หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร >อ.เมืองมุกดาหาร >ต.ศรีบุญเรือง > วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้)
TL;DR: วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้) อยู่ที่ถนนสำราญชายโขงใต้ ชุมชนศรีบุญเรือง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร เปิดทุกวัน เวลา 08.00–16.30 น. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองใช้ถนนพิทักษ์พนมเขตเชื่อมเข้าสู่ถนนสำราญชายโขงใต้.
วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้)

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00–16.30 น. พระอุโบสถและพื้นที่ประกอบพิธีอาจปิดชั่วคราวระหว่างการทำสังฆกรรมหรือกิจของวัด
วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้) มุกดาหาร เป็นวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำโขงที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประวัติการก่อตั้งเมืองมุกดาหาร ตั้งอยู่บนถนนสำราญชายโขงใต้ ในชุมชนศรีบุญเรือง เขตเทศบาลเมืองมุกดาหาร ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธสิงห์สอง พระพุทธรูปสำริดศิลปะล้านช้างที่ชาวเมืองเคารพในฐานะพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง และเป็นศูนย์กลางของประเพณีอัญเชิญพระพุทธรูปออกให้ประชาชนสรงน้ำในเทศกาลสงกรานต์เป็นประจำทุกปี วัดแห่งนี้จึงมีคุณค่าครอบคลุมทั้งด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์เมือง ศิลปกรรม ความเชื่อ และความทรงจำร่วมของชุมชนริมแม่น้ำโขง
ชื่อวัดศรีบุญเรืองมักมีคำว่า “บ้านใต้” กำกับอยู่ด้วย เพื่อแยกจากสถานที่หรือชุมชนที่มีชื่อใกล้เคียงกัน และเพื่อสะท้อนตำแหน่งของวัดซึ่งตั้งอยู่ทางใต้ของเขตเมืองเก่ามุกดาหาร ในระบบภูมิศาสตร์ของชุมชนดั้งเดิม วัดไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่ยังเป็นจุดอ้างอิงของเขตบ้าน ท่าน้ำ เส้นทางสัญจร และพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกัน ชาวเมืองจึงเรียกวัดตามตำแหน่งและชื่อชุมชนจนเกิดเป็นชื่อที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน
วัดตั้งอยู่ไม่ไกลจากแนวแม่น้ำโขง บรรยากาศโดยรอบจึงผูกพันกับวิถีของเมืองชายแดนที่มีแม่น้ำเป็นทั้งแหล่งอาหาร เส้นทางเดินทาง พื้นที่ค้าขาย และสายสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ถนนสำราญชายโขงใต้ที่ผ่านบริเวณวัดเชื่อมต่อไปยังตลาดอินโดจีน วัดศรีมงคลใต้ ท่าเทียบเรือ และย่านชุมชนเก่า ทำให้ผู้มาเยือนสามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของวัดควบคู่กับภาพรวมของตัวเมืองมุกดาหารได้ภายในเส้นทางเดียว
ประวัติของวัดเชื่อมโยงกับช่วงเริ่มตั้งเมืองมุกดาหารในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เดิมพื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นจุดพักของพระภิกษุและผู้เดินทาง เมื่อชุมชนขยายตัวและมีการจัดตั้งเมืองอย่างเป็นระบบ เจ้ากินรีหรือพระยาจันทรศรีสุราชอุปราช เจ้าเมืองมุกดาหารคนแรก ได้ร่วมกับขุนนางและประชาชนบูรณะพื้นที่และสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาของชุมชนทางใต้ของเมือง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้วัดศรีบุญเรืองมีอายุร่วมสมัยกับการวางรากฐานของเมืองมุกดาหาร
เจ้ากินรีเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เพราะมีบทบาทในการรวบรวมผู้คน จัดระเบียบชุมชน สร้างศาสนสถาน และวางโครงสร้างของเมืองใหม่ริมแม่น้ำโขง การสร้างวัดในยุคนั้นไม่ได้เป็นเพียงการสร้างอาคารสำหรับพระสงฆ์ แต่เป็นการสร้างศูนย์กลางของการศึกษา การประกอบพิธีกรรม การตัดสินข้อพิพาท การพบปะของชาวบ้าน และการจัดงานบุญประจำปี วัดศรีบุญเรืองจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ซึ่งช่วยให้ชุมชนใหม่พัฒนาไปสู่เมืองที่มีอัตลักษณ์และระบบสังคมมั่นคง
ในประวัติวัดมีการกล่าวถึงวัดศรีบุญเรืองว่าเป็นวัดในบริเวณ “ท้ายเมือง” ขณะที่วัดศรีมงคลใต้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในบริเวณหัวเมือง การใช้คำว่าหัวเมืองและท้ายเมืองสะท้อนการมองพื้นที่ตามแนวลำน้ำและเส้นทางสัญจรของคนในอดีต แม่น้ำโขงเป็นเส้นทางหลักก่อนมีถนนสมัยใหม่ ตำแหน่งของวัดจึงสัมพันธ์กับทิศทางการเดินเรือ ท่าน้ำ และแนวการตั้งบ้านเรือนมากกว่าการแบ่งเขตด้วยถนนหรือเลขที่บ้านแบบปัจจุบัน
พระอุโบสถหลังเดิมของวัดสร้างขึ้นโดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ รูปแบบดังกล่าวได้รับการอธิบายว่าเป็นการรำลึกถึงถิ่นฐานเดิมและเส้นทางที่เจ้ากินรีกับผู้คนเดินทางลงมาสร้างเมือง การกำหนดทิศทางของอาคารจึงมีความหมายมากกว่าความสะดวกด้านกายภาพ เพราะเป็นการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการอพยพ การตั้งถิ่นฐาน และสายสัมพันธ์ระหว่างเมืองมุกดาหารกับชุมชนทางตอนเหนือของลุ่มน้ำโขงไว้ในรูปแบบสถาปัตยกรรม
หลักฐานสำคัญที่สุดของวัดคือพระพุทธสิงห์สอง พระพุทธรูปสำริดขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 1 เมตร และมีความสูงเฉพาะองค์จากฐานประทับถึงยอดพระเมาลีประมาณ 1.20 เมตร พระพุทธรูปมีลักษณะศิลปกรรมในกลุ่มล้านช้างและได้รับอิทธิพลจากพระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนหรือศิลปะทางภาคเหนือ รูปแบบองค์พระแสดงความสงบนิ่ง หนักแน่น และสมดุล เหมาะกับบทบาทของพระพุทธรูปประธานที่ชุมชนใช้เป็นศูนย์รวมจิตใจมาเป็นเวลายาวนาน
เรื่องราวท้องถิ่นเล่าว่า ในช่วงที่เมืองมุกดาหารยังเป็นเมืองใหม่ เจ้ากินรีเดินทางไปนครเวียงจันทน์และอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองกลับมายังเมืองมุกดาหาร ในระยะแรกนำไปประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถวัดศรีมงคลใต้ ต่อมาเมื่อเจ้ากินรีสร้างวัดและพระอุโบสถขึ้นในชุมชนศรีบุญเรือง จึงอัญเชิญพระพุทธรูปย้ายจากวัดศรีมงคลใต้มาประดิษฐานบนแท่นภายในพระอุโบสถวัดศรีบุญเรือง เพื่อให้ชาวบ้านทางใต้ของเมืองได้สักการบูชา
ส่วนประวัติวัดที่เผยแพร่โดยหน่วยงานด้านพระพุทธศาสนายืนยันลำดับสำคัญว่า พระพุทธสิงห์สองเคยประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีมงคลใต้ ก่อนจะได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐานในพระอุโบสถที่เจ้ากินรีสร้างขึ้นใหม่ ณ วัดศรีบุญเรือง เรื่องเล่าจากเวียงจันทน์กับหลักฐานการย้ายจากวัดศรีมงคลใต้จึงสามารถเชื่อมต่อกันเป็นลำดับเดียว คือการอัญเชิญพระพุทธรูปเข้ามายังเมืองมุกดาหาร ประดิษฐานในวัดเดิมช่วงหนึ่ง แล้วจึงย้ายมายังวัดศรีบุญเรืองในภายหลัง
คำว่า “สิงห์” ในชื่อพระพุทธสิงห์สองมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มพระพุทธรูปที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะล้านนาและเชียงแสน ซึ่งแพร่หลายตามชุมชนลุ่มน้ำโขงผ่านการเดินทางของพระสงฆ์ ช่างฝีมือ ผู้ปกครอง และเครือข่ายเมืองต่าง ๆ ส่วนคำว่า “สอง” ทำหน้าที่แยกพระพุทธรูปองค์นี้ออกจากพระพุทธสิงห์องค์อื่นในชุดความทรงจำของท้องถิ่น ชื่อดังกล่าวจึงเป็นทั้งชื่อเฉพาะและหลักฐานของการจัดลำดับพระพุทธรูปสำคัญในวัฒนธรรมเมืองมุกดาหาร
วัสดุสำริดที่ใช้สร้างพระพุทธรูปเกิดจากการผสมโลหะและหล่อด้วยกระบวนการที่ต้องอาศัยช่างผู้มีความชำนาญ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ต้องควบคุมสัดส่วน ความหนาของเนื้อโลหะ และการไหลของโลหะหลอมให้ทั่วแม่พิมพ์ ความสำเร็จของงานหล่อจึงสะท้อนทั้งความรู้ด้านประติมากรรม โลหกรรม และพิธีกรรมทางศาสนา พระพุทธสิงห์สองไม่เพียงเป็นวัตถุเก่าแก่ แต่ยังเป็นผลงานช่างที่ช่วยให้ศึกษาเทคโนโลยีและรสนิยมทางศิลปะของชุมชนในลุ่มน้ำโขงได้ด้วย
การอัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดหนึ่งไปสู่อีกวัดหนึ่งในอดีตเป็นพิธีที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้นำ พระสงฆ์ และประชาชน เพราะพระพุทธรูปไม่ได้เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่เป็นสมบัติทางศรัทธาของชุมชน การเคลื่อนย้ายพระพุทธสิงห์สองมายังวัดศรีบุญเรืองจึงสะท้อนความสำคัญของวัดแห่งใหม่และความต้องการสร้างศูนย์รวมจิตใจให้แก่ผู้คนในพื้นที่ท้ายเมือง หลังการอัญเชิญ พระพุทธรูปได้รับการสักการะต่อเนื่องและกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัด
พระอุโบสถหลังเดิมเคยมีจิตรกรรมฝาผนังทั้งภายในและภายนอก ภายในเขียนเรื่องพุทธประวัติ ส่วนภายนอกมีภาพเกี่ยวกับสวรรค์ นรก ผลของกรรม และคติสอนใจ ภาพเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับชาวบ้านในยุคที่หนังสือมีจำกัด ผู้ชมสามารถเรียนรู้เรื่องการประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า รวมถึงเข้าใจแนวคิดเรื่องการทำความดี ละเว้นความชั่ว และผลของการกระทำผ่านภาพที่มองเห็นได้โดยตรง
แม้พระอุโบสถหลังเดิมจะทรุดโทรมและพังลงตามกาลเวลา แต่ร่องรอยฐานอาคารและเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันมายังคงมีคุณค่าต่อประวัติศาสตร์วัด การสูญเสียจิตรกรรมเดิมทำให้เห็นความเปราะบางของมรดกซึ่งสร้างด้วยไม้ ปูน และสีจากวัสดุธรรมชาติ ข้อมูลที่หลงเหลือจึงควรได้รับการบันทึกอย่างเป็นระบบ ทั้งขนาดอาคาร ทิศทาง รูปแบบจิตรกรรม รายชื่อช่าง เรื่องเล่าของผู้สูงอายุ และภาพถ่ายเก่า เพื่อให้คนรุ่นหลังเข้าใจสิ่งที่เคยมีอยู่แม้ไม่สามารถเห็นของจริงครบถ้วนแล้ว
พระอุโบสถหลังปัจจุบันเริ่มก่อสร้างใน พ.ศ. 2500 ในสมัยที่พระวิธูรธรรมาภรณ์ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส การก่อสร้างใช้เวลาหลายปีและแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2509 ต่อมาได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาใน พ.ศ. 2513 ทำให้สามารถประกอบสังฆกรรมตามพระวินัยได้อย่างสมบูรณ์ ลำดับเวลาดังกล่าวแสดงให้เห็นความร่วมมือของพระสงฆ์ ชาวบ้าน ผู้มีศรัทธา และผู้นำท้องถิ่นในการสร้างศาสนสถานให้รองรับทั้งกิจของสงฆ์และการสักการะพระพุทธสิงห์สอง
การสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ไม่ได้ทำให้ความสำคัญของอาคารเดิมหายไป แต่เป็นการสืบต่อหน้าที่ทางศาสนาให้เหมาะกับสภาพสังคมและความมั่นคงของโครงสร้าง พระพุทธสิงห์สองยังคงประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปสำคัญภายในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของวัด ผู้มาเยือนจึงสามารถมองเห็นการอยู่ร่วมกันของประวัติศาสตร์หลายช่วง ตั้งแต่เรื่องเล่ายุคสร้างเมือง ร่องรอยพระอุโบสถเดิม อาคารที่สร้างในพุทธศตวรรษที่ 25 และกิจกรรมทางศาสนาที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
พื้นที่วัดเดิมมีขนาดประมาณ 5 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ต่อมาใน พ.ศ. 2490 มีการตัดถนนผ่านพื้นที่ ทำให้เขตพุทธาวาสกับพื้นที่ธรณีสงฆ์บางส่วนแยกออกจากกัน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนการขยายตัวของเมืองและระบบถนนสมัยใหม่ซึ่งเข้ามาแทนเส้นทางทางน้ำ แม้ถนนช่วยให้ประชาชนเดินทางสะดวกขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนโครงสร้างพื้นที่ดั้งเดิมของวัดและความสัมพันธ์ระหว่างอาคารกับแนวแม่น้ำ
ใน พ.ศ. 2526 วัดได้รับที่ดินเพิ่มเติมประมาณ 2 งาน 92.4 ตารางวา เพื่อใช้ประโยชน์ด้านศาสนาและรองรับกิจกรรมของชุมชน ต่อมาได้มีการดำเนินงานด้านเอกสารสิทธิและการรวมแปลงที่ดินของวัด ทำให้พื้นที่รวมมากกว่า 6 ไร่ การจัดการที่ดินอย่างถูกต้องมีความสำคัญต่อการอนุรักษ์อาคาร การสร้างพื้นที่ประกอบพิธี การดูแลเขตสงฆ์ และการป้องกันปัญหาการรุกล้ำในพื้นที่เมืองซึ่งมีมูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้น
เจ้าอาวาสปัจจุบันคือพระราชรัตนโมลี หรือพระราชรัตนโมลี สมยง กตปุญฺโญ ป.ธ. 7 ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารด้วย บทบาทของเจ้าอาวาสจึงครอบคลุมทั้งการบริหารวัด การดูแลพระภิกษุสามเณร การจัดกิจกรรมทางศาสนา การอนุรักษ์พระพุทธสิงห์สอง และงานปกครองคณะสงฆ์ในระดับจังหวัด การที่วัดเป็นที่พำนักของเจ้าคณะจังหวัดทำให้วัดศรีบุญเรืองมีความสำคัญในฐานะศูนย์ประสานงานด้านพระพุทธศาสนาของมุกดาหารด้วย
ภายในวัดมีทั้งเขตพระอุโบสถและวิหารพระพุทธสิงห์สอง พื้นที่ร่องรอยพระอุโบสถเดิม ศาลาการเปรียญ เขตที่พักสงฆ์ ลานประกอบพิธี และพื้นที่ซึ่งใช้รองรับประชาชนในงานบุญ อาคารแต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกัน พระอุโบสถใช้ประกอบสังฆกรรม วิหารเป็นพื้นที่สักการะพระพุทธรูป ศาลาการเปรียญใช้ทำบุญ ฟังธรรม และประชุมชุมชน ส่วนเขตที่พักสงฆ์เป็นพื้นที่ส่วนตัวซึ่งผู้มาเยือนไม่ควรเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
โซนพระพุทธสิงห์สองเป็นจุดสำคัญที่สุดของการเยี่ยมชม ผู้สักการะนิยมถวายดอกไม้ ธูป เทียน และนั่งสงบเพื่อระลึกถึงพระพุทธคุณ การบูชาควรมุ่งที่ความเคารพและการฝึกจิตมากกว่าการขอผลประโยชน์เฉพาะตน ผู้มาเยือนสามารถสังเกตสัดส่วนขององค์พระ วัสดุสำริด รูปแบบพระพักตร์ และลักษณะงานช่างได้โดยไม่สัมผัสองค์พระหรือแท่นประดิษฐาน การถ่ายภาพต้องปฏิบัติตามป้ายและคำแนะนำของวัด
บริเวณร่องรอยพระอุโบสถเดิมมีความสำคัญในฐานะหลักฐานทางโบราณคดีและความทรงจำของชุมชน แม้จะไม่มีอาคารสมบูรณ์เหมือนในอดีต แต่ตำแหน่งฐานอาคารช่วยอธิบายผังของวัดยุคแรก ทิศทางของพระอุโบสถ และความสัมพันธ์กับพื้นที่ท้ายเมือง ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงการเหยียบ นั่ง หรือวางสิ่งของบนชิ้นส่วนเก่า เพราะแรงกดและความชื้นสามารถเร่งการแตกร้าวของอิฐ ปูน และวัสดุที่เหลืออยู่ได้
ศาลาการเปรียญและลานกิจกรรมเป็นพื้นที่ซึ่งสะท้อนบทบาทของวัดในชีวิตประจำวันของชุมชน นอกจากการทำบุญในวันพระแล้ว ยังใช้จัดพิธีถวายสังฆทาน งานบวช งานทำบุญอุทิศส่วนกุศล การประชุมคณะสงฆ์ และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เมื่อมีงานขนาดใหญ่ พื้นที่ส่วนนี้จะรองรับประชาชนจำนวนมาก ผู้เดินทางจึงควรตรวจว่ามีกิจกรรมหรือการปิดพื้นที่บางส่วนในวันที่เข้าเยี่ยมชมหรือไม่
ประเพณีสำคัญที่สุดของวัดคือการอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองออกจากพระอุโบสถในเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้ชาวเมืองมุกดาหารและผู้มาเยือนได้สรงน้ำ โดยปกติพระพุทธรูปจะได้รับการประดิษฐานอย่างมั่นคงภายในวัด การอัญเชิญออกในวาระพิเศษจึงเป็นเหตุการณ์ที่ประชาชนรอคอยและมีความหมายต่อความรู้สึกร่วมของเมือง พิธีช่วยเชื่อมพระพุทธรูปโบราณเข้ากับคนรุ่นปัจจุบันผ่านการปฏิบัติที่เกิดขึ้นจริงทุกปี
กำหนดการล่าสุดที่มีรายละเอียดชัดเจนจัดเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568 ช่วงกลางวันมีพิธีสรงน้ำพระพุทธสิงห์สองภายในวัด ก่อนจัดขบวนอัญเชิญพระพุทธรูปออกจากวัดเข้าสู่เขตเมืองและพื้นที่ท่าเทียบเรือของเทศบาลเมืองมุกดาหารในช่วงบ่าย ขบวนประกอบด้วยรถบุษบก เครื่องสักการะ ผู้แทนหน่วยงาน ชุมชน และประชาชนที่ร่วมแต่งกายตามวัฒนธรรมท้องถิ่น กำหนดเวลาและเส้นทางสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละปีตามประกาศของผู้จัดงาน
ก่อนเคลื่อนขบวน พระสงฆ์และผู้รับผิดชอบจะเตรียมองค์พระ แท่นประดิษฐาน และอุปกรณ์สำหรับการเคลื่อนย้ายอย่างรอบคอบ เนื่องจากพระพุทธสิงห์สองเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ การยก เคลื่อน และประดิษฐานบนรถบุษบกต้องคำนึงถึงน้ำหนัก ความสมดุล และความปลอดภัย ผู้ร่วมงานทั่วไปจึงไม่ควรเข้าไปสัมผัสเชือก แท่น หรืออุปกรณ์ของขบวนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่
เมื่อขบวนเคลื่อนผ่านเขตเมือง ประชาชนจะตั้งโต๊ะบูชา เตรียมน้ำสะอาด น้ำอบ และดอกไม้เพื่อรอรับพระพุทธรูป การสรงน้ำเป็นการแสดงความเคารพและขอพรในวาระขึ้นปีใหม่ไทย น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาดและรินอย่างสุภาพ ไม่ควรใช้ปืนฉีดน้ำหรือสาดน้ำแรงเข้าสู่องค์พระ เครื่องประดับ หรือพระสงฆ์ที่ร่วมขบวน เพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายและไม่สอดคล้องกับความหมายของพิธี
ความหมายของการสรงน้ำพระไม่ได้อยู่ที่ความเชื่อว่าจะได้รับโชคลาภเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับการชำระจิตใจ การเริ่มต้นสิ่งใหม่ และการระลึกถึงคุณของพระพุทธศาสนา ช่วงสงกรานต์ยังเป็นเวลาที่ลูกหลานกลับบ้าน ทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ และสร้างความสัมพันธ์ภายในชุมชน พระพุทธสิงห์สองจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางซึ่งเชื่อมพิธีในครอบครัวกับพิธีระดับเมืองเข้าด้วยกัน
ประเพณีนี้ยังช่วยให้คนรุ่นใหม่เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของวัดโดยไม่ต้องเริ่มจากการอ่านเอกสารเพียงอย่างเดียว เด็กและเยาวชนได้เห็นขั้นตอนการจัดเครื่องสักการะ การอัญเชิญพระพุทธรูป การดูแลขบวน และการสรงน้ำอย่างเหมาะสม ผู้สูงอายุสามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้ากินรี วัดศรีมงคลใต้ และชุมชนบ้านใต้ระหว่างเข้าร่วมงาน การเรียนรู้จึงเกิดขึ้นผ่านการสังเกต การมีส่วนร่วม และความทรงจำของครอบครัว
นอกเหนือจากเทศกาลสงกรานต์ วัดยังเป็นสถานที่ทำบุญในวันพระ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ตลอดจนกิจกรรมของคณะสงฆ์ในจังหวัด ผู้มาเยือนซึ่งเข้าวัดในวันสำคัญอาจพบประชาชนจำนวนมากและมีการจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับพิธี ควรแต่งกายสุภาพ ลดเสียงโทรศัพท์ และหลีกเลี่ยงการเดินผ่านด้านหน้าพระสงฆ์หรือผู้กำลังนั่งสมาธิและสวดมนต์
วัดศรีบุญเรืองเป็นวัดที่ยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและดำเนินกิจทางศาสนาตามปกติ จึงไม่ควรเข้าชมในลักษณะเดียวกับพิพิธภัณฑ์ที่สามารถเดินได้ทุกพื้นที่ เขตที่พักสงฆ์ ห้องทำงานของคณะสงฆ์ และอาคารซึ่งไม่มีป้ายเปิดให้ประชาชนควรถือเป็นพื้นที่ส่วนตัว ผู้ต้องการสอบถามข้อมูลหรือขอเข้าชมเป็นหมู่คณะควรประสานวัดหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหารล่วงหน้า
การแต่งกายควรปกปิดไหล่และเข่า เสื้อผ้าไม่ควรบางหรือรัดรูปมากเกินไป ควรถอดหมวกและแว่นกันแดดเมื่อเข้าไปสักการะภายในพระอุโบสถ ถอดรองเท้าไว้ในจุดที่กำหนด และนั่งโดยเก็บปลายเท้าไม่ชี้ไปทางพระประธาน ผู้ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาสามารถเข้าชมได้โดยไม่จำเป็นต้องทำพิธีทุกขั้นตอน เพียงรักษาความสงบและปฏิบัติต่อสถานที่ด้วยความเคารพ
การถ่ายภาพภายนอกอาคารและบริเวณลานวัดสามารถทำได้เมื่อไม่รบกวนกิจกรรม แต่ภายในพระอุโบสถควรตรวจป้ายหรือขออนุญาตก่อนใช้กล้อง หลีกเลี่ยงแฟลช การตั้งขาตั้งในทางเดิน และการถ่ายภาพบุคคลขณะกำลังสวดมนต์โดยไม่ได้รับความยินยอม ไม่ควรปีนฐานอาคารหรือย้ายเครื่องบูชาเพื่อจัดองค์ประกอบภาพ การเก็บภาพที่ดีควรเกิดควบคู่กับการรักษาความสงบและความปลอดภัยของวัตถุ
วัดไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถเข้ามาสักการะและศึกษาประวัติได้โดยไม่ต้องซื้อบัตร การบริจาคเพื่อค่าน้ำ ค่าไฟ การบูรณะอาคาร หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์เป็นไปตามความสมัครใจ ควรบริจาคผ่านตู้หรือจุดที่วัดกำหนด และไม่จำเป็นต้องมอบเงินให้บุคคลซึ่งเข้ามาชักชวนโดยไม่มีป้ายหรือหลักฐานจากวัด การทำบุญที่เหมาะสมควรอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจและไม่สร้างภาระแก่ผู้เดินทาง
สิ่งอำนวยความสะดวกประกอบด้วยพื้นที่จอดรถ ลานวัด ทางเดินเชื่อมอาคาร จุดวางรองเท้า และพื้นที่พักในศาลาตามที่วัดเปิดให้ใช้ จำนวนที่จอดรถสามารถจำกัดในวันงานบุญหรือช่วงสงกรานต์ ผู้ใช้รถเข็นและผู้สูงอายุควรมีผู้ดูแล เนื่องจากอาคารศาสนาบางแห่งมีบันได ธรณีประตู และพื้นต่างระดับ ห้องน้ำและพื้นที่บริการควรใช้ตามป้ายและรักษาความสะอาดร่วมกัน
ช่วงเวลาที่เหมาะกับการเข้าชมคือช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายก่อนปิดวัด เพราะอากาศริมแม่น้ำไม่ร้อนจัดเท่าช่วงกลางวัน แสงเช้าช่วยให้มองเห็นรายละเอียดสถาปัตยกรรมและบรรยากาศชุมชนได้ชัดเจน ส่วนช่วงเย็นเหมาะกับการเดินต่อไปยังแนวริมโขง ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงการเข้าในช่วงพระสงฆ์ฉันเพลหรือเวลาที่มีพิธีภายในพระอุโบสถ หากประตูอาคารปิด ไม่ควรเปิดหรือเข้าไปเอง
ฤดูร้อนและช่วงสงกรานต์อากาศในมุกดาหารค่อนข้างร้อน ควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก และร่มสำหรับใช้ในพื้นที่กลางแจ้ง โดยถอดหมวกก่อนเข้าอาคารศาสนา ช่วงฤดูฝนพื้นลานและบันไดสามารถลื่นได้ จึงควรสวมรองเท้าที่เกาะพื้นดีและเก็บอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้ปลอดภัย ส่วนฤดูหนาวมีอากาศสบายกว่าและเหมาะกับการเดินเที่ยววัดกับสถานที่ริมแม่น้ำโขงต่อเนื่องหลายแห่ง
วัดมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เมือง เพราะเรื่องราวของวัดเชื่อมตั้งแต่การตั้งถิ่นฐาน การสร้างศาสนสถานโดยเจ้ากินรี ความสัมพันธ์กับเวียงจันทน์และวัดศรีมงคลใต้ การพัฒนาถนนริมโขง ไปจนถึงการขยายตัวของเขตเทศบาล นักเรียนสามารถใช้วัดเป็นพื้นที่เรียนรู้ทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะ ศาสนา ภูมิศาสตร์ และการอนุรักษ์ โดยควรมีพระหรือผู้รู้ท้องถิ่นช่วยอธิบายเพื่อให้ข้อมูลถูกต้องและเห็นความเชื่อมโยงของแต่ละองค์ประกอบ
พระพุทธสิงห์สองยังเป็นหลักฐานของการเคลื่อนย้ายศิลปกรรมในลุ่มน้ำโขง พระพุทธรูปสำคัญสามารถเดินทางไปพร้อมกับผู้นำเมือง พระสงฆ์ หรือผู้คนที่ย้ายถิ่น ทำให้รูปแบบศิลปะจากล้านนา เชียงแสน ล้านช้าง และเวียงจันทน์ปรากฏในเมืองต่าง ๆ ตามแม่น้ำ การศึกษาพระพุทธรูปจึงไม่ควรมองเฉพาะรูปลักษณ์ แต่ควรมองเส้นทางการเดินทาง อำนาจของผู้สร้างเมือง และความศรัทธาของชุมชนที่รับองค์พระไว้ดูแล
วัดยังช่วยอธิบายว่าความเป็นเมืองมุกดาหารไม่ได้เกิดจากวัฒนธรรมเพียงกลุ่มเดียว แต่พัฒนาจากผู้คนหลายถิ่นซึ่งมีภาษา ความเชื่อ งานช่าง และประเพณีใกล้เคียงกัน ชื่อบุคคลแบบลาว รูปแบบพระพุทธรูปทางเหนือ การใช้แม่น้ำเป็นเส้นทาง และพิธีสงกรานต์ร่วมสมัยล้วนอยู่ภายในพื้นที่เดียว การรักษาวัดจึงเป็นการรักษาหลักฐานของสังคมชายแดนที่มีการแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การเก็บรักษาอาคารแยกขาดจากบริบทของเมือง
การอนุรักษ์พระพุทธสิงห์สองต้องคำนึงถึงสภาพโลหะ ความชื้น ฝุ่น ควันธูป และการสัมผัสจากผู้สักการะ สำริดสามารถเกิดคราบและการกัดกร่อนเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การทำความสะอาดต้องดำเนินโดยผู้มีความรู้ ไม่ควรใช้สารเคมีหรือขัดผิวด้วยตนเอง การควบคุมควันและจัดระยะระหว่างเครื่องบูชากับองค์พระช่วยลดความร้อนและเขม่าที่สะสมบนพื้นผิวได้
ส่วนร่องรอยพระอุโบสถเดิมควรได้รับการดูแลจากน้ำขัง รากไม้ และการเหยียบย่ำ หากสามารถจัดทำป้ายแสดงผังอาคารเดิม ภาพจำลองจิตรกรรม และลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ยุคเจ้ากินรีจนถึงการสร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบัน จะช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจพื้นที่ได้โดยไม่ต้องสร้างอาคารเลียนแบบขึ้นใหม่ การอนุรักษ์ที่ดีควรรักษาของจริงเท่าที่เหลืออยู่และใช้ข้อมูลช่วยเติมเต็มสิ่งที่สูญหาย
การสืบทอดประเพณีสงกรานต์ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกับการคุ้มครององค์พระ การใช้รถบุษบก ระบบยึดองค์พระ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และการควบคุมปริมาณน้ำล้วนเป็นส่วนสำคัญ ขณะเดียวกันควรอธิบายความหมายของพิธีให้ผู้ร่วมงานเข้าใจ เพื่อไม่ให้การสรงน้ำกลายเป็นเพียงกิจกรรมถ่ายภาพหรือการเล่นน้ำโดยขาดความเคารพต่อพระพุทธรูปและชุมชนเจ้าของประเพณี
สำหรับผู้สนใจเส้นทางวัฒนธรรม การเที่ยววัดศรีบุญเรืองสามารถเริ่มจากการสักการะพระพุทธสิงห์สอง ศึกษาร่องรอยพระอุโบสถเดิม และเดินชมพื้นที่วัด จากนั้นเดินทางต่อไปยังวัดศรีมงคลใต้ซึ่งเกี่ยวข้องกับประวัติการประดิษฐานพระพุทธรูป แล้วไปยังศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง ตลาดอินโดจีน และแนวริมเขื่อนแม่น้ำโขง เส้นทางนี้ช่วยให้เข้าใจทั้งประวัติเมือง ความเชื่อ พระพุทธศาสนา และการค้าชายแดนในภาพเดียวกัน
วัดศรีมงคลใต้ตั้งอยู่ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นวัดสำคัญซึ่งพระพุทธสิงห์สองเคยประดิษฐานก่อนย้ายมายังวัดศรีบุญเรือง การเยี่ยมชมทั้งสองวัดจึงช่วยให้เรื่องราวการอัญเชิญพระพุทธรูปสมบูรณ์ขึ้น ตลาดอินโดจีนและศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้องอยู่ในย่านริมแม่น้ำเดียวกัน ส่วนหอแก้วมุกดาหารและวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ช่วยเปิดมุมมองของเมืองและแม่น้ำโขงจากระดับสูง
บริเวณรอบวัดมีร้านอาหารริมโขงและร้านอาหารท้องถิ่นหลายแห่ง เมนูเด่นของมุกดาหารประกอบด้วยปลาแม่น้ำ อาหารอีสาน อาหารลาว และอาหารเวียดนาม ผู้เดินทางสามารถเลือกรับประทานอาหารที่ร้านนัดพบริมโขง ร้านบ่าวประดิษฐ์ ครัวเวียดนาม ร้านพวงเพชร หรือบ้านลาวญวณ ณ ริมโขง ร้านเหล่านี้อยู่ห่างจากวัดประมาณ 1–3 กิโลเมตร แต่ควรตรวจเวลาเปิดของแต่ละร้านในวันเดินทาง โดยเฉพาะช่วงวันหยุดและเทศกาล
ที่พักใกล้วัดมีทั้งโรงแรมริมแม่น้ำและโรงแรมในตัวเมือง เช่น Hotel de Ladda, Riverfront Hotel Mukdahan, Submukda Grand Hotel, Ploy Palace Hotel และ B2 Mukdahan ผู้ที่ต้องการเดินเที่ยวริมโขงควรเลือกที่พักใกล้ถนนสำราญชายโขง ส่วนผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์สามารถเลือกโรงแรมด้านในตัวเมืองได้ การจองล่วงหน้ามีความสำคัญในช่วงสงกรานต์ งานแข่งเรือออกพรรษา และเทศกาลประจำจังหวัด
การเดินทาง จากศาลากลางจังหวัดมุกดาหารหรือย่านใจกลางเมือง ให้ใช้ถนนพิทักษ์พนมเขตเชื่อมเข้าสู่ถนนสำราญชายโขงใต้ แล้วเดินทางไปยังชุมชนศรีบุญเรือง วัดอยู่ใกล้แนวแม่น้ำโขงและสามารถค้นหาในแผนที่ด้วยชื่อ “วัดศรีบุญเรือง บ้านใต้” ผู้เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางสามารถลงที่สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหาร แล้วต่อรถรับจ้าง รถสามล้อ หรือบริการรถในท้องถิ่นมายังวัด
ผู้ที่พักบริเวณตลาดอินโดจีนสามารถเดินทางมายังวัดด้วยรถรับจ้างหรือรถยนต์ในระยะประมาณ 1–2 กิโลเมตร การเดินเท้าสามารถทำได้ในช่วงอากาศไม่ร้อน แต่ควรตรวจทางเท้าและเส้นทางข้ามถนน เนื่องจากถนนสำราญชายโขงมีรถสัญจรและบางช่วงไม่มีทางเท้าต่อเนื่อง ในวันจัดขบวนสงกรานต์ถนนบางส่วนอาจปิดหรือเปลี่ยนทิศทางจราจร ผู้เดินทางควรใช้จุดจอดรถที่เทศบาลและวัดกำหนด
พิกัดอ้างอิงของวัดอยู่ที่ประมาณ 16.53534, 104.73306 ตำแหน่งดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับรถเข้าถึงวัดได้แม่นยำกว่าการค้นหาชื่อชุมชนเพียงอย่างเดียว แต่ควรสังเกตป้ายวัดและทางเข้าจริงเมื่อเข้าใกล้พื้นที่ ไม่ควรจอดรถขวางประตู เขตที่พักสงฆ์ หรือทางสำหรับรถฉุกเฉิน หากพื้นที่จอดภายในวัดเต็มควรใช้จุดจอดสาธารณะและเดินเข้าสู่วัด
ผู้มาเยือนควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 45–60 นาทีสำหรับการสักการะพระพุทธสิงห์สอง ชมพระอุโบสถ ศึกษาประวัติวัด และเดินดูร่องรอยอาคารเดิม หากต้องการสนทนากับพระหรือศึกษารายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์ควรใช้เวลามากขึ้น การเข้าเยี่ยมชมแบบเร่งรีบอาจทำให้มองข้ามความสัมพันธ์ระหว่างองค์พระ ทิศทางอาคาร ถนน และพื้นที่ริมแม่น้ำซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราว
ในฐานะวัดซึ่งมีเจ้าคณะจังหวัดพำนักอยู่ กิจกรรมภายในสามารถมีทั้งการประชุมพระสังฆาธิการ พิธีมอบตราตั้ง งานอบรม และการต้อนรับคณะจากอำเภอต่าง ๆ ผู้มาเยือนอาจพบพื้นที่บางส่วนถูกใช้สำหรับงานคณะสงฆ์ในวันที่เดินทาง ควรปฏิบัติตามป้ายและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ การที่วัดมีภารกิจระดับจังหวัดเป็นหลักฐานว่าวัดศรีบุญเรืองยังคงมีบทบาทร่วมสมัย ไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถานที่เหลือจากอดีต
คุณค่าของวัดศรีบุญเรืองจึงเกิดจากการรวมกันของหลายองค์ประกอบ พระพุทธสิงห์สองเป็นศูนย์กลางทางศรัทธา เจ้ากินรีเชื่อมวัดกับประวัติการสร้างเมือง พระอุโบสถเดิมกับจิตรกรรมที่สูญหายบอกถึงศิลปกรรมในอดีต พระอุโบสถหลังปัจจุบันแสดงพลังของชุมชนยุคใหม่ ขณะที่ประเพณีสงกรานต์ทำให้เรื่องราวทั้งหมดได้รับการสืบทอดผ่านการปฏิบัติ ไม่ได้หยุดอยู่ในเอกสารหรือคำบอกเล่า
สำหรับชาวมุกดาหาร พระพุทธสิงห์สองไม่ใช่เพียงพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ แต่เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องระหว่างบรรพบุรุษกับคนรุ่นปัจจุบัน การได้ร่วมสรงน้ำในสงกรานต์ การพาบุตรหลานมาสักการะ และการช่วยดูแลวัดเป็นวิธีที่ชุมชนแสดงความเป็นเจ้าของมรดกร่วมกัน เมื่อผู้มาเยือนเข้าใจความหมายนี้ การเที่ยววัดจะเปลี่ยนจากการชมสถานที่เป็นการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา เมือง และผู้คนอย่างลึกซึ้ง
วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้) จึงเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการรู้จักมุกดาหารผ่านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พระพุทธศิลป์ และประเพณีที่ยังมีชีวิต ผู้มาเยือนจะได้สักการะพระพุทธสิงห์สอง เรียนรู้เส้นทางจากเวียงจันทน์และวัดศรีมงคลใต้ ศึกษาร่องรอยเมืองในสมัยเจ้ากินรี และสัมผัสบรรยากาศชุมชนริมโขง หากเดินทางด้วยความเคารพและใช้เวลาสังเกตอย่างละเอียด วัดแห่งนี้จะช่วยเปิดมุมมองต่อมุกดาหารได้มากกว่าการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป
| ชื่อสถานที่ | วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้) |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Wat Si Bun Rueang (Ban Tai) |
| ประเภทสถานที่ | วัดราษฎร์ ศาสนสถานสำคัญ และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองมุกดาหาร |
| ที่ตั้ง | ถนนสำราญชายโขงใต้ ชุมชนศรีบุญเรือง ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร |
| ที่อยู่ | หมู่ 3 ถนนสำราญชายโขงใต้ ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร 49000 |
| พิกัด | 16.53534, 104.73306 |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00–16.30 น. พระอุโบสถอาจปิดชั่วคราวระหว่างประกอบสังฆกรรมหรือกิจของวัด |
| ค่าเข้าชม | ไม่เสียค่าเข้าชม การบริจาคเป็นไปตามความสมัครใจ |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดใช้งานเป็นวัดและศูนย์กลางกิจกรรมคณะสงฆ์ตามปกติ |
| ผู้ดูแล | วัดศรีบุญเรืองและคณะสงฆ์จังหวัดมุกดาหาร |
| เจ้าอาวาสปัจจุบัน | พระราชรัตนโมลี (สมยง กตปุญฺโญ ป.ธ. 7) เจ้าคณะจังหวัดมุกดาหาร |
| ยุคเริ่มก่อตั้ง | ช่วงเริ่มก่อตั้งเมืองมุกดาหาร ประมาณ พ.ศ. 2310–2318 |
| บุคคลสำคัญในการสร้างวัด | เจ้ากินรี หรือพระยาจันทรศรีสุราชอุปราช เจ้าเมืองมุกดาหารคนแรก |
| ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ | เป็นวัดสำคัญบริเวณท้ายเมืองเก่ามุกดาหาร เชื่อมโยงกับการตั้งเมือง การอัญเชิญพระพุทธสิงห์สอง และวิถีชุมชนริมแม่น้ำโขง |
| พระพุทธรูปสำคัญ | พระพุทธสิงห์สอง พระพุทธรูปสำริดศิลปะล้านช้างและได้รับอิทธิพลศิลปะเชียงแสน |
| ขนาดพระพุทธสิงห์สอง | หน้าตักกว้างประมาณ 1 เมตร สูงเฉพาะองค์ถึงยอดพระเมาลีประมาณ 1.20 เมตร |
| ประวัติการอัญเชิญ | เรื่องเล่าท้องถิ่นระบุว่าเจ้ากินรีอัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ ประดิษฐานที่วัดศรีมงคลใต้ ก่อนย้ายมาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดศรีบุญเรือง |
| พระอุโบสถหลังเดิม | หันหน้าไปทางทิศเหนือ ภายในเคยมีจิตรกรรมพุทธประวัติ ภายนอกมีภาพสวรรค์ นรก และคติเรื่องผลของกรรม ปัจจุบันเหลือร่องรอยฐานอาคาร |
| พระอุโบสถหลังปัจจุบัน | เริ่มก่อสร้าง พ.ศ. 2500 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2509 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา พ.ศ. 2513 |
| พื้นที่วัด | พื้นที่เดิมประมาณ 5 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ปัจจุบันมีพื้นที่รวมมากกว่า 6 ไร่หลังการรวมและจัดการเอกสารสิทธิที่ดิน |
| ประเพณีสำคัญ | ประเพณีอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองออกจากพระอุโบสถ แห่รอบเมือง และเปิดให้ประชาชนสรงน้ำในเทศกาลสงกรานต์เป็นประจำทุกปี |
| กำหนดการสงกรานต์ล่าสุดที่ยืนยันได้ | วันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568 มีพิธีสรงน้ำภายในวัดช่วงกลางวัน และขบวนอัญเชิญพระพุทธสิงห์สองเข้าสู่เขตเมืองช่วงบ่าย กำหนดการปีต่อไปให้ยึดประกาศของวัดและเทศบาลเมืองมุกดาหาร |
| โซนต่าง ๆ ภายในวัด | 1. พระอุโบสถและวิหารพระพุทธสิงห์สอง 2. พื้นที่ร่องรอยพระอุโบสถเดิม 3. ศาลาการเปรียญและลานประกอบพิธี 4. พื้นที่กิจกรรมคณะสงฆ์ 5. เขตที่พักสงฆ์ 6. พื้นที่ธรณีสงฆ์และพื้นที่ใกล้แนวแม่น้ำโขง 7. พื้นที่จอดรถและบริการผู้มาเยือน |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่จอดรถ ศาลาพัก ทางเดิน จุดวางรองเท้า ห้องน้ำ และพื้นที่ประกอบพิธีตามที่วัดเปิดให้ใช้ |
| การแต่งกาย | แต่งกายสุภาพ ปกปิดไหล่และเข่า ถอดรองเท้าและหมวกก่อนเข้าอาคารศาสนา |
| การเดินทาง | จากตัวเมืองใช้ถนนพิทักษ์พนมเขตเชื่อมเข้าสู่ถนนสำราญชายโขงใต้ หรือใช้รถรับจ้างจากสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดมุกดาหารมายังชุมชนศรีบุญเรือง |
| ติดต่อสอบถามข้อมูลวัด | สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดมุกดาหาร โทร. 042-611089 และ 042-614090 |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. แนวริมแม่น้ำโขงและถนนสำราญชายโขงใต้ ประมาณ 0.1 กม. 2. ตลาดอินโดจีน มุกดาหาร ประมาณ 1.5 กม. 3. ศาลเจ้าแม่สองนางพี่น้อง ประมาณ 2 กม. 4. วัดศรีมงคลใต้ ประมาณ 2 กม. 5. หอแก้วมุกดาหารเฉลิมพระเกียรติกาญจนาภิเษก ประมาณ 3 กม. 6. วัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ ประมาณ 8 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. นัดพบริมโขง ประมาณ 1 กม. โทร. 086-4596263 2. ร้านบ่าวประดิษฐ์ ประมาณ 1 กม. โทร. 083-2900884 3. ครัวเวียดนาม ประมาณ 2 กม. โทร. 042-614120 4. ร้านพวงเพชร ประมาณ 2 กม. โทร. 083-1440546 5. บ้านลาวญวณ ณ ริมโขง ประมาณ 3 กม. โทร. 042-611111 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. Hotel de Ladda ประมาณ 1 กม. โทร. 042-611499 2. Riverfront Hotel Mukdahan ประมาณ 1 กม. โทร. 042-612948–9 3. Submukda Grand Hotel ประมาณ 2 กม. โทร. 042-633444 4. Ploy Palace Hotel ประมาณ 3 กม. โทร. 042-614988 5. B2 Mukdahan Boutique & Budget Hotel ประมาณ 3 กม. โทร. 1328 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดศรีบุญเรือง (บ้านใต้) เปิดให้เข้าชมวันใดและเวลาใด?
ตอบ: วัดเปิดทุกวัน เวลา 08.00–16.30 น. พระอุโบสถหรือพื้นที่บางส่วนอาจปิดชั่วคราวระหว่างการประกอบสังฆกรรม งานคณะสงฆ์ หรือกิจกรรมสำคัญของวัด
ถาม: พระพุทธสิงห์สองมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: พระพุทธสิงห์สองเป็นพระพุทธรูปสำริดศิลปะล้านช้างที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองมุกดาหารและเป็นศูนย์กลางประเพณีสรงน้ำในเทศกาลสงกรานต์
ถาม: ใครเป็นผู้อัญเชิญพระพุทธสิงห์สองมาประดิษฐานที่วัด?
ตอบ: เจ้ากินรีหรือพระยาจันทรศรีสุราชอุปราช เจ้าเมืองมุกดาหารคนแรก เป็นผู้อัญเชิญพระพุทธสิงห์สอง โดยเรื่องเล่าท้องถิ่นระบุว่าอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ประดิษฐานที่วัดศรีมงคลใต้ก่อนย้ายมายังวัดศรีบุญเรือง
ถาม: พระพุทธสิงห์สองมีขนาดเท่าใด?
ตอบ: องค์พระมีหน้าตักกว้างประมาณ 1 เมตร และสูงจากฐานประทับถึงยอดพระเมาลีประมาณ 1.20 เมตร สร้างด้วยสำริด
ถาม: ประเพณีสรงน้ำพระพุทธสิงห์สองจัดเมื่อใด?
ตอบ: จัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของอำเภอเมืองมุกดาหาร โดยอัญเชิญพระพุทธรูปออกจากวัด แห่เข้าสู่เขตเมือง และเปิดให้ประชาชนสรงน้ำ กำหนดเวลาและเส้นทางให้ยึดประกาศประจำปี
ถาม: ใครเป็นเจ้าอาวาสวัดศรีบุญเรืองในปัจจุบัน?
ตอบ: เจ้าอาวาสปัจจุบันคือพระราชรัตนโมลี (สมยง กตปุญฺโญ ป.ธ. 7) ซึ่งดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดมุกดาหารด้วย
ถาม: วัดศรีบุญเรืองเก็บค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: วัดไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถสักการะและศึกษาประวัติได้โดยไม่มีค่าบัตร ส่วนการบริจาคเพื่อบำรุงวัดเป็นไปตามความสมัครใจ
ถาม: ผู้มาเยือนควรปฏิบัติตัวอย่างไรภายในวัด?
ตอบ: ควรแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าและหมวกก่อนเข้าอาคารศาสนา ลดเสียงพูด ไม่สัมผัสพระพุทธรูปหรือโบราณวัตถุ ไม่เข้าเขตที่พักสงฆ์โดยไม่ได้รับอนุญาต และตรวจป้ายก่อนถ่ายภาพภายในพระอุโบสถ
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 1 สัปดาห์ที่แล้ว




