนไพร ไม้หอม และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เสน่ห์ของที่นี่คือความเรียบง่ายและสาระที่ซ่อนอยู่ในแปลงปลูกแต่ละแปลง เมื่อเดินชมอย่างตั้งใจ จะเห็นว่าต้นไม้แต่ละชนิดไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของภูมิทัศน์ แต่เป็นหลักฐานของความรู้ การทดลอง การอนุรักษ์ และความสัมพันธ์ระหว่างคนอีสานกับพืชพรรณที่อยู่รอบตัวมายาวนาน
| ชื่อสถานที่ | ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย / ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Nong Khai Agricultural Research and Development Center / Nong Khai Horticultural Research Center |
| ที่ตั้ง | ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย |
| ที่อยู่ | 191 หมู่ 9 ตำบลรัตนวาปี อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย 43120 |
| พิกัด | ตั้งอยู่บริเวณถนนหนองคาย-บึงกาฬ ทางหลวงหมายเลข 212 ใกล้บ้านนายาง/บ้านยางนา อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย |
| ไฮไลต์ | แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีแปลงไม้ผล พันธุ์ไม้พื้นบ้าน แปลงผักพื้นเมืองอีสาน ไม้หอมกว่า 100 ชนิด สมุนไพรพื้นถิ่น และไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวตามฤดูกาล |
| ประวัติ / บทบาท | เป็นศูนย์ด้านการวิจัย ทดลอง รวบรวมพันธุ์พืช และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดหนองคายและอีสานตอนบน มีบทบาททั้งในด้านวิชาการ เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวเชิงเกษตร |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อทางการปัจจุบันคือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย ส่วนชื่อศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคายเป็นชื่อที่พบในข้อมูลท่องเที่ยวและเป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวคุ้นเคยจากบทบาทด้านพืชสวนของสถานที่ |
| ลักษณะเด่น | เป็นพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำโขง มีความหลากหลายของพืชทดลองปลูกและพืชอนุรักษ์ เหมาะกับการเดินชม เรียนรู้ และศึกษาดูงานด้านพืชสวนและพืชพื้นถิ่น |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวงหมายเลข 212 เส้นทางหนองคาย-บึงกาฬ ระยะทางประมาณ 63 กม. ถึงบริเวณบ้านนายาง/บ้านยางนา มีป้ายบอกทางแยกเข้าสู่ศูนย์ประมาณ 200 เมตร หากเริ่มจากอำเภอรัตนวาปีใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอเมืองหนองคายประมาณ 10 กม. |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนของจังหวัดหนองคาย |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 09.00 – 16.00 น. |
| ค่าเข้า | ไม่มีค่าเข้าชม |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่จอดรถ อาคารสำนักงาน ทางเดินชมแปลงพืช พื้นที่ศึกษาดูงาน แปลงเรียนรู้กลางแจ้ง และเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ในเวลาทำการ |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | 1. โซนป้ายและอาคารศูนย์ 2. แปลงไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง และมะม่วงหิมพานต์ 3. แปลงพันธุ์ไม้พื้นบ้านและต้นมะเกี๋ยง 4. แปลงผักพื้นบ้านอีสาน เช่น กระเจียว ผักกาดย่า ส้มโมง และผักหวานป่า 5. แปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หอมกว่า 100 ชนิด 6. แปลงสมุนไพรพื้นถิ่นภาคอีสาน 7. แปลงไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวตามฤดูกาล 8. พื้นที่ทดลองและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร |
| ผู้ดูแล | ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย สังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ / ผู้อำนวยการศูนย์: นายศักดิ์สิทธิ์ จรรยากรณ์ |
| เบอร์ติดต่อหลัก | 042-490-935, 042-490-936 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคาย / สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 กรมวิชาการเกษตร |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. รอยพระพุทธบาทนาหงส์นาสิงห์ ประมาณ 12 กม. 2. พุทธอุทยานนานาชาติ จังหวัดหนองคาย ประมาณ 16 กม. 3. ชุมชนท่องเที่ยววิถีธรรม วิถีชายโขง บ้านหนองคอน ประมาณ 18 กม. 4. ลานนาคาเบิกฟ้า โพนพิสัย ประมาณ 24 กม. 5. จุดชมบั้งไฟพญานาค อำเภอโพนพิสัย ประมาณ 25 กม. 6. หาดหนองกุ้ง อำเภอโพนพิสัย ประมาณ 28 กม. 7. วัดพระธาตุบังพวน ประมาณ 50 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. บิ๊กสะตอข้าวแกงปักษ์ใต้ รัตนวาปี ประมาณ 10 กม. โทร. 097-308-3084, 084-787-3177, 089-710-1081 2. Gardenia Haus / Gardenia Café รัตนวาปี ประมาณ 12 กม. โทร. 084-400-7750 3. ก๋วยเตี๋ยวสูตรเวียงจันทน์ รัตนวาปี ประมาณ 12 กม. 4. ร้านโขงวิว โพนพิสัย ประมาณ 26 กม. โทร. 095-241-9754, 092-659-6040 5. ร้านอาหารแม่โขงวิว โพนพิสัย ประมาณ 26 กม. |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. เทพอินทร์แดงรีสอร์ท รัตนวาปี ประมาณ 12 กม. โทร. 081-954-0948 2. บ้านกีรวรรณ ริมโขง โพนพิสัย ประมาณ 25 กม. 3. PUBPUENG Resort โพนพิสัย ประมาณ 25 กม. 4. Boontawee Hotel โพนพิสัย ประมาณ 26 กม. 5. The Grand Paradise Hotel หนองคาย-โพนพิสัย ประมาณ 55 กม. 6. HOP INN Nong Khai อำเภอเมืองหนองคาย ประมาณ 65 กม. โทร. 042-413-599 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายเปิดให้เข้าชมอยู่หรือไม่?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวันในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งเรียนรู้ด้านพืชสวนของจังหวัดหนองคาย
ถาม: ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายเปิดกี่โมง?
ตอบ: เวลาเปิดทำการสำหรับเข้าชมทั่วไปคือ 09.00 – 16.00 น.
ถาม: ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่มีค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมแปลงพืชและเรียนรู้พื้นที่เชิงเกษตรได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ถาม: ภายในศูนย์มีอะไรน่าสนใจ?
ตอบ: มีแปลงไม้ผล เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง และมะม่วงหิมพานต์ รวมถึงต้นมะเกี๋ยง แปลงผักพื้นบ้านอีสาน แปลงไม้หอมกว่า 100 ชนิด สมุนไพรพื้นถิ่น และไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวตามฤดูกาล
ถาม: เหมาะกับการพาเด็กหรือกลุ่มนักเรียนไปเที่ยวหรือไม่?
ตอบ: เหมาะมาก เพราะเป็นพื้นที่เรียนรู้ภาคสนามที่ช่วยให้เด็ก นักเรียน และนักศึกษาเห็นพืชจริง เข้าใจการเกษตร พืชพื้นบ้าน และภูมิปัญญาการใช้พืชของภาคอีสาน
ถาม: เดินทางไปศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรหนองคายอย่างไร?
ตอบ: จากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวงหมายเลข 212 เส้นทางหนองคาย-บึงกาฬ ประมาณ 63 กม. เมื่อถึงบริเวณบ้านนายาง/บ้านยางนาให้เลี้ยวเข้าตามป้ายบอกทางประมาณ 200 เมตร
ถาม: ควรไปเที่ยวช่วงไหนดีที่สุด?
ตอบ: ช่วงเช้าเหมาะกับการเดินชมแปลงพืชเพราะอากาศไม่ร้อน ส่วนช่วงฤดูหนาวมีไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวสีสันสวยงามให้ชมเพิ่มเติม
ถาม: เที่ยวศูนย์แล้วควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อที่รอยพระพุทธบาทนาหงส์นาสิงห์ พุทธอุทยานนานาชาติ บ้านหนองคอน ลานนาคาเบิกฟ้า โพนพิสัย และจุดชมบั้งไฟพญานาคในพื้นที่อำเภอโพนพิสัยได้
หมวดหมู่: ●สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
กลุ่ม: ●ไร่ สวนเพื่อการศึกษา
ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว



