หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม >อ.ท่าอุเทน >ต.พนอม > รอยเท้าไดโนเสาร์ บ้านพนอม
TL;DR: รอยเท้าไดโนเสาร์ บ้านพนอม อยู่ที่บ้านพนอม หมู่ 2 ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เปิดทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองนครพนมใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าท่าอุเทน–บ้านแพง ถึงช่วงกิโลเมตรที่ 257 ระยะทางประมาณ 53 กม.
รอยเท้าไดโนเสาร์ บ้านพนอม

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00–17.00 น.
รอยเท้าไดโนเสาร์ บ้านพนอม หรือ แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์สำคัญของประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณบ้านพนอม หมู่ 2 ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ภายในพื้นที่เหมืองหินเก่าริมทางหลวงหมายเลข 212 สายนครพนม–บ้านแพง ช่วงกิโลเมตรที่ 257 จุดเด่นของสถานที่แห่งนี้คือรอยเท้าและแนวทางเดินของสัตว์ดึกดำบรรพ์จำนวนมาก ซึ่งประทับอยู่บนชั้นหินของหมวดหินโคกกรวดมาตั้งแต่ยุคครีเทเชียสตอนต้นเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อน รอยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายบนก้อนหิน แต่เป็นหลักฐานที่ช่วยให้มนุษย์มองเห็นการเคลื่อนไหว พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมของสัตว์ซึ่งเคยอาศัยอยู่บนแผ่นดินอีสานในอดีตได้อย่างใกล้ชิด
แหล่งเรียนรู้แห่งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษเพราะมีรอยเท้ากระจายตัวอย่างหนาแน่น ทั้งรอยเท้าไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก รอยทางเดินของไดโนเสาร์กินพืช และรอยทางเดินของจระเข้ดึกดำบรรพ์ บางแนวแสดงการเดินไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่บางแนวตัดผ่านกัน แยกออกจากกัน เลี้ยวกลับ หรือเปลี่ยนจังหวะการเคลื่อนที่ นักบรรพชีวินวิทยาจึงสามารถใช้ระยะห่างระหว่างรอย ขนาดของรอย รูปร่างนิ้วเท้า และทิศทางของแนวทางเดินในการศึกษาขนาดร่างกาย ความเร็ว วิธีการเดิน และพฤติกรรมการรวมฝูงของสัตว์ดึกดำบรรพ์ได้
ผู้มาเยือนสามารถเดินชมรอยเท้าจริงภายใต้หลังคาคลุมเพื่อป้องกันแสงแดดและน้ำฝน โดยมีทางเดินและราวกั้นช่วยให้มองเห็นพื้นผิวชั้นหินโดยไม่ต้องเหยียบลงบนรอยโดยตรง ภายในพื้นที่ยังมีป้ายอธิบายเรื่องธรณีวิทยา กระบวนการเกิดฟอสซิล ชนิดของสัตว์ดึกดำบรรพ์ และสภาพภูมิประเทศในอดีต รวมถึงแบบจำลองไดโนเสาร์ซึ่งช่วยให้เด็ก นักเรียน และผู้ที่ไม่มีพื้นฐานด้านบรรพชีวินวิทยาเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายขึ้น แหล่งเรียนรู้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. มีพื้นที่จอดรถและห้องน้ำให้บริการ และอยู่ภายใต้การดูแลขององค์การบริหารส่วนตำบลพนอม
ชื่อที่ใช้เรียกสถานที่นี้มีหลายรูปแบบ ได้แก่ รอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอม แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน และแหล่งรอยเท้าห้วยด่านชุม ส่วนในเอกสารวิชาการภาษาอังกฤษมักใช้ชื่อ Huai Dan Chum Tracksite หรือ Huai Dan Chum Dinosaur Tracksite ชื่อทั้งหมดหมายถึงแหล่งเดียวกันในตำบลพนอม การรู้จักชื่อหลายรูปแบบมีประโยชน์ต่อการค้นหาเส้นทางและศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เพราะป้ายท้องถิ่น เอกสารราชการ บทความวิชาการ และระบบแผนที่อาจใช้ชื่อแตกต่างกันเล็กน้อย
หากย้อนเวลากลับไปประมาณ 100 ล้านปี ภูมิประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้มีรูปร่างเหมือนปัจจุบัน บริเวณซึ่งเป็นจังหวัดนครพนมและพื้นที่ใกล้เคียงเคยเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินกว้างใหญ่ มีระบบแม่น้ำหลายสายไหลมาจากทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเข้าสู่ตอนกลางของแอ่ง ก่อนระบายน้ำออกไปทางทิศตะวันตก พื้นที่ประกอบด้วยร่องน้ำ ที่ราบน้ำท่วมถึง สันทรายริมแม่น้ำ หนองน้ำชั่วคราว และบริเวณตะกอนซึ่งถูกน้ำพัดพามาทับถมครั้งแล้วครั้งเล่า
ภูมิอากาศในช่วงเวลานั้นค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง มีฤดูฝนสลับกับช่วงแห้งยาวนาน ตะกอนทราย ทรายแป้ง และโคลนซึ่งสะสมตัวตามแม่น้ำกับที่ราบลุ่มจึงเกิดกระบวนการออกซิเดชันของแร่เหล็ก ทำให้ชั้นตะกอนมีสีแดง สีน้ำตาลแดง และสีแดงอมม่วง สีของหินที่เห็นในแหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอมจึงเป็นเสมือนบันทึกสภาพภูมิอากาศและเคมีของตะกอนในอดีต ไม่ได้เกิดจากการทาสีหรือการเปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์
ในช่วงฤดูฝน เมื่อฝนตกหนัก น้ำจะเจิ่งนองไปทั่วที่ราบและไหลจากพื้นที่สูงลงมาตามร่องน้ำ ลำธาร และแม่น้ำ กระแสน้ำที่เคลื่อนผ่านพื้นทรายหรือโคลนทำให้เกิดรอยริ้วคลื่นบนผิวตะกอน รอยริ้วคลื่นเหล่านี้มีลักษณะเป็นแนวสันและร่องเล็ก ๆ เรียงต่อกัน สามารถใช้วิเคราะห์ทิศทางการไหลและพลังงานของน้ำได้ เมื่อน้ำลดและพื้นตะกอนแห้งลง ยังเกิดรอยระแหงโคลนเป็นรูปหลายเหลี่ยม ซึ่งเป็นหลักฐานว่าพื้นที่เคยเปียกแล้วแห้งซ้ำเป็นช่วง ๆ
รอยริ้วคลื่นและรอยระแหงโคลนมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ารอยเท้าไดโนเสาร์ เพราะช่วยให้นักธรณีวิทยาเข้าใจพื้นผิวที่สัตว์เคยเดินผ่าน รอยเท้าซึ่งอยู่ร่วมกับรอยริ้วคลื่นบ่งบอกว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นบริเวณตื้นริมร่องน้ำหรือที่ราบริมแม่น้ำ ส่วนรอยระแหงโคลนแสดงให้เห็นว่าพื้นดินเคยโผล่พ้นน้ำและได้รับแสงแดดมากพอให้ผิวตะกอนแห้งก่อนถูกตะกอนชั้นใหม่ปิดทับ
แม้ภูมิอากาศโดยรวมจะค่อนข้างแห้งแล้ง แต่พื้นที่ลุ่มน้ำยังเป็นแหล่งรวมอาหาร น้ำ และพืชพรรณ จึงดึงดูดสัตว์หลายชนิดเข้ามาหากิน ไดโนเสาร์กินพืชเดินเข้ามาบริเวณริมแม่น้ำเพื่อหาใบไม้หรือพืชอ่อน ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็กอาจติดตามเหยื่อหรือเดินผ่านพื้นที่เปิด จระเข้ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ในร่องน้ำและบริเวณตลิ่ง ขณะที่ปลา เต่า และสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นใช้ระบบแม่น้ำเดียวกันเป็นถิ่นอาศัย ความหลากหลายของรอยทางเดินจึงสะท้อนระบบนิเวศที่มีสิ่งมีชีวิตมากกว่าภาพทะเลทรายแห้งแล้งอย่างที่หลายคนจินตนาการเมื่อเห็นหินสีแดง
เมื่อฝูงไดโนเสาร์ลักษณะคล้ายนกกระจอกเทศและสัตว์ชนิดอื่นเดินผ่านที่ราบริมฝั่งแม่น้ำ พื้นทรายหรือโคลนในขณะนั้นกำลังหมาดและมีความแข็งพอที่จะรับน้ำหนักร่างกาย แต่ยังอ่อนพอให้เท้ากดลงไปเป็นรอย หากพื้นเปียกเกินไป รอยจะยุบหรือเสียรูปร่างทันที หากแห้งแข็งเกินไปก็จะไม่เกิดรอยลึก ดังนั้นการที่รอยเท้าจำนวนมากได้รับการเก็บรักษาอย่างชัดเจนแสดงว่าความชื้น ความละเอียดของตะกอน และจังหวะการทับถมหลังสัตว์เดินผ่านเหมาะสมอย่างยิ่ง
การเกิดฟอสซิลรอยเท้าเริ่มต้นเมื่อสัตว์เหยียบลงบนตะกอนอ่อนจนเกิดรอยพิมพ์ หลังจากสัตว์เดินผ่าน ผิวตะกอนต้องไม่ถูกกระแสน้ำแรง คลื่น หรือสัตว์ตัวอื่นทำลายจนหมด บางครั้งแสงแดดจะช่วยให้ผิวชั้นบนแห้งและแข็งขึ้น ต่อมาตะกอนชุดใหม่ เช่น ทรายละเอียด ทรายแป้ง หรือโคลน ถูกน้ำพัดมาปิดทับ ทำให้รอยเดิมได้รับการปกป้องจากการกัดเซาะ
เมื่อเวลาผ่านไป ตะกอนหลายชั้นถูกทับถมด้วยน้ำหนักมหาศาล เม็ดทรายและโคลนถูกอัดแน่น น้ำในช่องว่างลดลง และแร่ธาตุทำหน้าที่ประสานเม็ดตะกอนเข้าด้วยกันจนกลายเป็นหิน กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายล้านปี ต่อมาเปลือกโลกเกิดการเคลื่อนตัว ชั้นหินถูกยกตัว และชั้นหินด้านบนถูกธรรมชาติกัดเซาะหรือถูกเปิดเผยจากกิจกรรมเหมืองหิน พื้นผิวซึ่งเก็บรอยเท้าไว้จึงกลับมาปรากฏอีกครั้งหลังซ่อนอยู่ใต้ดินเป็นเวลานานประมาณ 100 ล้านปี
ฟอสซิลรอยเท้าที่พบสามารถแบ่งอย่างง่ายเป็น 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือ แม่พิมพ์รอยเท้า หรือรอยเว้าซึ่งเกิดจากเท้าสัตว์กดลงในตะกอนโดยตรง ลักษณะที่ 2 คือ รูปหล่อธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากตะกอนชั้นใหม่ไหลลงไปเติมเต็มรอยเดิมแล้วแข็งตัว เมื่อชั้นหินแยกออก รูปหล่อจะมีลักษณะนูนคล้ายฝ่าเท้า การแยกแม่พิมพ์ออกจากรูปหล่อช่วยให้นักวิจัยอ่านทิศทางและลักษณะกายวิภาคของเท้าได้ถูกต้อง
ชั้นหินของแหล่งบ้านพนอมอยู่ใน หมวดหินโคกกรวด ซึ่งเป็นหน่วยชั้นหินตอนบนของกลุ่มหินโคราช มีอายุอยู่ในช่วงปลายยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือช่วงแอปเชียนถึงแอลเบียน ประมาณ 100–113 ล้านปีก่อน ประกอบด้วยหินทรายสีน้ำตาลแดง หินทรายแป้ง หินโคลน และชั้นตะกอนเนื้อละเอียดที่เกิดจากระบบแม่น้ำบนแผ่นดิน หมวดหินนี้กระจายตัวกว้างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและต่อเนื่องเข้าไปในพื้นที่บางส่วนของลาวกับกัมพูชา
บริเวณรอยเท้าเดิมเป็นเหมืองหินซึ่งขุดหินทรายไปใช้ในงานก่อสร้างและเสริมตลิ่งตามแม่น้ำโขงกับลำน้ำสาขา พื้นที่เหมืองมีขนาดกว้างและลึก โดยผิวชั้นหินที่มีรอยเท้าปรากฏอยู่บริเวณขอบเหมืองด้านเหนือ การเปิดหน้าหินจากการทำเหมืองทำให้มนุษย์มองเห็นรอยซึ่งเคยซ่อนอยู่ แต่ขณะเดียวกันการระเบิดและเคลื่อนย้ายก้อนหินในช่วงแรกก็ทำให้รอยบางส่วนแตกหักหรือสูญหายก่อนที่จะมีการประเมินคุณค่าทางวิชาการอย่างเต็มที่
ข้อมูลการค้นพบมีการบันทึกต่างกันเล็กน้อยตามช่วงเวลา โดยเบาะแสเกี่ยวกับรอยเท้าเริ่มเป็นที่รับรู้ในช่วง พ.ศ. 2544–2545 ก่อนที่นักธรณีวิทยาของกรมทรัพยากรธรณีจะเข้าตรวจสอบอย่างเป็นระบบใน พ.ศ. 2545 การสำรวจพบรอย 3 นิ้วคล้ายรอยเท้านกหรือไก่กระจายอยู่บนหินทรายสีแดง รวมทั้งก้อนหินบางส่วนซึ่งถูกระเบิดแยกออกจากชั้นหินเดิม ลักษณะของนิ้วเรียวยาวและปลายแหลมแสดงถึงสัตว์ที่เดินด้วย 2 ขาและมีกรงเล็บ
การสำรวจระยะแรกบันทึกพื้นที่รอยเท้าประมาณ 30 ตารางเมตร พบแนวทางเดินประมาณ 72 แนวและรอยเท้าประมาณ 199 รอย ตัวเลขนี้ถูกนำมาใช้ในป้ายและข้อมูลท่องเที่ยวจำนวนมาก ต่อมาเมื่อมีการเปิดหน้าหิน สำรวจพื้นที่กว้างขึ้น และใช้วิธีบันทึกที่ละเอียดกว่า นักวิจัยไทยกับต่างประเทศพบรอยเพิ่มอีกจำนวนมาก งานศึกษาสมัยใหม่รายงานว่าบริเวณแหล่งห้วยด่านชุมมีรอยประมาณ 600 รอย โดยแผ่นหินหลักเพียงแผ่นเดียวมีรอยที่จำแนกได้มากกว่า 450 รอยและมีแนวทางเดินไดโนเสาร์กินเนื้อมากกว่า 50 แนว
ความแตกต่างระหว่างตัวเลข 199 รอยกับประมาณ 600 รอยไม่ได้หมายความว่าแหล่งข้อมูลชุดใดผิดทั้งหมด แต่สะท้อนช่วงเวลาการสำรวจ ขอบเขตพื้นที่ และหลักเกณฑ์การนับที่ต่างกัน ตัวเลข 199 รอยเป็นผลจากการสำรวจพื้นที่ซึ่งเปิดเผยและบันทึกได้ในระยะแรก ส่วนตัวเลขประมาณ 600 รอยเกิดจากการสำรวจภายหลังซึ่งครอบคลุมแผ่นหินและแนวทางเดินมากขึ้น การอธิบายตัวเลขทั้ง 2 ชุดร่วมกันช่วยให้เข้าใจพัฒนาการของงานศึกษามากกว่าการเลือกใช้ตัวเลขเดียวโดยไม่มีบริบท
รอยส่วนใหญ่เป็นรอย 3 นิ้วของไดโนเสาร์กลุ่ม เทอโรพอด ซึ่งเป็นไดโนเสาร์เดินด้วย 2 ขา เท้าหลังมีนิ้วหลัก 3 นิ้ว และหลายชนิดเป็นสัตว์กินเนื้อ รอยขนาดเล็กที่บ้านพนอมได้รับการจัดอยู่ใกล้กับรอยชนิด Asianopodus โดยนักวิจัยเสนอว่าผู้สร้างรอยน่าจะเป็นไดโนเสาร์ในกลุ่มออร์นิโธมิโมซอร์หรือไดโนเสาร์ลักษณะคล้ายนกกระจอกเทศ กลุ่มนี้มีขาหลังยาว ลำตัวค่อนข้างเบา คอยาว และสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว
คำว่า “ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ” เป็นชื่อเรียกเพื่อช่วยให้คนทั่วไปเห็นภาพรูปร่างและการเคลื่อนไหว ไม่ได้หมายความว่าไดโนเสาร์เหล่านี้เป็นนกกระจอกเทศหรือมีลักษณะเหมือนนกสมัยใหม่ทุกประการ การระบุชนิดจากรอยเท้ายังมีข้อจำกัด เพราะสัตว์หลายชนิดอาจมีเท้าคล้ายกัน และรอยสามารถเปลี่ยนรูปตามความชื้นของพื้นดิน น้ำหนักตัว หรือการลื่นไถล นักวิจัยจึงมักระบุเป็นกลุ่มผู้สร้างรอยหรือชื่อรอยทางบรรพชีวินวิทยา มากกว่าระบุชื่อสกุลไดโนเสาร์อย่างเด็ดขาด
รอยเท้าเทอโรพอดที่เห็นชัดมักมีนิ้วกลางยื่นไปด้านหน้า นิ้วด้านข้างกางออก และปลายนิ้วค่อนข้างแหลม รอยบางชุดตื้นและเรียว ขณะที่บางชุดลึกหรือบิดเบี้ยวตามสภาพตะกอน ความยาวและความกว้างของรอยช่วยประมาณขนาดของเท้า ส่วนระยะระหว่างรอยซ้ายกับขวาและระยะก้าวต่อเนื่องช่วยประมาณความสูงของสะโพกกับความเร็วในการเคลื่อนที่ได้
การที่รอยจำนวนมากมีขนาดใกล้เคียงกันและเคลื่อนในทิศทางหลักร่วมกันเป็นหลักฐานสำคัญของพฤติกรรมรวมกลุ่ม นักวิจัยมองว่ามีไดโนเสาร์ขนาดเล็กหลายตัวเดินผ่านพื้นที่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน บางกลุ่มอาจเคลื่อนเป็นฝูงเพื่อค้นหาอาหาร หลีกเลี่ยงผู้ล่า หรือเดินตามเส้นทางริมแม่น้ำ อย่างไรก็ตาม รอยทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นในวินาทีเดียวกัน พื้นผิวอาจเปิดรับการเดินผ่านหลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายช่วงน้ำ ก่อนถูกตะกอนชั้นใหม่ปิดทับ
แนวทางเดินที่ตัดกันช่วยแสดงว่าบริเวณนี้ไม่ได้เป็นทางเดินเส้นตรงเพียงทางเดียว สัตว์บางตัวเคลื่อนไปทางซ้าย บางตัวไปทางขวา บางแนวดูเหมือนเร่งความเร็ว ขณะที่บางรอยมีลักษณะลากหรือไถลไปด้านหน้า การหันกลับและเปลี่ยนทิศทางอาจเกี่ยวข้องกับการหลบสิ่งกีดขวาง การติดตามสัตว์ตัวอื่น การค้นหาอาหาร หรือการปรับเส้นทางตามร่องน้ำ รายละเอียดเหล่านี้เป็นข้อมูลที่กระดูกฟอสซิลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้
นอกจากรอยของไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก ยังพบแนวทางเดินของไดโนเสาร์กินพืชกลุ่ม ออร์นิโทพอด งานศึกษาระบุรอยบางชุดใกล้เคียงกับกลุ่มรอย Caririchnium ซึ่งสัมพันธ์กับไดโนเสาร์กินพืชที่เดินได้ทั้ง 2 ขาและ 4 ขา ในข้อมูลท่องเที่ยวรุ่นแรกมักเรียกรอยเหล่านี้ว่ารอยไดโนเสาร์อิกัวโนดอน การใช้คำว่าออร์นิโทพอดจึงครอบคลุมและสอดคล้องกับการจำแนกทางวิชาการมากกว่า
รอยอีกกลุ่มที่ทำให้แหล่งท่าอุเทนโดดเด่นคือรอยทางเดินของ จระเข้ดึกดำบรรพ์หรือครอคโคไดลิฟอร์ม การสำรวจในพื้นที่พบแนวทางเดินอย่างน้อย 15 แนว บางแนวแสดงรอยเท้าหน้าและเท้าหลังขนาดเล็กเรียงต่อกัน นักวิจัยจำแนกรอยบางส่วนไว้ในกลุ่ม Batrachopodidae การพบรอยจระเข้ร่วมกับรอยไดโนเสาร์ช่วยยืนยันว่าพื้นที่เป็นระบบนิเวศริมแม่น้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ใช่เพียงพื้นดินแห้งซึ่งไดโนเสาร์เดินผ่านเท่านั้น
เอกสารประชาสัมพันธ์รุ่นแรกบางชุดกล่าวถึงรอยของไดโนเสาร์ซอโรพอดร่วมด้วย เนื่องจากพบรอยขนาดใหญ่ซึ่งในขณะนั้นตีความว่าอาจเกิดจากไดโนเสาร์คอยาว อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ศึกษาแผ่นหินหลักอย่างละเอียดในเวลาต่อมาเน้นรอยเทอโรพอด ออร์นิโทพอด และจระเข้ดึกดำบรรพ์เป็นหลัก ผู้มาเยือนจึงควรอ่านป้ายและข้อมูลแต่ละช่วงเวลาโดยเข้าใจว่าการจำแนกรอยฟอสซิลสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อมีหลักฐานและวิธีศึกษาที่ละเอียดขึ้น
ความสำคัญของรอยเท้าแตกต่างจากกระดูกฟอสซิล กระดูกบอกลักษณะโครงสร้างร่างกาย อายุ และความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการของสัตว์ได้ดี แต่รอยเท้าบันทึกช่วงเวลาที่สัตว์ยังมีชีวิตและกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนพื้นดิน รอยหนึ่งรอยอาจแสดงรูปเท้า ส่วนแนวทางเดินหลายรอยสามารถบอกทิศทาง จังหวะก้าว ความเร็ว และความสัมพันธ์กับสัตว์ตัวอื่น เมื่อมีรอยหลายร้อยรอยอยู่บนพื้นผิวเดียวกัน แหล่งบ้านพนอมจึงเปรียบเสมือนภาพเหตุการณ์ในอดีตซึ่งถูกหยุดเวลาไว้ในชั้นหิน
แหล่งห้วยด่านชุมได้รับการยอมรับในวงวิชาการว่าเป็นหนึ่งในแหล่งรอยสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ทั้งในด้านจำนวนรอย ความหนาแน่น คุณภาพการเก็บรักษา และความหลากหลายของผู้สร้างรอย การพบรอยไดโนเสาร์ขนาดเล็กจำนวนมากร่วมกับรอยออร์นิโทพอด รอยจระเข้ รอยริ้วคลื่น และรอยระแหงโคลน ทำให้สามารถศึกษาสัตว์ พฤติกรรม และสภาพแวดล้อมในพื้นที่เดียวกันได้
ความสำคัญดังกล่าวทำให้แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ใน พ.ศ. 2554 ภายใต้กฎหมายคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ การขึ้นทะเบียนมีเป้าหมายเพื่อป้องกันการขุด เจาะ ระเบิด เคลื่อนย้าย หรือทำลายหลักฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต ฟอสซิลและชั้นหินจึงไม่ใช่สิ่งของซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเก็บกลับบ้านได้ แม้จะพบเป็นชิ้นเล็กหรืออยู่ใกล้ทางเดินก็ตาม
ก่อนมีมาตรการอนุรักษ์ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดหินและเคลื่อนย้ายแผ่นหินออกจากตำแหน่งเดิม เรื่องเล่าท้องถิ่นและข้อมูลประชาสัมพันธ์ระบุว่าเดิมอาจพบรอยมากกว่า 1,000 รอย แต่ส่วนหนึ่งเสียหายจากกิจกรรมเหมือง แม้จำนวนดังกล่าวไม่สามารถตรวจนับย้อนหลังได้อย่างสมบูรณ์ แต่ช่วยสะท้อนว่าการคุ้มครองแหล่งซากดึกดำบรรพ์ต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเมื่อชั้นหินถูกทำลาย ตำแหน่งและความสัมพันธ์ระหว่างรอยจะสูญหายอย่างถาวร
กรมทรัพยากรธรณีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานสำรวจ เปิดหน้าหิน บันทึกตำแหน่งรอย และพัฒนาระบบป้องกันในช่วงหลังการค้นพบ โดยเฉพาะระหว่าง พ.ศ. 2550–2551 มีการสร้างหลังคาคลุมพื้นที่สำคัญ จัดทำป้ายสื่อความหมาย และพัฒนาพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การมีหลังคาช่วยลดผลกระทบจากน้ำฝนและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ส่วนทางเดินกับราวกั้นช่วยลดการเหยียบสัมผัสโดยตรง
ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนตำบลพนอมเป็นหน่วยงานท้องถิ่นหลักที่ดูแลสถานที่ ประสานการให้บริการนักท่องเที่ยว และร่วมผลักดันการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลพนอมคนปัจจุบันคือ นายอภิชาต ดีบุกคำ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนอม การดูแลแหล่งซากดึกดำบรรพ์ยังต้องอาศัยความร่วมมือกับกรมทรัพยากรธรณี หน่วยงานจังหวัด นักวิชาการ ชุมชน และโรงเรียนในพื้นที่ เพราะการบำรุงรักษาสิ่งปลูกสร้างกับการอนุรักษ์ชั้นหินต้องดำเนินควบคู่กัน
พื้นที่แรกที่ผู้มาเยือนพบคือบริเวณทางเข้า ป้ายชื่อ และลานจอดรถ จุดนี้ใช้เตรียมตัวก่อนเดินเข้าสู่บริเวณรอยเท้า นักท่องเที่ยวควรจอดรถในพื้นที่กำหนด ไม่จอดกีดขวางทางหลวงหมายเลข 212 และไม่เดินข้ามถนนโดยไม่ระวัง เนื่องจากเส้นทางเป็นถนนสายหลักเชื่อมระหว่างนครพนม ท่าอุเทน และบ้านแพง รถยนต์กับรถบรรทุกสามารถใช้ความเร็วสูงได้
จากบริเวณทางเข้า ผู้มาเยือนจะเข้าสู่พื้นที่สื่อความหมายและจุดเรียนรู้ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับอายุของชั้นหิน ชนิดของไดโนเสาร์ การเกิดรอยเท้า และสภาพแวดล้อมริมแม่น้ำในอดีต การอ่านป้ายก่อนชมรอยจริงช่วยให้แยกรอยเท้าออกจากรอยแตก รูธรรมชาติ หรือพื้นผิวที่ถูกกัดเซาะได้ง่ายขึ้น และช่วยให้เข้าใจว่ารอยแต่ละแบบบอกข้อมูลต่างกันอย่างไร
บริเวณสำคัญที่สุดคือพื้นที่อนุรักษ์รอยเท้าภายใต้หลังคาคลุม ซึ่งรักษาพื้นผิวชั้นหินที่มีแนวทางเดินจำนวนมากไว้ ผู้ชมควรใช้ทางเดินยกระดับหรือพื้นที่ซึ่งจัดไว้ ไม่ก้าวข้ามราวกั้น และไม่เหยียบลงบนแผ่นหิน แม้รอยจะดูแข็งแรง แต่การรับน้ำหนัก การเสียดสีของรองเท้า ฝุ่น และความชื้นจากผู้เข้าชมจำนวนมากสามารถทำให้ขอบรอยสึกกร่อนได้
ทางเดินชมรอยได้รับการออกแบบให้ผู้มาเยือนมองจากหลายมุม การเปลี่ยนตำแหน่งยืนและทิศทางของแสงมีผลอย่างมากต่อการมองเห็น เพราะรอยบางแห่งมีความลึกเพียงเล็กน้อย ในช่วงที่แสงเฉียง เงาบริเวณขอบนิ้วจะชัดกว่าช่วงแสงส่องตรงจากด้านบน ผู้ที่มองไม่เห็นรอยในครั้งแรกจึงควรสังเกตจากมุมด้านข้างและมองหาแนวรอยต่อเนื่องมากกว่าพยายามหารอยเดี่ยว
อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่ศึกษาลักษณะทางธรณีวิทยา ซึ่งสามารถมองเห็นเนื้อหินทราย หินทรายแป้ง หินโคลน รอยริ้วคลื่น และรอยระแหงโคลน ลักษณะเหล่านี้ช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่กระแสน้ำในอดีตไปจนถึงจังหวะที่ไดโนเสาร์เดินผ่าน การมองเฉพาะรอยเท้าโดยไม่สังเกตพื้นผิวรอบข้างจะทำให้พลาดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมซึ่งทำให้รอยได้รับการเก็บรักษา
แบบจำลองไดโนเสาร์และจุดถ่ายภาพภายในพื้นที่ช่วยสร้างความสนใจ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก แต่ควรเข้าใจว่าแบบจำลองเป็นเครื่องมือสื่อความหมาย ไม่ใช่หลักฐานฟอสซิลจริง รูปร่าง สีผิว และรายละเอียดภายนอกของไดโนเสาร์ในแบบจำลองเป็นการสร้างตามความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาหนึ่งและอาจได้รับการปรับปรุงเมื่อมีงานวิจัยใหม่
สิ่งอำนวยความสะดวกหลักประกอบด้วยลานจอดรถ ห้องน้ำ หลังคาคลุม ทางเดิน ราวกั้น ป้ายอธิบาย และพื้นที่พักชม อย่างไรก็ตาม สถานที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองและไม่มีร้านอาหารขนาดใหญ่หรือร้านสะดวกซื้ออยู่ภายใน นักท่องเที่ยวควรเตรียมน้ำดื่ม ยาประจำตัว และสิ่งของจำเป็นมาเอง โดยเฉพาะผู้เดินทางพร้อมเด็ก ผู้สูงอายุ หรือคณะนักเรียน
การอ่านรอยเท้าควรเริ่มจากการมองหานิ้วทั้ง 3 นิ้วของรอยเทอโรพอด นิ้วกลางมักชี้ไปข้างหน้าและยาวกว่านิ้วด้านข้าง เมื่อพบรอยหนึ่งแล้วให้มองไปด้านหน้าในระยะใกล้เคียงกันเพื่อหารอยถัดไป แนวรอยซ้ายและขวาจะสลับกันตามจังหวะเดิน รอยซึ่งอยู่โดดเดี่ยวและไม่มีรูปนิ้วชัดเจนอาจเป็นรอยที่ถูกกัดเซาะ รอยกดจากส่วนอื่นของร่างกาย หรือรูธรรมชาติบนหิน
นักท่องเที่ยวไม่ควรใช้น้ำราดรอยเพื่อเพิ่มความเข้มของสี ไม่ใช้ชอล์ก ปากกา แป้ง หรือวัสดุใดเขียนตามขอบรอย และไม่วางเหรียญหรือสิ่งของลงในรอย แม้วิธีเหล่านี้อาจทำให้ถ่ายภาพง่ายขึ้น แต่ความชื้น สารเคมี และการเสียดสีสามารถเร่งการผุพังของพื้นผิวได้ วิธีที่เหมาะสมคือใช้แสงธรรมชาติ ปรับมุมกล้อง หรือใช้เงาจากด้านข้างโดยไม่สัมผัสชั้นหิน
การถ่ายภาพควรเก็บทั้งภาพกว้างและภาพรายละเอียด ภาพกว้างช่วยแสดงทิศทางของแนวทางเดิน ส่วนภาพระยะใกล้แสดงรูปร่างนิ้วและขอบรอย หากต้องการให้เห็นขนาดสามารถวางไม้บรรทัดหรือวัตถุอ้างอิงบนทางเดินข้างรอยโดยไม่วางบนชั้นหิน การใช้ขาตั้งกล้องควรระวังไม่ให้ปลายขากดลงบนพื้นผิวอนุรักษ์หรือกีดขวางผู้เข้าชมคนอื่น
ครอบครัวสามารถใช้แหล่งเรียนรู้เป็นห้องเรียนธรรมชาติ เด็กจะได้เห็นว่าฟอสซิลไม่ได้มีเฉพาะกระดูก แต่รวมถึงร่องรอยกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต เช่น รอยเท้า แนวทางเดิน และรอยลาก การชวนเด็กนับนิ้ว สังเกตทิศทาง เปรียบเทียบขนาด และค้นหารอยริ้วคลื่นช่วยเปลี่ยนการชมสถานที่ให้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้โดยไม่ต้องสัมผัสรอยจริง
สำหรับโรงเรียนและสถาบันการศึกษา สถานที่เหมาะกับกิจกรรมด้านธรณีวิทยา บรรพชีวินวิทยา วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ครูสามารถเชื่อมโยงเรื่องชั้นหิน วัฏจักรน้ำ การสะสมตะกอน วิวัฒนาการ การจำแนกสัตว์ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ในพื้นที่เดียว คณะขนาดใหญ่ควรประสานองค์การบริหารส่วนตำบลพนอมล่วงหน้าเพื่อจัดเวลาและหลีกเลี่ยงความแออัดบนทางเดินชมรอย
ผู้สูงอายุและผู้มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวควรตรวจสภาพทางเดินก่อนเข้าชม เนื่องจากพื้นที่เดิมเป็นเหมืองหินและอาจมีพื้นต่างระดับบางช่วง ผู้ดูแลควรช่วยประคองบริเวณทางลาดหรือพื้นไม่เรียบ รองเท้าที่เหมาะสมควรเป็นรองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าที่พื้นยึดเกาะได้ดี ไม่ควรสวมรองเท้าส้นสูงหรือรองเท้าพื้นลื่น
ช่วงเช้าเป็นเวลาที่เหมาะสำหรับเข้าชมมากที่สุด เพราะอากาศยังไม่ร้อนและแสงเฉียงช่วยให้ขอบรอยเท้าปรากฏชัด ช่วงบ่ายสามารถเข้าชมได้แต่พื้นที่โดยรอบอาจมีอุณหภูมิสูง โดยเฉพาะปลายฤดูหนาวและฤดูร้อน แม้บริเวณรอยหลักมีหลังคาคลุม นักท่องเที่ยวก็ยังต้องเดินผ่านพื้นที่กลางแจ้ง จึงควรสวมหมวก ใช้ครีมกันแดด และดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
ฤดูฝนทำให้พื้นที่โดยรอบเขียวชอุ่มและอากาศไม่แห้งมาก แต่ทางเดินอาจเปียกและลื่น ควรเดินอย่างระมัดระวังและไม่เข้าใกล้ส่วนของเหมืองซึ่งไม่ได้เปิดให้ชม หลังฝนตกหนักอาจมีน้ำไหลผ่านหรือสะสมในบริเวณต่ำ ผู้มาเยือนควรปฏิบัติตามป้ายเตือนและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทุกครั้ง
การเข้าชมโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 45–90 นาที ผู้ที่อ่านป้ายอย่างละเอียดและต้องการสังเกตแนวทางเดินหลายชุดอาจใช้เวลา 2 ชั่วโมง สถานที่เหมาะกับการแวะระหว่างเส้นทางนครพนม–ท่าอุเทน–บ้านแพง หรือจัดรวมกับแหล่งท่องเที่ยวในตำบลพนอม ไชยบุรี และตัวอำเภอท่าอุเทนเป็นโปรแกรมครึ่งวันหรือเต็มวัน
การเดินทาง จากตัวเมืองนครพนมให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอท่าอุเทนและอำเภอบ้านแพง เมื่อผ่านตัวอำเภอท่าอุเทนให้ขับต่อไปทางทิศเหนือจนถึงช่วงกิโลเมตรที่ 257 บริเวณตำบลพนอม จะพบป้ายแหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทนอยู่ริมถนน ระยะทางจากตัวเมืองนครพนมประมาณ 53 กิโลเมตร การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวใช้เวลาประมาณ 50–70 นาทีตามสภาพการจราจร
จากตัวอำเภอท่าอุเทนให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางบ้านแพง ระยะทางประมาณ 27–29 กิโลเมตร ส่วนผู้เดินทางจากอำเภอบ้านแพงให้ใช้เส้นทางเดียวกันมุ่งลงใต้ไปทางท่าอุเทน แหล่งเรียนรู้ตั้งอยู่ริมถนนสายหลักจึงไม่ต้องเข้าเส้นทางภูเขาหรือถนนลูกรังยาว แต่ควรลดความเร็วเมื่อใกล้ถึงจุดหมายและสังเกตป้ายทางเข้า
ผู้เดินทางจากท่าอากาศยานนครพนมสามารถเช่ารถหรือใช้รถรับจ้างเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 212 แล้วมุ่งหน้าไปทางท่าอุเทนกับบ้านแพง ระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าไปจอดตรงสถานที่มีจำกัด การใช้รถยนต์ส่วนตัว รถเช่า หรือรถพร้อมคนขับจึงสะดวกที่สุด หากใช้รถโดยสารที่ผ่านทางหลวงหมายเลข 212 ควรสอบถามผู้ประกอบการล่วงหน้าว่าสามารถลงใกล้กิโลเมตรที่ 257 ได้หรือไม่ และต้องวางแผนรถเที่ยวกลับให้ชัดเจน
ลานจอดรถอยู่ภายในบริเวณแหล่งเรียนรู้ ผู้ขับขี่ควรเข้าและออกอย่างระมัดระวังเพราะเชื่อมกับถนนที่รถวิ่งเร็ว ไม่ควรจอดรถริมไหล่ทางหากลานด้านในยังมีพื้นที่ และไม่ควรปล่อยเด็กเดินออกไปใกล้ถนนโดยไม่มีผู้ดูแล รถคณะขนาดใหญ่ควรติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทางเพื่อสอบถามพื้นที่กลับรถและการจัดจอดที่เหมาะสม
โปรแกรมครึ่งวันสามารถเริ่มจากรอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอมในช่วงเช้า จากนั้นเดินทางไปชมสวนลิ้นจี่หรือแปลงเกษตรของชุมชนในตำบลพนอม แวะวัดพุทธนิมิตร แล้วไปรับประทานอาหารบริเวณปากแม่น้ำสงครามที่ตำบลไชยบุรี จุดบรรจบของแม่น้ำสงครามกับแม่น้ำโขงมีภูมิทัศน์น้ำ 2 สายและสะท้อนความสำคัญของระบบแม่น้ำต่อชุมชนท่าอุเทนทั้งในอดีตและปัจจุบัน
โปรแกรมเต็มวันสามารถเดินทางต่อไปยังวัดพระธาตุท่าอุเทน ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญริมแม่น้ำโขง ชมสถาปัตยกรรมและบรรยากาศเมืองเก่าท่าอุเทน แวะวัดไตรภูมิ และเดินเล่นบริเวณริมโขง เส้นทางนี้เชื่อมโยงเรื่องราวตั้งแต่โลกยุคไดโนเสาร์มาสู่ประวัติศาสตร์ชุมชน ศาสนา วัฒนธรรมไทญ้อ และวิถีชีวิตริมแม่น้ำโขงได้ภายในวันเดียว
วัดพุทธนิมิตรอยู่ห่างจากแหล่งรอยเท้าประมาณ 4 กิโลเมตร เหมาะสำหรับแวะทำบุญและพักจากการเดินทาง ส่วนแปลงใหญ่ลิ้นจี่นครพนมในพื้นที่ใกล้เคียงช่วยให้ผู้มาเยือนได้รู้จักผลผลิตเด่นของอำเภอท่าอุเทน ช่วงที่มีผลผลิตควรสอบถามชุมชนก่อนเดินทาง เพราะกิจกรรมเก็บผลไม้และการจำหน่ายขึ้นอยู่กับฤดูกาล
จุดชมวิวปากแม่น้ำสองสีที่ตำบลไชยบุรีอยู่ห่างออกไปประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นบริเวณซึ่งแม่น้ำสงครามไหลมาบรรจบกับแม่น้ำโขง ลักษณะสีและการไหลของน้ำสามารถแตกต่างกันตามฤดูกาล บริเวณนี้มีร้านอาหารและที่พักบางแห่ง จึงเหมาะเป็นจุดรับประทานอาหารกลางวันหลังชมรอยเท้าไดโนเสาร์
วัดพระธาตุท่าอุเทนอยู่ห่างจากแหล่งเรียนรู้ประมาณ 29 กิโลเมตร เป็นปูชนียสถานสำคัญของอำเภอท่าอุเทนและเป็นศูนย์รวมศรัทธาของประชาชน 2 ฝั่งแม่น้ำโขง บริเวณใกล้เคียงยังมีย่านชุมชนเก่า ตลาด ร้านกาแฟ และทางเดินริมแม่น้ำ การพักในตัวอำเภอท่าอุเทนจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางต่อไปยังบ้านแพงหรือบึงกาฬในวันถัดไป
ร้านอาหารใกล้แหล่งรอยเท้ามีจำนวนไม่มากเท่าตัวอำเภอ ร้านที่อยู่ใกล้และเหมาะสำหรับนักเดินทางส่วนใหญ่อยู่บริเวณไชยบุรีกับตัวเมืองท่าอุเทน เช่น สวนอาหารปากน้ำ ไชยบุรี ซึ่งให้บริการอาหารไทยและปลาแม่น้ำใกล้จุดบรรจบแม่น้ำสงคราม ร้านอาหารกับคาเฟ่ของปายปร๊ากรีสอร์ท บึงมอคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองก์ รวมถึงร้านกาแฟในเขตท่าอุเทน นักท่องเที่ยวควรโทรตรวจสอบเวลาเปิดก่อนเดินทาง โดยเฉพาะวันธรรมดาและช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว
ที่พักซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดกลุ่มหนึ่งคือปายปร๊ากรีสอร์ทในตำบลไชยบุรี ส่วนผู้ที่ต้องการพักริมแม่น้ำโขงและอยู่ใกล้ร้านค้า สามารถเลือกอุเทนธารารีสอร์ท โรงแรมท่าอุเทนริมโขง หรือโรงแรมไพรเวทเพลสในเขตอำเภอท่าอุเทน ผู้เดินทางต่อไปทางอำเภอบ้านแพงสามารถเลือกพักเจบีเพลส ซึ่งอยู่ในแนวเส้นทางหมายเลข 212 เช่นกัน
การพัฒนาแหล่งเรียนรู้มีประโยชน์ต่อชุมชนมากกว่าการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะสามารถสร้างรายได้ให้ร้านอาหาร ที่พัก ร้านค้า เกษตรกร และผู้ให้บริการรถในพื้นที่ ขณะเดียวกันเด็กกับเยาวชนในตำบลพนอมได้มีแหล่งศึกษาวิทยาศาสตร์ใกล้บ้าน ความภาคภูมิใจต่อทรัพยากรท้องถิ่นช่วยให้ชุมชนเห็นคุณค่าของการปกป้องชั้นหินและไม่ปล่อยให้การลักลอบเก็บฟอสซิลหรือการทำลายพื้นที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มนักท่องเที่ยวต้องดำเนินควบคู่กับการควบคุมความชื้น การระบายน้ำ การสั่นสะเทือน ฝุ่น และการสัมผัสพื้นผิวชั้นหิน หลังคาคลุมต้องได้รับการตรวจสอบไม่ให้มีน้ำรั่วลงบนรอย ทางเดินต้องปลอดภัยแต่ไม่บดบังการมองเห็น และป้ายสื่อความหมายควรปรับปรุงตามองค์ความรู้ใหม่ การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่โดยไม่วางระบบรองรับอาจสร้างผลกระทบต่อหลักฐานซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่ได้
ผู้มาเยือนมีบทบาทโดยตรงในการอนุรักษ์ เพียงปฏิบัติตามราวกั้น ไม่จับ ไม่เหยียบ ไม่ขีดเขียน ไม่ราดน้ำ และไม่เก็บก้อนหิน ก็ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมาก ควรนำขยะกลับหรือทิ้งในจุดที่จัดไว้ ไม่ส่งเสียงดังรบกวนคณะเรียนรู้ และแบ่งพื้นที่ชมกับผู้อื่น การถ่ายภาพที่ดีไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้รอยจนละเมิดเขตอนุรักษ์
แหล่งรอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอมยังช่วยแก้ความเข้าใจผิดว่าไดโนเสาร์ของไทยพบเฉพาะจังหวัดขอนแก่นหรือกาฬสินธุ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีชั้นหินกลุ่มโคราชกระจายตัวกว้าง และแต่ละพื้นที่เก็บหลักฐานคนละประเภท บางแห่งพบกระดูก บางแห่งพบฟัน ไม้กลายเป็นหิน หรือรอยทางเดิน ความโดดเด่นของท่าอุเทนคือจำนวนรอย ความหนาแน่น และการปรากฏร่วมกันของสัตว์หลายกลุ่มบนพื้นผิวริมแม่น้ำโบราณ
การศึกษารอยเท้าที่นี่ไม่ได้สิ้นสุดลงแล้ว เทคนิคสมัยใหม่ เช่น การสแกนพื้นผิวสามมิติ ภาพถ่ายเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์ความลึก และแบบจำลองการเดิน สามารถให้ข้อมูลเพิ่มจากรอยเดิมโดยไม่ต้องขุดหรือเคลื่อนย้ายหิน นักวิจัยยังสามารถเปรียบเทียบรอย Asianopodus จากท่าอุเทนกับแหล่งอื่นในเอเชีย เพื่อศึกษาการกระจายตัวและวิวัฒนาการของไดโนเสาร์เทอโรพอดขนาดเล็กในยุคครีเทเชียส
ความสัมพันธ์ระหว่างรอยไดโนเสาร์ รอยจระเข้ รอยริ้วคลื่น และรอยโคลนแตกระแหงทำให้สถานที่นี้เหมาะกับการศึกษาระบบนิเวศทั้งระบบ มากกว่าการมุ่งหาชื่อไดโนเสาร์เพียงชนิดเดียว ผู้มาเยือนจะเห็นว่ารอยฟอสซิลทุกแบบเชื่อมโยงกับน้ำ ตะกอน ภูมิอากาศ และช่วงเวลาที่เหมาะสม การอนุรักษ์พื้นผิวทั้งหมดจึงสำคัญกว่าการตัดเฉพาะรอยเท้าที่สวยที่สุดออกไปจัดแสดงในอาคาร
เมื่อยืนมองแนวรอยเท้าบนหินสีแดง ผู้มาเยือนกำลังมองพื้นดินซึ่งสัตว์มีชีวิตเคยสัมผัสจริงในอดีต รอยแต่ละรอยเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ได้รับการเก็บรักษาผ่านการทับถม การแข็งตัวของหิน การยกตัว และการกัดเซาะยาวนานนับร้อยล้านปี ความแตกต่างระหว่างช่วงเวลาสั้นของการก้าวเท้ากับช่วงเวลายาวนานของกระบวนการธรณีวิทยาทำให้แหล่งบ้านพนอมมีคุณค่าทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางความรู้สึก
รอยเท้าเหล่านี้ยังทำให้เห็นว่าโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พื้นที่ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ราบและชุมชนริมทางหลวงเคยเป็นแม่น้ำโบราณ สัตว์ซึ่งเคยครองแผ่นดินสูญพันธุ์ไปแล้ว ชั้นตะกอนอ่อนกลายเป็นหิน และเหมืองหินของมนุษย์กลับเปิดเผยหลักฐานซึ่งธรรมชาติเก็บซ่อนไว้ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์โลกในลักษณะนี้ช่วยให้เข้าใจความสำคัญของเวลา ธรรมชาติ และความรับผิดชอบของมนุษย์ต่อทรัพยากรที่ไม่สามารถทดแทนได้
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านจังหวัดนครพนม แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทนจึงเป็นจุดหมายซึ่งควรใช้เวลามากกว่าการแวะถ่ายภาพกับแบบจำลอง การอ่านแนวทางเดิน สังเกตรอยริ้วคลื่น เปรียบเทียบรอยไดโนเสาร์กับรอยจระเข้ และทำความเข้าใจกระบวนการเกิดฟอสซิลจะทำให้การเยี่ยมชมมีความหมายมากขึ้น และช่วยให้เห็นภาพนครพนมในฐานะดินแดนซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าวัด เมือง และชุมชนมนุษย์หลายล้านเท่า
รอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอมเป็นทั้งหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนกลางแจ้ง ทรัพยากรของชุมชน และมรดกธรรมชาติของประเทศ การเดินทางมาชมไม่เพียงเปิดโอกาสให้เห็นรอยของสิ่งมีชีวิตซึ่งสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ยังเตือนว่าหลักฐานทุกชิ้นสามารถสูญหายได้หากขาดการดูแล การเข้าชมอย่างเคารพและรับผิดชอบจึงเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อเรื่องราวจากโลกเมื่อประมาณ 100 ล้านปีก่อนไปสู่คนรุ่นต่อไป
| ชื่อสถานที่ | รอยเท้าไดโนเสาร์ บ้านพนอม หรือแหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทน |
| ชื่ออื่น | แหล่งรอยตีนไดโนเสาร์ท่าอุเทน, แหล่งรอยเท้าห้วยด่านชุม, Huai Dan Chum Tracksite |
| ที่ตั้ง | บ้านพนอม หมู่ 2 ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม |
| ที่อยู่ | ริมทางหลวงหมายเลข 212 สายนครพนม–บ้านแพง ช่วงกิโลเมตรที่ 257 บ้านพนอม ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม 48120 |
| พิกัด | 17.713051, 104.382347 |
| ไฮไลต์ | รอยเท้าและแนวทางเดินสัตว์ดึกดำบรรพ์จำนวนมากบนชั้นหินสีแดง ทั้งรอยไดโนเสาร์เทอโรพอด ออร์นิโทพอด และจระเข้ดึกดำบรรพ์ พร้อมรอยริ้วคลื่นและรอยระแหงโคลน |
| อายุทางธรณีวิทยา | ปลายยุคครีเทเชียสตอนต้น ช่วงแอปเชียน–แอลเบียน ประมาณ 100–113 ล้านปีก่อน |
| หน่วยชั้นหิน | หมวดหินโคกกรวด กลุ่มหินโคราช ประกอบด้วยหินทราย หินทรายแป้ง และหินโคลนสีน้ำตาลแดง |
| สภาพแวดล้อมในอดีต | ที่ราบริมแม่น้ำและระบบแม่น้ำบนแผ่นดิน ภายใต้ภูมิอากาศค่อนข้างร้อนและแห้งแล้ง มีฤดูฝนสลับฤดูแห้ง |
| การค้นพบ | เริ่มพบและแจ้งข้อมูลในช่วง พ.ศ. 2544–2545 ก่อนกรมทรัพยากรธรณีสำรวจอย่างเป็นระบบใน พ.ศ. 2545 |
| จำนวนรอยที่มีการศึกษา | การสำรวจระยะแรกบันทึกประมาณ 199 รอยใน 72 แนวทางเดิน ส่วนการศึกษาพื้นที่กว้างขึ้นในภายหลังรายงานรอยรวมประมาณ 600 รอย |
| สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่พบรอย | ไดโนเสาร์เทอโรพอดขนาดเล็กกลุ่มรอย Asianopodus ซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับออร์นิโธมิโมซอร์ ไดโนเสาร์กินพืชกลุ่มออร์นิโทพอด และจระเข้ดึกดำบรรพ์ |
| ความสำคัญ | เป็นหนึ่งในแหล่งรอยสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีจำนวนและความหนาแน่นสูงที่สุดของประเทศไทย และมีคุณค่าสำคัญต่อการศึกษาพฤติกรรมรวมฝูงกับระบบนิเวศริมแม่น้ำในยุคครีเทเชียส |
| สถานะการคุ้มครอง | ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ใน พ.ศ. 2554 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา มีหลังคาคลุมรอยเท้า ทางเดินชม ป้ายสื่อความหมาย ลานจอดรถ และห้องน้ำ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00–17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | เข้าชมฟรี |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานจอดรถ ห้องน้ำ หลังคาคลุมพื้นที่รอยเท้า ทางเดินชม ราวกั้น ป้ายสื่อความหมาย แบบจำลองไดโนเสาร์ และพื้นที่พักชม |
| พื้นที่สำคัญภายใน | 1. พื้นที่ทางเข้าและลานจอดรถ 2. พื้นที่สื่อความหมายและป้ายความรู้ 3. อาคารหรือหลังคาคลุมแผ่นหินรอยเท้าหลัก 4. ทางเดินชมรอยเท้าและลักษณะธรณีวิทยา 5. พื้นที่แบบจำลองไดโนเสาร์และจุดถ่ายภาพ 6. พื้นที่ห้องน้ำและบริการนักท่องเที่ยว |
| ข้อปฏิบัติในการเข้าชม | ไม่เหยียบหรือสัมผัสรอยเท้า ไม่ก้าวข้ามราวกั้น ไม่ราดน้ำ ไม่ใช้ชอล์กหรือปากกาเขียนตามรอย และห้ามเก็บก้อนหินหรือฟอสซิลออกจากพื้นที่ |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองนครพนมใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าท่าอุเทน–บ้านแพง ถึงช่วงกิโลเมตรที่ 257 ระยะทางประมาณ 53 กม. จากตัวอำเภอท่าอุเทนประมาณ 27–29 กม. |
| ผู้ดูแล | องค์การบริหารส่วนตำบลพนอม โดยมีนายอภิชาต ดีบุกคำ เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนอม |
| เบอร์ติดต่อหลัก | องค์การบริหารส่วนตำบลพนอม โทร. 042-530997 นายกองค์การบริหารส่วนตำบลพนอม โทร. 094-198-9565 |
| เว็บไซต์ทางการ | https://www.phanom-nkp.go.th/ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดพุทธนิมิตร 4 กม. 2. ลิ้นจี่นครพนม แปลงใหญ่ 4 กม. 3. จุดชมวิวปากแม่น้ำสองสี ตำบลไชยบุรี 10 กม. 4. วัดพระธาตุท่าอุเทน 29 กม. 5. วัดไตรภูมิและย่านเมืองเก่าท่าอุเทน 29 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. สวนอาหารปากน้ำ ไชยบุรี 10 กม. โทร. 062-643-7802, 042-573-037 2. PaiPraque Café & Restaurant 10 กม. โทร. 065-838-8242 3. บึงมอคาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองก์ 27 กม. โทร. 065-240-9945 4. HA-O Café x Guesthouse 29 กม. โทร. 086-515-3675 5. หอมกาแฟ ท่าอุเทน 29 กม. โทร. 081-927-2750 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. PaiPraque Resort 10 กม. โทร. 065-838-8242 2. Uthen Tara Resort 29 กม. โทร. 081-031-4528 3. โรงแรมท่าอุเทนริมโขง 29 กม. 4. Private Place Hotel ท่าอุเทน 33 กม. โทร. 090-155-5614, 086-375-6456 5. JB Place Hotel 33 กม. โทร. 088-884-4419 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: รอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอมอยู่ที่ไหน?
ตอบ: ตั้งอยู่ที่บ้านพนอม หมู่ 2 ตำบลพนอม อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม ริมทางหลวงหมายเลข 212 ช่วงกิโลเมตรที่ 257 พิกัด 17.713051, 104.382347
ถาม: แหล่งเรียนรู้รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทนเปิดกี่โมง?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. และไม่เสียค่าเข้าชม
ถาม: รอยเท้าไดโนเสาร์ท่าอุเทนมีอายุเท่าใด?
ตอบ: รอยประทับอยู่ในชั้นหินหมวดหินโคกกรวด อายุช่วงปลายยุคครีเทเชียสตอนต้น ประมาณ 100–113 ล้านปีก่อน
ถาม: ที่บ้านพนอมพบรอยเท้าไดโนเสาร์ชนิดใด?
ตอบ: รอยส่วนใหญ่เป็นรอยไดโนเสาร์เทอโรพอดขนาดเล็กซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับไดโนเสาร์กลุ่มออร์นิโธมิโมซอร์หรือไดโนเสาร์นกกระจอกเทศ นอกจากนี้ยังพบรอยออร์นิโทพอดและรอยทางเดินจระเข้ดึกดำบรรพ์
ถาม: เหตุใดข้อมูลบางแห่งระบุว่ามี 199 รอย แต่บางแห่งระบุประมาณ 600 รอย?
ตอบ: ตัวเลข 199 รอยมาจากการสำรวจและบันทึกพื้นที่ส่วนหนึ่งในระยะแรก ส่วนการศึกษาภายหลังเปิดและสำรวจพื้นที่กว้างขึ้น จึงพบรอยรวมประมาณ 600 รอย ความแตกต่างเกิดจากขอบเขตและช่วงเวลาการสำรวจ
ถาม: สามารถสัมผัสหรือเหยียบรอยเท้าไดโนเสาร์ได้หรือไม่?
ตอบ: ไม่ควรสัมผัสหรือเหยียบรอย ต้องชมจากทางเดินและบริเวณที่จัดไว้ ห้ามราดน้ำ ขีดเขียน วางสิ่งของในรอย หรือเก็บก้อนหินออกจากแหล่งซากดึกดำบรรพ์
ถาม: ใช้เวลาเที่ยวรอยเท้าไดโนเสาร์บ้านพนอมนานเท่าใด?
ตอบ: การเข้าชมทั่วไปใช้เวลาประมาณ 45–90 นาที หากอ่านป้ายและสังเกตแนวทางเดินอย่างละเอียดควรเผื่อเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
ถาม: ควรเที่ยวรอยเท้าไดโนเสาร์ร่วมกับที่ใด?
ตอบ: สามารถจัดเส้นทางร่วมกับวัดพุทธนิมิตร จุดชมวิวปากแม่น้ำสองสีที่ไชยบุรี วัดพระธาตุท่าอุเทน วัดไตรภูมิ และย่านเมืองเก่าท่าอุเทนได้
หมวดหมู่: ●ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก
กลุ่ม: ●แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์
ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว




