หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร >อ.หนองสูง >ต.หนองสูงใต้ > วัดภูจ้อก้อ (วัดบรรพตคีรี)
TL;DR: วัดภูจ้อก้อ (วัดบรรพตคีรี) อยู่ที่บนภูจ้อก้อ บ้านแวง หมู่ 3 ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น.
วัดภูจ้อก้อ (วัดบรรพตคีรี)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
วัดภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดป่าบนภูเขาที่มีความสำคัญต่อประวัติพระกรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตั้งอยู่บนภูจ้อก้อ บ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร วัดแห่งนี้เคยเป็นสถานที่พำนักและปฏิบัติธรรมของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต พระเถราจารย์สายวิปัสสนากรรมฐานซึ่งชาวมุกดาหารและพุทธศาสนิกชนทั่วภาคอีสานเคารพศรัทธา ภายหลังท่านมรณภาพได้มีการสร้างเขมปัตตเจดีย์ทรงระฆังคว่ำเพื่อบรรจุอัฐิ ชั้นบนจัดเป็นพิพิธภัณฑ์รวบรวมประวัติ ผลงาน เครื่องอัฐบริขาร และประดิษฐานรูปเหมือนหรือหุ่นขี้ผึ้งจำลองของหลวงปู่หล้า วัดเปิดให้ประชาชนขึ้นไปสักการะ เรียนรู้ประวัติ และสัมผัสบรรยากาศวิเวกบนภูเขาได้ทุกวันโดยไม่เก็บค่าเข้าชม
ชื่อทางราชการของศาสนสถานแห่งนี้คือ “วัดบรรพตคีรี” แต่ชาวมุกดาหารนิยมเรียกว่า “วัดภูจ้อก้อ” ตามชื่อภูเขาที่เป็นที่ตั้ง คำว่า “บรรพต” หมายถึงภูเขา ส่วนคำว่า “คีรี” ก็หมายถึงภูเขาหรือพื้นที่สูง ชื่อวัดจึงสะท้อนลักษณะภูมิประเทศอย่างชัดเจน พื้นที่วัดตั้งอยู่ท่ามกลางแนวป่า โขดหิน และความลาดชันของภูเขา แตกต่างจากวัดชุมชนบนพื้นที่ราบ บรรยากาศโดยรอบช่วยลดเสียงรบกวนจากถนนและชุมชน ทำให้ผู้มาเยือนรับรู้ความสงบตั้งแต่เริ่มเดินขึ้นสู่เขตวัด
วัดตั้งอยู่ในเขตบ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ ห่างจากตัวอำเภอหนองสูงไปทางทิศใต้ประมาณ 19 กิโลเมตร เส้นทางช่วงเข้าสู่วัดผ่านพื้นที่ชนบท ป่า และชุมชนภูไทของอำเภอหนองสูง ก่อนขึ้นสู่พื้นที่สูงของภูจ้อก้อ จากด้านล่างสามารถขึ้นสู่พื้นที่วัดด้วยบันไดประมาณ 260 ขั้น หรือเลือกใช้เส้นทางอ้อมซึ่งมีความลาดชันน้อยกว่า ทางเลือกทั้ง 2 เส้นทางทำให้ผู้มาเยือนสามารถวางแผนตามสภาพร่างกาย อายุ และเวลาที่มีอยู่ได้
ความสำคัญของวัดภูจ้อก้อไม่ได้เกิดจากเขมปัตตเจดีย์เพียงองค์เดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างภูเขา ถ้ำ ป่า พระกรรมฐาน ชุมชนบ้านแวง และชีวิตของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต พื้นที่นี้เคยเป็นสถานที่แสวงหาความสงัดของพระธุดงค์ก่อนหลวงปู่หล้าจะมาพำนักอย่างถาวร การศึกษาวัดจึงควรเริ่มจากประวัติพื้นที่และการปฏิบัติธรรม ไม่ควรมองวัดเป็นเพียงจุดชมวิวหรือสถานที่ถ่ายภาพบนภูเขา
เอกสารทะเบียนวัดระบุว่าวัดบรรพตคีรีตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2475 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2528 ขณะที่ประวัติพื้นที่ซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหารเผยแพร่เริ่มกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญบนภูจ้อก้อใน พ.ศ. 2484 เมื่อพระอาจารย์ขาวเดินธุดงค์มาปฏิบัติธรรมบริเวณถ้ำภูก้อจ้อ ความแตกต่างของช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนว่าการรับรองวัดในทางทะเบียนกับการก่อตัวของสำนักปฏิบัติธรรมบนภูเขาอาจเป็นกระบวนการที่มีพัฒนาการหลายระยะ
ในระยะแรกพระอาจารย์ขาวเลือกถ้ำภูก้อจ้อเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม เพราะมีความสงบ มีแนวหินและพื้นที่ป่าช่วยกำบังจากความวุ่นวายของชุมชน ท่านชักชวนชาวบ้านแวงให้ร่วมกันสร้างพระพุทธรูปปูนขาวประดิษฐานไว้บริเวณหน้าถ้ำ พระพุทธรูปดังกล่าวจึงเป็นเครื่องหมายว่าพื้นที่บนภูเขาไม่ได้เป็นเพียงที่พักชั่วคราวของพระธุดงค์ แต่เริ่มพัฒนาเป็นสถานที่สักการะและปฏิบัติธรรมที่ชุมชนมีส่วนร่วมดูแล
ภายหลังจากพระอาจารย์ขาวเข้ามาปฏิบัติธรรม ได้มีพระกรรมฐานอีกหลายรูปหมุนเวียนมาพำนักและจำพรรษา การเดินทางของพระธุดงค์ในยุคนั้นต้องอาศัยเส้นทางป่า ทางเกวียน และการเดินเท้า พระภิกษุจะเลือกพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ มีถ้ำหรือเพิงหินสำหรับหลบแดดฝน และไม่ห่างจากหมู่บ้านจนไม่สามารถออกบิณฑบาตได้ ภูจ้อก้อมีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จึงกลายเป็นจุดพักปฏิบัติของพระกรรมฐานในเครือข่ายภาคอีสาน
ปลาย พ.ศ. 2500 ชาวบ้านแวงเดินทางไปนิมนต์หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่บริเวณภูเก้าในอำเภอหนองสูง ให้มาจำพรรษาที่ภูจ้อก้อ พร้อมกับพระตาลซึ่งเป็นชาวบ้านแวงและเพิ่งอุปสมบท ชาวบ้านร่วมกันสร้างกุฏิบนพื้นที่ราบหลังถ้ำเพื่อให้พระสงฆ์มีที่พำนักเหมาะสม การนิมนต์ครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้ภูจ้อก้อพัฒนาจากสถานที่ที่พระกรรมฐานแวะเวียนมาปฏิบัติ เป็นสำนักสงฆ์และวัดที่มีครูบาอาจารย์พำนักต่อเนื่อง
กุฏิในระยะแรกมีลักษณะเรียบง่าย ใช้วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่นและสร้างเท่าที่จำเป็นต่อการจำพรรษา แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวิถีของพระกรรมฐานซึ่งให้ความสำคัญกับการลดความสะดวกเกินจำเป็น การสำรวม และการใช้เวลาเพื่อภาวนา ชาวบ้านทำหน้าที่สนับสนุนอาหาร เสนาสนะ และแรงงาน ส่วนพระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมด้านจิตใจ สั่งสอนศีลธรรม และนำชุมชนประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต มีนามเดิมว่า หล้า เสวตร์วงศ์ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 ที่บ้านกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 8 คน บิดาชื่อนายคูน เสวตร์วงศ์ มารดาชื่อนางแพง เสวตร์วงศ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ชีวิตในวัยเด็กจึงใกล้ชิดกับการทำงานเกษตร ความเรียบง่าย และการพึ่งพาธรรมชาติ ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานที่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตแบบพระป่า
ท่านได้รับการศึกษาในโรงเรียนถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ก่อนออกมาช่วยครอบครัว ในวัยเยาว์ท่านมีโอกาสรับใช้พระธุดงค์ที่เดินทางมาปฏิบัติธรรมในละแวกบ้าน ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความสนใจในชีวิตสมณะและการแสวงหาความสงบ เมื่ออายุประมาณ 18 ปีจึงบรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาเมื่ออายุครบเกณฑ์ได้อุปสมบทตามประเพณี ก่อนลาสิกขาออกมาดำเนินชีวิตฆราวาสช่วงหนึ่ง
ช่วงชีวิตฆราวาสทำให้หลวงปู่หล้าได้สัมผัสความเปลี่ยนแปลง ความพลัดพราก และความไม่แน่นอนของชีวิตโดยตรง ประสบการณ์เหล่านี้ไม่ได้ทำให้ท่านหมดศรัทธา แต่กลับทำให้เห็นความจริงของอนิจจังและทุกขังชัดเจนขึ้น ใน พ.ศ. 2486 ท่านจึงอุปสมบทอีกครั้งในคณะมหานิกายที่วัดยาง โดยมีพระครูคูณเป็นพระอุปัชฌาย์ พรรษาแรกท่านตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยและสามารถสอบนักธรรมชั้นโทได้
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2488 ท่านทำการญัตติเข้าสู่คณะธรรมยุตที่วัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระธรรมเจดีย์ จูม พนฺธุโล ซึ่งขณะนั้นดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพกวี เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังการญัตติท่านได้รับคำแนะนำให้ไปพำนักฝึกปฏิบัติกับหลวงปู่บุญมี ชลิตฺโต การเปลี่ยนเข้าสู่แนวทางธรรมยุตและการฝึกกับครูบาอาจารย์สายกรรมฐานทำให้ระเบียบชีวิตของท่านเข้มงวดขึ้นทั้งด้านข้อวัตร การภาวนา และการออกวิเวก
หลังออกพรรษา พ.ศ. 2489 หลวงปู่หล้าได้ติดตามพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ออกวิเวกตามป่าและภูเขา การเดินธุดงค์ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อผจญภัยหรือแสวงหาสถานที่แปลกใหม่ แต่เป็นการฝึกจิตให้เผชิญความกลัว ความไม่สะดวก ความหิว ความเหนื่อย และความไม่แน่นอน พระกรรมฐานต้องรักษาสติในทุกอิริยาบถ อาศัยอาหารจากการบิณฑบาต และใช้เสนาสนะเท่าที่หาได้
ระหว่างการออกวิเวก หลวงปู่หล้ามีโอกาสพบพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ที่ถ้ำบ้านไผ่ พระอาจารย์ฝั้นได้ให้ความช่วยเหลือและอนุโมทนาในการปฏิบัติธุดงค์ เมื่อถึงเวลาอันควรหลวงปู่หล้าเดินทางกลับไปกราบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน จังหวัดสกลนคร และมีโอกาสถวายการรับใช้ครูบาอาจารย์อย่างใกล้ชิด
การอยู่ใกล้หลวงปู่มั่นมีความสำคัญต่อชีวิตสมณะของหลวงปู่หล้าอย่างมาก เพราะหลวงปู่มั่นเป็นครูบาอาจารย์ผู้วางแนวทางพระกรรมฐานสมัยใหม่ โดยเน้นการรักษาศีลอย่างละเอียด การมีสติ การพิจารณากายและจิต ตลอดจนการไม่หลงติดในลาภ ยศ และคำสรรเสริญ หลวงปู่หล้าเป็นพระผู้เคารพครูบาอาจารย์อย่างยิ่งและยึดถือข้อวัตรที่ได้รับการถ่ายทอดเป็นหลักในการดำเนินชีวิต
เมื่อหลวงปู่มั่นมรณภาพใน พ.ศ. 2492 หลวงปู่หล้าได้ช่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญกุศลและถวายเพลิงสรีระของครูบาอาจารย์ หลังจากนั้นท่านติดตามหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ออกวิเวกและเดินทางไปภาคใต้ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พังงา และตรัง การปฏิบัติในภูมิประเทศที่แตกต่างจากภาคอีสานช่วยฝึกความสามารถในการปรับตัวและการรักษาข้อวัตรโดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่
ต่อมาหลวงปู่หล้าเดินทางกลับภาคอีสานและพำนักที่วัดบ้านห้วยทราย หรือวัดวิเวกวัฒนาราม อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ซึ่งพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พำนักอยู่ ท่านอยู่ศึกษาปฏิบัติกับพระอาจารย์มหาบัวเป็นเวลา 3 พรรษา ช่วงเวลาดังกล่าวช่วยให้ท่านมีความมั่นคงทั้งด้านสมาธิ ปัญญา และการใช้หลักธรรมแก้ไขอุปสรรคภายในจิตใจ
เมื่อชาวบ้านแวงมานิมนต์ในปลาย พ.ศ. 2500 หลวงปู่หล้าจึงเดินทางเข้าสู่ภูจ้อก้อและพำนักอยู่ที่วัดบรรพตคีรีนับแต่นั้น ท่านไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างวัดให้ใหญ่โต แต่ค่อย ๆ พัฒนาพื้นที่ให้เหมาะกับการปฏิบัติธรรม สร้างเสนาสนะเท่าที่จำเป็น และวางระเบียบให้พระภิกษุสามเณรดำเนินชีวิตด้วยความเรียบง่าย ภูจ้อก้อจึงกลายเป็นสถานที่ที่ชื่อของหลวงปู่หล้าผูกพันอย่างแยกไม่ออก
ธรรมเทศนาของหลวงปู่หล้ามีลักษณะตรงไปตรงมา เน้นให้ผู้ฟังย้อนกลับมาพิจารณากาย วาจา และใจของตนเอง มากกว่าการแสวงหาคำตอบจากสิ่งภายนอก ท่านให้ความสำคัญกับการรักษาศีล ความไม่ประมาท การรู้เท่าทันความคิด และการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง คำสอนของท่านไม่ได้มุ่งสร้างความรู้สึกอัศจรรย์ แต่ชี้ให้เห็นว่าความทุกข์เกิดขึ้นจากความยึดมั่นและสามารถลดลงได้ด้วยการฝึกสติและปัญญา
วิถีชีวิตของหลวงปู่หล้าสอดคล้องกับหลักของพระป่าที่ไม่สะสมสิ่งของเกินจำเป็น เครื่องใช้ส่วนตัวมีเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงสมณเพศ การก่อสร้างภายในวัดมุ่งประโยชน์ต่อการปฏิบัติและกิจของสงฆ์เป็นหลัก ความสมถะของท่านทำให้ชาวบ้านเกิดความศรัทธา เพราะมองเห็นความสอดคล้องระหว่างคำสอนกับการดำเนินชีวิตจริง
หลวงปู่หล้ายังมีบทบาทต่อชุมชนบ้านแวงและพื้นที่ใกล้เคียงในฐานะที่พึ่งทางใจ ชาวบ้านมักเดินทางมาขอคำแนะนำเมื่อประสบปัญหาครอบครัว ความเจ็บป่วย ความสูญเสีย หรือความไม่สบายใจ ท่านไม่ได้แก้ปัญหาแทนผู้มาหา แต่ใช้หลักธรรมช่วยให้แต่ละคนเห็นเหตุและผล มีสติ และยอมรับสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชนจึงตั้งอยู่บนการเกื้อกูลมากกว่าการมุ่งแสวงหาวัตถุมงคล
ในช่วงหลายสิบปีที่พำนักบนภูจ้อก้อ หลวงปู่หล้าได้ถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติแก่พระภิกษุ สามเณร และฆราวาสจำนวนมาก วัดกลายเป็นจุดหมายของผู้ที่ต้องการศึกษาธรรมจากครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ผู้มาปฏิบัติต้องเคารพระเบียบของวัด ลดการพูดคุยที่ไม่จำเป็น และใช้ความสงบของภูเขาเป็นโอกาสสำรวจจิตใจตนเอง
เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัย หลวงปู่หล้ามีอาการอาพาธตามสภาพร่างกาย แต่ยังดำรงชีวิตด้วยความเรียบง่ายและไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยากแก่ศิษยานุศิษย์ ท่านมรณภาพด้วยอาการสงบเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2539 สิริอายุ 84 ปี 11 เดือน ก่อนมรณภาพท่านแสดงความประสงค์ให้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลเพียง 3 วัน แล้วจึงประกอบพิธีฌาปนกิจอย่างเรียบง่าย ความประสงค์ดังกล่าวสอดคล้องกับชีวิตที่ไม่ยึดติดกับพิธีอันใหญ่โต
หลังการมรณภาพ ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านยังคงเดินทางมารำลึกถึงข้อวัตรและคำสอนของท่าน ทุกวันที่ 18–19 มกราคมของแต่ละปี วัดจัดงานบูรพาจารย์หรือพิธีรำลึกถึงหลวงปู่หล้า โดยมีพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญ ฟังธรรม ปฏิบัติภาวนา และถวายความเคารพต่อครูบาอาจารย์ วันที่ 19 มกราคมตรงกับวันมรณภาพของท่าน จึงเป็นวันที่มีผู้เดินทางมาร่วมงานมากเป็นพิเศษ
การร่วมงานประจำปีควรวางแผนล่วงหน้า เพราะพื้นที่จอดรถและทางขึ้นเขาอาจมีผู้ใช้งานจำนวนมาก ผู้สูงอายุควรเลือกเส้นทางอ้อมแทนบันไดและควรมาถึงก่อนเวลาเริ่มพิธี ผู้ที่ต้องการเข้าร่วมปฏิบัติธรรมหรือพักค้างควรติดต่อวัดก่อน เนื่องจากพื้นที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกต้องจัดสรรให้เหมาะกับจำนวนผู้ร่วมงาน
ภายหลังการมรณภาพของหลวงปู่หล้า ศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันสร้าง “เขมปัตตเจดีย์” เพื่อบรรจุอัฐิและเป็นสถานที่รวบรวมประวัติของท่าน ชื่อเขมปัตตเจดีย์มาจากฉายา “เขมปตฺโต” ของหลวงปู่หล้า สื่อถึงผู้ถึงความเกษมหรือผู้ดำเนินไปสู่ความสงบปลอดภัย เจดีย์สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2542 หรือประมาณ 3 ปีหลังการมรณภาพ
รูปแบบของเขมปัตตเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ ฐานอาคารยกสูงและมีส่วนยอดลดหลั่นขึ้นไปตามแนวตั้ง รูปทรงระฆังคว่ำมีความสัมพันธ์กับพัฒนาการของเจดีย์ในพระพุทธศาสนา ซึ่งใช้เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อัฐิของครูบาอาจารย์ หรือสิ่งที่ผู้คนเคารพบูชา เส้นโค้งขององค์ระฆังทำให้รูปทรงมีความสงบ หนักแน่น และมองเห็นได้เด่นชัดจากพื้นที่โดยรอบ
เจดีย์มีความสูงมากกว่า 22 เมตร ผิวอาคารประดับวัสดุสีอ่อนและกระเบื้องซึ่งช่วยให้มองเห็นองค์เจดีย์โดดเด่นท่ามกลางสีเขียวของป่า การเลือกสีเรียบช่วยเน้นรูปทรงมากกว่าการตกแต่งที่ซับซ้อน เมื่อแสงเช้าหรือแสงเย็นตกกระทบ ผิวของเจดีย์จะเปลี่ยนความสว่างตามสภาพอากาศ ทำให้บรรยากาศแต่ละช่วงเวลามีลักษณะแตกต่างกัน
ภายในเขมปัตตเจดีย์เป็นพื้นที่บรรจุอัฐิของหลวงปู่หล้า ผู้มาเยือนนิยมกราบสักการะและระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน การเคารพอัฐิในพระพุทธศาสนาไม่ได้หมายถึงการยกบุคคลขึ้นเป็นเทพเจ้า แต่เป็นการใช้สิ่งที่เหลืออยู่เป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณธรรม ความเพียร และความไม่เที่ยงของร่างกาย ผู้สักการะจึงควรมุ่งระลึกถึงคำสอนและนำไปปฏิบัติมากกว่ามุ่งขอผลทางวัตถุเพียงอย่างเดียว
ชั้นบนของเจดีย์จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติและผลงานของหลวงปู่หล้า ภายในรวบรวมเครื่องอัฐบริขารและสิ่งของส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตสมณะ เช่น บาตร จีวร เครื่องใช้ และเอกสารที่ช่วยอธิบายเส้นทางการปฏิบัติ สิ่งของเหล่านี้มีคุณค่าเพราะแสดงให้เห็นว่าพระกรรมฐานดำรงชีวิตด้วยวัตถุเพียงเล็กน้อย แต่สามารถใช้ชีวิตเพื่อการฝึกจิตและการสั่งสอนผู้คนได้อย่างยาวนาน
ภายในพิพิธภัณฑ์ประดิษฐานรูปเหมือนหรือหุ่นขี้ผึ้งจำลองของหลวงปู่หล้าในอิริยาบถสงบ การจัดแสดงช่วยให้คนรุ่นหลังซึ่งไม่เคยพบตัวจริงสามารถมองเห็นลักษณะของครูบาอาจารย์ได้ชัดขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้มาเยือนควรเข้าใจว่ารูปเหมือนเป็นสื่อประกอบความทรงจำ ไม่ใช่วัตถุที่ต้องสัมผัสเพื่อรับความศักดิ์สิทธิ์ การกราบด้วยความเคารพและศึกษาคำสอนเป็นวิธีแสดงศรัทธาที่เหมาะสมกว่า
ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ควรปิดเสียงโทรศัพท์ งดใช้แฟลช ไม่แตะตู้จัดแสดง รูปเหมือน หรือเครื่องอัฐบริขาร และไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของเพื่อถ่ายภาพ การรักษาระยะช่วยป้องกันความชื้น ฝุ่น และแรงกระแทกซึ่งอาจทำให้วัตถุเสื่อมสภาพ ผู้ที่เดินทางเป็นคณะควรแบ่งกลุ่มเข้าชมเพื่อไม่ให้พื้นที่ชั้นบนแออัดและไม่รบกวนผู้ที่กำลังกราบสักการะ
ทางขึ้นที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือบันไดประมาณ 260 ขั้น ซึ่งไต่ระดับขึ้นไปตามความลาดชันของภูเขา การขึ้นบันไดช่วยให้ผู้มาเยือนค่อย ๆ เปลี่ยนจากบรรยากาศภายนอกเข้าสู่พื้นที่วิเวก ระหว่างทางควรเดินด้วยจังหวะสม่ำเสมอ หยุดพักตามความเหมาะสม และไม่เร่งแข่งขันกัน ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ อาการปวดเข่า หรือมีข้อจำกัดในการเดินควรหลีกเลี่ยงการฝืนใช้บันได
สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกขึ้นบันได มีเส้นทางอ้อมขึ้นสู่วัดซึ่งใช้ระยะทางมากกว่าแต่มีความชันน้อยกว่า รถบางประเภทสามารถเดินทางขึ้นไปยังพื้นที่จอดด้านบนได้ตามสภาพถนนและการจัดการของวัด ผู้ขับรถควรใช้เกียร์ต่ำ ลดความเร็ว ไม่จอดกีดขวางทาง และระมัดระวังรถที่สวนลงมา โดยเฉพาะในฤดูฝนหรือช่วงงานประจำปี
ถ้ำภูก้อจ้อเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับประวัติช่วงเริ่มต้นของสำนักปฏิบัติธรรม ผู้มาเยือนควรรักษาความสงบ ไม่ส่งเสียงสะท้อน ไม่เขียนข้อความบนผนังหิน และไม่เคลื่อนย้ายก้อนหินหรือสิ่งของภายในถ้ำ พระพุทธรูปปูนขาวบริเวณหน้าถ้ำเป็นหลักฐานถึงความร่วมมือระหว่างพระอาจารย์ขาวกับชาวบ้านแวงในการกำหนดพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่ทางพระพุทธศาสนา
ภูมิประเทศรอบวัดประกอบด้วยแนวหินน้อยใหญ่ ต้นไม้ และพื้นที่ลาดชันตามธรรมชาติ ก้อนหินซึ่งวางตัวอยู่ตามไหล่เขาช่วยสร้างลักษณะเฉพาะให้ภูจ้อก้อ บางจุดสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของพื้นที่เกษตร ชุมชน และแนวภูเขาโดยรอบ ผู้มาเยือนควรชมวิวจากจุดที่ปลอดภัย ไม่ปีนก้อนหินที่ไม่มีราวกั้น และไม่เข้าไปในแนวป่าหรือทางปฏิบัติของพระสงฆ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
พื้นที่สำคัญภายในวัดสามารถแบ่งตามการใช้งานได้เป็นบริเวณทางเข้าและลานจอดรถ เส้นทางบันได 260 ขั้น เส้นทางอ้อมขึ้นภูเขา พื้นที่ถ้ำและพระพุทธรูปปูนขาว กลุ่มกุฏิและเขตสังฆาวาส ลานประกอบพิธี เขมปัตตเจดีย์ พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หล้า จุดสักการะอัฐิ พื้นที่ปฏิบัติธรรม และจุดชมภูมิทัศน์ ผู้มาเยือนควรสังเกตป้ายและแยกพื้นที่ท่องเที่ยวออกจากบริเวณพักสงฆ์อย่างชัดเจน
ข้อมูลล่าสุดที่เผยแพร่ใน พ.ศ. 2568 ระบุว่าเจ้าอาวาสวัดบรรพตคีรีคือ พระสมคิด สุทฺธจิตฺโต วัดมีพระภิกษุจำพรรษาและยังประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาตามปกติ บทบาทของเจ้าอาวาสครอบคลุมการปกครองพระสงฆ์ ดูแลศาสนสมบัติ รักษาพื้นที่ป่า ประสานงานกิจกรรมรำลึกหลวงปู่หล้า และต้อนรับพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมาปฏิบัติธรรม
วัดเปิดให้เข้าชมทุกวันในช่วงเวลา 08.00–17.00 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมบริจาคเพื่อบำรุงวัด ดูแลเขมปัตตเจดีย์ สนับสนุนค่าไฟฟ้า การรักษาความสะอาด และกิจของสงฆ์ได้ตามศรัทธา ผู้ที่ต้องการชมพิพิธภัณฑ์ชั้นบนควรมาถึงก่อนช่วงเย็น เพราะการเปิดพื้นที่ภายในอาจสัมพันธ์กับกิจของวัดและการดูแลความปลอดภัยในแต่ละวัน
การแต่งกายควรสุภาพ เสื้อปกปิดไหล่ กางเกงหรือกระโปรงมีความยาวเหมาะสม และควรถอดหมวกเมื่อเข้าไปในเจดีย์หรือพื้นที่สักการะ ควรถอดรองเท้าตามจุดที่วัดกำหนด ไม่นั่งเหยียดเท้าไปทางรูปเหมือน อัฐิ หรือพระพุทธรูป ไม่ส่งเสียงดัง และไม่เปิดเพลงผ่านโทรศัพท์หรือลำโพงส่วนตัว
เนื่องจากวัดเป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมฐาน ผู้มาเยือนควรลดการพูดคุยที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะบริเวณถ้ำ กุฏิ พื้นที่ภาวนา และพิพิธภัณฑ์ การพบพระสงฆ์ระหว่างเดินทางไม่ควรเข้าไปถ่ายภาพใกล้ชิดโดยไม่ได้รับอนุญาต หากต้องการสอบถามธรรมะหรือถวายสิ่งของ ควรติดต่อผู้ดูแลหรือสอบถามเวลาที่เหมาะสมก่อน
การถ่ายภาพบริเวณภายนอกสามารถทำได้โดยไม่กีดขวางทางเดินและไม่ปีนสิ่งก่อสร้าง ภายในพิพิธภัณฑ์ควรงดใช้แฟลชและหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพผู้ที่กำลังสวดมนต์ การใช้ขาตั้งกล้อง อุปกรณ์แสงขนาดใหญ่ โดรน หรือการถ่ายทำเชิงพาณิชย์ควรได้รับอนุญาตจากวัดล่วงหน้า เพราะเสียงและอุปกรณ์อาจรบกวนการปฏิบัติธรรม รวมถึงกระทบความเป็นส่วนตัวของพระสงฆ์
ผู้สูงอายุควรเลือกใช้ทางอ้อมขึ้นภูเขาและมีผู้ร่วมเดินทางดูแล ผู้ใช้รถเข็นอาจเข้าถึงพื้นที่ลานด้านบนบางส่วนได้เมื่อเดินทางด้วยรถ แต่การเข้าถึงเจดีย์ พิพิธภัณฑ์ หรือพื้นที่ต่างระดับยังขึ้นอยู่กับสภาพทางจริงในวันเดินทาง ครอบครัวที่พาเด็กมาควรดูแลอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีบันได ทางลาด ขอบพื้นที่สูง และก้อนหินธรรมชาติหลายจุด
ควรเตรียมน้ำดื่ม รองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี และยาประจำตัวให้พร้อม ผู้ที่เลือกขึ้นบันไดควรหลีกเลี่ยงรองเท้าแตะพื้นลื่น ฤดูฝนอาจมีตะไคร่น้ำ ใบไม้เปียก และน้ำไหลผ่านทางเดิน ส่วนฤดูร้อนอุณหภูมิบริเวณบันไดอาจสูง ควรขึ้นในช่วงเช้าหรือบ่ายแก่และหยุดพักเมื่อรู้สึกเหนื่อย
ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่เหมาะกับการเยี่ยมชมมากที่สุด อากาศบนภูเขาค่อนข้างเย็นในตอนเช้าและมีลมพัด ผู้เดินทางควรเตรียมเสื้อคลุมบาง โดยเฉพาะผู้ที่จะมาร่วมกิจกรรมรำลึกในเดือนมกราคม ฤดูฝนทำให้ป่าเขียวชอุ่มและบรรยากาศสดชื่น แต่ต้องระมัดระวังถนนขึ้นเขา หมอก ฝน และพื้นลื่น
การเดินทาง จากตัวอำเภอหนองสูงให้มุ่งลงไปทางทิศใต้ตามเส้นทางสู่ตำบลหนองสูงใต้และบ้านแวง ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร เมื่อถึงทางแยกเข้าสู่วัดให้เดินทางต่อบนถนนขึ้นภูจ้อก้อประมาณ 3 กิโลเมตร ช่วงท้ายเป็นทางโค้งและมีความลาดชัน ควรตรวจสอบระบบเบรก ยาง และระดับน้ำมันก่อนขึ้นเขา
ผู้เดินทางจากตัวเมืองมุกดาหารสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 12 มุ่งหน้าไปทางอำเภอคำชะอี จากนั้นต่อเส้นทางสู่อำเภอหนองสูงและตำบลหนองสูงใต้ ควรใช้ระบบนำทางโดยระบุชื่อ “วัดบรรพตคีรี ภูจ้อก้อ บ้านแวง” เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนกับวัดภูจ้อก้อน้อยประสิทธิ์ทรงธรรมซึ่งเป็นอีกสถานที่หนึ่งในพื้นที่อำเภอหนองสูง
รถยนต์ส่วนตัว รถเช่า หรือรถพร้อมคนขับเป็นวิธีเดินทางที่สะดวกที่สุด เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะเข้าสู่บ้านแวงและทางขึ้นภูเขามีจำกัด ผู้ที่ใช้รถรับจ้างควรตกลงค่าโดยสาร เวลารอ และเส้นทางกลับก่อนเดินทาง สัญญาณโทรศัพท์บนเส้นทางชนบทบางช่วงอาจไม่สม่ำเสมอ จึงควรบันทึกแผนที่และหมายเลขติดต่อที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า
เส้นทางเที่ยวครึ่งวันสามารถเริ่มจากวัดภูจ้อก้อในช่วงเช้า ใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมงสำหรับขึ้นเขา กราบเขมปัตตเจดีย์ ชมพิพิธภัณฑ์ ศึกษาประวัติหลวงปู่หล้า เยี่ยมพื้นที่ถ้ำ และชมภูมิทัศน์ จากนั้นลงไปรับประทานอาหารในย่านอำเภอหนองสูงหรือแวะชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านแวงเพื่อเรียนรู้สินค้าและวัฒนธรรมท้องถิ่น
เส้นทางเต็มวันสามารถเชื่อมวัดภูจ้อก้อกับวัดถ้ำจารย์ครูภูหินต่าง วัดดานพระอินทร์ สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคอีสาน หรือวัดผาพยอม หากเดินทางต่อไปทางอำเภอนิคมคำสร้อยสามารถแวะจุดชมวิวทุ่งกังหันลมและ Good View Cafe ได้ การจัดลำดับสถานที่ตามเส้นทางจะช่วยลดการย้อนกลับและทำให้มีเวลาอยู่ในวัดอย่างสงบมากขึ้น
ชุมชนบ้านแวงเป็นชุมชนที่มีวัฒนธรรมภูไทและได้รับการพัฒนาเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี นักท่องเที่ยวสามารถพบผลิตภัณฑ์ชุมชน งานหัตถกรรม อาหารพื้นบ้าน และกิจกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ การซื้อสินค้าจากชุมชนช่วยกระจายรายได้และทำให้การเดินทางไปวัดเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม
ร้านอาหารใกล้วัดมีจำนวนไม่มากและส่วนใหญ่กระจายอยู่ในย่านอำเภอหนองสูง คำชะอี และนิคมคำสร้อย ร้านสเต็กโคขุนหนองสูงเป็นตัวเลือกที่สะท้อนชื่อเสียงด้านโคขุนของพื้นที่ ส่วน Good View Cafe และร้านอาหารของ Isaan Country Retreat เหมาะกับผู้ที่เดินทางต่อไปทางทุ่งกังหันลมและนิคมคำสร้อย ผู้เดินทางเป็นหมู่คณะควรโทรตรวจสอบเวลาเปิดและจองโต๊ะล่วงหน้า
ที่พักใกล้วัดส่วนใหญ่เป็นรีสอร์ตขนาดเล็ก เกสต์เฮาส์ และที่พักชนบทในอำเภอคำชะอี หนองสูง และนิคมคำสร้อย น้อยคันแทรีสอร์ทและบ้านบัวรีสอร์ทอยู่ในเส้นทางเชื่อมต่ออำเภอ ส่วน Thai House-Isaan Guesthouse และ Isaan Country Retreat เหมาะกับผู้ต้องการพักในบรรยากาศชนบทที่สงบ ผู้ที่จะร่วมงานรำลึกวันที่ 18–19 มกราคมควรจองที่พักล่วงหน้า
ผู้ที่ตั้งใจมาปฏิบัติธรรมไม่ควรถือว่าการพักภายในวัดเป็นบริการที่พักทั่วไป การเข้าพักต้องได้รับอนุญาต ปฏิบัติตามตารางของวัด แต่งกายสุภาพ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดกิจกรรมบันเทิง และช่วยรักษาความสะอาด ผู้ปฏิบัติควรเตรียมของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นโดยไม่ขนสัมภาระมากเกินไป
การเดินจงกรมและนั่งสมาธิในวัดควรทำในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ไม่ควรเข้าไปใช้กุฏิหรือทางเดินของพระสงฆ์โดยพลการ ผู้เริ่มต้นสามารถใช้เวลาสั้น ๆ นั่งสงบ สังเกตลมหายใจ และลดการใช้โทรศัพท์โดยไม่จำเป็นต้องสร้างรูปแบบพิธีที่ซับซ้อน แก่นของการมาเยือนวัดกรรมฐานคือการรู้จักหยุดและสังเกตจิตใจตนเอง
ความสงบของภูจ้อก้อขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้มาเยือนทุกคน การพูดเสียงดัง เปิดเพลง ทิ้งขยะ ให้อาหารสัตว์ หรือขีดเขียนบนหินสามารถเปลี่ยนบรรยากาศของสถานที่ได้อย่างรวดเร็ว ควรนำขยะกลับลงไปหรือทิ้งในจุดที่วัดจัดไว้ หลีกเลี่ยงพลาสติกใช้ครั้งเดียว และไม่เก็บหิน พืช หรือสิ่งของจากพื้นที่ป่ากลับไปเป็นของที่ระลึก
ผู้มาเยือนควรระมัดระวังไฟป่าและงดทิ้งก้นบุหรี่ ธูป หรือวัสดุที่ยังมีความร้อนในพื้นที่ป่า การจุดธูปเทียนควรทำเฉพาะจุดที่วัดจัดไว้ ภูเขาและป่าเป็นส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมที่ทำให้วัดเหมาะกับการปฏิบัติธรรม หากพื้นที่ธรรมชาติเสื่อมโทรม คุณค่าด้านวิเวกและความสงบของวัดก็จะลดลงตามไปด้วย
สำหรับผู้สนใจประวัติพระกรรมฐาน วัดภูจ้อก้อช่วยเชื่อมโยงครูบาอาจารย์หลายรูป ทั้งหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หลวงปู่บุญมี ชลิตฺโต และหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างครูบาอาจารย์เหล่านี้ทำให้เข้าใจว่าพระกรรมฐานไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สืบทอดผ่านการอยู่ร่วม การรับใช้ การฟังธรรม และการปฏิบัติจริง
สำหรับผู้สนใจสถาปัตยกรรม เขมปัตตเจดีย์เป็นตัวอย่างของการสร้างอนุสรณ์ครูบาอาจารย์ในปลายพุทธศตวรรษที่ 25 รูปทรงระฆังคว่ำเชื่อมโยงกับคติเจดีย์ดั้งเดิม ขณะที่การจัดพิพิธภัณฑ์ภายในสะท้อนแนวคิดร่วมสมัยที่ต้องการเก็บรักษาประวัติ เอกสาร และของใช้ไว้ให้ประชาชนศึกษา อาคารจึงทำหน้าที่พร้อมกันทั้งเป็นเจดีย์ พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สักการะ
สำหรับครอบครัว วัดเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องความเรียบง่าย ความเพียร และความเคารพต่อศาสนสถาน ผู้ปกครองสามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าเครื่องใช้จำนวนไม่มากในพิพิธภัณฑ์สะท้อนวิถีชีวิตของพระผู้ลดความต้องการส่วนตัว การเดินขึ้นบันไดยังเป็นโอกาสสอนเรื่องการรู้กำลังตนเอง การพักอย่างเหมาะสม และการไม่ทิ้งเพื่อนร่วมทางไว้ข้างหลัง
สำหรับผู้เดินทางที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา วัดเปิดต้อนรับผู้มาเยือนที่ปฏิบัติตนด้วยความสุภาพ สามารถเข้าชมเจดีย์ พิพิธภัณฑ์ และภูมิทัศน์ได้โดยไม่จำเป็นต้องประกอบพิธีทั้งหมด การถอดรองเท้า รักษาความเงียบ และไม่สัมผัสวัตถุจัดแสดงเป็นมารยาทที่เพียงพอ ผู้มาเยือนสามารถเรียนรู้ประวัติของพระป่าในฐานะส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยและประวัติชุมชนมุกดาหาร
การสักการะหลวงปู่หล้าไม่ควรหยุดอยู่ที่การขอพรหรือแสวงหาวัตถุมงคล สิ่งที่ทำให้ท่านได้รับความเคารพคือการปฏิบัติอย่างจริงจัง ความไม่ยึดติดในลาภยศ ความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ และการใช้ชีวิตสอดคล้องกับคำสอน ผู้ที่เดินทางมาถึงเขมปัตตเจดีย์จึงสามารถใช้เวลาอ่านประวัติ พิจารณาเครื่องใช้ และตั้งใจนำหลักความไม่ประมาทไปใช้ในชีวิตประจำวัน
วัดภูจ้อก้อเป็นมรดกทางศาสนาที่มีชีวิต เพราะยังมีพระสงฆ์จำพรรษา มีการปฏิบัติธรรม มีงานรำลึกประจำปี และมีชุมชนร่วมดูแล การท่องเที่ยวจึงต้องไม่รบกวนหน้าที่หลักของวัด ผู้มาเยือนอาจพบว่าบางพื้นที่ปิดเพื่อกิจของสงฆ์ การซ่อมแซม หรือการจัดพิธี การยอมปรับแผนและปฏิบัติตามคำแนะนำเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพสถานที่
คุณค่าของวัดแห่งนี้เกิดจากการรวมหลายมิติไว้บนภูเขาเดียวกัน ทั้งประวัติพระธุดงค์ ถ้ำและพระพุทธรูปปูนขาว ชีวประวัติหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต เขมปัตตเจดีย์ พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร ป่าและโขดหิน ตลอดจนวิถีของชุมชนบ้านแวง ผู้ที่จัดเวลาอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมงจะสามารถทำความเข้าใจสถานที่ได้ลึกกว่าการขึ้นไปถ่ายภาพกับเจดีย์แล้วเดินทางกลับทันที
เมื่อยืนอยู่บริเวณเขมปัตตเจดีย์และมองกลับไปยังแนวป่า ผู้มาเยือนจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่กับวิถีของพระกรรมฐานอย่างชัดเจน ความสูงของภูเขาทำให้ต้องใช้ความพยายามในการเดินทาง ความเงียบทำให้ได้ยินความคิดของตนเอง และเครื่องใช้เรียบง่ายของหลวงปู่หล้าช่วยเตือนว่าความสงบไม่ได้เกิดจากการมีสิ่งของมากขึ้น แต่เกิดจากการรู้จักลดสิ่งที่ไม่จำเป็น
วัดภูจ้อก้อจึงเป็นจุดหมายที่เหมาะทั้งสำหรับผู้แสวงบุญ ผู้ศึกษาประวัติพระป่า ผู้สนใจสถาปัตยกรรมเจดีย์ ผู้ต้องการปฏิบัติธรรม และนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสภูมิทัศน์ของอำเภอหนองสูง การมาเยือนอย่างสุภาพ ใช้เวลาอย่างไม่รีบร้อน และเคารพความสงบของวัด จะช่วยให้การเดินทางครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป
| ชื่อสถานที่ | วัดภูจ้อก้อ หรือวัดบรรพตคีรี |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Wat Phu Chok Ko / Wat Banphot Khiri |
| ประเภท | วัดราษฎร์และวัดป่าสายวิปัสสนากรรมฐานที่สืบทอดแนวปฏิบัติจากเครือข่ายครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต |
| ที่ตั้ง | บนภูจ้อก้อ บ้านแวง หมู่ 3 ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร |
| ที่อยู่ | 211 หมู่ 3 บ้านแวง ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร 49160 |
| รหัสพื้นที่แผนที่ | Plus Code 99FG+27J ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร |
| การตั้งวัด | ทะเบียนวัดระบุว่าตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2475 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2528 |
| ประวัติพื้นที่ปฏิบัติธรรม | เริ่มมีหลักฐานสำคัญตั้งแต่ พ.ศ. 2484 เมื่อพระอาจารย์ขาวธุดงค์มาปฏิบัติธรรมที่ถ้ำภูก้อจ้อและชักชวนชาวบ้านสร้างพระพุทธรูปปูนขาวหน้าถ้ำ |
| พระเถราจารย์สำคัญ | หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต พระเถราจารย์สายวิปัสสนากรรมฐาน ศิษย์ในสายหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต |
| วันเกิดหลวงปู่หล้า | 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 ที่บ้านกุดสระ อำเภอหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานี |
| เริ่มพำนักที่ภูจ้อก้อ | ปลาย พ.ศ. 2500 หลังชาวบ้านแวงนิมนต์จากบริเวณภูเก้า อำเภอหนองสูง |
| วันมรณภาพ | 19 มกราคม พ.ศ. 2539 สิริอายุ 84 ปี 11 เดือน |
| เขมปัตตเจดีย์ | เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ สูงมากกว่า 22 เมตร สร้างเพื่อบรรจุอัฐิหลวงปู่หล้า สร้างเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2542 |
| พิพิธภัณฑ์ชั้นบน | จัดแสดงประวัติ ผลงาน เครื่องอัฐบริขาร เอกสาร และรูปเหมือนหรือหุ่นขี้ผึ้งจำลองของหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต |
| ไฮไลต์ | เขมปัตตเจดีย์ อัฐิหลวงปู่หล้า พิพิธภัณฑ์เครื่องอัฐบริขาร รูปเหมือนหลวงปู่หล้า ถ้ำภูก้อจ้อ พระพุทธรูปปูนขาว บันได 260 ขั้น ป่าและโขดหินบนภูเขา |
| เจ้าอาวาส | พระสมคิด สุทฺธจิตฺโต ตามข้อมูลวัดที่อัปเดตใน พ.ศ. 2568 |
| พระจำพรรษา | ข้อมูลกิจกรรมกฐิน พ.ศ. 2568 ระบุพระจำพรรษา 6 รูป |
| โซนและพื้นที่สำคัญ | 1. ทางเข้าวัดและลานจอดรถ 2. บันไดขึ้นภูเขา 260 ขั้น 3. เส้นทางอ้อมขึ้นภูเขา 4. ถ้ำภูก้อจ้อและพระพุทธรูปปูนขาว 5. เขมปัตตเจดีย์และจุดบรรจุอัฐิ 6. พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หล้าชั้นบน 7. ลานประกอบศาสนพิธี 8. พื้นที่ปฏิบัติธรรมและเดินจงกรม 9. เขตสังฆาวาสและกุฏิพระสงฆ์ 10. จุดชมภูมิทัศน์ ป่า และโขดหินธรรมชาติ |
| งานประจำปี | งานรำลึกหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต จัดช่วงวันที่ 18–19 มกราคมของทุกปี โดยวันที่ 19 มกราคมตรงกับวันมรณภาพ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| ค่าเข้าชม | ไม่เสียค่าเข้าชม สามารถร่วมบริจาคเพื่อดูแลวัดและเขมปัตตเจดีย์ได้ตามศรัทธา |
| ทางขึ้นหลัก | บันไดประมาณ 260 ขั้น มีความลาดชัน ควรสวมรองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี |
| ทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุ | ใช้เส้นทางอ้อมขึ้นภูเขาซึ่งระยะทางมากกว่าแต่ลดการขึ้นบันไดและเข้าถึงพื้นที่จอดรถด้านบนได้ตามสภาพเส้นทาง |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ลานจอดรถ เส้นทางบันได เส้นทางอ้อมขึ้นเขา พื้นที่พักตามจุดต่าง ๆ ลานสักการะ และพิพิธภัณฑ์ภายในเขมปัตตเจดีย์ |
| การเดินทางจากอำเภอหนองสูง | เดินทางลงไปทางทิศใต้สู่ตำบลหนองสูงใต้และบ้านแวง ระยะทางประมาณ 19 กิโลเมตร แล้วเข้าสู่ถนนขึ้นภูจ้อก้อ |
| เส้นทางจากตัวเมืองมุกดาหาร | ใช้ทางหลวงหมายเลข 12 มุ่งหน้าอำเภอคำชะอี ต่อเส้นทางสู่อำเภอหนองสูงและตำบลหนองสูงใต้ แล้วเข้าสู่บ้านแวง |
| ระยะเวลาเที่ยวแนะนำ | ประมาณ 2–3 ชั่วโมง รวมเวลาเดินขึ้นเขา สักการะเจดีย์ ชมพิพิธภัณฑ์ และเยี่ยมพื้นที่ถ้ำ |
| ช่วงเวลาแนะนำ | 08.00–10.30 น. หรือ 14.30–16.30 น. โดยฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินขึ้นภูเขามากที่สุด |
| การติดต่อ | อีเมล banphothkiri.phuchorkor@gmail.com |
| ข้อปฏิบัติ | แต่งกายสุภาพ รักษาความเงียบ ถอดรองเท้าตามจุดที่กำหนด งดใช้แฟลชในพิพิธภัณฑ์ ไม่แตะอัฐบริขารหรือรูปเหมือน ไม่เข้าเขตสังฆาวาสโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่นำหินหรือพืชออกจากพื้นที่ |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีบ้านแวง ประมาณ 3 กม. 2. วัดถ้ำจารย์ครูภูหินต่าง ประมาณ 4 กม. 3. วัดดานพระอินทร์ ประมาณ 6 กม. 4. สวนพฤกษศาสตร์วรรณคดีภาคอีสาน ประมาณ 9 กม. 5. วัดผาพยอม ประมาณ 24 กม. 6. จุดชมวิวทุ่งกังหันลมมุกดาหารและ Good View Cafe ประมาณ 28 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ร้านสเต็กโคขุนหนองสูง ประมาณ 18 กม. โทร. 094-894-5048 2. Good View Cafe ทุ่งกังหันลมมุกดาหาร ประมาณ 28 กม. โทร. 064-325-5289 3. Isaan Country Retreat Restaurant ประมาณ 31 กม. โทร. 080-250-6096, 095-345-0339 4. Thai House-Isaan Restaurant ประมาณ 33 กม. โทร. 090-843-2970 5. คักเด้อสวนยางคาเฟ่ อำเภอคำชะอี ประมาณ 38 กม. โทร. 096-828-7747 6. จุ๋ยหมูกระทะ อำเภอคำชะอี ประมาณ 40 กม. โทร. 089-812-1378 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. น้อยคันแทรีสอร์ท ประมาณ 15 กม. โทร. 085-144-1680, 081-071-2796 2. บ้านบัวรีสอร์ท นิคมคำสร้อย ประมาณ 18 กม. โทร. 084-921-6027, 042-681-018 3. Thai House-Isaan Guesthouse ประมาณ 27 กม. โทร. 090-843-2970 4. Thantara Pool Villas บริเวณทุ่งกังหันลม ประมาณ 28 กม. โทร. 064-325-5289 5. Isaan Country Retreat ประมาณ 31 กม. โทร. 080-250-6096, 095-345-0339 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดภูจ้อก้อและวัดบรรพตคีรีเป็นวัดเดียวกันหรือไม่?
ตอบ: เป็นวัดเดียวกัน ชื่อทางราชการคือวัดบรรพตคีรี ส่วนวัดภูจ้อก้อเป็นชื่อที่ชาวมุกดาหารนิยมเรียกตามชื่อภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด
ถาม: วัดภูจ้อก้อตั้งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดตั้งอยู่บนภูจ้อก้อ บ้านแวง หมู่ 3 ตำบลหนองสูงใต้ อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร ห่างจากตัวอำเภอหนองสูงไปทางทิศใต้ประมาณ 19 กิโลเมตร
ถาม: วัดภูจ้อก้อเปิดกี่โมงและเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดเปิดทุกวันเวลา 08.00–17.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมบริจาคเพื่อดูแลวัด เขมปัตตเจดีย์ และกิจของสงฆ์ได้ตามศรัทธา
ถาม: ต้องเดินขึ้นบันไดทั้งหมดกี่ขั้น?
ตอบ: ทางขึ้นหลักมีบันไดประมาณ 260 ขั้น ผู้ที่ไม่สะดวกขึ้นบันไดสามารถใช้เส้นทางอ้อมขึ้นภูเขาซึ่งมีระยะทางมากกว่าแต่ลดความชันและเข้าถึงพื้นที่จอดรถด้านบนได้ตามสภาพเส้นทาง
ถาม: เขมปัตตเจดีย์มีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: เขมปัตตเจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ สูงมากกว่า 22 เมตร สร้างเสร็จใน พ.ศ. 2542 เพื่อบรรจุอัฐิหลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ชั้นบนเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประวัติ เครื่องอัฐบริขาร และรูปเหมือนของท่าน
ถาม: หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต มาพำนักที่วัดเมื่อใด?
ตอบ: หลวงปู่หล้ามาพำนักที่ภูจ้อก้อในปลาย พ.ศ. 2500 หลังชาวบ้านแวงไปนิมนต์ท่านจากบริเวณภูเก้า และท่านอยู่พัฒนาวัดกับสั่งสอนพุทธศาสนิกชนจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต
ถาม: งานรำลึกหลวงปู่หล้าจัดวันใด?
ตอบ: งานรำลึกจัดช่วงวันที่ 18–19 มกราคมของทุกปี โดยวันที่ 19 มกราคมตรงกับวันมรณภาพของหลวงปู่หล้า ผู้ที่จะเข้าร่วมควรตรวจสอบกำหนดการและวางแผนเรื่องที่จอดรถล่วงหน้า
ถาม: ควรใช้เวลาเที่ยววัดภูจ้อก้อนานเท่าใด?
ตอบ: ควรเผื่อเวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมงสำหรับเดินขึ้นภูเขา สักการะเขมปัตตเจดีย์ ชมพิพิธภัณฑ์ เยี่ยมถ้ำภูก้อจ้อ และชมภูมิทัศน์โดยไม่เร่งรีบ
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 1 สัปดาห์ที่แล้ว




