หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมุกดาหาร >อ.หว้านใหญ่ >ต.หว้านใหญ่ > วัดพระศรีมหาโพธิ์
TL;DR: วัดพระศรีมหาโพธิ์ อยู่ที่บ้านหว้านใหญ่ ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร เปิดทุกวัน เวลา 08.30 - 16.30 น. การเดินทางสะดวก จากตัวเมืองมุกดาหารใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำโขงขึ้นไปทางอำเภอหว้านใหญ่ประมาณ 33 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 40–50 นาที.

มุกดาหาร

วัดพระศรีมหาโพธิ์

วัดพระศรีมหาโพธิ์

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.30 - 16.30 น.
 
วัดพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดมุกดาหาร เป็นวัดเก่าแก่ริมแม่น้ำโขงของบ้านหว้านใหญ่ ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ ซึ่งมีคุณค่าครบทั้งด้านพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น สถาปัตยกรรม และจิตรกรรมพื้นบ้านอีสาน จุดสำคัญที่สุดคือสิมหรือพระอุโบสถเก่าที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459 โดยช่างชาวเวียดนาม ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัยและมีฮูปแต้มเรื่องพระเวสสันดรชาดก รวมถึงภาพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับบนเกวียนระหว่างเสด็จตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอีสาน นอกจากนี้ยังมีอาคารทรงตึกฝรั่ง 2 ชั้นซึ่งเคยใช้เป็นที่ว่าการหว้านใหญ่ในอดีตและได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
 
วัดตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านหว้านใหญ่ ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร มีอาณาเขตด้านตะวันออกติดกับแม่น้ำโขง มองข้ามไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้อย่างชัดเจน ทำเลริมแม่น้ำทำให้วัดมีความสัมพันธ์กับการตั้งถิ่นฐาน การเดินเรือ การประมง การเกษตรริมโขง และการติดต่อระหว่างชุมชนไทย–ลาวมาอย่างต่อเนื่อง บรรยากาศภายในวัดจึงไม่ได้มีเพียงความสงบของศาสนสถาน แต่ยังสะท้อนวิถีเมืองเก่าริมน้ำที่เติบโตขึ้นจากเครือข่ายผู้คนสองฝั่งโขง
 
ชื่อที่ใช้เป็นทางการคือ “วัดพระศรีมหาโพธิ์” ขณะที่บางแหล่งเรียกว่า “วัดศรีมหาโพธิ์” หรือ “วัดโพธิ์ศรี” ชื่อทุกแบบหมายถึงวัดเดียวกันในบ้านหว้านใหญ่ การค้นหาเส้นทางด้วยระบบนำทางควรใช้ชื่อเต็มว่า “วัดพระศรีมหาโพธิ์ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร” เพื่อป้องกันความสับสนกับวัดที่มีชื่อคล้ายกันในจังหวัดอื่น โดยเฉพาะวัดพระศรีมหาโพธิ์ในภาคกลางและภาคเหนือ
 
วัดพระศรีมหาโพธิ์เป็นวัดราษฎร์ในสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอำเภอหว้านใหญ่มายาวนาน พื้นที่วัดประมาณ 6 ไร่เศษมีกำแพงล้อมรอบ ภายในมีทั้งศาสนาคารที่ยังใช้ประกอบพิธี วัตถุทางศาสนา โบราณสถาน และอาคารที่เกี่ยวข้องกับประวัติการปกครองของท้องถิ่น วัดจึงมีบทบาทมากกว่าสถานที่สำหรับไหว้พระ เพราะทำหน้าที่เป็นพื้นที่เก็บรักษาความทรงจำของชุมชนและเป็นหลักฐานของพัฒนาการเมืองหว้านใหญ่ในช่วงกว่า 100 ปีที่ผ่านมา
 
อำเภอหว้านใหญ่เดิมอยู่ในเขตเมืองพาลุกากรภูมิ ซึ่งตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อ พ.ศ. 2409 และขึ้นกับเมืองมุกดาหาร เขตเมืองพาลุกากรภูมิครอบคลุมพื้นที่ริมแม่น้ำโขงตอนเหนือของเมืองมุกดาหาร ก่อนถูกยุบลงเป็นหมู่บ้านใน พ.ศ. 2441 และขึ้นกับท้องที่อำเภอมุกดาหาร ต่อมาจึงตั้งเป็นกิ่งอำเภอหว้านใหญ่เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2521 และยกฐานะเป็นอำเภอหว้านใหญ่เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2536
 
ประวัติการเปลี่ยนแปลงสถานะการปกครองดังกล่าวอธิบายได้ว่าทำไมภายในวัดจึงมีทั้งสิมเก่าและอาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเดิม วัดเคยตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางชุมชนและพื้นที่ราชการในยุคที่ระบบการปกครองท้องถิ่นยังอาศัยวัดเป็นจุดรวมผู้คน อาคารราชการ ศาสนสถาน และที่อยู่อาศัยจึงเกิดขึ้นใกล้กัน โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางคมนาคมหลักก่อนมีถนนสายปัจจุบัน
 
สิมเก่าของวัดพระศรีมหาโพธิ์สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459 หรือ ค.ศ. 1916 ปัจจุบันมีอายุกว่า 110 ปี คำว่า “สิม” เป็นคำเรียกพระอุโบสถในวัฒนธรรมอีสานและลาว ใช้สำหรับประกอบสังฆกรรมสำคัญของพระสงฆ์ เช่น การอุปสมบท การสวดญัตติ และการประชุมสงฆ์ภายในเขตสีมา แม้อาคารจะมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพระอุโบสถสมัยใหม่ แต่ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับจำนวนพระสงฆ์และชุมชนในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 25
 
สิมสร้างโดยช่างชาวเวียดนามในช่วงที่ช่างฝีมือจากเวียดนามและลาวมีบทบาทต่อการก่อสร้างอาคารในลุ่มแม่น้ำโขง ช่างกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญทั้งงานก่ออิฐฉาบปูน โครงสร้างไม้ ซุ้มโค้ง งานแกะสลัก และการประยุกต์รูปแบบตะวันตกเข้ากับสถาปัตยกรรมท้องถิ่น ผลงานที่วัดพระศรีมหาโพธิ์จึงไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมเวียดนามหรืออีสานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเทคนิคของช่างอพยพกับคติการสร้างสิมของชุมชนริมโขง
 
ปี พ.ศ. 2459 เป็นปีสร้างสิม ส่วนปี พ.ศ. 2467–2470 เป็นช่วงสร้างอาคารตึกฝรั่ง 2 ชั้นซึ่งเคยใช้เป็นที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่า อาคารทั้ง 2 หลังมีประวัติและหน้าที่ต่างกัน สิมเป็นพื้นที่ประกอบสังฆกรรมและประดิษฐานพระประธาน ขณะที่อาคารตึกฝรั่งเกี่ยวข้องกับการปกครอง ก่อนเปลี่ยนมาใช้เป็นกุฏิสงฆ์ ศูนย์เรียนรู้ และห้องสมุดประชาชนในเวลาต่อมา การแยกปีสร้างของอาคารทั้งสองช่วยให้เข้าใจพัฒนาการของวัดได้ถูกต้อง
 
รูปแบบของสิมจัดอยู่ในกลุ่มสิมทึบขนาดเล็กผสมกึ่งสิมโปร่ง มีความยาว 4 ช่วงเสา ตัวอาคารส่วนในก่อผนังทึบ ขณะที่ด้านหน้าทำเป็นมุขหรือพาไลเปิดโล่ง ช่วยสร้างพื้นที่เปลี่ยนผ่านจากลานวัดเข้าสู่เขตศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะกึ่งทึบกึ่งโปร่งเหมาะกับภูมิอากาศร้อนชื้น เพราะมุขด้านหน้าช่วยบังแดดและฝน พร้อมเปิดพื้นที่ให้อากาศถ่ายเทก่อนเข้าสู่ห้องพระประธาน
 
ฐานอาคารก่ออิฐฉาบปูน ความกว้างภายในประมาณ 4.10 เมตร ความยาวส่วนห้องสิมประมาณ 5.60 เมตร โดยยังไม่รวมมุขหน้าและหลังคาเกย ความสูงจากพื้นดินถึงเชิงชายประมาณ 2.90 เมตร ส่วนความยาวรวมตามแนวฐานแอวขันประมาณ 9.90 เมตร เสารับหลังคาเกยด้านหน้าสูงประมาณ 1.90 เมตร ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสิมมีขนาดกะทัดรัด แต่มีการแบ่งพื้นที่และจัดสัดส่วนอย่างเป็นระบบ
 
หลังคาหลักเป็นทรงจั่วสูง มีปีกหลังคายื่นคลุมทั้ง 4 ด้านในลักษณะคล้ายหลังคาปั้นหยา ช่วยปกป้องผนังจากแดดและฝน ด้านหน้ามีมุขโล่ง 2 ตอน ตอนแรกอยู่ใต้แนวหลังคาปีก ส่วนตอนที่ 2 คลุมด้วยหลังคาทรงเกยซึ่งในวัฒนธรรมไทและผู้ไทเรียกว่า “กะเติ๊บ” การซ้อนพื้นที่หลังคาหลายระดับทำให้อาคารดูมีมิติและช่วยลดความร้อนก่อนเข้าสู่ภายใน
 
หลังคาเดิมมุงด้วยแป้นเกล็ดหรือแผ่นไม้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสังกะสีเพื่อป้องกันฝนและช่วยยืดอายุการใช้งาน เครื่องบนหลังคาเป็นโครงไม้ทั้งหมด ขื่อและเสาหลักมีขนาดประมาณ 30 × 30 เซนติเมตร แสดงถึงการเลือกใช้ไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่และความเข้าใจด้านโครงสร้างของช่าง แม้สิมจะมีขนาดเล็ก แต่ชิ้นส่วนรับน้ำหนักได้รับการสร้างอย่างแข็งแรง เพื่อรองรับหลังคาจั่วสูงและชายคาที่แผ่ออกโดยรอบ
 
หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแกะสลักลวดลายลงบนเนื้อไม้ ลวดลายสำคัญประกอบด้วยลายก้านดกและลายขัดซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากลายจักสานพื้นบ้าน การนำลายจักสานมาถ่ายทอดเป็นงานแกะไม้ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานสถาปัตยกรรมกับเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชุมชนอีสาน ลวดลายไม่ได้เน้นความละเอียดแบบงานราชสำนัก แต่มีจังหวะที่ชัด แข็งแรง และสอดคล้องกับขนาดของอาคาร
 
ขื่อ อะเส และส่วนประกอบโครงสร้างภายในมีงานแกะสลักต่อเนื่องกับหน้าบัน ทำให้ลวดลายไม่ได้ทำหน้าที่เป็นของประดับภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างจริง วิธีทำงานเช่นนี้สะท้อนความสามารถของช่างที่ออกแบบงานรับน้ำหนักและงานศิลป์ไปพร้อมกัน ผู้เข้าชมควรเงยดูโครงไม้ด้านบนอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นรายละเอียดที่อาจมองข้ามเมื่อสนใจเฉพาะภาพจิตรกรรมบนผนัง
 
คันทวยรูปนาคถูกใช้รองรับและประดับบริเวณเสา ช่วยเชื่อมความหมายทางพระพุทธศาสนากับหน้าที่ด้านโครงสร้าง นาคเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำโขง เกี่ยวข้องกับสายน้ำ ความอุดมสมบูรณ์ และการปกป้องพระพุทธศาสนา รูปนาคในสิมจึงไม่ใช่เพียงเครื่องตกแต่ง แต่ช่วยกำหนดอัตลักษณ์ของอาคารให้สัมพันธ์กับโลกทัศน์ของชุมชนไทย–ลาวริมโขง
 
เสารับมุขด้านหน้าเป็นเสาสี่เหลี่ยม แต่งบัวหัวเสาด้วยปูนปั้นรูปกลีบบัว ส่วนเพิงด้านหน้าที่เห็นในปัจจุบันเป็นส่วนต่อเติมภายหลัง เดิมบันไดมีทางขึ้น 2 ด้าน ก่อนปรับเป็นทางขึ้นตรงกลางด้านหน้าเพียงทางเดียว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้รูปแบบทางเข้าต่างจากสภาพแรกสร้าง ผู้ที่ศึกษาสถาปัตยกรรมควรพิจารณาส่วนดั้งเดิมและส่วนต่อเติมแยกจากกัน เพื่อเข้าใจลำดับการบูรณะของอาคาร
 
ช่องหน้าต่างของสิมมีลูกกรงไม้กลึง รูปทรงคล้ายลูกมะหวด และมีช่องแสงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กอีกด้านละ 1 ช่อง ช่องเปิดขนาดจำกัดช่วยควบคุมแสงภายในไม่ให้สว่างจนเกินไป ขณะเดียวกันยังช่วยให้อากาศหมุนเวียนและสร้างบรรยากาศสงบเหมาะกับการประกอบพิธี แสงธรรมชาติที่ลอดผ่านลูกกรงยังทำให้ภาพบนผนังเปลี่ยนระดับความชัดเจนตามช่วงเวลาของวัน
 
ห้องท้ายของสิมก่อผนังปิดทึบจรดขื่อ และเป็นตำแหน่งประดิษฐานพระประธานปูนปั้นปางมารวิชัย พระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิราบ มีสัดส่วนและพุทธลักษณะที่สง่างาม องค์พระส่วนหนึ่งฝังเข้าไปในผนังประมาณ 1 ใน 3 และมีการปั้นกรอบปูนรอบองค์พระ วิธีจัดวางเช่นนี้ทำให้พระประธานเชื่อมเป็นส่วนเดียวกับผนังและจิตรกรรมเบื้องหลัง ไม่ได้แยกออกมาเป็นวัตถุลอยตัวกลางห้อง
 
ฐานชุกชีได้รับการออกแบบเฉพาะให้รองรับสัดส่วนของพระประธาน ฐานไม่ได้มีขนาดใหญ่จนรบกวนพื้นที่ภายใน แต่ยกองค์พระให้สูงพอเป็นศูนย์กลางสายตา เส้นฐานและกรอบปูนช่วยสร้างความต่อเนื่องระหว่างพระประธานกับผนังด้านหลัง เมื่อผู้เข้าชมยืนบริเวณประตู ภาพพระประธาน ฐานชุกชี และฮูปแต้มจึงรวมเป็นองค์ประกอบเดียวกันอย่างสมดุล
 
จิตรกรรมฝาผนังภายในสิมเรียกว่า “ฮูปแต้ม” ซึ่งเป็นคำอีสานหมายถึงภาพเขียนหรือรูปแต้มบนผนัง ฮูปแต้มปรากฏบนผนัง 3 ด้าน เริ่มจากด้านหลังพระประธานแล้วต่อเนื่องอ้อมไปทางซ้ายและขวาจนถึงบริเวณหน้าต่าง ภาพทั้งหมดไม่ได้เป็นเพียงงานประดับศาสนาคาร แต่ทำหน้าที่ถ่ายทอดพุทธประวัติ นิทานชาดก คติธรรม ประวัติศาสตร์ และภาพชีวิตร่วมสมัยให้คนในชุมชนเรียนรู้ผ่านการมองเห็น
 
เนื้อหาหลักของจิตรกรรมคือพระเวสสันดรชาดก เรื่องราวพระชาติสุดท้ายก่อนที่พระโพธิสัตว์จะประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระเวสสันดรทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างสูงสุด ตั้งแต่การพระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์ การเสด็จออกจากเมืองพร้อมพระนางมัทรีและพระโอรสธิดา ไปจนถึงการบริจาคพระกัณหา พระชาลี และพระนางมัทรี ก่อนเหตุการณ์คลี่คลายและเสด็จกลับครองเมือง
 
พระเวสสันดรชาดกมีความสำคัญต่อชุมชนอีสานอย่างมาก เพราะเชื่อมโยงกับประเพณีบุญผะเหวดหรือเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองของชาวอีสาน การฟังเทศน์พระเวสสันดรชาดกครบ 13 กัณฑ์ภายในวันเดียวถือเป็นกุศลสำคัญ ฮูปแต้มภายในสิมจึงช่วยให้ผู้ฟังเทศน์มองเห็นตัวละคร เหตุการณ์ ป่า เมือง และการเดินทาง ทำให้เรื่องธรรมะที่ซับซ้อนเข้าถึงคนทุกวัยได้ง่ายขึ้น
 
ภาพแต่ละตอนถูกแบ่งออกด้วยเส้นแถบสีดำ อาคาร ต้นไม้ ทิวเขา และระดับน้ำหนักของสี ช่างไม่ได้แบ่งพื้นที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมแบบตายตัวทุกตอน แต่ใช้สิ่งแวดล้อมภายในภาพช่วยเชื่อมและแยกเหตุการณ์ ผู้ชมจึงสามารถติดตามเรื่องราวได้ต่อเนื่องไปตามผนัง วิธีเล่าเรื่องเช่นนี้ทำให้จิตรกรรมมีจังหวะคล้ายการอ่านหนังสือภาพขนาดใหญ่ซึ่งล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์
 
นอกจากเรื่องพระเวสสันดรชาดกแล้ว ยังมีภาพเหตุการณ์ที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับนั่งอยู่บนเกวียนระหว่างเสด็จตรวจราชการหัวเมืองมณฑลอีสาน การนำเหตุการณ์ร่วมสมัยมาเขียนไว้บนผนังสิมทำให้ฮูปแต้มของวัดพระศรีมหาโพธิ์มีคุณค่าแตกต่างจากจิตรกรรมที่เล่าเฉพาะเรื่องพุทธประวัติหรือชาดก
 
กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและเสด็จตรวจราชการหัวเมืองมณฑลนครราชสีมา มณฑลอุดร และมณฑลอีสานใน พ.ศ. 2449 การเดินทางในสมัยนั้นต้องใช้ทั้งรถไฟ เรือ ม้า และเกวียน ภาพพระองค์ประทับบนเกวียนจึงสะท้อนสภาพการคมนาคมและการบริหารราชการในช่วงปฏิรูประบบมณฑลเทศาภิบาล ก่อนที่สิมจะสร้างขึ้นประมาณ 10 ปี
 
ภาพดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะหลักฐานความทรงจำของท้องถิ่น ช่างแต้มไม่ได้มองประวัติศาสตร์ราชการเป็นสิ่งแยกจากชีวิตชุมชน แต่บันทึกบุคคลสำคัญและการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองไว้ร่วมกับเรื่องพระเวสสันดรชาดก บนผนังเดียวกันจึงมีทั้งโลกของพระโพธิสัตว์ โลกของคนธรรมดา และโลกของการปกครองสมัยใหม่
 
ช่างแต้มใช้สีขาว สีดินแดง และสีครามเป็นสีหลัก วรรณะรวมของภาพออกเป็นสีดินแดงอมเทา คล้ายสีทรายริมแม่น้ำโขง สีถูกทาอย่างบางและโปร่งในลักษณะใกล้เคียงสีน้ำ ส่วนที่ต้องการเน้นจะเพิ่มความเข้มหรือตัดเส้น ทำให้เกิดระดับน้ำหนักและมิติ แตกต่างจากฮูปแต้มอีสานหลายแห่งที่นิยมปล่อยพื้นหลังเป็นสีขาวและใช้เส้นเข้มเป็นองค์ประกอบหลัก
 
ผิวเนื้อของตัวละครมักใช้สีขาวและมีน้ำหนักเข้มกว่าสีส่วนอื่น เครื่องแต่งกาย สัตว์ อาคาร และรายละเอียดบางจุดถูกตัดเส้นเพื่อแยกรูปทรงออกจากพื้นหลัง ช่างยังใช้วิธีผสมสีแท้กับสีขาวเพื่อลดความสด หรือเจือสีด้วยน้ำให้โปร่งบาง ทำให้ภาพมีบรรยากาศนุ่มนวล แม้จำนวนสีที่ใช้ไม่มาก แต่สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างตัวละคร ฉาก และช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน
 
การใช้แสงและเงาหรือระดับอ่อนแก่ของสีทำให้จิตรกรรมมีมิติมากกว่างานพื้นบ้านแบบ 2 มิติทั่วไป ช่างใช้วิธีไล่น้ำหนักบนอาคาร ภูเขา เครื่องแต่งกาย และกลุ่มตัวละคร ทำให้พื้นที่ด้านหน้าและด้านหลังแยกจากกันโดยไม่ต้องใช้หลักทัศนียภาพแบบตะวันตกอย่างสมบูรณ์ เทคนิคนี้แสดงให้เห็นว่าช่างแต้มเข้าใจทั้งจิตรกรรมประเพณีและแนวคิดเรื่องปริมาตรที่แพร่เข้ามาพร้อมสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
 
ภาพต้นไม้บางส่วนใช้การตัดเส้นใบทีละส่วน ขณะที่บางตอนใช้วิธีตบสีเพื่อสร้างพุ่มและมวลของต้นไม้ ความแตกต่างของวิธีเขียนช่วยทำให้ฉากธรรมชาติไม่ซ้ำกันทั้งผนัง ทิวเขา แม่น้ำ ป่า และอาคารทำหน้าที่ทั้งสร้างบรรยากาศและแบ่งตอนของเรื่อง การสังเกตฉากหลังจึงมีความสำคัญไม่แพ้การมองตัวละครหลัก
 
พื้นผนังสำหรับเขียนภาพได้รับการเตรียมด้วยทรายเม็ดละเอียดซึ่งสัมพันธ์กับทรายริมแม่น้ำโขง ผสมกับวัสดุประสานโดยไม่เติมสีขาวจากผงเปลือกหอยหรือเถ้าไม้แบบที่พบในบางพื้นที่ ผิวที่ได้มีลักษณะคล้ายกระดาษทรายละเอียดและมีสีดินอ่อนอยู่แล้ว เมื่อเขียนด้วยสีดินแดง สีน้ำตาล สีคราม และสีขาว จึงเกิดบรรยากาศกลมกลืนเป็นธรรมชาติ
 
เทคนิคการเตรียมผนังนี้ทำให้ฮูปแต้มมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ผิวที่มีเม็ดทรายและสีบางก็เปราะบางต่อการเสียดสี ความชื้น ฝุ่น ควัน และการสัมผัส ผู้เข้าชมไม่ควรใช้นิ้วลูบภาพ พิงผนัง หรือใช้แฟลชในระยะใกล้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความชื้นจากผู้เข้าชมจำนวนมากยังส่งผลต่อจิตรกรรมได้ จึงควรทยอยเข้าชมครั้งละไม่กี่คน
 
ด้านนอกสิมยังมีภาพราหูบนผนังด้านเหนือและภาพนกบนผนังด้านใต้ ราหูเป็นสัญลักษณ์ที่พบในความเชื่อเกี่ยวกับสุริยุปราคา จันทรุปราคา และการคุ้มครองศาสนสถาน ส่วนภาพนกสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติและคติเรื่องสัตว์มงคล การวางภาพไว้ภายนอกช่วยสร้างชั้นความหมายระหว่างโลกนอกอาคารกับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาภายใน
 
สิ่งก่อสร้างสำคัญอีกหลังคืออาคารที่ว่าการหว้านใหญ่เดิม สร้างระหว่าง พ.ศ. 2467–2470 โดยช่างชาวเวียดนามและช่างจากชุมชนลุ่มน้ำโขง อาคารนี้มีอายุประมาณ 100 ปีและได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน พื้นที่โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนประมาณ 1 ไร่ 1 งาน 55.79 ตารางวา อาคารจึงได้รับการคุ้มครองทั้งในฐานะงานสถาปัตยกรรมและหลักฐานประวัติศาสตร์การปกครองของอำเภอหว้านใหญ่
 
อาคารเก่าเป็นตึกฝรั่ง 2 ชั้น มีแผนผังรูปตัวทีหรือ T ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออกและทำเป็นมุขยื่น ชั้นล่างยกพื้นไม่สูงมาก ส่วนหน้าทำเป็นโถงเปิดโล่ง มีบันไดขึ้นด้านหน้าและบริเวณปีกซ้าย–ขวา ส่วนหลังแบ่งเป็นห้อง ระหว่างช่วงเสาใช้ซุ้มวงโค้งซึ่งเป็นองค์ประกอบที่แพร่หลายในอาคารราชการและอาคารพาณิชย์แบบยุโรปช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7
 
ชั้นที่ 2 มีรูปแบบใกล้เคียงชั้นล่าง ด้านหน้าเป็นโถงและระเบียง ส่วนหลังแบ่งเป็นห้อง ระหว่างช่วงเสามีราวระเบียงและซุ้มโค้ง ส่วนหัวเสาได้รับการออกแบบให้ต่อเนื่องกับแนวโค้ง ทำให้ด้านหน้าอาคารมีจังหวะสม่ำเสมอ หลังคาส่วนมุขด้านหน้าเป็นทรงจั่ว ส่วนหลังเป็นทรงปั้นหยาและมุงกระเบื้องดินเผา
 
หน้าจั่วด้านหน้าประดับรูปครุฑ ซึ่งเป็นตราที่ใช้กับสถานที่ราชการ จึงสนับสนุนประวัติว่าอาคารเคยใช้เป็นที่ทำการหว้านใหญ่ ก่อนย้ายหน่วยงานราชการออกไป อาคารถูกปรับใช้เป็นกุฏิสงฆ์ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน และห้องสมุดประชาชน การใช้งานต่อเนื่องช่วยให้อาคารไม่ถูกทิ้งร้าง ขณะเดียวกันต้องระมัดระวังไม่ให้การปรับใช้ใหม่ทำลายผังและรายละเอียดเดิม
 
เมื่อมองอาคารตึกฝรั่งร่วมกับสิม จะเห็นบทบาทของช่างเวียดนามต่อภูมิทัศน์สถาปัตยกรรมหว้านใหญ่อย่างชัดเจน สิมใช้รูปแบบพื้นบ้านอีสานเป็นแกนหลักแล้วเสริมเทคนิคงานปูน งานไม้ และการจัดช่องเปิด ส่วนอาคารราชการนำภาษาสถาปัตยกรรมยุโรปมาใช้โดยตรงมากกว่า อาคารทั้งสองจึงเป็นหลักฐานของการเดินทางของช่าง ความรู้ และรูปแบบศิลปกรรมตามเส้นทางแม่น้ำโขง
 
ภายในวัดยังมีหอพระไตรปิฎก อาคารสงฆ์ พระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางนาคปรก ลานประกอบพิธี และพื้นที่ชมทิวทัศน์แม่น้ำโขง พระพุทธรูปปางนาคปรกแสดงเหตุการณ์ที่พญามุจลินท์นาคราชแผ่พังพานปกป้องพระพุทธเจ้าจากลมฝนหลังตรัสรู้ รูปนาคมีความหมายสอดคล้องกับอัตลักษณ์ลุ่มน้ำโขงซึ่งนับถือนาคในฐานะผู้คุ้มครองสายน้ำและพระพุทธศาสนา
 
แม่น้ำโขงด้านหน้าวัดเปลี่ยนลักษณะตามฤดูกาล ช่วงฤดูน้ำหลากผืนน้ำกว้างและกระแสน้ำไหลแรง ส่วนฤดูแล้งระดับน้ำลดลงจนเห็นหาดทราย สันดอน และเกาะแก่งกลางลำน้ำ พื้นที่ที่โผล่พ้นน้ำมีตะกอนและแร่ธาตุสะสม ชุมชนสองฝั่งโขงใช้ปลูกพืชผักตามฤดูกาล ขณะเดียวกันแม่น้ำยังเป็นแหล่งประมงของครัวเรือนในอำเภอหว้านใหญ่
 
ทิวทัศน์ริมแม่น้ำช่วยให้เข้าใจว่าศิลปกรรมภายในวัดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว รูปนาค สีดินในจิตรกรรม ทรายที่ใช้เตรียมผนัง อาชีพของชาวบ้าน และการเดินทางของช่างล้วนสัมพันธ์กับแม่น้ำโขง สายน้ำจึงเป็นทั้งทรัพยากร เส้นทางคมนาคม พรมแดน และพื้นที่วัฒนธรรมที่เชื่อมประเทศไทยกับลาวเข้าด้วยกัน
 
วัดพระศรีมหาโพธิ์ยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนพิธีและประเพณีสำคัญของชาวหว้านใหญ่ เช่น การทำบุญวันพระ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา เข้าพรรษา ออกพรรษา กฐิน และบุญผะเหวดหรือเทศน์มหาชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างบุญผะเหวดกับฮูปแต้มพระเวสสันดรชาดกทำให้สิมมีบทบาทเสมือนหนังสือภาพประกอบการเทศน์ซึ่งคนในชุมชนใช้เรียนรู้คติเรื่องทานบารมีมาอย่างต่อเนื่อง
 
ในงานบุญผะเหวด ชุมชนจะร่วมกันจัดเครื่องสักการะ ตกแต่งพื้นที่ ฟังเทศน์ และประกอบกิจกรรมส่วนรวม เรื่องพระเวสสันดรชาดกไม่ได้เป็นเพียงนิทานศาสนา แต่เป็นกรอบอธิบายคุณค่าของการเสียสละ ความเอื้อเฟื้อ และความสามัคคี ฮูปแต้มภายในสิมจึงมีความหมายเพิ่มขึ้นเมื่อมองร่วมกับพิธีกรรมที่ยังสืบทอดอยู่ ไม่ควรแยกภาพออกจากบริบทการใช้งานของวัด
 
เจ้าอาวาสวัดพระศรีมหาโพธิ์คือ พระครูมหาโพธิธรรมากร (แก้วทวี) ซึ่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระอธิการแก้วทวีเป็นพระครูมหาโพธิธรรมากรใน พ.ศ. 2565 และยังปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสในกิจกรรมของชุมชนช่วง พ.ศ. 2568 วัดยังมีพระสงฆ์จำพรรษาและใช้พื้นที่ประกอบศาสนกิจตามปกติ ผู้เข้าชมจึงควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมทางศาสนาก่อนการท่องเที่ยวหรือถ่ายภาพ
 
การเดินชมวัดสามารถแบ่งเป็น 6 พื้นที่สำคัญ เริ่มจากลานวัดและเขตสักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ จากนั้นชมสิมเก่าและฮูปแต้ม เดินต่อไปยังหอพระไตรปิฎก ชมอาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่า เยี่ยมพื้นที่ห้องสมุดหรือศูนย์เรียนรู้เมื่อเปิดให้บริการ และปิดท้ายด้วยการชมทิวทัศน์แม่น้ำโขง การแบ่งพื้นที่เช่นนี้เป็นแนวทางสำหรับการเดินชม ไม่ใช่โซนจำหน่ายบัตรหรือพื้นที่พาณิชย์
 
สิมควรเป็นจุดที่ใช้เวลามากที่สุด ก่อนเข้าอาคารควรถอดรองเท้า ตรวจสอบว่ามีพิธีหรือพระสงฆ์ใช้งานอยู่หรือไม่ และเข้าไปครั้งละไม่กี่คน ช่วงแรกควรมองภาพรวมจากประตูเพื่อเห็นพระประธาน ฐานชุกชี และผนังทั้ง 3 ด้านเป็นองค์ประกอบเดียวกัน จากนั้นจึงค่อยเดินดูภาพทีละตอนโดยไม่เข้าใกล้ผนังมากเกินไป
 
การดูฮูปแต้มควรเริ่มจากด้านหลังพระประธานแล้วไล่ตามผนังซ้ายและขวา ผู้ชมสามารถสังเกตเส้นแบ่งเรื่อง ตัวละคร อาคาร ป่า ภูเขา สัตว์ และเครื่องแต่งกาย ก่อนมองหาภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพบนเกวียน การดูตามลำดับช่วยให้เข้าใจว่าภาพประวัติศาสตร์ถูกวางไว้ร่วมกับเรื่องชาดกอย่างไร และช่างใช้เหตุการณ์ต่างยุคสร้างโลกภาพเดียวกันได้อย่างกลมกลืน
 
แสงภายในค่อนข้างจำกัดเพื่อรักษาบรรยากาศของสิมและลดผลกระทบต่อจิตรกรรม ผู้เข้าชมไม่ควรเปิดแฟลชหรือใช้ไฟส่องที่มีความร้อนสูง หากต้องการถ่ายภาพควรเพิ่มความไวแสงของกล้อง ใช้มือจับกล้องให้นิ่ง และหลีกเลี่ยงการตั้งขาตั้งในทางเดิน การถ่ายภาพเชิงพาณิชย์ การใช้ไฟเพิ่มเติม หรือการถ่ายทำเป็นคณะควรติดต่อวัดล่วงหน้า
 
อาคารตึกฝรั่งควรชมจากด้านหน้าก่อนเพื่อสังเกตรูปครุฑ มุขยื่น ซุ้มโค้ง และแนวระเบียง จากนั้นจึงเดินดูด้านข้างเพื่อเข้าใจแผนผังตัว T และความแตกต่างระหว่างหลังคาจั่วกับหลังคาปั้นหยา หากอาคารเปิดเป็นห้องสมุดหรือศูนย์เรียนรู้ ควรปฏิบัติตามเวลาบริการและไม่เข้าไปในห้องที่ปิดไว้ เนื่องจากอาคารเป็นโบราณสถานที่ต้องควบคุมการใช้งาน
 
ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ เสื้อปิดไหล่ กางเกงหรือกระโปรงยาวคลุมเข่าหรือยาวกว่า ถอดหมวกและรองเท้าก่อนเข้าสิม ไม่ยืนหันหลังชิดพระประธานเพื่อถ่ายภาพในท่าที่ไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสียงดัง และไม่ใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นฉากถ่ายภาพแฟชั่น การเคารพสถานที่ช่วยให้วัดสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวควบคู่กับการประกอบศาสนกิจได้อย่างเหมาะสม
 
ห้ามสัมผัสจิตรกรรม งานปูนปั้น งานแกะไม้ ลูกกรง และส่วนประกอบอาคารเก่า ไม่ควรใช้มือพิงผนังขณะก้มดูภาพด้านล่าง และไม่ควรนำกระเป๋าเป้ใบใหญ่เข้าไปในสิม เพราะอาจกระแทกผนังโดยไม่ตั้งใจ เด็กควรอยู่ในการดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด โดยอธิบายให้เข้าใจว่าสิมเป็นโบราณสถานและยังเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้งานจริง
 
ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการเข้าชมคือ 08.30–10.30 น. หรือ 14.30–16.00 น. ช่วงเช้าอากาศไม่ร้อนและมีแสงนุ่ม ส่วนช่วงบ่ายสามารถเดินต่อไปยังริมน้ำเพื่อชมทิวทัศน์แม่น้ำโขงได้ ก่อนเดินทางกลับควรออกจากอาคารสำคัญก่อนเวลา 16.30 น. เพราะสิมและอาคารเก่าอาจปิดตามเวลาที่ผู้ดูแลกำหนด แม้พื้นที่ลานวัดจะยังเข้าถึงได้
 
ฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เหมาะกับการเดินชมวัดและท่องเที่ยวหลายจุดในอำเภอหว้านใหญ่ อากาศเช้าและเย็นสบาย ส่วนฤดูร้อนควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ฤดูฝนทำให้ทิวทัศน์ริมโขงเขียวสด แต่บันไดไม้ พื้นปูน และทางเดินรอบอาคารอาจลื่น จึงควรสวมรองเท้าที่เกาะพื้นได้ดี
 
วัดเปิดให้สักการะและเยี่ยมชมทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. ไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้ที่ต้องการสอบถามการเปิดสิม การเข้าชมเป็นคณะ หรือการถ่ายทำ สามารถติดต่อวัดได้ที่หมายเลข 042-699311, 087-2607377 และ 084-9272424 การโทรแจ้งล่วงหน้ามีความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา นักวิจัย และคณะท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมจิตรกรรมภายในอย่างละเอียด
 
การเดินทาง จากตัวเมืองมุกดาหารใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำโขงขึ้นไปทางอำเภอหว้านใหญ่ ระยะทางประมาณ 33 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 40–50 นาทีตามสภาพการจราจร สามารถใช้ถนนชยางกูรแล้วเชื่อมเข้าสู่ถนนท้องถิ่น หรือใช้เส้นทางเลียบโขงผ่านพื้นที่สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 และตำบลชะโนด เมื่อเข้าสู่บ้านหว้านใหญ่ให้ค้นหาชื่อวัดในระบบนำทาง
 
พิกัดวัดอยู่ประมาณ 16.7139, 104.7550 บนถนนทางหลวงชนบทในเขตตำบลหว้านใหญ่ วัดตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโขงและศูนย์กลางชุมชนจึงหาไม่ยาก ผู้ขับรถควรลดความเร็วเมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน ระวังรถจักรยานยนต์ คนเดินเท้า และกิจกรรมของชุมชน บริเวณงานบุญหรือวันสำคัญอาจมีรถจอดตามแนวถนน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้าน
 
รถยนต์ส่วนตัวและรถเช่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด เพราะช่วยให้เดินทางต่อไปยังวัดมโนภิรมย์ สักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี แก่งกะเบา และร้านอาหารในตำบลป่งขามได้ภายในวันเดียว ผู้ที่ไม่มีรถส่วนตัวสามารถใช้รถรับจ้างจากตัวเมืองมุกดาหารหรืออำเภอหว้านใหญ่ แต่ควรนัดหมายเวลาเดินทางกลับล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีบริการรถโดยสารที่เข้าออกหน้าวัดถี่ตลอดวัน
 
ภายในวัดมีพื้นที่สำหรับจอดรถในบริเวณที่ชุมชนและวัดจัดไว้ ผู้มาเยือนควรหลีกเลี่ยงการจอดประชิดสิม อาคารโบราณ หรือประตูทางเข้าออก ไม่จอดกีดขวางเส้นทางขบวนพิธี และไม่ขับรถเข้าไปในลานกิจกรรมเมื่อมีงานบุญ หากเดินทางด้วยรถบัสควรประสานวัดล่วงหน้าเพื่อกำหนดจุดรับ–ส่งและพื้นที่กลับรถที่ไม่กระทบต่ออาคารเก่า
 
วัดมโนภิรมย์และหาดมโนภิรมย์อยู่ห่างออกไปประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นจุดเที่ยวต่อที่เหมาะที่สุด วัดมโนภิรมย์มีสิมและสถาปัตยกรรมเก่าริมโขง ส่วนหาดมโนภิรมย์ปรากฏชัดในฤดูแล้งเมื่อระดับน้ำลด การเที่ยววัดพระศรีมหาโพธิ์ร่วมกับวัดมโนภิรมย์ช่วยให้เห็นความแตกต่างของสิมพื้นบ้าน การใช้ไม้ งานปูน และความสัมพันธ์ของวัดกับชุมชนริมแม่น้ำ
 
สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 มุกดาหาร–สะหวันนะเขตอยู่ห่างประมาณ 14 กิโลเมตร เป็นโครงสร้างสำคัญที่เปลี่ยนระบบการเดินทางข้ามแม่น้ำโขงจากเรือมาเป็นถนน สะพานช่วยเชื่อมการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทยกับลาว และเป็นภาพเปรียบเทียบที่น่าสนใจกับภาพการเดินทางด้วยเกวียนของกรมพระยาดำรงราชานุภาพบนผนังสิม
 
สักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี วัดสองคอน อยู่ห่างประมาณ 15 กิโลเมตร เป็นอนุสรณ์สถานของบุญราศีมรณสักขีแห่งประเทศไทย 7 ท่าน และเป็นงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับรางวัล การเที่ยววัดพุทธเก่าแก่และสักการสถานคาทอลิกในวันเดียวกันทำให้เห็นความหลากหลายทางศาสนาและประวัติชุมชนริมแม่น้ำโขงของอำเภอหว้านใหญ่
 
แก่งกะเบาและพญาศรีภุชงค์มุกดานาคราชอยู่ห่างประมาณ 22 กิโลเมตร เหมาะสำหรับปิดท้ายเส้นทางในช่วงบ่าย แก่งกะเบาเป็นแก่งหินริมแม่น้ำโขงซึ่งเห็นชัดในฤดูแล้ง มีร้านหมูหันและอาหารพื้นถิ่นหลายแห่ง ส่วนประติมากรรมพญานาคสีขาวสะท้อนความเชื่อเรื่องนาคในลุ่มน้ำโขงซึ่งเชื่อมโยงกับคันทวยนาคและพระพุทธรูปปางนาคปรกภายในวัดพระศรีมหาโพธิ์
 
ร้านอาหารใกล้วัดมีทั้งร้านอาหารท้องถิ่น คาเฟ่ และร้านริมแม่น้ำ ครัวหว้านใหญ่คาเฟ่อยู่ใกล้ศูนย์กลางชุมชน เหมาะกับอาหารจานเดียว เครื่องดื่ม และการพักระหว่างเที่ยว ส่วน 62GardenCafé อยู่ทางตอนใต้ของอำเภอ มีอาหารไทย อาหารเวียดนาม และกาแฟ ร้านในตำบลป่งขามและแก่งกะเบาเหมาะสำหรับผู้ที่วางแผนเที่ยวสักการสถานสองคอนหรือแก่งกะเบาต่อ
 
หมูหันแก่งกะเบาเป็นอาหารขึ้นชื่อของพื้นที่ ร้านศิริชัยหมูหันและร้านทัดดาวหมูหันให้บริการอาหารอีสาน อาหารไทย ปลาแม่น้ำ และหมูหันหนังกรอบ การสั่งหมูหันทั้งตัวควรโทรจองล่วงหน้า โดยเฉพาะวันหยุดและช่วงเทศกาล กลุ่มขนาดเล็กสามารถเลือกเมนูส้มตำ ไก่ย่าง ลาบ ต้มปลา และอาหารตามสั่งแทนได้
 
ที่พักในอำเภอหว้านใหญ่มีจำนวนไม่มากและส่วนใหญ่เป็นรีสอร์ตหรือโฮมสเตย์ขนาดเล็ก ผู้ที่ต้องการพักใกล้วัดสามารถสอบถามยวงสุวรรณรีสอร์ตหรือบ้านอุ่นไอดินโฮมสเตย์ ส่วนผู้ที่เที่ยวแก่งกะเบาสามารถเลือกขุนหว้านรีสอร์ตหรือแก่งกะเบารีสอร์ต นักท่องเที่ยวที่ต้องการโรงแรมพร้อมบริการครบสามารถพักในตัวเมืองมุกดาหาร แล้วขับรถมายังวัดในตอนเช้า
 
ก่อนจองที่พักท้องถิ่นควรโทรสอบถามสถานะห้อง ราคา เวลาเช็กอิน และตำแหน่งจริงโดยตรง เพราะรีสอร์ตขนาดเล็กบางแห่งไม่ได้เปิดระบบจองออนไลน์ตลอดเวลา ในช่วงเทศกาลแข่งเรือ งานบุญราศีสองคอน และวันหยุดยาว ห้องพักใกล้แม่น้ำโขงอาจเต็มเร็วกว่าปกติ การสำรองห้องล่วงหน้าช่วยให้จัดเส้นทางวัดพระศรีมหาโพธิ์–วัดสองคอน–แก่งกะเบาได้สะดวกขึ้น
 
วัดพระศรีมหาโพธิ์เหมาะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ผู้สนใจศิลปกรรมจะได้ศึกษาฮูปแต้ม เทคนิคสี และงานแกะไม้ ผู้สนใจประวัติศาสตร์จะได้เห็นภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพและอาคารราชการเก่า นักศึกษาสถาปัตยกรรมสามารถเปรียบเทียบสิมพื้นบ้านกับตึกฝรั่ง ส่วนครอบครัวสามารถใช้สถานที่เป็นห้องเรียนเรื่องชาดก ประวัติชุมชน และการอนุรักษ์โบราณสถาน
 
ผู้สูงอายุและผู้ใช้รถเข็นสามารถเข้าถึงลานวัดและพื้นที่ภายนอกได้ แต่สิมและอาคารเก่ามีบันได ธรณีประตู และพื้นที่ภายในแคบ การเข้าชมจึงอาจต้องมีผู้ช่วย ไม่ควรดัดแปลงหรือวางทางลาดชั่วคราวพาดส่วนประกอบโบราณโดยไม่ได้รับอนุญาต กลุ่มที่มีผู้ต้องการความช่วยเหลือควรโทรสอบถามวัดก่อนเดินทางเพื่อจัดเส้นทางที่เหมาะสม
 
คุณค่าของวัดไม่ได้อยู่ที่สิมเก่าเพียงหลังเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ของสิม ฮูปแต้ม พระประธาน อาคารตึกฝรั่ง แม่น้ำโขง และชุมชนหว้านใหญ่ สิมบอกเล่าความศรัทธาและฝีมือช่าง อาคารราชการเก่าบอกเล่าการจัดระเบียบหัวเมือง ภาพจิตรกรรมบันทึกทั้งชาดกและเหตุการณ์บ้านเมือง ส่วนแม่น้ำโขงอธิบายเส้นทางที่นำผู้คน วัสดุ และความคิดเข้ามาสู่พื้นที่
 
การมาเยือนอย่างมีความหมายจึงควรใช้เวลามองรายละเอียดมากกว่าถ่ายภาพอาคารจากด้านนอกเพียงไม่กี่นาที ลวดลายจักสานบนหน้าบัน คันทวยนาค ลูกกรงไม้ สีดินแดงบนผนัง ภาพเกวียน และซุ้มโค้งของอาคารตึกฝรั่งล้วนเป็นชิ้นส่วนของเรื่องเดียวกัน เรื่องนั้นคือการปรับตัวของชุมชนริมโขงต่อศาสนา การปกครอง และวัฒนธรรมจากภายนอก โดยยังรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้
 
วัดพระศรีมหาโพธิ์จึงเป็นหนึ่งในจุดหมายทางวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดของอำเภอหว้านใหญ่ และเป็นวัดที่ช่วยให้เข้าใจมุกดาหารได้ลึกกว่าการชมทิวทัศน์หรือซื้อของฝาก สิมอายุเกิน 110 ปี ฮูปแต้มพระเวสสันดรชาดก ภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และอาคารราชการทรงยุโรป ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นทั้งวัด พิพิธภัณฑ์ชุมชน และเอกสารประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่
 
ชื่อสถานที่วัดพระศรีมหาโพธิ์ หรือวัดศรีมหาโพธิ์
ที่ตั้งบ้านหว้านใหญ่ ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร
ที่อยู่หมู่ 1 ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร 49150
พิกัดประมาณ 16.7139, 104.7550
ประเภทและสังกัดวัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
พื้นที่วัดประมาณ 6 ไร่เศษ อยู่ริมแม่น้ำโขงและมีกำแพงล้อมรอบ
ไฮไลต์สิมเก่าปี พ.ศ. 2459 ฮูปแต้มพระเวสสันดรชาดก ภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพบนเกวียน งานแกะไม้พื้นบ้าน และอาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่าทรงยุโรป
ปีสร้างสิมพ.ศ. 2459 หรือ ค.ศ. 1916 โดยช่างชาวเวียดนาม
รูปแบบสิมสิมทึบขนาดเล็กผสมกึ่งสิมโปร่ง ความยาว 4 ช่วงเสา หลังคาจั่วสูง มีปีกหลังคาคลุม 4 ด้านและมุขหน้าแบบหลังคาเกย
ขนาดสิมภายในกว้างประมาณ 4.10 เมตร ยาวประมาณ 5.60 เมตร ความสูงถึงเชิงชายประมาณ 2.90 เมตร และความยาวรวมตามฐานประมาณ 9.90 เมตร
โครงสร้างและวัสดุฐานก่ออิฐฉาบปูน เครื่องบนและหลังคาเป็นโครงไม้ ขื่อกับเสาหลักขนาดประมาณ 30 × 30 เซนติเมตร เดิมมุงแป้นเกล็ดและเปลี่ยนเป็นสังกะสีภายหลัง
พระประธานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ประดิษฐานเชื่อมกับผนังด้านหลังและมีฐานชุกชีออกแบบเฉพาะ
จิตรกรรมฝาผนังฮูปแต้มบนผนัง 3 ด้าน เรื่องพระเวสสันดรชาดก ภาพกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จตรวจหัวเมืองมณฑลอีสาน ภาพราหูด้านนอกผนังเหนือ และภาพนกด้านนอกผนังใต้
เทคนิคจิตรกรรมใช้สีขาว ดินแดง และครามเป็นหลัก เขียนสีบางคล้ายสีน้ำ มีการไล่น้ำหนักอ่อนแก่ และเตรียมพื้นด้วยทรายละเอียดผสมวัสดุประสาน
อาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่าสร้างประมาณ พ.ศ. 2467–2470 เป็นตึกฝรั่ง 2 ชั้น ผังรูปตัว T มีซุ้มวงโค้ง ระเบียง และรูปครุฑบนหน้าจั่ว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
การใช้ประโยชน์อาคารเก่าเดิมใช้เป็นที่ว่าการหว้านใหญ่ ต่อมาใช้เป็นกุฏิสงฆ์ ศูนย์เรียนรู้ชุมชน และห้องสมุดประชาชน
ประเพณีและกิจกรรมสำคัญวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เข้าพรรษา ออกพรรษา กฐิน บุญผะเหวด และเทศน์มหาชาติ
พื้นที่สำคัญภายในวัด1. สิมเก่าและฮูปแต้ม
2. เขตสักการะพระประธานและพระพุทธรูปปางนาคปรก
3. อาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่า
4. ห้องสมุดและศูนย์เรียนรู้ชุมชน
5. หอพระไตรปิฎก
6. ลานกิจกรรมและพื้นที่ชมแม่น้ำโขง
เจ้าอาวาสพระครูมหาโพธิธรรมากร (แก้วทวี)
สถานะปัจจุบันเป็นวัดที่ยังประกอบศาสนกิจตามปกติ และเปิดให้ประชาชนกับนักท่องเที่ยวเข้าชม
วันเปิดทำการทุกวัน
เวลาเปิดทำการ08.30 - 16.30 น.
ค่าเข้าชมไม่เสียค่าเข้าชม
สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นที่จอดรถ ลานกิจกรรม ห้องสมุดหรือศูนย์เรียนรู้ และพื้นที่พักชมทิวทัศน์ริมแม่น้ำโขง
การเดินทางจากตัวเมืองมุกดาหารใช้เส้นทางเลียบแม่น้ำโขงขึ้นไปทางอำเภอหว้านใหญ่ประมาณ 33 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 40–50 นาที
เบอร์ติดต่อวัด042-699311, 087-2607377, 084-9272424
ข้อปฏิบัติในการเข้าชมแต่งกายสุภาพ ถอดรองเท้าก่อนเข้าสิม ไม่สัมผัสจิตรกรรมและงานแกะไม้ งดใช้แฟลช ใช้เสียงเบา และขออนุญาตก่อนถ่ายภาพพระสงฆ์หรือพิธีกรรม
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง1. อาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่า ภายในวัด ประมาณ 0.1 กม.
2. วัดมโนภิรมย์ ประมาณ 3 กม.
3. หาดมโนภิรมย์ ประมาณ 3 กม.
4. สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 2 ประมาณ 14 กม.
5. สักการสถานพระมารดาแห่งมรณสักขี วัดสองคอน ประมาณ 15 กม.
6. แก่งกะเบาและพญาศรีภุชงค์มุกดานาคราช ประมาณ 22 กม.
ร้านอาหารใกล้เคียง1. ครัวหว้านใหญ่ คาเฟ่ ประมาณ 2 กม. โทร. 093-5149569, 094-2915979
2. 62GardenCafé ประมาณ 12 กม. โทร. 099-7951962
3. เบนเบน คอฟฟี่ อำเภอหว้านใหญ่ ประมาณ 16 กม. โทร. 088-3572123, 095-6599076
4. ร้านชาปังปัง ป่งขาม ประมาณ 17 กม. โทร. 096-6878387
5. ศิริชัยหมูหัน แก่งกะเบา ประมาณ 22 กม. โทร. 081-2607358, 042-643552
6. ร้านทัดดาวหมูหัน แก่งกะเบา ประมาณ 22 กม. โทร. 086-2373875
ที่พักใกล้เคียง1. ยวงสุวรรณรีสอร์ต อำเภอหว้านใหญ่ ประมาณ 3 กม. โทร. 042-613268
2. บ้านอุ่นไอดินโฮมสเตย์ ริมแม่น้ำโขง ประมาณ 15 กม. โทร. 088-5639325
3. ขุนหว้านรีสอร์ต อำเภอหว้านใหญ่ ประมาณ 17 กม. โทร. 084-2699386
4. แก่งกะเบารีสอร์ต ประมาณ 22 กม. โทร. 084-3918010
5. Riverfront Hotel Mukdahan ประมาณ 34 กม. โทร. 042-612948-9, 081-7031705
6. Hotel de Ladda ประมาณ 35 กม. โทร. 042-611499, 042-611497
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดพระศรีมหาโพธิ์ตั้งอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านหว้านใหญ่ ตำบลหว้านใหญ่ อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร บริเวณริมแม่น้ำโขง ห่างจากตัวเมืองมุกดาหารประมาณ 33 กิโลเมตร
 
ถาม: สิมวัดพระศรีมหาโพธิ์สร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: สิมเก่าสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2459 หรือ ค.ศ. 1916 โดยช่างชาวเวียดนาม ปัจจุบันมีอายุกว่า 110 ปี
 
ถาม: จิตรกรรมฝาผนังภายในสิมเป็นเรื่องอะไร?
ตอบ: จิตรกรรมหรือฮูปแต้มเล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดกในตอนต่าง ๆ และมีภาพสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทับบนเกวียนระหว่างเสด็จตรวจหัวเมืองมณฑลอีสาน
 
ถาม: อาคารตึกฝรั่งภายในวัดคืออาคารอะไร?
ตอบ: เป็นอาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่า สร้างประมาณ พ.ศ. 2467–2470 มีลักษณะเป็นตึก 2 ชั้น ผังรูปตัว T ซุ้มโค้ง และรูปครุฑบนหน้าจั่ว ปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน
 
ถาม: วัดพระศรีมหาโพธิ์เปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: เปิดทุกวัน เวลา 08.30–16.30 น. การเข้าชมภายในสิมหรืออาคารเก่าควรโทรสอบถามวัดล่วงหน้า โดยเฉพาะการเดินทางเป็นคณะ
 
ถาม: วัดพระศรีมหาโพธิ์เก็บค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ไม่เก็บค่าเข้าชม ผู้มาเยือนสามารถร่วมบริจาคเพื่อบำรุงวัดและดูแลโบราณสถานตามกำลังได้ที่จุดรับบริจาคของวัด
 
ถาม: สามารถถ่ายภาพฮูปแต้มภายในสิมได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถถ่ายภาพได้เมื่อวัดเปิดให้เข้าชม แต่ควรงดใช้แฟลช ไม่สัมผัสผนัง และไม่ตั้งอุปกรณ์กีดขวางทางเดิน การถ่ายทำเชิงพาณิชย์ควรขออนุญาตล่วงหน้า
 
ถาม: ควรใช้เวลาเที่ยววัดพระศรีมหาโพธิ์นานเท่าใด?
ตอบ: ควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 60–90 นาที เพื่อชมสิม ฮูปแต้ม พระประธาน งานแกะไม้ อาคารที่ว่าการหว้านใหญ่หลังเก่า และทิวทัศน์แม่น้ำโขงอย่างครบถ้วน

โทร : 042699311

มือถือ : 0872607377, 0849272424

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัดกลุ่ม: ●วัดประเพณีไทยวัฒนธรรมไทยประเพณีภาคอีสาน

ปรับปรุงล่าสุด : 1 สัปดาห์ที่แล้ว

โหวตให้เรา รีวิวและให้คะแนน Love Thailand
แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์ แหล่งประวัติศาสตร์และอนุสาวรีย์(2)
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(3)
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(2)
พิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์(1)
วัด วัด(17)
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(3)
หมู่บ้าน ชุมชน หมู่บ้าน ชุมชน(4)
ตลาดท้องถิ่น ตลาดท้องถิ่น(2)
อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์(4)
ดอย และภูเขา ดอย และภูเขา(5)
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(3)
น้ำตก น้ำตก(5)
ถ้ำ ถ้ำ(2)
แม่น้ำลำคลอง แม่น้ำลำคลอง(2)
อ่าว และชายหาด อ่าว และชายหาด(1)
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(1)
ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ฟาร์ม สวน และท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(1)