หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย >อ.เมืองหนองคาย >ต.ในเมือง > วัดแขก (ศาลาแก้วกู่)
TL;DR: วัดแขก (ศาลาแก้วกู่) อยู่ที่ชุมชนสามัคคี ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย เปิดทุกวัน เวลา สวนประติมากรรมกลางแจ้ง 06.00 – 18.00 น. / อาคารศาลาแก้วกู่ชั้น 3.
วัดแขก (ศาลาแก้วกู่)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: สวนประติมากรรมกลางแจ้ง 06.00 – 18.00 น. / อาคารศาลาแก้วกู่ชั้น 3 สำหรับสักการะร่างพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ 07.00 – 17.00 น.
วัดแขก (ศาลาแก้วกู่) หนองคาย หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ศาลาแก้วกู่ อุทยานเทวาลัย หรือ Sala Keoku เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ ศาสนา และความเชื่อที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดหนองคาย ตั้งอยู่ในชุมชนสามัคคี ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 3–6 กม. ตามเส้นทางไปอำเภอโพนพิสัย บนทางหลวงหมายเลข 212 ภายในพื้นที่ประมาณ 42 ไร่เต็มไปด้วยประติมากรรมปูนปั้นและคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่จำนวนมาก มีทั้งพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เทพเจ้าฮินดู บุคคลในศาสนาคริสต์ ตัวละครจากรามเกียรติ์ รูปปั้นจากตำนานพื้นบ้าน และประติมากรรมเชิงคติธรรมที่สะท้อนความเชื่อเรื่องชีวิต บาป บุญ กรรม การเวียนว่ายตายเกิด และการหลุดพ้นจากกิเลส
ศาลาแก้วกู่เป็นสถานที่ที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูงมาก เพราะไม่ใช่วัดแบบดั้งเดิม ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ในอาคาร และไม่ใช่สวนประติมากรรมเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่ทางความคิดที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาและโลกทัศน์ของพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ผู้ก่อตั้งสถานที่แห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ท่านมีความเชื่อว่าหลักคำสอนของศาสนาต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันและผสมผสานกันได้ จึงสร้างอุทยานเทวาลัยแห่งนี้ให้เป็นเหมือนเมืองแห่งคติธรรมกลางแจ้ง ที่ผู้มาเยือนได้เดินชม อ่านคำอธิบาย พิจารณารูปปั้น และตีความความหมายของชีวิตผ่านประติมากรรมขนาดมหึมาที่ตั้งอยู่รอบสวน
คำว่า “วัดแขก” เป็นชื่อที่ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเรียกกันติดปาก เนื่องจากภายในมีประติมากรรมเกี่ยวกับเทพฮินดูและความเชื่อแบบพราหมณ์-ฮินดูจำนวนมาก เช่น พระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม พระพิฆเนศ เจ้าแม่กาลี พญานาค และเทวรูปหลายลักษณะ แต่ในขณะเดียวกันพื้นที่นี้ก็มีพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ รูปปั้นจากพุทธประวัติ คติธรรมทางพุทธศาสนา และสัญลักษณ์จากความเชื่ออื่น ๆ อยู่ร่วมกันอย่างชัดเจน ชื่อวัดแขกจึงสะท้อนภาพจำของผู้คนต่อสถานที่ แต่ชื่อศาลาแก้วกู่สะท้อนเจตนารมณ์ของผู้สร้างที่ต้องการให้เป็นดินแดนแห่งธรรมะและการพิจารณาชีวิต
ศาลาแก้วกู่สร้างขึ้นด้วยความปรารถนาให้เป็น “เมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน” หรือดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง แนวคิดนี้ปรากฏอยู่ในรูปปั้นและข้อความอธิบายหลายจุดภายในสวน ประติมากรรมแต่ละชิ้นไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อความอลังการเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เป็นคำสอนที่จับต้องได้ นักท่องเที่ยวจึงไม่ควรเดินชมเพียงเพื่อถ่ายภาพ แต่ควรค่อย ๆ อ่านข้อความที่ฐานรูปปั้นซึ่งมีทั้งภาษาไทยอีสานและภาษาไทยภาคกลาง เพราะข้อความเหล่านั้นช่วยเปิดความหมายของรูปปั้นและทำให้เข้าใจเจตนาของสถานที่มากขึ้น
ลักษณะเด่นที่สุดของศาลาแก้วกู่คือขนาดและรายละเอียดของประติมากรรม รูปปั้นหลายองค์มีความสูงเทียบเท่าตึกหลายชั้น บางองค์สูงราว 25 เมตรหรือมากกว่านั้น เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่จะรู้สึกเหมือนตัวเองเล็กลงท่ามกลางโลกของเทพ พญานาค พระพุทธรูป ยักษ์ สัตว์หิมพานต์ และตัวละครในตำนาน รูปปั้นเหล่านี้สร้างจากปูนและคอนกรีตเสริมเหล็ก มีรายละเอียดบนผิวงานที่ละเอียด หนักแน่น และให้ความรู้สึกทั้งขลัง แปลกตา และน่าพิจารณาในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมชมมากที่สุดคือกลุ่มประติมากรรมเกี่ยวกับวัฏสงสารหรือวงจรชีวิต ซึ่งเล่าเรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ความหลง ความอยาก การตัดสินใจของมนุษย์ และผลของการกระทำ รูปปั้นชุดนี้ช่วยให้ผู้มาเยือนเห็นแนวคิดเรื่องกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดผ่านภาพที่จับต้องได้ ความน่าสนใจคือการนำเรื่องธรรมะซึ่งเป็นนามธรรมมาสร้างเป็นฉากประติมากรรมขนาดใหญ่ ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจและจดจำได้ง่ายกว่าการอ่านคำสอนในหนังสือเพียงอย่างเดียว
พญานาคเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์สำคัญที่พบมากในศาลาแก้วกู่ และสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของจังหวัดหนองคายซึ่งผูกพันกับแม่น้ำโขงและตำนานพญานาคมาอย่างยาวนาน รูปปั้นพญานาคหลายเศียร พญานาคที่เลื้อยพันเสา หรือพญานาคที่ปรากฏร่วมกับพระพุทธรูปและเทพต่าง ๆ ทำให้พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงกับความเชื่อริมโขงอย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวที่สนใจเรื่องพญานาคจะพบว่าศาลาแก้วกู่เป็นหนึ่งในจุดที่มีภาพแทนพญานาคหลากหลายที่สุดในหนองคาย
ประติมากรรมพระพุทธรูปภายในศาลาแก้วกู่มีหลายปางและหลายขนาด บางองค์แสดงพระพุทธเจ้าในอิริยาบถสงบนิ่ง บางองค์แสดงคติธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติ การละกิเลส และการมองเห็นความไม่เที่ยงของชีวิต ขณะเดียวกันรูปเทพฮินดูและตัวละครจากรามเกียรติ์ช่วยเพิ่มมิติของความเชื่อแบบพหุศาสนา พื้นที่นี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นสถานที่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างแยกขาด แต่ควรมองเป็นอุทยานทางคติธรรมที่ผู้สร้างนำสัญลักษณ์จากหลายศาสนาและหลายวัฒนธรรมมาจัดวางร่วมกัน
พ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ หรือที่หลายคนเรียกว่า ปู่บุญเหลือ เป็นบุคคลสำคัญที่สุดของศาลาแก้วกู่ ท่านเป็นผู้สร้างสรรค์แนวคิดและกำกับทิศทางของงานประติมากรรมทั้งหมด ก่อนสร้างศาลาแก้วกู่ในฝั่งไทย ท่านเคยมีผลงานเกี่ยวข้องกับสวนพระหรือวัดเชียงควนในนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ซึ่งเป็นสวนประติมากรรมที่มีลักษณะคล้ายกัน ต่อมาเมื่อมาสร้างศาลาแก้วกู่ที่หนองคาย งานของท่านมีขนาดใหญ่ องค์ประกอบซับซ้อน และมีความเป็นอุทยานเทวาลัยที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ภายในพื้นที่มีอาคารศาลาแก้วกู่สูง 3 ชั้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญอีกแห่งของสถานที่ อาคารนี้มีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานหลายลักษณะ บางส่วนมีรูปทรงคล้ายอาคารศาสนา บนหน้าบันมีสัญลักษณ์และตัวอักษรที่สะท้อนแนวคิดผสมผสานของผู้สร้าง ชั้นบนสุดเป็นที่ตั้งร่างของพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ซึ่งบรรจุอยู่ในภาชนะและเป็นจุดที่ผู้ศรัทธานิยมขึ้นไปกราบสักการะ โดยเปิดให้ขึ้นสักการะเฉพาะช่วงเวลา 07.00 – 17.00 น. เท่านั้น นักท่องเที่ยวที่ต้องการขึ้นไปยังชั้น 3 จึงควรวางแผนเวลาให้เหมาะสม
การเดินชมศาลาแก้วกู่ควรใช้เวลาอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง เพราะพื้นที่กว้างและมีงานประติมากรรมจำนวนมาก หากต้องการอ่านคำอธิบายตามฐานรูปปั้นอย่างละเอียด ควรเผื่อเวลาเพิ่มเป็น 2–3 ชั่วโมง ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเข้าชมคือช่วงเช้าและช่วงเย็น เนื่องจากสวนประติมากรรมเป็นพื้นที่กลางแจ้ง แดดในช่วงกลางวันค่อนข้างแรง โดยเฉพาะฤดูร้อน นักท่องเที่ยวควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก ร่ม หรือแว่นกันแดด และสวมรองเท้าที่เดินสะดวก
แม้ว่าสวนประติมากรรมจะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 06.00 – 18.00 น. แต่การเข้าชมในเชิงท่องเที่ยวทั่วไปมักเหมาะกับช่วงเวลาที่มีแสงเพียงพอและเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก ช่วงเช้าเหมาะกับผู้ที่ต้องการบรรยากาศสงบ แสงนุ่ม และคนไม่มาก ส่วนช่วงบ่ายแก่ถึงเย็นเหมาะกับการถ่ายภาพเพราะแสงตกกระทบรูปปั้นทำให้เห็นมิติของผิวปูนและเงาได้ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการขึ้นกราบร่างพ่อปู่บุญเหลือบนอาคารชั้น 3 ต้องเข้าพื้นที่ก่อนเวลา 17.00 น.
ค่าเข้าชมศาลาแก้วกู่ตามข้อมูลหลักสำหรับผู้เข้าชมทั่วไปคือผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท และแหล่งข้อมูลท่องเที่ยวล่าสุดหลายแห่งระบุว่าชาวต่างชาติ 40 บาท ค่าเข้าชมถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่และจำนวนงานประติมากรรมที่สามารถเดินชมได้ การเข้าชมภายในสวนควรเคารพสถานที่ ไม่ปีนป่ายรูปปั้น ไม่แตะต้องงานประติมากรรมแรง ๆ ไม่ขีดเขียนข้อความบนฐานรูปปั้น และไม่ทิ้งขยะในพื้นที่ เพราะรูปปั้นหลายชิ้นมีคุณค่าทางศิลปะและจิตใจต่อชาวหนองคาย
ศาลาแก้วกู่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคายและหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง แม้ชื่อวัดแขกจะมีคำว่า “วัด” แต่สถานที่นี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นวัดที่มีพระสงฆ์และเจ้าอาวาสแบบวัดทั่วไป จึงควรระบุผู้ดูแลเป็นหน่วยงานหรือสมาคมที่ดูแลพื้นที่ มากกว่าการระบุเจ้าอาวาส ภายในพื้นที่มีบรรยากาศคล้ายสำนักปฏิบัติธรรม พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง และอุทยานประติมากรรมในเวลาเดียวกัน
สิ่งที่ควรสังเกตเมื่อเดินชมคือฐานรูปปั้น เพราะฐานแต่ละชิ้นมักมีคำอธิบาย ภาษาไทยอีสาน และภาษาไทยภาคกลาง ที่บอกเล่าความหมายของรูปปั้นหรือคติเตือนใจเกี่ยวกับชีวิต การมีคำอธิบายแบบนี้ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ต้องตีความจากรูปลักษณ์อย่างเดียว แต่สามารถอ่านและเข้าใจเจตนาของผู้สร้างได้มากขึ้น บางข้อความมีลักษณะเป็นคำสอนตรงไปตรงมา บางข้อความเป็นภาษาถิ่นที่สะท้อนวิธีคิดแบบอีสาน และบางข้อความเป็นคติธรรมที่ควรอ่านช้า ๆ
โซนสำคัญภายในศาลาแก้วกู่ประกอบด้วยโซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร โซนสวนประติมากรรมกลางแจ้ง โซนประติมากรรมพุทธศาสนา โซนเทพฮินดูและความเชื่อพราหมณ์ โซนพญานาคและสัตว์ในตำนาน โซนวัฏสงสารหรือวงจรชีวิต โซนรูปปั้นจากรามเกียรติ์และนิทานพื้นบ้าน โซนอาคารศาลาแก้วกู่ 3 ชั้น โซนสักการะร่างพ่อปู่บุญเหลือบนชั้น 3 และพื้นที่พักผ่อนโดยรอบ การจัดโซนเช่นนี้ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถวางแผนเดินชมได้เป็นลำดับ ไม่หลงทิศ และไม่พลาดจุดสำคัญ
สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ พื้นที่บางส่วนสามารถเข้าชมได้ แต่ควรประเมินความสะดวกก่อนเดินทาง เนื่องจากที่จอดรถเป็นลานกว้างพื้นหินค่อนข้างขรุขระ ทางเดินบางช่วงเป็นพื้นเรียบแต่มีการยกระดับเล็กน้อย และอาคารชั้นบนต้องใช้บันได พื้นบันไดมีความกว้างและความชันที่ใช้เดินขึ้นได้สำหรับคนทั่วไป แต่ผู้ที่มีปัญหาการเดินหรือใช้รถเข็นอาจชมได้สะดวกเฉพาะบริเวณสวนรอบนอกและพื้นที่ระดับพื้นดิน เคาน์เตอร์บริการมีระดับค่อนข้างต่ำซึ่งช่วยให้ติดต่อสอบถามได้ง่ายขึ้นในบางกรณี
การเดินทางมายังศาลาแก้วกู่ทำได้หลายวิธี หากใช้รถยนต์ส่วนตัวจากอำเภอเมืองหนองคาย ให้ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอโพนพิสัยประมาณ 3–4 กม. จะเห็นป้ายศาลาแก้วกู่หรือป้ายพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย ให้กลับรถเข้าทางฝั่งขาเข้าเมืองแล้วเลี้ยวเข้าซอยตามป้ายอีกประมาณ 500 เมตรก็จะถึงพื้นที่ หากเดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง สามารถขึ้นรถสายหนองคาย-นครพนม แล้วลงบริเวณป้ายศาลาแก้วกู่ จากนั้นข้ามถนนและเดินเข้าซอยประมาณ 500 เมตร แต่สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป การเหมารถรับจ้างหรือรถสามล้อจากในตัวเมืองหนองคายจะสะดวกกว่า
การเดินทาง ที่เหมาะที่สุดคือจัดศาลาแก้วกู่เป็นหนึ่งในเส้นทางเที่ยวรอบเมืองหนองคายร่วมกับวัดโพธิ์ชัย ตลาดท่าเสด็จ พระธาตุกลางน้ำ อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 หากมีเวลาครึ่งวันสามารถเริ่มจากวัดโพธิ์ชัยในช่วงเช้า ไปตลาดท่าเสด็จและริมโขง จากนั้นต่อไปศาลาแก้วกู่ช่วงบ่ายแก่ หากมีเวลาเต็มวันสามารถเพิ่มพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคายหรือเส้นทางเลียบโขงไปอำเภอโพนพิสัยได้
ศาลาแก้วกู่เหมาะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งผู้ที่สนใจศิลปะ ประติมากรรม ความเชื่อ ศาสนา ตำนานพญานาค วัฒนธรรมอีสาน และการถ่ายภาพ ผู้ที่ชอบสถานที่แปลกตาจะพบว่าที่นี่มีภาพจำที่แตกต่างจากวัดทั่วไปอย่างมาก รูปปั้นจำนวนมากให้ความรู้สึกเหนือจริง ราวกับเดินอยู่ในโลกของคติธรรมและตำนาน นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคนรู้จักศาลาแก้วกู่ในฐานะ sculpture park ที่แปลกและน่าจดจำที่สุดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ศาลาแก้วกู่เป็นสถานที่ที่อธิบายความหลากหลายทางศาสนาในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงได้ดี แม้บางข้อความอธิบายจะเป็นภาษาไทยและภาษาอีสาน แต่ภาพประติมากรรมขนาดใหญ่ช่วยสื่อสารได้โดยตรง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าใจได้จากรูปลักษณ์ ท่าทาง สีหน้า องค์ประกอบ และการจัดวางของรูปปั้น หากเดินชมพร้อมไกด์ท้องถิ่นหรือผู้ที่อ่านภาษาไทยได้ จะยิ่งเข้าใจความหมายเชิงลึกของแต่ละชิ้นมากขึ้น
การถ่ายภาพภายในศาลาแก้วกู่ทำได้หลายมุม จุดยอดนิยมคือรูปปั้นพญานาคขนาดใหญ่ วงจรชีวิต ประติมากรรมเทพฮินดูขนาดสูง กลุ่มพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ อาคารศาลาแก้วกู่ 3 ชั้น และมุมกว้างที่เห็นรูปปั้นเรียงรายในสวน ช่วงแสงเช้าและแสงเย็นช่วยให้รูปปั้นมีเงาและมิติชัดเจนขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพในลักษณะไม่สุภาพกับรูปเคารพหรือร่างของพ่อปู่บุญเหลือ โดยเฉพาะพื้นที่ชั้น 3 ที่มีลักษณะเป็นจุดสักการะ
แม้ศาลาแก้วกู่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ก็เป็นพื้นที่ศรัทธาของผู้คนจำนวนมาก นักท่องเที่ยวควรแต่งกายสุภาพในระดับที่เหมาะสมกับการเข้าชมสถานที่ทางศาสนาและความเชื่อ ไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดเท่าวัดพระอารามหลวง แต่ควรหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าที่ไม่สุภาพมากเกินไป ควรพูดจาสำรวมเมื่ออยู่ใกล้พื้นที่สักการะ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
ในเชิงประวัติศาสตร์ศิลป์ ศาลาแก้วกู่เป็นตัวอย่างสำคัญของศิลปะนอกระบบที่เกิดจากศรัทธาส่วนบุคคลและแรงบันดาลใจทางศาสนา ไม่ได้สร้างขึ้นตามแบบแผนศิลปกรรมวัดหลวงหรือพิพิธภัณฑ์รัฐ แต่สร้างขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ของผู้ก่อตั้งและกลุ่มผู้ศรัทธา งานแต่ละชิ้นจึงมีทั้งความดิบ ความใหญ่โต ความละเอียด และความเป็นอิสระทางความคิด รูปปั้นบางองค์มีสัดส่วนเกินจริง บางองค์มีสีหน้าท่าทางที่ให้ความรู้สึกเข้มขลัง บางองค์ผสมองค์ประกอบหลายศาสนาเข้าด้วยกันอย่างไม่คาดคิด สิ่งเหล่านี้ทำให้ศาลาแก้วกู่มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ลอกเลียนได้ยาก
หากมองในมิติของเมืองหนองคาย ศาลาแก้วกู่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยขยายภาพของจังหวัดให้มากกว่าคำว่าเมืองริมโขงหรือเมืองชายแดน เพราะที่นี่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ความศรัทธา และวัฒนธรรมร่วมของพื้นที่ไทย-ลาว-อีสานได้อย่างชัดเจน นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะเห็นว่าเมืองหนองคายไม่ได้มีเพียงวัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใส ตลาดท่าเสด็จ และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แต่ยังมีอุทยานประติมากรรมที่แสดงความกล้าทางศิลปะและความเชื่ออย่างโดดเด่น
ร้านอาหารใกล้ศาลาแก้วกู่มีทั้งร้านขนาดเล็กหน้าทางเข้า ร้านอาหารตามสั่ง ร้านกาแฟ และร้านในตัวเมืองหนองคาย หากต้องการความสะดวกทันทีหลังเที่ยว สามารถเลือกกินร้านบริเวณหน้าศาลาแก้วกู่หรือใกล้ถนนทางเข้า หากต้องการร้านบรรยากาศดีหรืออาหารขึ้นชื่อของหนองคาย ควรกลับเข้าเมืองเพื่อเลือกอาหารริมโขง อาหารเวียดนาม แหนมเนือง ปลาแม่น้ำโขง อาหารอีสาน และร้านที่อยู่ใกล้ตลาดท่าเสด็จ การจัดเวลาให้เที่ยวศาลาแก้วกู่ช่วงบ่ายและกลับไปรับประทานอาหารเย็นริมโขงเป็นเส้นทางที่ลงตัวมาก
ที่พักใกล้ศาลาแก้วกู่ส่วนใหญ่อยู่ในตัวเมืองหนองคายมากกว่าบริเวณหน้าสถานที่โดยตรง นักท่องเที่ยวควรเลือกที่พักตามแผนการเดินทาง หากต้องการเดินตลาด ทานอาหารริมโขง และเที่ยววัดโพธิ์ชัย ควรเลือกที่พักใกล้แม่น้ำโขงหรือตลาดท่าเสด็จ หากต้องการเดินทางต่อไปสะพานมิตรภาพไทย-ลาวหรือสถานีรถไฟหนองคาย ควรเลือกที่พักใกล้ถนนมิตรภาพหรือถนนหลัก การพักในตัวเมืองจะช่วยให้เดินทางมายังศาลาแก้วกู่ได้สะดวกโดยใช้รถสามล้อ รถรับจ้าง หรือรถยนต์ส่วนตัวในเวลาไม่นาน
ในภาพรวม วัดแขกหรือศาลาแก้วกู่เป็นสถานที่ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมอย่างมากสำหรับผู้ที่เดินทางมาหนองคาย เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ประสบการณ์แตกต่างจากสถานที่อื่นอย่างชัดเจน ที่นี่มีทั้งความยิ่งใหญ่ของประติมากรรม ความแปลกตาของศิลปะผสมศาสนา ความลึกของคติธรรม ความศรัทธาต่อพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ และบรรยากาศของสวนกลางแจ้งที่เปิดให้เดินชมได้อย่างอิสระ ผู้ที่มาเยือนจะได้ทั้งภาพถ่ายสวย ความประทับใจ และข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตติดตัวกลับไป
ศาลาแก้วกู่จึงไม่ใช่เพียงจุดเช็กอินของจังหวัดหนองคาย แต่เป็นพื้นที่ที่ควรเดินชมอย่างตั้งใจ หากอ่านคำอธิบายที่ฐานรูปปั้น สังเกตสัญลักษณ์ของแต่ละศาสนา และมองเห็นความพยายามของผู้สร้างในการถ่ายทอดธรรมะผ่านศิลปะ จะเข้าใจว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงอยู่ในความทรงจำของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติมาอย่างยาวนาน ความอลังการของรูปปั้นเป็นสิ่งที่เห็นได้ทันที แต่ความหมายของศาลาแก้วกู่จะชัดเจนขึ้นเมื่อผู้มาเยือนค่อย ๆ เดิน อ่าน คิด และปล่อยให้ประติมากรรมแต่ละชิ้นทำหน้าที่บอกเล่าด้วยตัวเอง
| ชื่อสถานที่ | วัดแขก (ศาลาแก้วกู่) หนองคาย |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Sala Kaew Ku / Sala Keoku / Wat Khaek, Nong Khai |
| ที่ตั้ง | ชุมชนสามัคคี ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย |
| ที่อยู่ | ถนนทางเข้าศาลาแก้วกู่ / ถนนทางหลวงหมายเลข 212 เส้นทางหนองคาย-โพนพิสัย ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย 43000 |
| พิกัด | Plus Code: VQQH+MXM ตำบลวัดธาตุ อำเภอเมืองหนองคาย จังหวัดหนองคาย |
| ไฮไลต์ | อุทยานเทวาลัยและสวนประติมากรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่ มีรูปปั้นคอนกรีตเสริมเหล็กมากกว่า 200 องค์ บนพื้นที่ประมาณ 42 ไร่ สร้างจากแนวคิดว่าหลักคำสอนของทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | สร้างขึ้นเมื่อราวปี พ.ศ. 2521 โดยพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ หลังจากท่านเคยสร้างสวนพระหรือวัดเชียงควนในนครเวียงจันทน์ ประเทศลาว ก่อนมาสร้างศาลาแก้วกู่ที่จังหวัดหนองคาย |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อศาลาแก้วกู่เกี่ยวข้องกับแนวคิดเมืองอมตะแก้วกู่มหานิพพาน ส่วนชื่อวัดแขกเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกจากภาพจำของประติมากรรมเทพฮินดูและความเชื่อพราหมณ์-ฮินดูภายในพื้นที่ |
| ลักษณะเด่น | ประติมากรรมปูนปั้นและคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่ ผสมผสานพุทธ พราหมณ์-ฮินดู คริสต์ รามเกียรติ์ ตำนานพื้นบ้าน พญานาค และคติธรรมเรื่องวัฏสงสาร |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอโพนพิสัยประมาณ 3–4 กม. แล้วกลับรถเข้าทางฝั่งขาเข้าเมือง เลี้ยวซ้ายตามป้ายศาลาแก้วกู่หรือพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย เข้าไปประมาณ 500 เมตร |
| รถโดยสาร | ขึ้นรถสายหนองคาย-นครพนม แล้วลงบริเวณป้ายศาลาแก้วกู่ จากนั้นข้ามถนนและเดินเข้าซอยประมาณ 500 เมตร หรือเหมารถรับจ้างจากตัวเมืองหนองคายเพื่อความสะดวก |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าชม เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปะ ความเชื่อ และประติมากรรมกลางแจ้งสำคัญของจังหวัดหนองคาย |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | สวนประติมากรรมกลางแจ้ง 06.00 – 18.00 น. อาคารศาลาแก้วกู่ชั้น 3 สำหรับสักการะร่างพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ 07.00 – 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ผู้ใหญ่ 20 บาท / เด็ก 10 บาท / ชาวต่างชาติ 40 บาท |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานจอดรถ พื้นที่จำหน่ายบัตร ทางเดินชมสวนประติมากรรม จุดพักผ่อน ร้านค้าใกล้ทางเข้า ห้องน้ำ และเคาน์เตอร์บริการระดับค่อนข้างต่ำ |
| การรองรับผู้สูงอายุ / ผู้พิการ | บริเวณรอบสวนสามารถชมได้บางส่วน ทางเดินมีพื้นเรียบและยกระดับเล็กน้อย ที่จอดรถเป็นลานกว้างพื้นหินขรุขระ ไม่มีที่จอดรถเฉพาะผู้พิการ อาคารชั้นบนต้องใช้บันได |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร 2. โซนสวนประติมากรรมกลางแจ้ง 3. โซนประติมากรรมพุทธศาสนาและพระพุทธรูปปางต่าง ๆ 4. โซนเทพฮินดู พราหมณ์ และความเชื่อผสมผสาน 5. โซนพญานาคและสัตว์ในตำนาน 6. โซนวัฏสงสารหรือวงจรชีวิต 7. โซนรามเกียรติ์ นิทานพื้นบ้าน และคติสอนใจ 8. อาคารศาลาแก้วกู่ 3 ชั้น 9. ชั้น 3 สำหรับกราบสักการะร่างพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ 10. พื้นที่พักผ่อนและสวนโดยรอบ |
| ผู้ดูแล | พุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย / สำนักปฏิบัติธรรมแก้วกู่และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง |
| ผู้ก่อตั้ง | พ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ |
| เบอร์ติดต่อหลัก | ศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย โทร. 042-421326 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | สำนักงานท้องถิ่นจังหวัดหนองคาย, องค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองคาย, พุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย, แหล่งข้อมูลท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใส ประมาณ 5 กม. โทร. 042-461123 2. พระธาตุกลางน้ำ / พระธาตุหล้าหนอง ประมาณ 5 กม. 3. ตลาดท่าเสด็จ ประมาณ 5 กม. 4. ลานพญานาคริมโขงหน้าวัดลำดวน ประมาณ 6 กม. 5. อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ ประมาณ 6 กม. 6. สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ประมาณ 8 กม. 7. พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย ประมาณ 16 กม. โทร. 042-415623 |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ตามสั่งเจ๊สุ หน้าศาลาแก้วกู่ ประมาณ 0.1 กม. โทร. 080-664-5521 2. กาแฟ&ยำ หน้าศาลาแก้วกู่ ประมาณ 0.1 กม. โทร. 062-678-2472 3. Macky’s Riverside Kitchen ประมาณ 5 กม. โทร. 097-109-1022 4. แดงแหนมเนือง หนองคาย ประมาณ 5 กม. โทร. 042-411-961 5. ร้านอาหารชายโขง ประมาณ 5 กม. โทร. 042-412-308 6. ครัววุ้นเดือนเพ็ญ ประมาณ 6 กม. โทร. 042-465-264, 095-653-9393 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Mut Mee Garden Guest House ประมาณ 5 กม. โทร. 042-460-717 2. ณ ริมโขง ริเวอร์วิว หนองคาย ประมาณ 5 กม. โทร. 042-412-077 3. Amanta Hotel Nongkhai ประมาณ 6 กม. โทร. 042-412-899 4. โรงแรมอัศวรรณ หนองคาย ประมาณ 7 กม. โทร. 042-464-514, 088-557-8482 5. Royal Nakhara Hotel & Convention Centre Nongkhai ประมาณ 8 กม. โทร. 042-422-889 6. HOP INN Nong Khai ประมาณ 8 กม. โทร. 042-413-599 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดแขกหรือศาลาแก้วกู่ หนองคาย เปิดให้เข้าชมอยู่หรือไม่?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน สวนประติมากรรมกลางแจ้งเปิดเวลา 06.00 – 18.00 น. ส่วนอาคารศาลาแก้วกู่ชั้น 3 สำหรับสักการะร่างพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ เปิดเวลา 07.00 – 17.00 น.
ถาม: ศาลาแก้วกู่เสียค่าเข้าชมเท่าไร?
ตอบ: ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท และชาวต่างชาติ 40 บาท
ถาม: ศาลาแก้วกู่สร้างโดยใคร?
ตอบ: ศาลาแก้วกู่สร้างโดยพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ เมื่อราวปี พ.ศ. 2521 จากแนวคิดว่าหลักคำสอนของทุกศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้ และต้องการให้เป็นดินแดนแห่งการหลุดพ้นจากกิเลส
ถาม: ภายในศาลาแก้วกู่มีอะไรน่าสนใจ?
ตอบ: มีสวนประติมากรรมกลางแจ้งขนาดใหญ่ รูปปั้นคอนกรีตเสริมเหล็กมากกว่า 200 องค์ ทั้งพระพุทธรูป เทพฮินดู พญานาค ตัวละครรามเกียรติ์ ตำนานพื้นบ้าน วงจรชีวิต และอาคาร 3 ชั้นที่ชั้นบนสุดเป็นจุดสักการะร่างพ่อปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์
ถาม: ศาลาแก้วกู่เหมาะกับนักท่องเที่ยวต่างชาติหรือไม่?
ตอบ: เหมาะมาก เพราะเป็นสวนประติมากรรมที่มีเอกลักษณ์สูง แสดงการผสมผสานความเชื่อพุทธ พราหมณ์-ฮินดู คริสต์ ตำนานพื้นบ้าน และคติธรรมในรูปแบบที่ชาวต่างชาติสามารถเข้าใจได้ผ่านงานประติมากรรมขนาดใหญ่
ถาม: เดินทางไปศาลาแก้วกู่อย่างไร?
ตอบ: จากตัวเมืองหนองคายใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอโพนพิสัยประมาณ 3–4 กม. แล้วเลี้ยวเข้าซอยตามป้ายศาลาแก้วกู่ประมาณ 500 เมตร หรือเหมารถรับจ้างจากตัวเมืองหนองคายเพื่อความสะดวก
ถาม: ผู้สูงอายุหรือผู้ใช้รถเข็นเที่ยวศาลาแก้วกู่ได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถชมบริเวณสวนระดับพื้นดินได้บางส่วน แต่ควรระวังพื้นลานจอดรถที่เป็นหินขรุขระ ทางเดินที่มียกระดับเล็กน้อย และอาคารชั้นบนที่ต้องใช้บันได
ถาม: เที่ยวศาลาแก้วกู่แล้วควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อที่วัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใส พระธาตุกลางน้ำ ตลาดท่าเสด็จ ลานพญานาคริมโขง อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ และสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 1 ได้สะดวก
มือถือ : 0813695744
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว




