หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร >อ.หว้านใหญ่ >ต.ชะโนด > วัดลัฏฐิกวัน
TL;DR: วัดลัฏฐิกวัน อยู่ที่บ้านชะโนด หมู่ 2 ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองมุกดาหารใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าอำเภอหว้านใหญ่ แล้วเข้าสู่บ้านชะโนด ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร.

มุกดาหาร

วัดลัฏฐิกวัน

วัดลัฏฐิกวัน

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
 
วัดลัฏฐิกวัน จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดเก่าแก่ของชุมชนบ้านชะโนด ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ ตั้งอยู่ริมถนนสายมุกดาหาร–หว้านใหญ่ ใกล้ลำห้วยชะโนดและไม่ไกลจากแม่น้ำโขง จุดเด่นของวัดคือกลุ่มโบราณสถานที่สะท้อนศิลปกรรมพื้นบ้านอีสานและความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมกับนครเวียงจันทน์ โดยเฉพาะสิมเก่าขนาดเล็กแบบเปิดโล่ง พระประธานปูนปั้นปางมารวิชัยซึ่งมีพระปัญจวัคคีย์นั่งพนมมืออยู่เบื้องหน้า ฮูปแต้มเรื่องไตรภูมิและทศชาติ ลูกกรงที่ทำจากขวดแก้วสีเขียว ศาลาพระพุทธบาทจำลอง ศาลาพระพุทธไสยาสน์ ศาลาจำลองพิธีถวายพระเพลิง และพระธรรมเจดีย์ที่สร้างขึ้นตามแนวคิดพุทธประวัติ วัดเปิดให้เข้าชมและสักการะทุกวันโดยไม่เก็บค่าเข้าชม เหมาะสำหรับผู้สนใจสิมอีสาน จิตรกรรมพื้นบ้าน สถาปัตยกรรมลุ่มน้ำโขง และประวัติศาสตร์ชุมชนบ้านชะโนด
 
วัดลัฏฐิกวันตั้งอยู่ภายในชุมชนบ้านชะโนด ซึ่งเป็นชุมชนเก่าริมฝั่งขวาของแม่น้ำโขง เอกสารท้องถิ่นที่จัดทำใน พ.ศ. 2533 ระบุว่าชุมชนแห่งนี้มีอายุร่วม 300 ปี ชุมชนจึงก่อตัวขึ้นก่อนการสร้างวัดลัฏฐิกวันหลังปัจจุบันเป็นเวลานาน ผู้คนในพื้นที่ดำรงชีวิตด้วยการเพาะปลูก การประมง การเดินทางตามลำน้ำ และการติดต่อกับชุมชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง ชื่อ “ชะโนด” มาจากพืชยืนต้นตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง ลำต้นมีลักษณะคล้ายมะพร้าว ใบคล้ายตาลแต่มีริ้วใบบางกว่า ผลรับประทานได้ ชาวอีสานบางพื้นที่เรียกพืชชนิดนี้ว่า “ค้อเขียว” ชื่อของพืชจึงกลายเป็นชื่อชุมชน ลำห้วย และภูมิประเทศที่เชื่อมโยงกับวัดหลายแห่งในบริเวณเดียวกัน
 
ก่อนการสร้างวัดลัฏฐิกวัน พื้นที่บริเวณป่าโนนรังเป็นป่าดอนสูง มีต้นไม้และพืชพื้นถิ่นขึ้นปกคลุมหนาแน่น ภายในป่าปรากฏซากอิฐ ซากปูน พระพุทธรูปที่ชำรุด และร่องรอยสิ่งก่อสร้างเก่า ชาวบ้านสันนิษฐานว่าเคยเป็นวัดร้างหรือพื้นที่ประกอบสังฆกรรมมาก่อน แต่ไม่พบจารึกหรือเอกสารที่ระบุชื่อผู้สร้างและช่วงเวลาอย่างแน่นอน เรื่องเล่าบางสายกล่าวถึงร่องรอยของสิมน้ำหรือโบสถ์น้ำเก่า ซึ่งเป็นพื้นที่กำหนดเขตทำสังฆกรรมโดยอาศัยน้ำเป็นขอบเขตตามธรรมเนียมพุทธศาสนาในลุ่มน้ำโขง อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่เหลืออยู่ไม่เพียงพอสำหรับกำหนดอายุของวัดร้างเดิม จึงควรแยกประวัติของโบราณสถานที่ไม่ทราบสมัยออกจากประวัติการสถาปนาวัดลัฏฐิกวันใน พ.ศ. 2458 อย่างชัดเจน
 
บริเวณป่าโนนรังยังเคยเป็นสถานที่บำเพ็ญสมณธรรมของอัญญาท่านหอหรือท่านหอ พระสงฆ์ผู้เลือกพื้นที่สงบห่างจากชุมชนสำหรับเจริญภาวนา การมีพระสงฆ์เข้ามาพำนักอยู่ก่อนแสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีคุณสมบัติเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม ทั้งความร่มรื่น ความสงบ และระยะห่างที่ไม่ไกลจากบ้านชะโนดมากเกินไป เมื่อพระนันทวโรหรือพระอาจารย์บุพิจารณาพื้นที่ดังกล่าว ท่านจึงเห็นความเหมาะสมที่จะสร้างวัดขึ้นใหม่ โดยรักษาความเป็นสถานที่สงบสำหรับพระสงฆ์ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางศาสนกิจของชุมชน การเลือกพื้นที่วัดจึงมิได้เกิดจากความสะดวกด้านภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับประวัติของการปฏิบัติธรรมและร่องรอยพุทธสถานที่มีอยู่ก่อนแล้ว
 
วัดลัฏฐิกวันสร้างขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2458 โดยพระนันทวโรหรือพระอาจารย์บุเป็นผู้นำการก่อสร้าง พื้นที่ตั้งวัดอยู่ห่างจากวัดมโนภิรมย์ไปทางทิศเหนือประมาณ 231 วา หรือราว 460 เมตร พระนันทวโรเคยมีบทบาทสำคัญในการบูรณะวัดมโนภิรมย์ภายหลังเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ เมื่อการฟื้นฟูวัดเดิมมีความมั่นคงแล้ว ท่านจึงมอบหมายหน้าที่บางส่วนให้พระสงฆ์อาวุโสดูแล ก่อนเข้ามาพัฒนาพื้นที่ป่าโนนรังอย่างจริงจัง การสร้างวัดลัฏฐิกวันจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับประวัติของวัดมโนภิรมย์และการขยายพื้นที่ศาสนาของชุมชนบ้านชะโนดในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25
 
ชื่อ “ลัฏฐิกวัน” มีความหมายว่า “สวนตาลหนุ่ม” พระนันทวโรได้ปลูกต้นตาลจำนวนมากไว้โดยรอบวัด จนต้นตาลกลายเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้อีกชื่อหนึ่งว่า “วัดป่าตาล” หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดป่า” คำว่าลัฏฐิกวันยังเชื่อมโยงกับคติพุทธศาสนาเรื่องสวนตาลที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าพิมพิสารและพระพุทธเจ้า ชื่อวัดจึงมีความหมายทั้งในด้านสภาพภูมิประเทศและความทรงจำทางพระพุทธศาสนา ต้นตาลที่ปลูกไว้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแนวร่มเงา แต่ยังเป็นเสมือนกำแพงธรรมชาติชั้นใน ช่วยกำหนดขอบเขตวัดและสร้างภูมิทัศน์ที่แตกต่างจากชุมชนโดยรอบ
 
หลังจากสร้างวัดได้ไม่นาน พระนันทวโรได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ใน พ.ศ. 2463 และในปีต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูนันทวโร ท่านยังได้รับหน้าที่เป็นเจ้าคณะแขวงอำเภอมุกดาหาร ดูแลการปกครองคณะสงฆ์ในพื้นที่กว้างขวาง แต่ยังคงจำพรรษาและพัฒนาวัดลัฏฐิกวันต่อไป บทบาทของท่านจึงครอบคลุมทั้งการปกครองคณะสงฆ์ การอุปสมบทพระภิกษุ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา และงานช่างศิลป์ภายในวัด สิ่งก่อสร้างที่ท่านวางแผนไม่ได้มีเพียงอาคารสำหรับทำสังฆกรรม แต่จัดเป็นภูมิทัศน์เชิงพุทธประวัติ ซึ่งช่วยให้ชาวบ้านเรียนรู้เรื่องประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา ปรินิพพาน และการถวายพระเพลิงผ่านประติมากรรมและอาคารจำลอง
 
วัดได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2466 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2468 การได้รับวิสุงคามสีมาทำให้วัดมีเขตสำหรับประกอบสังฆกรรมสำคัญ เช่น การอุปสมบท ได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์ สิมหรืออุโบสถจึงเป็นหัวใจของวัดทั้งในด้านศาสนาและสถาปัตยกรรม แม้อาคารจะมีขนาดเล็กและรูปแบบเรียบง่ายเมื่อเทียบกับอุโบสถสมัยใหม่ แต่รายละเอียดภายในสะท้อนองค์ความรู้ของช่างพื้นบ้าน ซึ่งสามารถรวมหลักพระพุทธศาสนา งานก่ออิฐถือปูน งานไม้ งานปูนปั้น จิตรกรรม และวัสดุที่ได้รับจากการติดต่อกับต่างถิ่นไว้ในอาคารหลังเดียว
 
ผังของวัดในสมัยพระครูนันทวโรได้รับการจัดวางให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้พุทธประวัติผ่านการเดินชมพื้นที่ เริ่มจากพระพุทธรูปปางประสูติใต้ต้นไม้คู่ พระพุทธรูปปางตรัสรู้และผจญมารใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่มีพระปัญจวัคคีย์รับฟังธรรม พระพุทธรูปปางปรินิพพานระหว่างต้นรัง และสถานที่จำลองการถวายพระเพลิง นอกจากนี้ยังมีสระโบกขรณีจำลอง พระธรรมเจดีย์ รอยพระพุทธบาท ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ และอาคารประกอบอื่น ๆ การจัดพื้นที่เช่นนี้ทำให้วัดทำหน้าที่เป็นเสมือนหนังสือพุทธประวัติที่ผู้คนสามารถเดินเข้าไปศึกษาได้ด้วยสายตาและประสบการณ์จริง
 
สิมเก่าของวัดลัฏฐิกวันเป็นอาคารขนาดค่อนข้างเล็กและเตี้ย ผังภายในเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีพื้นที่ประมาณ 5.40 เมตร คูณ 5.10 เมตร ตัวฐานก่ออิฐฉาบปูนและทำบัวคว่ำขึ้นรองรับอาคาร เสาก่ออิฐมีขนาดประมาณ 0.40 เมตร จัดวางด้านละ 4 ต้น รูปทรงโดยรวมแบ่งเป็น 3 ช่วงเสา และหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แตกต่างจากวัดจำนวนมากที่นิยมให้อาคารสำคัญหันไปทางทิศตะวันออก การวางทิศของสิมสัมพันธ์กับผังวัด ลำห้วยชะโนด และพื้นที่ใช้งานโดยรอบ ทำให้ทางเข้าสิมเชื่อมต่อกับลานกิจกรรมของชุมชนได้โดยตรง
 
ลักษณะสำคัญของสิมคือการก่อผนังทึบเฉพาะด้านหลังพระประธาน ส่วนด้านอื่นเปิดเป็นระเบียงเตี้ย ไม่มีบานประตูปิดกั้น จึงจัดอยู่ในกลุ่มสิมโปร่งของภาคอีสาน รูปแบบนี้ช่วยให้อากาศถ่ายเทและเปิดให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน เหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้น ขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ภายนอกยังสามารถมองเห็นพระประธานและพิธีกรรมภายในได้ การเปิดพื้นที่เช่นนี้ลดเส้นแบ่งระหว่างอาคารศักดิ์สิทธิ์กับชุมชน แต่ยังรักษาขอบเขตสังฆกรรมผ่านฐาน ผัง และองค์ประกอบของสิมอย่างชัดเจน
 
องค์ประกอบที่สะดุดตาที่สุดบริเวณระเบียงคือการใช้ขวดแก้วสีเขียวเข้มทำเป็นลูกกรง ขวดเหล่านี้มีลักษณะใกล้เคียงขวดไวน์หรือสุราจากฝรั่งเศส สะท้อนการหมุนเวียนของสินค้าและวัสดุผ่านแม่น้ำโขงในยุคที่ชุมชนไทย ลาว และอินโดจีนของฝรั่งเศสมีการติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ช่างพื้นบ้านนำวัสดุที่เดิมเป็นภาชนะบรรจุสินค้ามาปรับใช้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม แก้วสีเขียวช่วยกรองแสงและสร้างจังหวะระหว่างช่องเปิด ขณะเดียวกันก็เป็นตัวอย่างของภูมิปัญญาการใช้วัสดุซ้ำก่อนแนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืนจะได้รับความสนใจในปัจจุบัน
 
ผู้มาเยือนควรชมลูกกรงขวดแก้วโดยรักษาระยะ ไม่จับ บิด หรือวางสิ่งของบนแนวระเบียง เนื่องจากขวดเก่าอาจเปราะบางและส่วนยึดระหว่างแก้วกับปูนเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ความน่าสนใจของลูกกรงไม่ได้อยู่เพียงความแปลก แต่ช่วยอธิบายประวัติการแลกเปลี่ยนสินค้าและการสร้างงานสถาปัตยกรรมด้วยทรัพยากรที่มีอยู่จริงในชุมชน หากขวดแตกหรือถูกเปลี่ยนโดยวัสดุสมัยใหม่โดยไม่มีการบันทึก รูปลักษณ์และข้อมูลทางประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของสิมจะสูญหายไปพร้อมกัน
 
ภายในสิมประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัยหรือปางผจญมาร พระพุทธองค์ประทับนั่งเหนือฐานชุกชี พระหัตถ์ขวาวางคว่ำลงเหนือพระชานุ เป็นสัญลักษณ์ของการเรียกพระแม่ธรณีมาเป็นพยานในชัยชนะเหนือพญามาร สิ่งที่ทำให้พระประธานของวัดลัฏฐิกวันแตกต่างจากสิมหลายแห่งคือการมีพระปัญจวัคคีย์จำนวน 5 องค์นั่งพนมมืออยู่เบื้องหน้า การจัดประติมากรรมจึงนำเหตุการณ์ปางมารวิชัยมาวางร่วมกับความทรงจำเรื่องการแสดงปฐมเทศนา ช่วยสื่อถึงเส้นทางจากการตรัสรู้ไปสู่การประกาศพระธรรมแก่สาวกกลุ่มแรก
 
พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ เป็นนักบวชกลุ่มแรกที่ได้รับฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ภายหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้ การนำรูปพระปัญจวัคคีย์มาประดิษฐานรอบพระประธานทำให้สิมเป็นพื้นที่สอนธรรมผ่านประติมากรรม ผู้ที่ไม่สามารถอ่านคัมภีร์ยังเข้าใจได้ว่าพระธรรมเริ่มถ่ายทอดจากพระพุทธเจ้าไปสู่สาวกและแพร่กระจายสู่ชุมชนอย่างไร รูปปั้นมีลักษณะพื้นบ้าน สัดส่วนและรายละเอียดไม่เน้นความสมจริงตามหลักวิชาการสมัยใหม่ แต่มีพลังจากท่าทางการพนมมือและการหันเข้าสู่พระประธาน
 
ด้านหลังพระประธานมีลวดลายปูนปั้นรูปกนกนูนออกจากผนัง โค้งขึ้นคล้ายซุ้มหรือรัศมีปกคลุมบริเวณพระเกตุมาลา ลวดลายนี้ทำหน้าที่เน้นสถานะของพระประธานและช่วยสร้างมิติให้ผนังทึบด้านหลัง แม้พื้นที่ภายในจะมีขนาดเล็ก แต่การใช้ปูนปั้นนูนทำให้เกิดแสงเงาและช่วยแยกองค์พระออกจากพื้นผนัง ช่างไม่ได้ใช้วัสดุราคาแพง แต่ใช้ปูน งานปั้น และการจัดองค์ประกอบสร้างความสง่างามให้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
 
ผนังและเสาภายในสิมมีฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังฝีมือช่างพื้นบ้านอีสาน เนื้อหาครอบคลุมเรื่องไตรภูมิ ทศชาติชาดก พระเจ้าสิบชาติ กินรี ยักษ์ ท้าวสุวรรณ และเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาอื่น ๆ ลักษณะการเขียนใช้เส้นตรงไปตรงมา สีจำนวนไม่มาก และการจัดพื้นที่ตามความเข้าใจของช่างท้องถิ่น ภาพบางตอนมีสัดส่วนที่ไม่เป็นไปตามกฎทัศนียภาพแบบตะวันตก แต่สามารถสื่อเรื่องราว อารมณ์ และลำดับเหตุการณ์ได้ชัดเจน คุณค่าของฮูปแต้มจึงอยู่ที่ภาษาเฉพาะของชุมชน ไม่ใช่การเปรียบเทียบกับจิตรกรรมราชสำนัก
 
เรื่องไตรภูมิอธิบายโครงสร้างของจักรวาลตามคติพุทธศาสนา ทั้งนรก โลกมนุษย์ สวรรค์ และภูมิของสัตว์ต่าง ๆ ส่วนทศชาติชาดกกล่าวถึงพระชาติสำคัญ 10 ชาติสุดท้ายก่อนพระโพธิสัตว์ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เนื้อหาเหล่านี้ใช้สอนเรื่องกรรม ความเพียร ทาน ศีล ความอดทน และการเสียสละ ฮูปแต้มภายในสิมจึงเคยทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้ของชาวบ้านในยุคที่หนังสือและโรงเรียนยังเข้าถึงได้จำกัด พระสงฆ์สามารถใช้ภาพประกอบการเทศนา ขณะที่เด็กและผู้ใหญ่เรียนรู้เรื่องราวผ่านตัวละครที่แต่งกายและเคลื่อนไหวในแบบใกล้เคียงชีวิตของคนอีสาน
 
ผนังด้านนอกหลังพระประธานมีงานปูนปั้นนูนต่ำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยรูปทวารบาล ยักษ์ หรือเทวดาผู้พิทักษ์ การนำภาพเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์–ฮินดูมาใช้กับอาคารพุทธไม่ได้เป็นความขัดแย้ง แต่สะท้อนวัฒนธรรมศิลปกรรมไทยและลาวที่รับสัญลักษณ์หลายระบบมาใช้ร่วมกัน พระนารายณ์ทรงครุฑสื่อถึงอำนาจในการคุ้มครองและการรักษาระเบียบของจักรวาล ส่วนทวารบาลทำหน้าที่ป้องกันสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
 
รอบสิมมีเต้าไม้ยื่นออกมารับชายคาและคันทวยช่วยยันโครงหลังคา รูปแบบของคันทวยได้รับอิทธิพลจากงานช่างเวียงจันทน์ โดยมีความใกล้เคียงกับคันทวยในระเบียงคตของพระธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ ความสัมพันธ์นี้สอดคล้องกับประวัติของชุมชนริมแม่น้ำโขงที่ช่างฝีมือและรูปแบบศิลปกรรมเดินทางข้ามพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง คันทวยจึงทำหน้าที่ทั้งรองรับน้ำหนักและแสดงความเชื่อมโยงทางศิลปะระหว่างบ้านชะโนดกับศูนย์กลางวัฒนธรรมล้านช้าง
 
ฐานและเสาของสิมสร้างด้วยอิฐถือปูนตามเทคนิคพื้นเมือง ส่วนโครงสร้างเครื่องบนใช้ไม้เนื้อแข็ง ขื่อหลักเป็นไม้หน้าตัดสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ประมาณ 30 เซนติเมตร หลังคาเดิมมุงด้วยกระเบื้องดินขอ และมีไม้แกะสลักประดับบริเวณปั้นลม ต่อมามีการเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคาบางช่วงเป็นสังกะสีเพื่อแก้ปัญหาการรั่วซึม รูปหลังคามีลักษณะทรงจั่วลดชั้นและมีปีกยื่นหรือส่วนคล้ายปั้นหยาคลุมรอบอาคาร ช่วยป้องกันผนัง จิตรกรรม และผู้ใช้อาคารจากแสงแดดกับฝน
 
การบูรณะหลังคาสิมจำเป็นต้องพิจารณาทั้งความปลอดภัยและความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ กระเบื้องดินขอมีน้ำหนัก ลักษณะผิว และวิธีระบายน้ำแตกต่างจากสังกะสี หากเปลี่ยนวัสดุโดยไม่ตรวจสอบกำลังของโครงไม้ อาจทำให้การกระจายน้ำหนักและความชื้นภายในเปลี่ยนไป ขณะเดียวกันการกลับไปใช้วัสดุเดิมต้องมีข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับขนาด สี และวิธีมุง การดูแลโบราณสถานจึงไม่ใช่การทำให้อาคารดูใหม่ที่สุด แต่เป็นการรักษาวัสดุเดิมให้มากที่สุดและซ่อมเฉพาะส่วนที่จำเป็น
 
ศาลาพระพุทธบาทเก่าเป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กั้นผนังเฉพาะด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว เสาและผนังประดับลวดลายปูนปั้น หลังคาทรงปั้นหยาประดับยอดแหลมและมุงกระเบื้องดินเผา ภายในประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลองบนฐานบัวก่ออิฐถือปูน พื้นพระพุทธบาทมีลวดลายมงคล 108 ประการ ซึ่งใช้แทนคุณลักษณะอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ลวดลายเหล่านี้ประกอบด้วยสัญลักษณ์เกี่ยวกับจักรวาล สัตว์มงคล เครื่องราชกกุธภัณฑ์ ดอกไม้ และสิ่งที่แสดงถึงความสมบูรณ์ของพระบารมี
 
พระธรรมเจดีย์ของวัดสร้างขึ้นในรูปทรงที่จำลองลักษณะของพระธาตุพนมองค์เดิม ฐานมีขนาดประมาณด้านละ 2 วา 2 ศอก และมีความสูงประมาณ 6 วา 2 ศอก ภายในบรรจุพระไตรปิฎก จึงใช้ชื่อว่าพระธรรมเจดีย์แทนการเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเพียงอย่างเดียว รูปทรงเจดีย์แสดงความผูกพันของชุมชนบ้านชะโนดกับพระธาตุพนม ซึ่งเป็นศูนย์กลางศรัทธาสำคัญของผู้คนสองฝั่งแม่น้ำโขง วัดยังดำเนินการบูรณะและทาสีพระธรรมเจดีย์ในช่วง พ.ศ. 2568–2569 โดยเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมทำบุญและช่วยรักษาสัญลักษณ์สำคัญของวัด
 
ศาลาพระพุทธไสยาสน์หรือศาลาจำลองเหตุการณ์ปรินิพพานเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปนอนตะแคงขวาในสีหไสยาสน์ แสดงวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้าระหว่างต้นสาละหรือที่เรียกในเอกสารท้องถิ่นว่าต้นรังคู่ ประติมากรรมประกอบช่วยสื่อบรรยากาศของเหตุการณ์และความอาลัยของผู้ที่อยู่โดยรอบ พื้นที่นี้ทำหน้าที่เตือนถึงหลักอนิจจังและคำสอนเรื่องความไม่เที่ยงของสังขาร
 
ศาลารูปปั้นพิธีถวายพระเพลิงเป็นอาคารโถงทรงจตุรมุข ก่ออิฐถือปูนและมุงกระเบื้องดินเผา ภายในจัดทำหุ่นจำลองเหตุการณ์ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ มีพระสาวก พุทธศาสนิกชน กษัตริย์ และวงมโหรีร่วมอยู่ในเหตุการณ์ หน้าบันด้านทิศตะวันออกปรากฏศักราช พ.ศ. 2479 ซึ่งใช้เป็นหลักฐานกำหนดช่วงเวลาการสร้าง อาคารนี้สะท้อนความตั้งใจของพระครูนันทวโรที่จะสร้างสถานที่เรียนรู้พุทธประวัติอย่างเป็นลำดับ ไม่ได้จำกัดการสอนอยู่เพียงภายในศาลาการเปรียญหรือการฟังเทศน์เท่านั้น
 
วิหารของวัดเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ตั้งบนฐานไม่สูงมาก หลังคาชั้นเดียว หน้าจั่วประดับภาพนูนเกี่ยวกับปางปฐมเทศนา อาคารช่วยรองรับการสักการะและกิจกรรมของชุมชนนอกเขตสิมที่มีขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังมีกุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ โรงธรรม สระโบกขรณีจำลอง ลานกิจกรรม และพื้นที่ปลูกต้นตาลกับต้นพระศรีมหาโพธิ์ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้วัดลัฏฐิกวันเป็นวัดที่มีทั้งเขตโบราณสถาน เขตสังฆาวาส พื้นที่ประกอบศาสนพิธี และภูมิทัศน์การเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนาอยู่ร่วมกัน
 
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานวัดลัฏฐิกวันในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนพิเศษ 4 ง ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2541 สิ่งสำคัญที่อยู่ในเขตโบราณสถานประกอบด้วยสิมเก่า ศาลาพระพุทธบาทเก่า ศาลาพระพุทธไสยาสน์ ศาลารูปปั้นพิธีถวายพระเพลิง และองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง การขึ้นทะเบียนทำให้การซ่อมแซม ดัดแปลง หรือก่อสร้างที่อาจกระทบคุณค่าของโบราณสถานต้องดำเนินการภายใต้หลักอนุรักษ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง วัดจึงมีสถานะเป็นทั้งศาสนสถานของชุมชนและมรดกทางวัฒนธรรมที่ได้รับการคุ้มครองในระดับประเทศ
 
ใน พ.ศ. 2564 สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหารและคณะทำงานของจังหวัดได้ลงพื้นที่ติดตามการบูรณปฏิสังขรณ์และการพัฒนาวัด โดยมีการสนับสนุนงบประมาณสำหรับซ่อมแซมห้องสุขา เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าวัดยังคงเปิดใช้งานและได้รับการดูแลต่อเนื่อง ทั้งในด้านโบราณสถานและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับพระสงฆ์ ชุมชน และผู้มาเยือน การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกควรดำเนินการโดยไม่บดบังอาคารเก่า และแยกเส้นทางบริการออกจากพื้นที่เปราะบางของสิมกับศาลาโบราณ
 
สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหารระบุชื่อพระอธิการโสฬส สญฺญโม เป็นเจ้าอาวาสวัดลัฏฐิกวันและเลขานุการเจ้าคณะอำเภอหว้านใหญ่ในการตรวจเยี่ยมวัด พ.ศ. 2564 บทบาทของเจ้าอาวาสครอบคลุมการปกครองพระภิกษุสามเณร การดูแลศาสนสมบัติ การประสานงานกับหน่วยงานอนุรักษ์ และการนำชุมชนร่วมบูรณะถาวรวัตถุ ช่องทางประชาสัมพันธ์ของวัดยังเผยแพร่กิจกรรมการบูรณะพระธรรมเจดีย์ การทำบุญ และเรื่องราวของพระครูนันทวโรอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าวัดยังเป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ชาวบ้าน และผู้ศรัทธา
 
การเยี่ยมชมวัดควรเริ่มจากการเดินรอบสิมเก่าเพื่อทำความเข้าใจผังอาคารก่อนเข้าสู่ระเบียง ผู้มาเยือนจะมองเห็นฐานอิฐถือปูน เสา คันทวย แนวชายคา ลูกกรงขวดแก้ว และผนังทึบด้านหลังพระประธานอย่างเป็นลำดับ จากนั้นจึงเข้าไปสักการะพระประธานและชมฮูปแต้มภายใน การมองจากภายนอกเข้าสู่ภายในช่วยให้เข้าใจว่าสิมโปร่งใช้โครงสร้างเพียงไม่กี่ส่วนสร้างขอบเขตศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ปิดกั้นอากาศ แสง และความสัมพันธ์กับชุมชน
 
หลังชมสิมสามารถเดินต่อไปยังศาลาพระพุทธบาท พระธรรมเจดีย์ ศาลาพระพุทธไสยาสน์ และศาลาพิธีถวายพระเพลิง การเดินตามลำดับเหตุการณ์ในพุทธประวัติจะช่วยให้เข้าใจแนวคิดการจัดวัดของพระครูนันทวโรมากขึ้น ผู้มาเยือนไม่ควรมองอาคารแต่ละหลังแยกจากกัน เพราะทุกส่วนถูกสร้างขึ้นเพื่อเล่าเรื่องตั้งแต่การประสูติ การแสวงหาความจริง การตรัสรู้ การประกาศพระธรรม การปรินิพพาน และการถวายพระเพลิง วัดทั้งวัดจึงทำหน้าที่เสมือนพิพิธภัณฑ์พุทธศิลป์กลางแจ้งที่ยังมีพระสงฆ์และชุมชนใช้งานอยู่
 
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับชมสิมและจิตรกรรมคือประมาณ 08.00–10.30 น. หรือ 14.30–16.30 น. ช่วงเช้ามีอากาศเย็นและแสงไม่รุนแรง ส่วนช่วงบ่ายแสงเฉียงช่วยให้มองเห็นพื้นผิวปูนปั้น คันทวย และลูกกรงขวดแก้วได้ชัดขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการชมฮูปแต้มด้วยแสงแฟลช เพราะแสงที่รุนแรงและการถ่ายภาพระยะใกล้ซ้ำ ๆ อาจรบกวนผู้สักการะและเพิ่มความเสี่ยงต่อผิวสีเก่า ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินชมพื้นที่กลางแจ้งมากที่สุด
 
ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ สวมเสื้อปกปิดไหล่และกางเกงหรือกระโปรงที่มีความยาวเหมาะสม ถอดรองเท้าก่อนขึ้นสิมหรืออาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ไม่นั่งเหยียดเท้าไปทางพระประธาน และไม่ส่งเสียงดังในช่วงที่พระสงฆ์หรือชาวบ้านกำลังประกอบพิธี ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฮูปแต้ม ปูนปั้น พระพุทธรูป คันทวยไม้ และขวดแก้ว แม้การสัมผัสเพียงครั้งเดียวอาจไม่เห็นความเสียหายทันที แต่ไขมันและความชื้นจากมือสะสมบนพื้นผิวได้เมื่อมีผู้สัมผัสจำนวนมาก
 
การถ่ายภาพภายนอกสามารถทำได้โดยรักษาระยะจากโบราณสถาน ไม่ปีนฐาน ไม่ยืนบนระเบียงขวดแก้ว และไม่วางกระเป๋าหรือขาตั้งกล้องพิงเสาเก่า ภายในสิมควรปิดเสียงโทรศัพท์ งดใช้แฟลช และไม่เคลื่อนย้ายสิ่งของเพื่อจัดองค์ประกอบภาพ หากพบพื้นที่ที่มีเชือกกั้น นั่งร้าน หรือป้ายแจ้งการบูรณะ ควรปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด เพราะโบราณสถานอาจอยู่ระหว่างตรวจสอบโครงสร้างหรือซ่อมแซมวัสดุที่เสื่อมสภาพ
 
วัดเปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 08.00–17.00 น. และไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมบริจาคเพื่อบำรุงวัดและสนับสนุนงานอนุรักษ์ผ่านตู้รับบริจาคหรือช่องทางที่วัดกำหนด พื้นที่มีลานจอดรถ ห้องสุขา ศาลาพัก และพื้นที่ทำบุญ อย่างไรก็ตาม อาคารเก่าบางหลังมีพื้นต่างระดับและขั้นบันไดตามรูปแบบดั้งเดิม ผู้สูงอายุและผู้ใช้รถเข็นจึงเข้าถึงลานภายนอกได้สะดวกกว่าพื้นที่ภายในบางส่วน ครอบครัวควรดูแลเด็กไม่ให้วิ่งเล่นใกล้ขวดแก้ว ปูนปั้น หรือชิ้นส่วนไม้เก่า
 
การเดินทาง จากตัวเมืองมุกดาหารใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าไปทางอำเภอหว้านใหญ่และจังหวัดนครพนม จากนั้นเข้าสู่เส้นทางบ้านชะโนด วัดอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 18 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถราว 25–30 นาทีตามสภาพการจราจร ทางเข้าอยู่ริมถนนสายมุกดาหาร–หว้านใหญ่และมีเส้นทางเชื่อมต่อกับวัดมโนภิรมย์ หาดมโนภิรมย์ และชุมชนบ้านชะโนด รถยนต์ส่วนตัว รถเช่า หรือรถรับจ้างแบบไปกลับเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เนื่องจากรถโดยสารเข้าสู่ชุมชนมีจำนวนจำกัด
 
ผู้เดินทางจากอำเภอธาตุพนมหรือจังหวัดนครพนมสามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งลงใต้ตามแนวแม่น้ำโขง ระยะทางจากพระธาตุพนมถึงวัดอยู่ประมาณ 33 กิโลเมตร เส้นทางนี้สามารถจัดร่วมกับพระธาตุพนม วัดสองคอน แก่งกะเบา วัดลัฏฐิกวัน และวัดมโนภิรมย์ได้ภายในวันเดียว ผู้ขับรถควรลดความเร็วเมื่อเข้าสู่บ้านชะโนด เพราะถนนภายในชุมชนมีบ้านเรือน รถจักรยานยนต์ รถการเกษตร และคนเดินเท้าอยู่ตลอดเส้นทาง
 
เส้นทางเที่ยวช่วงเช้าสามารถเริ่มจากวัดลัฏฐิกวัน ใช้เวลาประมาณ 1.30–2 ชั่วโมงสำหรับชมสิม ฮูปแต้ม พระพุทธบาท พระธรรมเจดีย์ และกลุ่มสังเวชนียสถานจำลอง จากนั้นเดินทางต่อไปวัดมโนภิรมย์ซึ่งอยู่ห่างประมาณ 0.5 กิโลเมตร เพื่อชมวิหารล้านช้างและพระพุทธรูปสำคัญ ก่อนแวะพิพิธภัณฑ์บ้านเกิดท่านหนูฮัก พูมสะหวันหรือหาดมโนภิรมย์ เส้นทางนี้ช่วยให้เห็นทั้งศิลปกรรมพื้นบ้านอีสาน ศิลปะเวียงจันทน์ และประวัติชุมชนริมโขงในพื้นที่ใกล้กัน
 
ผู้ที่มีเวลาเต็มวันสามารถเดินทางต่อไปยังวัดพระศรีมหาโพธิ์ วัดสองคอน และแก่งกะเบา วัดสองคอนนำเสนอประวัติศาสตร์คริสตศาสนาและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ส่วนแก่งกะเบามีทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขง พญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช และร้านอาหารท้องถิ่น การเชื่อมสถานที่ต่างศาสนาและต่างยุคเข้าด้วยกันช่วยให้เข้าใจความหลากหลายของอำเภอหว้านใหญ่ ซึ่งมีทั้งวัดพุทธโบราณ ชุมชนคาทอลิก ศิลปกรรมล้านช้าง และแหล่งพักผ่อนริมแม่น้ำอยู่ในระยะเดินทางไม่ไกล
 
ร้านอาหารในเส้นทางหว้านใหญ่และแก่งกะเบามีทั้งอาหารอีสาน อาหารไทย อาหารเวียดนาม ปลาแม่น้ำ กาแฟ และหมูหัน ร้านที่สามารถจัดไว้ในเส้นทาง ได้แก่ 62 Garden Cafe ครัวหว้านใหญ่ คาเฟ่ Ben Ben Coffee ร้านศิริชัยหมูหัน และร้านน้องโบว์หมูหัน ผู้เดินทางเป็นหมู่คณะควรโทรสอบถามหรือจองอาหารล่วงหน้า โดยเฉพาะเมนูหมูหันซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมและอาจมีจำนวนจำกัดในวันหยุด
 
ที่พักใกล้วัดโดยตรงมีจำนวนไม่มาก บ้านเคียงสะหวันในตำบลชะโนดเหมาะกับผู้ต้องการพักในบรรยากาศชุมชนริมโขง ส่วนบ้านอุ่นไอดินโฮมสเตย์ตั้งอยู่ในเส้นทางวัดสองคอนและแก่งกะเบา ผู้ที่ต้องการโรงแรมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบสามารถเลือกพักในตัวเมืองมุกดาหาร เช่น Hotel de Ladda, Ploy Palace Hotel หรือ Mukdahan Grand Hotel แม้จะอยู่ห่างจากวัดประมาณ 20–23 กิโลเมตร แต่เดินทางด้วยทางหลวงหมายเลข 212 ได้สะดวก
 
คุณค่าของวัดลัฏฐิกวันไม่ได้อยู่ที่อายุของสิ่งก่อสร้างเพียงอย่างเดียว วัดแสดงให้เห็นวิธีที่ชุมชนอีสานสร้างพื้นที่ศาสนาจากวัสดุและองค์ความรู้ที่มีอยู่จริง อิฐ ปูน ไม้ กระเบื้องดินขอ และขวดแก้วถูกนำมารวมกันเป็นสิมที่ตอบสนองทั้งพระธรรมวินัย ภูมิอากาศ และรสนิยมท้องถิ่น ฮูปแต้มกับประติมากรรมช่วยถ่ายทอดคำสอนแก่ผู้ที่ไม่ได้อ่านหนังสือ ขณะที่คันทวยแบบเวียงจันทน์และรูปทรงพระธรรมเจดีย์แสดงเครือข่ายวัฒนธรรมที่เชื่อมบ้านชะโนดกับพื้นที่กว้างกว่าพรมแดนจังหวัด
 
วัดยังเป็นหลักฐานของบทบาทพระครูนันทวโรในฐานะพระสงฆ์ นักปกครอง และผู้สร้างงานศิลป์ ท่านไม่ได้สร้างเพียงอาคารสำหรับจำพรรษา แต่จัดวางสถานที่ให้เล่าพุทธประวัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ประสูติจนถึงถวายพระเพลิง แนวคิดนี้ทำให้วัดเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนก่อนการเกิดพิพิธภัณฑ์หรือศูนย์วัฒนธรรมสมัยใหม่ สิ่งก่อสร้างทุกหลังจึงควรได้รับการอ่านร่วมกัน ไม่ใช่เลือกสนใจเฉพาะสิมหรือพระธรรมเจดีย์เพียงแห่งเดียว
 
ปัจจุบันวัดลัฏฐิกวันยังเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษา ชาวบ้านทำบุญ และมีการบูรณะถาวรวัตถุอย่างต่อเนื่อง การท่องเที่ยวจึงต้องดำเนินควบคู่กับการเคารพกิจของสงฆ์และชีวิตประจำวันของชุมชน ผู้มาเยือนอาจพบการสวดมนต์ งานบุญ งานบูรณะ หรือกิจกรรมที่ทำให้บางพื้นที่ไม่สะดวกต่อการเข้าชมในบางช่วง การยอมปรับเส้นทางและปฏิบัติตามคำแนะนำของวัดเป็นส่วนหนึ่งของการท่องเที่ยวมรดกอย่างรับผิดชอบ
 
วัดลัฏฐิกวันเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสศิลปกรรมอีสานในระดับรายละเอียด มากกว่าการเดินทางมาเพียงถ่ายภาพกับอาคารเก่า ผู้ชมที่ให้เวลากับลูกกรงขวดแก้ว ฮูปแต้ม พระปัญจวัคคีย์ ปูนปั้นพระนารายณ์ทรงครุฑ คันทวยแบบเวียงจันทน์ และกลุ่มสังเวชนียสถานจำลอง จะมองเห็นความคิดของช่างและพระสงฆ์ผู้สร้างวัดอย่างชัดเจน ทุกองค์ประกอบช่วยบอกเล่าว่าชุมชนริมโขงเรียนรู้พระพุทธศาสนา สร้างศิลปะ และรักษาความทรงจำของตนผ่านพื้นที่ทางกายภาพอย่างไร
 
การมาเยือนวัดแห่งนี้จึงเป็นการเดินทางผ่านหลายชั้นเวลา ตั้งแต่ร่องรอยวัดร้างในป่าโนนรัง การสร้างวัดเมื่อ พ.ศ. 2458 การประกาศตั้งวัดใน พ.ศ. 2466 การได้รับวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2468 การสร้างศาลาพิธีถวายพระเพลิงใน พ.ศ. 2479 การขึ้นทะเบียนโบราณสถานใน พ.ศ. 2541 จนถึงการบูรณะในปัจจุบัน วัดลัฏฐิกวันไม่ได้หยุดอยู่ในอดีต แต่ยังคงเปลี่ยนแปลงผ่านการใช้งาน การดูแล และแรงศรัทธาของชุมชนบ้านชะโนด
 
ชื่อสถานที่วัดลัฏฐิกวัน
ชื่อภาษาอังกฤษWat Latthikawan
ชื่อเรียกในท้องถิ่นวัดป่าตาล หรือวัดป่า
ประเภทวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย และเป็นที่ตั้งของกลุ่มโบราณสถานสำคัญ
ที่ตั้งบ้านชะโนด หมู่ 2 ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร
ที่อยู่บ้านชะโนด ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 49150
พิกัดประมาณ 16.68000, 104.75000
วันสร้างวัดวันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2458
ผู้สร้างพระนันทวโร หรือพระครูนันทวโร (บุ)
การตั้งวัดและวิสุงคามสีมาประกาศตั้งวัด พ.ศ. 2466 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2468
ที่มาของชื่อลัฏฐิกวันแปลว่า “สวนตาลหนุ่ม” สอดคล้องกับการปลูกต้นตาลไว้รอบวัดและคติสวนตาลในพุทธประวัติ
ไฮไลต์สิมโปร่งแบบอีสาน ลูกกรงขวดแก้วสีเขียว พระประธานกับพระปัญจวัคคีย์ ฮูปแต้มพื้นบ้าน คันทวยอิทธิพลเวียงจันทน์ พระพุทธบาท และกลุ่มพุทธประวัติจำลอง
ลักษณะสิมสิมก่ออิฐถือปูนขนาดเล็ก ผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า 3 ช่วงเสา หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ก่อผนังทึบเฉพาะด้านหลังพระประธาน และเปิดโล่งอีก 3 ด้าน
ขนาดภายในสิมประมาณ 5.40 เมตร คูณ 5.10 เมตร เสาก่ออิฐขนาดประมาณ 0.40 เมตร จัดวางด้านละ 4 ต้น
พระประธานพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย มีพระปัญจวัคคีย์ 5 องค์นั่งพนมมืออยู่เบื้องหน้า
จิตรกรรมและปูนปั้นฮูปแต้มเรื่องไตรภูมิ ทศชาติ พระเจ้าสิบชาติ กินรี ยักษ์ และท้าวสุวรรณ ด้านหลังสิมมีปูนปั้นนูนต่ำรูปพระนารายณ์ทรงครุฑกับทวารบาล
วัสดุสำคัญอิฐ ปูน ไม้เนื้อแข็ง กระเบื้องดินขอ และขวดแก้วสีเขียวที่นำมาทำเป็นลูกกรงระเบียง
อิทธิพลทางศิลปกรรมศิลปกรรมพื้นบ้านอีสานผสมอิทธิพลช่างเวียงจันทน์ โดยเฉพาะรูปแบบคันทวยที่ใกล้เคียงงานระเบียงคตพระธาตุหลวงนครเวียงจันทน์
สถานะโบราณสถานประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนพิเศษ 4 ง วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2541
โซนภายในและพื้นที่สำคัญ1. สิมเก่าและฮูปแต้ม
2. ศาลาพระพุทธบาทจำลอง
3. พระธรรมเจดีย์
4. พระพุทธรูปปางประสูติและปางตรัสรู้
5. ศาลาพระพุทธไสยาสน์จำลองเหตุการณ์ปรินิพพาน
6. ศาลารูปปั้นพิธีถวายพระเพลิง
7. วิหาร ศาลาการเปรียญ และโรงธรรม
8. เขตสังฆาวาส สระโบกขรณีจำลอง และลานต้นตาล
เจ้าอาวาสที่ปรากฏในข้อมูลราชการล่าสุดพระอธิการโสฬส สญฺญโม โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหารระบุชื่อในการตรวจเยี่ยมวัด พ.ศ. 2564
สถานะปัจจุบันเปิดใช้งานเป็นวัดของชุมชน มีพระสงฆ์จำพรรษา เปิดให้สักการะและชมโบราณสถาน พร้อมดำเนินงานบูรณะพระธรรมเจดีย์และถาวรวัตถุอย่างต่อเนื่อง
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ08.00 – 17.00 น.
ค่าเข้าชมไม่เสียค่าเข้าชม สามารถร่วมบริจาคเพื่อบำรุงวัดและงานอนุรักษ์ได้
สิ่งอำนวยความสะดวกลานจอดรถ ห้องสุขา ศาลาพัก พื้นที่ทำบุญ และลานเดินชมโบราณสถาน
การเดินทางจากตัวเมืองมุกดาหารใช้ทางหลวงหมายเลข 212 มุ่งหน้าอำเภอหว้านใหญ่ แล้วเข้าสู่บ้านชะโนด ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 25–30 นาที
ช่วงเวลาแนะนำ08.00–10.30 น. หรือ 14.30–16.30 น. เพื่อชมปูนปั้น คันทวย ฮูปแต้ม และลูกกรงขวดแก้วในสภาพแสงที่เหมาะสม
ข้อปฏิบัติแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนขึ้นสิม งดใช้แฟลช ไม่สัมผัสฮูปแต้ม ปูนปั้น ขวดแก้ว และชิ้นส่วนไม้ ไม่ปีนฐานโบราณสถาน และไม่รบกวนกิจของสงฆ์
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. วัดมโนภิรมย์ 0.5 กม.
2. หาดมโนภิรมย์หรือหาดชะโนด 1 กม.
3. พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดท่านหนูฮัก พูมสะหวัน 2 กม.
4. วัดพระศรีมหาโพธิ์ 3 กม.
5. วัดป่าวิเวก 3 กม.
6. แก่งกะเบาและพญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช 10 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. 62 Garden Cafe 8 กม. โทร. 099-795-1962
2. ร้านศิริชัยหมูหัน แก่งกะเบา 9 กม. โทร. 081-260-7358, 042-643-552
3. ร้านน้องโบว์หมูหัน แก่งกะเบา 9 กม. โทร. 061-318-9377
4. ครัวหว้านใหญ่ คาเฟ่ 10 กม. โทร. 094-291-5979, 093-514-9569, 095-415-7822
5. Ben Ben Coffee and Restaurant 11 กม. โทร. 088-357-2123, 095-659-9076
ที่พักใกล้เคียง1. บ้านเคียงสะหวัน 4 กม. โทร. 088-855-5464
2. บ้านอุ่นไอดินโฮมสเตย์ 12 กม. โทร. 088-563-9325
3. Hotel de Ladda 20 กม. โทร. 042-611-499, 042-611-497
4. Ploy Palace Hotel 21 กม. โทร. 042-614-988
5. Mukdahan Grand Hotel 22 กม. โทร. 042-612-020
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดลัฏฐิกวันตั้งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดตั้งอยู่ที่บ้านชะโนด หมู่ 2 ตำบลชะโนด อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร ริมถนนสายมุกดาหาร–หว้านใหญ่ ห่างจากตัวเมืองมุกดาหารประมาณ 18 กิโลเมตร
 
ถาม: วัดลัฏฐิกวันเปิดกี่โมงและเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดเปิดทุกวันเวลา 08.00–17.00 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมบริจาคเพื่อบำรุงวัดและสนับสนุนงานอนุรักษ์ได้ตามศรัทธา
 
ถาม: จุดเด่นที่สุดของวัดลัฏฐิกวันคืออะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือสิมโปร่งแบบอีสาน ลูกกรงขวดแก้วสีเขียว พระประธานกับพระปัญจวัคคีย์ ฮูปแต้มเรื่องไตรภูมิและทศชาติ ปูนปั้นพระนารายณ์ทรงครุฑ และคันทวยที่ได้รับอิทธิพลจากช่างเวียงจันทน์
 
ถาม: วัดลัฏฐิกวันสร้างขึ้นเมื่อใดและใครเป็นผู้สร้าง?
ตอบ: วัดสร้างขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 4 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2458 โดยพระนันทวโรหรือพระครูนันทวโร (บุ)
 
ถาม: ทำไมวัดจึงมีชื่อว่าลัฏฐิกวัน?
ตอบ: คำว่าลัฏฐิกวันแปลว่า “สวนตาลหนุ่ม” พระนันทวโรปลูกต้นตาลไว้รอบวัดจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดป่าตาล
 
ถาม: ลูกกรงขวดแก้วภายในสิมมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: ลูกกรงทำจากขวดแก้วสีเขียวที่มีลักษณะคล้ายขวดไวน์หรือสุราฝรั่งเศส เป็นตัวอย่างภูมิปัญญาการนำวัสดุจากการค้าริมแม่น้ำโขงมาปรับใช้กับสถาปัตยกรรมพื้นบ้าน
 
ถาม: สามารถถ่ายภาพฮูปแต้มและโบราณสถานได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถถ่ายภาพได้โดยไม่ใช้แฟลช ไม่สัมผัสผิวจิตรกรรม ปูนปั้น ขวดแก้ว หรือชิ้นส่วนไม้ และต้องไม่กีดขวางผู้ที่กำลังสักการะหรือประกอบศาสนพิธี
 
ถาม: ควรเที่ยววัดลัฏฐิกวันร่วมกับสถานที่ใด?
ตอบ: สามารถเที่ยวร่วมกับวัดมโนภิรมย์ หาดมโนภิรมย์ พิพิธภัณฑ์บ้านเกิดท่านหนูฮัก พูมสะหวัน วัดสองคอน และแก่งกะเบาได้ในเส้นทางเดียวกัน

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัดประเพณีไทยวัฒนธรรมไทยประเพณีภาคอีสาน

ปรับปรุงล่าสุด : 1 สัปดาห์ที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(2)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(3)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(1)
วัด วัด(17)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(3)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(4)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(2)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(4)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(5)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(3)
น้ำตก น้ำตก(5)
ถ้ำ ถ้ำ(2)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(2)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(1)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(1)