หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร >อ.คำชะอี >ต.หนองเอี่ยน > วัดศรีษะตะพาน
TL;DR: วัดศรีษะตะพาน อยู่ที่บ้านหัวขัว หมู่ 7 ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร เปิดทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. การเดินทางสะดวก ใช้ถนนสายกุฉินารายณ์–มุกดาหาร เมื่อถึงองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ให้เข้าสู่บ้านหัวขัวประมาณ 1 กิโลเมตร.

มุกดาหาร

วัดศรีษะตะพาน

วัดศรีษะตะพาน

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 - 17.00 น.
 
วัดศรีษะตะพาน จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดเก่าแก่ประจำบ้านหัวขัว ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี ซึ่งมีชื่อเสียงจาก “สิม” หรืออุโบสถพื้นบ้านอีสานขนาดเล็ก กว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 5.30 เมตร และสูงประมาณ 6 เมตร จนได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายในฐานะโบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทย หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นหนึ่งในอุโบสถที่มีขนาดเล็กที่สุดของประเทศ สิ่งก่อสร้างหลังนี้ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะตัวเลขด้านขนาด แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญของศรัทธา วิถีชุมชน และภูมิปัญญาช่างพื้นบ้านอีสานที่ออกแบบศาสนสถานให้สอดคล้องกับจำนวนพระสงฆ์และกำลังทรัพย์ของหมู่บ้านในอดีต
 
เมื่อมองจากภายนอก สิมของวัดศรีษะตะพานมีรูปลักษณ์เรียบง่ายกว่าพระอุโบสถขนาดใหญ่ตามวัดสำคัญในเมือง ไม่มีองค์ประกอบประดับตกแต่งจำนวนมาก และไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อแสดงความโอ่อ่าทางสถาปัตยกรรม แต่ความกะทัดรัดดังกล่าวกลับทำให้เห็นแก่นแท้ของอาคารได้ชัดเจน ทั้งสัดส่วนของผนัง ทรงหลังคาจั่วแหลม โครงสร้างไม้เนื้อแข็ง พื้นที่ภายในที่พอดีกับการประกอบสังฆกรรม และลวดลายปูนปั้นพื้นถิ่นซึ่งสะท้อนรสนิยมของช่างอีสานในยุคที่ชุมชนชนบทสร้างวัดด้วยแรงศรัทธาของตนเอง
 
วัดตั้งอยู่ในหมู่ 7 บ้านหัวขัว ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ห่างจากเส้นทางกุฉินารายณ์–มุกดาหารเข้าไปในชุมชนไม่มาก พื้นที่โดยรอบยังคงให้บรรยากาศของวัดประจำหมู่บ้านมากกว่าสถานที่ท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ ผู้เดินทางจึงไม่ได้มาพบเพียงโบราณสถานขนาดเล็ก แต่ยังได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัด บ้าน และชุมชน ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่สำคัญของหมู่บ้านอีสานมายาวนาน
 
จุดเด่นที่สุดของวัดคือสิมเก่าที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “โบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทย” ข้อมูลประชาสัมพันธ์บางแหล่งระบุขนาดโดยประมาณว่ากว้าง 4 เมตร ยาว 5 เมตร ขณะที่รายละเอียดขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยนบันทึกขนาดไว้ละเอียดกว่าว่า กว้าง 4 เมตร ยาว 5.30 เมตร และสูง 6 เมตร ความแตกต่างของตัวเลขจึงเกิดจากการใช้ค่าประมาณกับค่าที่บันทึกอย่างละเอียด ไม่ได้หมายถึงอาคารคนละหลัง
 
เมื่อคำนวณจากขนาดดังกล่าว พื้นที่ตัวอาคารส่วนหลักมีเพียงประมาณ 21 ตารางเมตรเท่านั้น พื้นที่ขนาดนี้เล็กกว่าห้องประชุมสมัยใหม่จำนวนมาก แต่ในบริบทของหมู่บ้านชนบทเมื่อเกือบ 200 ปีก่อน อาคารไม่ได้ถูกสร้างเพื่อรองรับผู้คนจำนวนมากเหมือนพระอุโบสถของวัดหลวง จุดประสงค์สำคัญคือสร้างเขตประกอบสังฆกรรมให้เหมาะกับพระสงฆ์ที่จำพรรษาอยู่ในพื้นที่ประมาณ 1–3 รูป และสามารถรองรับพระสงฆ์ได้ราว 5–6 รูปในเวลาประกอบพิธี
 
ขนาดของสิมจึงไม่ได้เกิดจากการลดทอนอย่างไร้เหตุผล แต่เป็นผลของการออกแบบตามการใช้งานจริง จำนวนพระสงฆ์ ทรัพยากรที่ชุมชนมี และข้อจำกัดของสังคมชนบทในช่วงเวลานั้น หากสร้างอาคารใหญ่เกินความจำเป็น ชาวบ้านจะต้องใช้วัสดุ แรงงาน และค่าใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่การดูแลรักษาก็ยากขึ้นตามไปด้วย สิมวัดศรีษะตะพานจึงแสดงให้เห็นแนวคิดเรื่องความพอดีอย่างเป็นรูปธรรม อาคารมีขนาดเพียงเท่าที่จำเป็น แต่สามารถปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาได้ครบถ้วน
 
ข้อมูลเกี่ยวกับปีที่สร้างมีรายละเอียดอยู่ 2 ลักษณะ ข้อมูลประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวระบุว่าไม่ปรากฏปีที่จัดสร้างอย่างแน่นอน เนื่องจากสิมมีอยู่ก่อนการจัดตั้งหมู่บ้านตามความทรงจำของคนในท้องถิ่น ขณะที่ฐานข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยนบันทึกเรื่องราวในระดับชุมชนว่า วัดและหมู่บ้านหัวขัวเกิดขึ้นควบคู่กันจากศรัทธาในพระพุทธศาสนา และราว พ.ศ. 2380 พระครูแก้วราชาได้นำชาวบ้านร่วมกันสร้างอุโบสถหรือสิมขึ้น
 
ความแตกต่างดังกล่าวควรทำความเข้าใจในฐานะหลักฐานคนละประเภท ข้อมูลที่ว่า “ไม่ปรากฏปีสร้าง” หมายถึงไม่มีหลักฐานจารึกหรือเอกสารการก่อสร้างที่ยืนยันวันเดือนปีอย่างตายตัว ส่วน พ.ศ. 2380 เป็นช่วงเวลาที่ปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและการสืบทอดคำบอกเล่าของชุมชน เมื่อนำข้อมูลทั้งสองส่วนมาพิจารณาร่วมกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่าสิมมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่ช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 หรือประมาณ พ.ศ. 2380 โดยปีดังกล่าวเป็นกรอบเวลาจากประวัติท้องถิ่น ไม่ใช่วันที่ก่อสร้างที่พบในศิลาจารึก
 
พ.ศ. 2380 ตรงกับประมาณ ค.ศ. 1837 อยู่ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ หากลำดับเวลาตามบันทึกของชุมชนถูกต้อง สิมหลังนี้มีอายุเกือบ 200 ปี ความเก่าแก่เช่นนี้ทำให้อาคารมีคุณค่ามากกว่าการเป็นจุดถ่ายภาพ เพราะเป็นสิ่งก่อสร้างที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่ยุคที่การเดินทางยังอาศัยทางดินและแรงงานคน จนถึงปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาพิกัดและเดินทางมาถึงด้วยระบบนำทาง
 
เรื่องเล่าที่ได้รับความสนใจมากที่สุดอีกประการหนึ่งคือค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเพียง 110 บาท ตัวเลขนี้ปรากฏทั้งในคำบอกเล่าของผู้สูงอายุและข้อมูลประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรนำจำนวนเงิน 110 บาทไปเปรียบเทียบกับมูลค่าเงินในปัจจุบันโดยตรง เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจ ราคาวัสดุ ค่าแรง และรูปแบบการระดมทรัพยากรของชุมชนในอดีตแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก
 
การสร้างวัดในหมู่บ้านอีสานแต่เดิมไม่ได้พึ่งเงินสดเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านสามารถร่วมแรงขุดดิน เผาอิฐ เตรียมไม้ ขนวัสดุ ทำอาหารให้ช่าง หรือช่วยงานตามความถนัด ดังนั้น งบประมาณ 110 บาทจึงน่าจะสะท้อนเฉพาะเงินที่ต้องใช้ซื้อวัสดุหรือสิ่งที่ชุมชนผลิตเองไม่ได้ มากกว่าจะเป็นมูลค่ารวมของแรงงานและทรัพยากรทั้งหมด เรื่องราวนี้จึงแสดงให้เห็นพลังของการร่วมมือมากกว่าความหมายว่าอาคารถูกสร้างอย่างราคาถูก
 
ชื่อเรียก “สิม” เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในภาคอีสานและลาว หมายถึงอาคารสำหรับประกอบสังฆกรรมเช่นเดียวกับอุโบสถในภาษาราชการ สิมเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการอุปสมบท การสวดญัตติ การประชุมสงฆ์ และกิจกรรมที่ต้องดำเนินการภายในเขตสีมา แม้อาคารของวัดศรีษะตะพานจะมีขนาดเล็ก แต่หน้าที่ทางพระพุทธศาสนาของอาคารไม่ได้น้อยลงตามขนาด
 
การที่สิมสามารถรองรับพระสงฆ์ได้ประมาณ 5–6 รูปจึงมีความสัมพันธ์โดยตรงกับวิถีของวัดชนบทซึ่งมีพระจำพรรษาเพียงไม่กี่รูป องค์ประกอบทุกอย่างได้รับการกำหนดให้พอดีกับผู้ใช้งานจริง ชุมชนไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อรองรับจำนวนพระที่ไม่ได้มีอยู่ในพื้นที่ ความกะทัดรัดจึงสะท้อนความเข้าใจทั้งด้านศาสนพิธีและสภาพสังคมในขณะนั้น
 
ฐานข้อมูลท้องถิ่นจัดสิมวัดศรีษะตะพานเป็นสิมพื้นบ้านอีสานบริสุทธิ์แบบมหาอุต ก่ออิฐถือปูนหรือที่ใช้คำพื้นเมืองว่า “ปะทาย” คำว่าแบบมหาอุตในที่นี้เป็นการจัดจำแนกลักษณะสถาปัตยกรรมตามข้อมูลท้องถิ่น จุดสำคัญอยู่ที่รูปทรงอาคารซึ่งมีมวลค่อนข้างทึบ ช่องเปิดไม่มาก และให้ความรู้สึกมั่นคงแม้ขนาดโดยรวมจะเล็ก
 
ผนังอิฐถือปูนช่วยให้อาคารมีความแข็งแรงและสามารถดำรงอยู่ผ่านสภาพอากาศร้อนชื้นของภาคอีสานมาได้ยาวนาน การใช้วัสดุที่หาได้ในพื้นที่และเทคนิคที่ช่างท้องถิ่นคุ้นเคยทำให้ชุมชนสามารถก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารได้ด้วยกำลังของตนเอง คุณค่าของสิมจึงไม่ได้อยู่ที่วัสดุราคาแพง แต่อยู่ที่ความรู้ในการเลือกใช้วัสดุธรรมดาให้เหมาะกับหน้าที่และสภาพแวดล้อม
 
รูปทรงหลังคาเป็นจั่วแหลมชั้นเดียว โครงสร้างหลักใช้ไม้เนื้อแข็งและมีไม้ปิดฝ้าเพดาน ลักษณะดังกล่าวแตกต่างจากพระอุโบสถขนาดใหญ่ที่มักมีหลังคาซ้อนหลายชั้นและประดับเครื่องลำยองอย่างชัดเจน สิมหลังนี้ไม่มีช่อฟ้าและหางหงส์ ความเรียบง่ายทำให้สายตาของผู้ชมมุ่งไปที่สัดส่วนของอาคารและผิวผนังมากกว่างานประดับบนหลังคา
 
เดิมบริเวณมุมหลังคาใช้แป้นมุมหรือกระเบื้องไม้ ซึ่งเป็นวัสดุที่สอดคล้องกับเทคนิคก่อสร้างในท้องถิ่น ต่อมามีการบูรณะและเปลี่ยนวัสดุมุงเป็นสังกะสี พร้อมเสริมปูนปั้นบริเวณหัวเสา การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้อาคารมีร่องรอยของหลายช่วงเวลาอยู่ร่วมกัน ทั้งโครงสร้างและแนวคิดดั้งเดิม ตลอดจนวัสดุที่ชุมชนนำมาใช้เพื่อรักษาอาคารให้สามารถใช้งานต่อได้
 
การบูรณะอาคารศาสนาเก่าของชุมชนมักเกิดจากความต้องการใช้งานและป้องกันความเสียหาย มากกว่าการบูรณะตามหลักวิชาการโบราณคดีอย่างเต็มรูปแบบ วัสดุบางส่วนจึงเปลี่ยนไปจากสภาพดั้งเดิม สิ่งที่ผู้มาเยือนควรสังเกตคือความต่อเนื่องของอาคารในของอาคารในฐานะสถานที่มีชีวิต สิมไม่ได้ถูกทิ้งร้างหรือแยกออกจากชุมชน แต่ได้รับการดูแลตามกำลังและความเข้าใจของผู้คนในแต่ละยุค
 
ภายในสิมประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นตามลักษณะศิลปะอีสาน พระประธานไม่ได้เน้นความใหญ่โต แต่มีสัดส่วนเหมาะสมกับพื้นที่จำกัดของอาคาร ข้อมูลท้องถิ่นระบุว่าเดิมภายในมักไม่มีฐานชุกชีขนาดใหญ่ และใช้แท่นยาวเป็นฐานรองรับพระพุทธรูป ต่อมาจึงมีการบูรณะและเพิ่มรายละเอียดปูนปั้นบริเวณฐาน
 
ลวดลายที่ฐานประกอบด้วยองค์ประกอบแบบพื้นเมือง เช่น บัวคว่ำ บัวหงาย ท้องกระดาน และลวดบัว รายละเอียดเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยยืนยันฝีมือและรสนิยมของช่างอีสาน แม้ลวดลายจะไม่ได้ละเอียดซับซ้อนเท่างานหลวง แต่มีจังหวะ รูปทรง และสัดส่วนที่สอดคล้องกับอาคารขนาดเล็ก ทำให้ภายในสิมมีความสมบูรณ์โดยไม่รู้สึกแน่นหรือประดับมากเกินไป
 
พื้นที่ภายในมีขนาดจำกัด ผู้เข้าชมจึงสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระประธาน ผนัง เพดาน และพื้นได้ในระยะใกล้ ประสบการณ์เช่นนี้แตกต่างจากการเข้าไปในอุโบสถขนาดใหญ่ซึ่งผู้ชมมักต้องยืนห่างจากพระประธาน ความใกล้ชิดทำให้เกิดบรรยากาศสงบและเป็นส่วนตัว แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องใช้ความระมัดระวัง ไม่สัมผัสผนัง ฐานพระ หรืองานปูนปั้นโดยไม่จำเป็น
 
คำว่าโบสถ์เล็กที่สุดอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางคนคาดหวังว่าจะพบอาคารขนาดจิ๋วคล้ายแบบจำลอง แต่เมื่อมาถึงจะเห็นว่าสิมเป็นอาคารศาสนาที่ใช้งานได้จริง มีความสูงและพื้นที่พอสำหรับพระสงฆ์ประกอบพิธี ความเล็กของอาคารต้องพิจารณาเมื่อเทียบกับอุโบสถทั่วไป ไม่ใช่ความเล็กในความหมายของสิ่งก่อสร้างจำลอง จุดน่าสนใจจึงอยู่ที่การออกแบบพื้นที่จำกัดให้ครบถ้วนตามหน้าที่ทางศาสนา
 
การเรียกสิมแห่งนี้ว่าโบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทยเป็นชื่อที่ใช้ในงานประชาสัมพันธ์และการบอกเล่าของท้องถิ่น ขณะที่ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลใช้ถ้อยคำรอบคอบว่าเป็น “สิมที่เล็กที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย” การนำเสนออย่างเหมาะสมจึงควรกล่าวว่า วัดศรีษะตะพานเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ตั้งของโบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทย และเป็นหนึ่งในสิมโบราณขนาดเล็กที่สุดที่ยังปรากฏอยู่
 
คุณค่าของสิมไม่ได้ขึ้นอยู่กับการได้รับการรับรองสถิติแต่เพียงอย่างเดียว ต่อให้มีอาคารอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงหรือเล็กกว่า สิมบ้านหัวขัวก็ยังมีความสำคัญจากอายุ ประวัติการสร้าง รูปแบบสถาปัตยกรรม และความสัมพันธ์กับชุมชน อาคารทำหน้าที่เป็นหลักฐานว่าชาวบ้านสามารถสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์ได้โดยใช้ทรัพยากรจำกัดและความร่วมมือของคนในหมู่บ้าน
 
วัดศรีษะตะพานยังเป็นตัวอย่างของวัดที่เติบโตพร้อมชุมชน ประวัติของวัดเชื่อมโยงกับการก่อตั้งบ้านหัวขัวอย่างใกล้ชิด เมื่อชาวบ้านตั้งถิ่นฐาน วัดก็กลายเป็นศูนย์กลางของการทำบุญ การเรียนรู้ จารีตประเพณี และการรวมตัวของคนในพื้นที่ การสร้างสิมจึงเป็นการประกาศว่าชุมชนมีความมั่นคงเพียงพอที่จะจัดตั้งพื้นที่ประกอบสังฆกรรมของตนเอง
 
ในสังคมชนบท วัดไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเป็นที่พำนักของพระสงฆ์ แต่เป็นทั้งพื้นที่พิธีกรรม สถานที่พบปะ ศูนย์รวมจิตใจ และสถานที่สืบทอดความทรงจำร่วม กิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา งานบุญ และกิจกรรมส่วนรวมทำให้วัดมีความสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันของชาวบ้าน สิมหลังเล็กจึงเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายทางสังคมที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอาคารมาก
 
เมื่อศึกษาสิมอย่างละเอียด ผู้ชมจะเข้าใจว่าสถาปัตยกรรมพื้นบ้านไม่ได้หมายถึงงานที่หยาบหรือขาดหลักการ ตรงกันข้าม สัดส่วนของอาคาร วัสดุ โครงสร้างหลังคา การจัดพระประธาน และขนาดพื้นที่ได้รับการปรับให้สัมพันธ์กันอย่างรอบคอบ ความงามเกิดจากความพอดี ความซื่อตรงต่อวัสดุ และการหลีกเลี่ยงองค์ประกอบที่ไม่จำเป็น
 
เสน่ห์อีกประการหนึ่งคือสิมตั้งอยู่ในสภาพแวดล้อมของวัดชุมชน ผู้มาเยือนไม่ต้องเดินผ่านอาคารต้อนรับหรือระบบจำหน่ายบัตร แต่เข้าสู่พื้นที่ซึ่งยังคงมีบทบาททางศาสนา การเที่ยวชมจึงควรทำด้วยท่าทีเช่นเดียวกับการเข้าวัดทั่วไป แต่งกายสุภาพ พูดคุยด้วยเสียงเบา และหลีกเลี่ยงการรบกวนพระสงฆ์หรือชาวบ้านที่มาประกอบกิจกรรม
 
ผู้ที่ต้องการถ่ายภาพควรเลือกมุมที่แสดงสัดส่วนของสิมร่วมกับบริเวณโดยรอบ การถ่ายเฉพาะตัวอาคารในระยะใกล้อาจทำให้ไม่เห็นว่ามีขนาดเล็กเพียงใด หากมีบุคคลยืนอยู่ในระยะที่เหมาะสมหรือถ่ายให้เห็นพื้นที่วัดรอบข้าง จะช่วยให้เข้าใจมาตราส่วนของอาคารได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรยืนพิงผนัง ปีนฐาน หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของเพื่อจัดองค์ประกอบภาพ
 
แสงช่วงเช้าและช่วงบ่ายเหมาะกับการชมรายละเอียดพื้นผิวมากกว่าช่วงเที่ยงซึ่งมีแสงจัด หากต้องการสัมผัสบรรยากาศสงบ ควรมาในช่วงเช้าหลังวัดเปิดหรือช่วงบ่ายก่อนเย็น นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปภายในขณะพระสงฆ์ประกอบพิธี และควรขออนุญาตก่อนถ่ายภาพพระสงฆ์หรือกิจกรรมของชุมชน
 
เนื่องจากสิมมีพื้นที่ภายในจำกัด การเข้าไปพร้อมกันจำนวนมากอาจทำให้แออัดและเพิ่มความเสี่ยงต่อผนังหรือส่วนประกอบเก่า กลุ่มนักท่องเที่ยวควรทยอยเข้าชมครั้งละไม่กี่คน ผู้ที่รอด้านนอกสามารถสำรวจรูปทรงหลังคา ผนัง และสัดส่วนภายนอกก่อนได้ วิธีนี้ช่วยให้ทุกคนมีเวลาพิจารณาอาคารอย่างสงบและลดผลกระทบต่อสถานที่
 
ผู้ปกครองที่เดินทางพร้อมเด็กควรอธิบายล่วงหน้าว่าสิมเป็นศาสนสถานเก่า ไม่ใช่พื้นที่สำหรับวิ่งเล่นหรือปีนป่าย การพาเด็กมาชมสามารถกลายเป็นบทเรียนที่ดีเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สถาปัตยกรรม และการอนุรักษ์ เด็กจะเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่ามรดกวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องเป็นปราสาทหรืออาคารขนาดใหญ่ สิ่งก่อสร้างเล็ก ๆ ก็สามารถบอกเล่าเรื่องราวของชุมชนได้อย่างลึกซึ้ง
 
วัดศรีษะตะพานเหมาะสำหรับผู้ที่สนใจวัดเก่า สถาปัตยกรรมพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งยังไม่ถูกปรับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ผู้เดินทางที่ชอบชมศิลปกรรมอย่างละเอียดจะสามารถใช้เวลาสังเกตองค์ประกอบเล็ก ๆ ได้มาก ส่วนผู้ที่ต้องการเพียงเช็กอินก็สามารถแวะชมได้โดยไม่ต้องใช้เวลานาน
 
การเดินทางมาที่นี่จึงควรมองเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอคำชะอีมากกว่าการเดินทางมาเพื่อถ่ายภาพเพียงจุดเดียว รอบพื้นที่มีทั้งวัดป่าสำคัญ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ร้านอาหารท้องถิ่น และที่พักขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวสามารถจัดเส้นทางครึ่งวันหรือเต็มวัน โดยเริ่มจากสิมวัดศรีษะตะพาน ต่อด้วยวัดป่าวิเวกวัฒนาราม แล้วเดินทางไปยังแหล่งธรรมชาติหรือเข้าสู่ตัวเมืองมุกดาหาร
 
หากเริ่มต้นจากตัวเมืองมุกดาหาร ควรเผื่อเวลาเดินทางเข้าสู่อำเภอคำชะอีและตำบลหนองเอี่ยน รวมทั้งตรวจสอบน้ำมันเชื้อเพลิงก่อนเข้าสู่เส้นทางชุมชน รถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เนื่องจากไม่มีข้อมูลบริการรถโดยสารประจำทางที่เข้าไปถึงหน้าวัดโดยตรง ผู้ที่ไม่ได้ขับรถควรจัดรถรับจ้างจากอำเภอคำชะอีและนัดหมายเวลาเดินทางกลับไว้ล่วงหน้า
 
การเดินทาง ใช้ถนนสายกุฉินารายณ์–มุกดาหาร เมื่อถึงบริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ให้เข้าสู่เส้นทางบ้านหัวขัวประมาณ 1 กิโลเมตร วัดศรีษะตะพานจะอยู่ทางซ้ายมือ พิกัดสำหรับระบบนำทางคือประมาณ 16.622945, 104.448055 ควรค้นหาด้วยชื่อภาษาไทยว่า “วัดศรีษะตะพาน” และตรวจสอบว่าปลายทางอยู่ในบ้านหัวขัว ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี เพื่อป้องกันการเลือกวัดชื่อใกล้เคียงในจังหวัดอื่น
 
เส้นทางช่วงสุดท้ายเป็นถนนเข้าสู่หมู่บ้าน ผู้ขับขี่ควรลดความเร็ว ระวังคนเดินเท้า รถจักรยานยนต์ และสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน การเดินทางในเวลากลางวันเหมาะกว่าช่วงค่ำ เพราะมองเห็นทางแยกและป้ายชุมชนได้ชัดเจน หากมาในฤดูฝนควรตรวจสอบสภาพอากาศและหลีกเลี่ยงการจอดรถบนพื้นที่ดินอ่อน
 
วัดไม่ได้แบ่งพื้นที่เป็นโซนท่องเที่ยวแบบสถานที่เชิงพาณิชย์ พื้นที่สำคัญประกอบด้วยบริเวณสิมโบราณ พื้นที่สักการะพระประธาน และลานหรือพื้นที่กิจกรรมของวัดและชุมชน ผู้มาเยือนควรจอดรถในจุดที่ไม่กีดขวางทางเข้าออก ไม่จอดประชิดสิม และไม่วางสิ่งของพิงผนังอาคารเก่า
 
การเข้าชมวัดไม่ควรเร่งรีบจนมองเห็นเพียงคำว่า “เล็กที่สุด” สิ่งที่ควรพิจารณาควบคู่กันคือเหตุผลที่อาคารมีขนาดเช่นนี้ จำนวนพระสงฆ์ในชุมชน วัสดุที่หาได้ ความสามารถของช่าง และกำลังของชาวบ้าน เมื่อเข้าใจบริบทเหล่านี้ สิมจะเปลี่ยนจากสิ่งแปลกตาขนาดเล็กเป็นหลักฐานทางสังคมและสถาปัตยกรรมที่มีความหมาย
 
ตัวเลขงบประมาณ 110 บาทก็มีคุณค่าในลักษณะเดียวกัน หากมองเพียงมูลค่าเงิน ตัวเลขอาจกลายเป็นเรื่องชวนประหลาดใจ แต่หากมองผ่านระบบการช่วยเหลือกันของหมู่บ้าน จะเห็นว่าความสำเร็จของการก่อสร้างเกิดจากทรัพยากรที่ไม่ได้ถูกบันทึกเป็นเงิน ทั้งแรงงาน ความรู้ วัสดุ และเวลาที่คนในชุมชนมอบให้ การก่อสร้างจึงเป็นกระบวนการสร้างความเป็นเจ้าของร่วม
 
สิมยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับโครงสร้างประชากร พระสงฆ์ประมาณ 1–3 รูปอาจดูเป็นจำนวนไม่มาก แต่เพียงพอสำหรับการดูแลศรัทธาของหมู่บ้านในชีวิตประจำวัน ส่วนพิธีที่ต้องมีพระสงฆ์มากขึ้นสามารถอาศัยการนิมนต์จากวัดใกล้เคียง การสร้างอาคารรองรับประมาณ 5–6 รูปจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและประหยัดทรัพยากร
 
การไม่มีช่อฟ้าและหางหงส์ไม่ได้ทำให้อาคารขาดความเป็นศาสนสถาน รูปทรงจั่ว สัดส่วนผนัง ทางเข้า พระประธาน และการกำหนดพื้นที่ใช้งานล้วนทำหน้าที่สื่อความหมายของอุโบสถได้อย่างชัดเจน ความเรียบง่ายดังกล่าวช่วยให้นักท่องเที่ยวเห็นความหลากหลายของสถาปัตยกรรมวัดไทย ซึ่งไม่ได้มีรูปแบบเดียวตามภาพพระอุโบสถภาคกลางที่คุ้นเคย
 
สิมพื้นบ้านอีสานจำนวนมากเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากการสร้างอุโบสถหลังใหม่ การผุพังของวัสดุ และการบูรณะที่เปลี่ยนรูปแบบดั้งเดิม การที่สิมวัดศรีษะตะพานยังคงปรากฏอยู่จึงมีความสำคัญต่อการศึกษาสถาปัตยกรรมระดับชุมชน การดูแลต่อไปควรให้ความสำคัญทั้งกับความมั่นคงของโครงสร้างและการรักษาองค์ประกอบที่สะท้อนฝีมือช่างเดิม
 
นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนช่วยอนุรักษ์ได้ด้วยการปฏิบัติตัวอย่างเรียบง่าย ได้แก่ ไม่ขีดเขียน ไม่จับงานปูนปั้น ไม่จุดธูปหรือเทียนในจุดที่ไม่ได้จัดไว้ ไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของ และไม่ใช้แฟลชเมื่อได้รับคำแนะนำให้งด การเผยแพร่ภาพควรระบุชื่อวัดและที่ตั้งให้ถูกต้อง เพื่อช่วยให้ข้อมูลของสถานที่ไม่คลาดเคลื่อน
 
ชื่อวัดควรเขียนตามชื่อสถานที่ว่า “วัดศรีษะตะพาน” แม้คำว่า “ศีรษะ” ในภาษาไทยมาตรฐานจะสะกดต่างออกไป การรักษาการสะกดชื่อเฉพาะมีความสำคัญต่อการค้นหาพิกัดและการอ้างอิงข้อมูล นักท่องเที่ยวต่างชาติอาจพบการถอดเสียงหลายแบบ เช่น Wat Srisatapaan, Wat Sisa Taphan หรือ Wat Srisa Taphan ซึ่งล้วนหมายถึงวัดเดียวกันในบ้านหัวขัว
 
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเดินทางคือช่วงเช้าหรือบ่ายแก่ เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและสามารถชมแสงบนผิวอาคารได้ชัดเจน ฤดูหนาวของภาคอีสานเหมาะกับการเที่ยวหลายจุดในวันเดียว ส่วนฤดูร้อนควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดนานเกินไป ในฤดูฝนควรเตรียมร่มและระวังพื้นลื่นรอบอาคาร
 
ผู้ที่วางแผนพักค้างคืนสามารถเลือกที่พักขนาดเล็กในอำเภอคำชะอี ซึ่งช่วยลดเวลาเดินทางช่วงเช้า หรือพักในตัวเมืองมุกดาหารหากต้องการร้านอาหารและบริการที่หลากหลายกว่า ก่อนเดินทางควรโทรสอบถามห้องว่าง เวลาเช็กอิน และตำแหน่งที่พักโดยตรง เนื่องจากที่พักท้องถิ่นบางแห่งรับจองผ่านโทรศัพท์หรือเพจสังคมออนไลน์มากกว่าระบบจองโรงแรมขนาดใหญ่
 
ร้านอาหารในบริเวณตำบลหนองเอี่ยนและอำเภอคำชะอีมีทั้งอาหารอีสาน อาหารตามสั่ง ร้านกาแฟ และร้านสำหรับรับประทานเป็นครอบครัว บางร้านมีวันหยุดเฉพาะ เช่น หยุดวันพระหรือหยุดกลางสัปดาห์ จึงควรโทรตรวจสอบก่อนเดินทาง โดยเฉพาะเมื่อจัดทริปในวันธรรมดาหรือเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่
 
สำหรับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การพูดคุยกับพระสงฆ์หรือผู้สูงอายุในชุมชนด้วยความสุภาพอาจช่วยให้เข้าใจเรื่องราวของสิมมากขึ้น เพราะมรดกของสถานที่ไม่ได้อยู่ในตัวอาคารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความทรงจำเกี่ยวกับการบูรณะ พิธีกรรม และบทบาทของวัดในชีวิตของชาวบ้าน อย่างไรก็ตาม ควรเคารพเวลาส่วนตัวและไม่คาดหวังว่าจะมีผู้นำชมประจำเหมือนพิพิธภัณฑ์
 
ชื่อของพระครูแก้วราชาซึ่งปรากฏในประวัติท้องถิ่นมีความสำคัญในฐานะผู้นำทางศาสนาที่ระดมชาวบ้านสร้างสิม เรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้นำสงฆ์และผู้นำชุมชนทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด การสร้างอุโบสถไม่ใช่โครงการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความเห็นพ้อง ความศรัทธา และการลงแรงของคนจำนวนมาก
 
ข้อมูลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติในบัญชี พ.ศ. 2565 ระบุชื่อพระอธิการคำหล้า ฐิต. 2565 ระบุชื่อพระสัมปันโณเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีษะตะพาน ข้อมูลนี้ควรอ่านควบคู่กับปีของเอกสาร เนื่องจากตำแหน่งผู้ดูแลวัดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ สำหรับการสอบถามข้อมูลพื้นที่และเส้นทาง สามารถติดต่อองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน โทรศัพท์ 042-664000 ซึ่งเป็นหน่วยงานท้องถิ่นที่เผยแพร่ข้อมูลประวัติของสิม
 
การมาเยือนวัดศรีษะตะพานจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการมองประเทศไทยผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ มากกว่าสถานที่ขนาดใหญ่ สิมหลังนี้แสดงให้เห็นว่ามรดกวัฒนธรรมอาจซ่อนอยู่ในหมู่บ้านห่างจากเส้นทางหลัก และความสำคัญของสถานที่ไม่ได้วัดจากความสูง ความกว้าง หรือมูลค่าการก่อสร้างเท่านั้น แต่เกิดจากเรื่องราวและความผูกพันที่ผู้คนรักษาไว้
 
หากใช้เวลาสังเกตอย่างตั้งใจ ผู้มาเยือนจะเห็นทั้งความรู้ด้านโครงสร้าง ความประหยัดวัสดุ ความเข้าใจศาสนพิธี และรสนิยมทางศิลปะอยู่ในอาคารเพียงหลังเดียว ทุกส่วนของสิมตอบสนองต่อข้อจำกัดอย่างมีเหตุผล ความเล็กจึงไม่ได้เป็นข้อด้อย แต่เป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้อาคารมีเอกลักษณ์และเป็นบทเรียนเรื่องสถาปัตยกรรมที่พอดีกับชุมชน
 
วัดศรีษะตะพานและสิมบ้านหัวขัวเป็นจุดหมายที่ควรได้รับการดูแลในฐานะมรดกท้องถิ่นของจังหวัดมุกดาหาร การเดินทางมาชมด้วยความเคารพ การใช้บริการร้านร้านอาหารและที่พักในพื้นที่ ตลอดจนการเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้อง ล้วนช่วยสร้างคุณค่าให้ชุมชนโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวัดให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่ เสน่ห์ที่แท้จริงของที่นี่คือความเรียบง่าย ความสงบ และความจริงใจของสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจากศรัทธาของคนธรรมดา
 
ชื่อสถานที่วัดศรีษะตะพาน และสิมบ้านหัวขัว
ที่ตั้งบ้านหัวขัว หมู่ 7 ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
ที่อยู่หมู่ 7 บ้านหัวขัว ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร 49110
พิกัด16.622945, 104.448055
ไฮไลต์สิมพื้นบ้านอีสานขนาดเล็กซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะโบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทย และได้รับการจัดว่าเป็นหนึ่งในสิมที่เล็กที่สุดของประเทศ
ขนาดสิมกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 5.30 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร รองรับพระสงฆ์ได้ประมาณ 5–6 รูป
ประวัติวัดมีประวัติเชื่อมโยงกับการตั้งบ้านหัวขัว บันทึกท้องถิ่นระบุว่า ราว พ.ศ. 2380 พระครูแก้วราชานำชาวบ้านร่วมกันสร้างสิมเพื่อใช้ประกอบสังฆกรรมและอุปสมบท
งบประมาณตามประวัติท้องถิ่น110 บาท โดยชุมชนร่วมแรงและใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นประกอบการก่อสร้าง
รูปแบบสถาปัตยกรรมสิมพื้นบ้านอีสานบริสุทธิ์แบบมหาอุต ก่ออิฐถือปูนหรือปะทาย หลังคาจั่วแหลมชั้นเดียว โครงสร้างไม้เนื้อแข็ง ไม่มีช่อฟ้าและหางหงส์
สิ่งสำคัญภายในพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะอีสานและฐานประดับลายปูนปั้นแบบพื้นเมือง เช่น บัวคว่ำ บัวหงาย ท้องกระดาน และลวดบัว
พื้นที่สำคัญภายในวัด1. บริเวณสิมโบราณ
2. พื้นที่สักการะพระประธาน
3. ลานและพื้นที่กิจกรรมทางศาสนาของวัดและชุมชน
การเดินทางใช้ถนนสายกุฉินารายณ์–มุกดาหาร เมื่อถึงองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ให้เข้าสู่บ้านหัวขัวประมาณ 1 กิโลเมตร วัดอยู่ทางซ้ายมือ
สถานะปัจจุบันเป็นวัดประจำชุมชนและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เปิดให้เข้าชม โดยต้องเคารพกิจกรรมทางศาสนาของวัด
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ08.00 - 17.00 น.
เจ้าอาวาส / ผู้ดูแลพระอธิการคำหล้า ฐิตสัมปันโณ ตามบัญชีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2565; หน่วยงานข้อมูลพื้นที่คือองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน
เบอร์ติดต่อข้อมูลพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน โทร. 042-664000
ข้อปฏิบัติในการเข้าชมแต่งกายสุภาพ พูดคุยด้วยเสียงเบา ไม่สัมผัสผนังและงานปูนปั้น ไม่กีดขวางการประกอบพิธี และควรขออนุญาตก่อนถ่ายภาพพระสงฆ์หรือกิจกรรมชุมชน
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อำเภอคำชะอี ประมาณ 12 กม.
2. น้ำตกตาดโตน อำเภอหนองสูง ประมาณ 28 กม.
3. อุทยานแห่งชาติภูผาเทิบ ประมาณ 39 กม.
4. หอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก ประมาณ 43 กม.
5. วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ประมาณ 48 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. หลานคุณตามุกดาคาเฟ่ ประมาณ 4 กม. โทร. 061-4478533
2. ลำไพร ซี้นแห้ง สาขาคำชะอี ประมาณ 6 กม. โทร. 082-1486632, 098-6510930
3. สวนอาหารพันใบ ประมาณ 11 กม. โทร. 042-642140
4. PunThai Coffee PTF คำชะอี ประมาณ 12 กม. โทร. 085-0089112
5. ร้าน Sit-นี่บาร์ คำชะอี ประมาณ 13 กม. โทร. 093-4979499
ที่พักใกล้เคียง1. บ้านยายนันท์ รีสอร์ต อำเภอคำชะอี ประมาณ 11 กม. โทร. 090-5879966
2. PT Resort อำเภอคำชะอี ประมาณ 12 กม. โทร. 093-5188327
3. มายู รีสอร์ท อำเภอคำชะอี ประมาณ 13 กม. โทร. 065-3174573
4. สุขสมบูรณ์รีสอร์ท อำเภอคำชะอี ประมาณ 14 กม. โทร. 098-6261396
5. ชลธารรีสอร์ท อำเภอคำชะอี ประมาณ 15 กม. โทร. 083-2843088
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดศรีษะตะพานอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดตั้งอยู่ที่หมู่ 7 บ้านหัวขัว ตำบลหนองเอี่ยน อำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร พิกัดประมาณ 16.622945, 104.448055
 
ถาม: โบสถ์วัดศรีษะตะพานมีขนาดเท่าใด?
ตอบ: ข้อมูลท้องถิ่นระบุว่าสิมกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 5.30 เมตร และสูงประมาณ 6 เมตร ภายในรองรับพระสงฆ์ได้ประมาณ 5–6 รูป
 
ถาม: วัดศรีษะตะพานเป็นโบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทยจริงหรือไม่?
ตอบ: สิมแห่งนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะโบสถ์เล็กที่สุดในประเทศไทย ขณะที่ข้อมูลขององค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยนระบุว่าเป็นหนึ่งในสิมที่เล็กที่สุดของประเทศ
 
ถาม: สิมวัดศรีษะตะพานสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: ไม่พบหลักฐานวันก่อสร้างที่ระบุอย่างตายตัว แต่ประวัติท้องถิ่นบันทึกว่า ราว พ.ศ. 2380 พระครูแก้วราชานำชาวบ้านร่วมกันสร้างสิมขึ้น
 
ถาม: เรื่องงบประมาณก่อสร้าง 110 บาทมีที่มาอย่างไร?
ตอบ: ตัวเลข 110 บาทปรากฏในคำบอกเล่าของคนในชุมชนและฐานข้อมูลประวัติท้องถิ่น โดยการก่อสร้างในอดีตอาศัยแรงงาน วัสดุ และความร่วมมือจากชาวบ้านร่วมด้วย จึงไม่ควรเทียบจำนวนเงินกับค่าก่อสร้างในปัจจุบันโดยตรง
 
ถาม: วัดศรีษะตะพานเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–17.00 น. ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงการรบกวนช่วงที่พระสงฆ์หรือชุมชนกำลังประกอบพิธี
 
ถาม: เดินทางไปวัดศรีษะตะพานอย่างไร?
ตอบ: ใช้ถนนสายกุฉินารายณ์–มุกดาหาร เมื่อถึงองค์การบริหารส่วนตำบลหนองเอี่ยน ให้เข้าสู่บ้านหัวขัวประมาณ 1 กิโลเมตร วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ
 
ถาม: ควรปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อเข้าชมสิมเก่า?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ ใช้เสียงเบา ไม่สัมผัสผนัง พระประธาน หรืองานปูนปั้น ไม่ปีนฐานอาคาร และขออนุญาตก่อนถ่ายภาพพระสงฆ์หรือกิจกรรมภายในวัด

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัดประเพณีไทยวัฒนธรรมไทยประเพณีภาคอีสาน

ปรับปรุงล่าสุด : 1 สัปดาห์ที่แล้ว


คลิกเพื่อเข้าแผนที่นำทาง GPS

แผนที่วัดศรีษะตะพาน

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(2)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(3)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(1)
วัด วัด(17)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(3)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(4)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(2)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(4)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(5)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(3)
น้ำตก น้ำตก(5)
ถ้ำ ถ้ำ(2)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(2)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(1)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(1)