หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมหาสารคาม >อ.นาดูน >ต.นาดูน > สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช
TL;DR: สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช อยู่ที่บริเวณใกล้พระบรมธาตุนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. จุดเด่นคือ เป็นพื้นที่วิจัย อนุรักษ์ ขยาย และปรับปรุงพันธุ์ไม้ในภาคอีสาน พร้อมจัดแสดงวิถีชีวิตชาวอีสานในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต.
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช จังหวัดมหาสารคาม เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมอีสานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของอำเภอนาดูน ตั้งอยู่บริเวณใกล้พระบรมธาตุนาดูน จังหวัดมหาสารคาม โดยอยู่ทางทิศตะวันออกของพระธาตุนาดูน และเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับวิถีชีวิตพื้นบ้านได้อย่างชัดเจน ภายในสถาบันมีทั้งพื้นที่ศึกษาวิจัยพันธุ์ไม้ แหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์ไม้ในภาคอีสาน อุทยานลานไผ่ สวนสมุนไพร พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์โรงเกวียนอีสาน และพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน ซึ่งทำให้ที่นี่เป็นจุดหมายที่เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา นักวิจัย นักท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และผู้ที่สนใจธรรมชาติของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เสน่ห์ของสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชอยู่ที่การเป็นพื้นที่เรียนรู้แบบครบมิติ ผู้มาเยือนไม่ได้เห็นเพียงต้นไม้หรืออาคารจัดแสดง แต่จะได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพืชพรรณ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ความเชื่อ บ้านเรือน เครื่องมือทำมาหากิน และภูมิปัญญาของชาวอีสานที่ถูกจัดวางให้ศึกษาได้อย่างเป็นระบบ สถานที่แห่งนี้จึงแตกต่างจากสวนสาธารณะทั่วไป เพราะทุกพื้นที่มีบทบาททางความรู้ ทั้งในฐานะแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืช แหล่งศึกษาระบบนิเวศ แหล่งจัดแสดงวัฒนธรรม และพื้นที่พักผ่อนที่มีบรรยากาศร่มรื่น
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชเป็นหน่วยงานของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีภารกิจหลักด้านการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะทรัพยากรพืชในภาคอีสาน ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีระบบนิเวศหลากหลาย ทั้งป่าเต็งรัง ป่าบุ่งป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำ ทุ่งนา ดอนปู่ตา ป่าชุมชน และแหล่งพืชสมุนไพรพื้นบ้าน การมีสถาบันวิจัยลักษณะนี้ในจังหวัดมหาสารคามช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติและความรู้ของชุมชนไม่ได้สูญหายไปตามกาลเวลา แต่ได้รับการรวบรวม ศึกษา อธิบาย และถ่ายทอดสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง
ชื่อ “วลัยรุกขเวช” มีความหมายที่สื่อถึงความเกี่ยวข้องกับพรรณไม้และการดูแลรักษาทรัพยากรพืช คำว่า “รุกข” หมายถึงต้นไม้หรือพรรณไม้ ส่วนคำว่า “เวช” สื่อถึงความรู้ การดูแล และการรักษา เมื่อรวมกับบทบาทของสถาบัน จึงสะท้อนภารกิจสำคัญในการศึกษา อนุรักษ์ ขยายพันธุ์ และปรับปรุงพันธุ์ไม้ที่มีความสำคัญต่อภาคอีสาน ทั้งในมิติของระบบนิเวศ วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการใช้ประโยชน์ของชุมชน
พื้นที่สถานีปฏิบัติการนาดูนของสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชมีความพิเศษ เพราะตั้งอยู่ใกล้พระบรมธาตุนาดูน ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญของจังหวัดมหาสารคามและพุทธมณฑลแห่งอีสาน บริเวณนี้ยังเชื่อมโยงกับเมืองโบราณนครจำปาศรี ทำให้การมาเยือนสถาบันสามารถจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงธรรมชาติ วัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ได้อย่างลงตัว ผู้มาเยือนสามารถไหว้พระธาตุนาดูน ศึกษานครจำปาศรี แล้วเดินทางต่อมายังสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชเพื่อเรียนรู้เรื่องพืชพรรณและวิถีอีสานในวันเดียวกัน
ภายในสถาบันมีพื้นที่สำคัญหลายส่วน โดยหนึ่งในจุดที่น่าสนใจคืออุทยานลานไผ่ ซึ่งเป็นพื้นที่รวบรวมและจัดแสดงไผ่หลากหลายชนิด ไผ่เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อชุมชนอีสานอย่างมาก เพราะใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน ทั้งใช้ทำบ้านเรือน เครื่องมือเกษตร ภาชนะ เครื่องจักสาน เครื่องดนตรี อาหาร และวัสดุใช้สอยในชีวิตประจำวัน การมีอุทยานลานไผ่จึงทำให้ผู้มาเยือนได้เข้าใจว่าไผ่ไม่ใช่เพียงพืชทั่วไป แต่เป็นทรัพยากรที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนอีสานมายาวนาน
สวนสมุนไพรเป็นอีกพื้นที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืชกับภูมิปัญญาชุมชน ภาคอีสานมีสมุนไพรพื้นบ้านจำนวนมากที่ถูกใช้ในการดูแลสุขภาพ อาหาร พิธีกรรม และการดำรงชีวิตของผู้คนในชนบท การจัดแสดงสมุนไพรในสถาบันช่วยให้ผู้มาเยือนได้เห็นชื่อ ลักษณะ และคุณค่าของพืชแต่ละชนิด พร้อมทั้งเข้าใจว่าความรู้เรื่องสมุนไพรไม่ได้เกิดขึ้นจากตำราเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประสบการณ์ของชุมชน การสังเกตธรรมชาติ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติภายในสถาบันทำหน้าที่เป็นพื้นที่อธิบายสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพในเชิงวิชาการ ผู้มาเยือนสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับพรรณไม้ ระบบนิเวศ สัตว์ท้องถิ่น ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิต และความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์ลักษณะนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเรียนการสอน เพราะช่วยเปลี่ยนความรู้ด้านชีววิทยาและสิ่งแวดล้อมให้จับต้องได้มากขึ้น
พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานเป็นหนึ่งในจุดเด่นที่สุดของสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช เพราะเป็นพื้นที่จัดแสดงชีวิต ความเป็นอยู่ สภาพสังคม และวัฒนธรรมของชาวอีสานในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต ภายในพื้นที่มีการแบ่งโซนเป็นหมู่บ้านอีสาน โรงเกวียน เถียงนา แปลงนาข้าว กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และบริเวณที่พักในหมู่บ้านอีสาน การเดินชมพื้นที่นี้ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นองค์ประกอบของชีวิตชนบทอีสานในมุมที่ครบกว่าการอ่านข้อมูลจากหนังสือ
เรือนอีสานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานมีความหมายมากกว่าการเป็นอาคารไม้โบราณ เพราะรูปแบบเรือนสะท้อนระบบครอบครัว เครือญาติ เศรษฐกิจ ความเชื่อ ศาสนา และวิถีชีวิตของคนในอดีต การยกพื้นสูง การจัดใต้ถุนบ้าน การวางเรือนในบริเวณบ้าน การใช้วัสดุธรรมชาติ และความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับทุ่งนา ล้วนสะท้อนภูมิปัญญาที่เกิดจากการปรับตัวต่อภูมิอากาศ ทรัพยากร และสภาพสังคมของภาคอีสาน
ภายในเรือนอีสานแต่ละหลังยังมีการจัดแสดงเรื่องราวเฉพาะด้าน เช่น บ้านผู้ไทย บ้านประมงอีสาน บ้านดนตรีอีสาน บ้านเครื่องมือดักสัตว์ บ้านผ้าทอ และองค์ประกอบอื่นที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวอีสาน พื้นที่เหล่านี้ช่วยให้เห็นว่าชุมชนอีสานมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ อาชีพ ความเชื่อ และงานฝีมือมากเพียงใด ผู้มาเยือนจึงได้เรียนรู้ทั้งเรื่องเครื่องมือทำมาหากิน ความบันเทิงพื้นบ้าน งานทอผ้า และการใช้พืชพรรณในชีวิตประจำวัน
โรงเกวียนอีสานเป็นส่วนจัดแสดงที่ช่วยอธิบายระบบคมนาคมและเศรษฐกิจชนบทในอดีต เกวียนเคยเป็นพาหนะสำคัญในการเดินทาง ขนข้าว ขนฟืน ขนสินค้า และเชื่อมหมู่บ้านกับตลาดหรือชุมชนใกล้เคียง การเห็นเกวียนในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ช่วยให้เข้าใจว่าก่อนยุคถนนลาดยางและรถยนต์ ชีวิตของผู้คนอาศัยแรงงานสัตว์ เส้นทางดิน และการเดินทางที่ต้องใช้เวลาอย่างมาก พิพิธภัณฑ์จึงไม่ได้บอกเพียงเรื่องสิ่งของ แต่บอกโครงสร้างชีวิตของคนอีสานในอดีตด้วย
เถียงนา แปลงนาข้าว และกองฟางในพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานเป็นพื้นที่ที่ช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับนาอย่างชัดเจน สำหรับชาวอีสาน นาไม่ใช่เพียงพื้นที่ผลิตข้าว แต่เป็นพื้นที่ของแรงงาน ครอบครัว ฤดูกาล ความหวัง และพิธีกรรม เถียงนาเป็นที่พักกลางทุ่ง เป็นพื้นที่กินข้าว พักผ่อน หลบแดด หลบฝน และเฝ้านา ส่วนกองฟางเป็นร่องรอยของฤดูเก็บเกี่ยว การจัดแสดงสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้มาเยือนเข้าใจว่าวิถีเกษตรเป็นฐานสำคัญของวัฒนธรรมอีสาน
โรงแสดงกลางแจ้งช่วยเติมมิติด้านศิลปวัฒนธรรมให้พื้นที่พิพิธภัณฑ์ เพราะวิถีอีสานไม่ได้มีเฉพาะบ้านเรือนและเครื่องมือเท่านั้น แต่ยังมีดนตรี การฟ้อน การละเล่น การเล่านิทาน การแสดงพื้นบ้าน และพิธีกรรมที่จัดขึ้นในพื้นที่ชุมชน การมีพื้นที่แสดงกลางแจ้งจึงทำให้สถาบันสามารถรองรับกิจกรรมทางวัฒนธรรม การเรียนรู้แบบกลุ่ม และการจัดกิจกรรมสำหรับนักเรียนหรือคณะศึกษาดูงานได้อย่างเหมาะสม
คุณค่าของสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชอยู่ที่การนำวิทยาศาสตร์มาคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสมดุล ในด้านหนึ่ง สถาบันทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและอนุรักษ์พันธุ์ไม้ในเชิงวิชาการ อีกด้านหนึ่ง สถาบันไม่ละทิ้งความรู้ของชุมชน เช่น การใช้สมุนไพร การเลือกไม้สร้างบ้าน การใช้ไม้ไผ่ การทอผ้า การใช้เครื่องมือดักสัตว์ และความเชื่อเกี่ยวกับพืชพรรณในวิถีชีวิตจริง การเชื่อมสองด้านเข้าด้วยกันทำให้สถานที่นี้มีความลึกกว่าสวนพฤกษศาสตร์ทั่วไป
ผู้ที่สนใจสิ่งแวดล้อมจะได้ประโยชน์จากการเดินชมพื้นที่อย่างมาก เพราะสถาบันช่วยอธิบายความสำคัญของพืชพื้นถิ่น การอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในอีสาน ภูมิภาคนี้มักถูกมองว่าแห้งแล้ง แต่ในความจริงมีระบบนิเวศย่อยจำนวนมากและมีพรรณไม้ที่ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้อย่างน่าสนใจ การเรียนรู้ที่นี่จึงช่วยเปลี่ยนมุมมองต่อธรรมชาติอีสานจากภาพแห้งแล้งให้กลายเป็นภาพของความหลากหลายและความรู้พื้นถิ่น
นักเรียนและนักศึกษาที่มาเยือนสามารถใช้สถาบันเป็นห้องเรียนกลางแจ้งได้อย่างดี เพราะเนื้อหาที่เรียนในห้องเรียน เช่น พืช สมุนไพร ระบบนิเวศ วัฒนธรรมท้องถิ่น สังคมชนบท และประวัติศาสตร์ชุมชน สามารถมองเห็นได้จากพื้นที่จริง ครูหรืออาจารย์สามารถใช้พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานเป็นฐานกิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบัน วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชเหมาะกับการเที่ยวแบบช้า ๆ ไม่เร่งรีบ ผู้มาเยือนควรใช้เวลาเดินชมอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เห็นทั้งอุทยานลานไผ่ สวนสมุนไพร พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน หากเดินชมอย่างตั้งใจ จะพบว่าทุกโซนมีเรื่องเล่าเฉพาะของตนเอง ตั้งแต่เรื่องพืชไม้ไปจนถึงเรือนพื้นถิ่นและวิถีการทำมาหากินของคนอีสาน
สถาบันแห่งนี้ยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการจัดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ร่วมกับพระธาตุนาดูนและพิพิธภัณฑ์นครจำปาศรี เพราะทั้งสามสถานที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกันและมีเนื้อหาที่เติมเต็มกัน พระธาตุนาดูนเป็นศูนย์กลางศรัทธาทางพระพุทธศาสนา พิพิธภัณฑ์นครจำปาศรีอธิบายประวัติศาสตร์และโบราณคดี ส่วนสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชอธิบายธรรมชาติและวัฒนธรรมชุมชน การจัดเส้นทางร่วมกันจึงช่วยให้การมาอำเภอนาดูนมีความครบถ้วนมากขึ้น
ในมุมของชาวต่างชาติ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชสามารถอธิบายได้ว่าเป็น botanical research institute and Isan living museum ใกล้พระธาตุนาดูน จุดเด่นคือไม่ได้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ในอาคาร แต่เป็นพื้นที่กลางแจ้งที่นำบ้านอีสาน พืชพรรณ สมุนไพร วิถีเกษตร และวัฒนธรรมพื้นบ้านมาจัดแสดงร่วมกัน ชาวต่างชาติที่สนใจ local culture, vernacular architecture, traditional ecology และ biodiversity ของไทยจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างจากการเที่ยววัดหรือเมืองใหญ่ทั่วไป
ความน่าสนใจอีกประการคือพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานช่วยให้เข้าใจคำว่า “ภูมิปัญญาท้องถิ่น” ได้ง่ายขึ้น เพราะภูมิปัญญาไม่ได้เป็นเรื่องนามธรรม แต่ปรากฏอยู่ในวิธีสร้างบ้าน การใช้ใต้ถุน การเลือกไม้ การวางเครื่องมือ การทำนา การเก็บเกี่ยว การใช้สมุนไพร การทำเครื่องจักสาน และการถ่ายทอดความรู้ผ่านครอบครัว เมื่อเดินชมพื้นที่จริง ผู้มาเยือนจะเห็นว่าความรู้พื้นบ้านเป็นระบบที่เกิดจากการทดลองและสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน
การอนุรักษ์บ้านอีสานและเครื่องมือพื้นบ้านมีความสำคัญมากในยุคที่ชุมชนชนบทเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บ้านไม้ยกพื้นสูงหลายแห่งถูกแทนที่ด้วยบ้านปูน เครื่องมือเกษตรเก่าถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักร และวิถีชีวิตที่เคยพึ่งพาป่า ทุ่งนา และแรงงานครอบครัวเปลี่ยนไปตามเศรษฐกิจสมัยใหม่ พิพิธภัณฑ์บ้านอีสานจึงทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำของชุมชนไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้
สำหรับผู้ที่สนใจถ่ายภาพ สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชมีมุมถ่ายภาพที่สวยและมีเอกลักษณ์ ทั้งเรือนไม้อีสานยกพื้นสูง ลานไผ่ พื้นที่สีเขียว เถียงนา แปลงนาข้าว โรงเกวียน และบรรยากาศชนบทที่สงบ แต่ควรถ่ายภาพด้วยความเคารพต่อสถานที่ ไม่ปีนขึ้นจุดที่ไม่ได้อนุญาต ไม่จับต้องวัตถุจัดแสดงโดยไม่จำเป็น และไม่รบกวนผู้ที่เข้ามาเรียนรู้หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาเยือนคือช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายแก่ ๆ เพราะอากาศไม่ร้อนเกินไปและแสงเหมาะกับการเดินชมพื้นที่กลางแจ้ง หากมาในช่วงฤดูฝนหรือหลังฝน พื้นที่สีเขียวและพรรณไม้จะสดชื่นเป็นพิเศษ ส่วนช่วงปลายฝนต้นหนาวเหมาะกับการเดินชมเรือนอีสานและสวนสมุนไพร เพราะอากาศสบายและสามารถใช้เวลาในพื้นที่กลางแจ้งได้นานขึ้น
ผู้มาเยือนควรเตรียมรองเท้าที่เดินสบาย น้ำดื่ม หมวกหรือร่มในช่วงกลางวัน และกล้องถ่ายภาพ หากมาเป็นคณะศึกษาดูงานควรติดต่อล่วงหน้ากับสถาบันหรือสถานีปฏิบัติการนาดูน เพื่อให้ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการเข้าชม การจัดกิจกรรม และช่วงเวลาที่เหมาะสม การติดต่อก่อนเดินทางยังช่วยให้ทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับกิจกรรมพิเศษ พื้นที่ที่เปิดให้เข้าชม และข้อควรปฏิบัติภายในสถาบัน
การเดินทาง ไปสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวได้สะดวก โดยใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปพระธาตุนาดูน จากตัวเมืองมหาสารคามสามารถใช้เส้นทางผ่านอำเภอแกดำและอำเภอวาปีปทุม แล้วเข้าสู่อำเภอนาดูน เมื่อใกล้ถึงพระบรมธาตุนาดูน สถาบันจะอยู่บริเวณใกล้กับถนนทางเข้าก่อนถึงพระบรมธาตุนาดูน ผู้ที่ไม่คุ้นพื้นที่ควรใช้แผนที่ออนไลน์ร่วมกับการสังเกตป้ายและสอบถามคนในพื้นที่
หากเดินทางจากตัวเมืองมหาสารคาม ระยะทางโดยประมาณอยู่ในช่วงเดียวกับเส้นทางไปพระธาตุนาดูน ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง 30 นาที ขึ้นอยู่กับจุดเริ่มต้นและสภาพการจราจร หากวางแผนแบบหนึ่งวัน สามารถเริ่มจากพระธาตุนาดูน ต่อด้วยพิพิธภัณฑ์นครจำปาศรี สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช กู่สันตรัตน์ และกู่น้อย ทำให้ได้ทั้งศรัทธา ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมในเส้นทางเดียวกัน
พื้นที่โดยรอบอำเภอนาดูนมีร้านอาหาร คาเฟ่ และที่พักเพิ่มขึ้นมากขึ้นในปัจจุบัน ผู้มาเยือนสามารถวางแผนรับประทานอาหารใกล้พระธาตุนาดูนหรือในตัวอำเภอนาดูน แล้วพักในที่พักใกล้พระธาตุหรือพื้นที่ใกล้เคียง หากเดินทางช่วงวันหยุดยาวหรืองานนมัสการพระธาตุนาดูนควรจองที่พักล่วงหน้า เพราะพื้นที่นาดูนมีนักท่องเที่ยวและผู้มาทำบุญจำนวนมากกว่าช่วงปกติ
สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช จังหวัดมหาสารคาม จึงเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ในเส้นทางท่องเที่ยวของผู้ที่ต้องการรู้จักอีสานอย่างลึกซึ้ง เพราะที่นี่รวมความรู้ด้านพรรณไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ เรือนอีสาน วิถีเกษตร เครื่องมือพื้นบ้าน และวัฒนธรรมชุมชนไว้ในพื้นที่เดียว ผู้ที่มาเยือนด้วยความตั้งใจจะได้เห็นว่าอีสานไม่ได้มีเพียงพระธาตุและโบราณสถาน แต่ยังมีภูมิปัญญาธรรมชาติและวิถีชีวิตที่ควรค่าแก่การเรียนรู้และอนุรักษ์
| ชื่อสถานที่ | สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช / สถานีปฏิบัติการนาดูน / พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน |
| ที่ตั้ง | บริเวณใกล้พระบรมธาตุนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม |
| ที่อยู่ | ตำบลนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม 44180 |
| พิกัด | 15.7140470, 103.2267224 |
| ไฮไลต์ | แหล่งเรียนรู้ด้านพันธุ์ไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานใกล้พระธาตุนาดูน |
| ลักษณะเด่น | เป็นพื้นที่วิจัย อนุรักษ์ ขยาย และปรับปรุงพันธุ์ไม้ในภาคอีสาน พร้อมจัดแสดงวิถีชีวิตชาวอีสานในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | อุทยานลานไผ่ สวนสมุนไพร พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์โรงเกวียนอีสาน พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน หมู่บ้านอีสาน เถียงนา แปลงนาข้าว กองฟาง โรงแสดงกลางแจ้ง และพื้นที่เรียนรู้พืชพรรณพื้นถิ่น |
| คุณค่าทางวิชาการ | เป็นแหล่งศึกษาวิจัยด้านพันธุ์ไม้ ความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่นของภาคอีสาน |
| คุณค่าทางวัฒนธรรม | รวบรวมและจัดแสดงเรือนอีสาน เครื่องมือพื้นบ้าน วิถีเกษตร ดนตรีพื้นบ้าน ผ้าทอ และความสัมพันธ์ระหว่างคนอีสานกับพืชพรรณและธรรมชาติ |
| การเดินทาง | เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด ใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปพระธาตุนาดูน เมื่อใกล้ถึงพระบรมธาตุนาดูน สถาบันอยู่บริเวณทางเข้าก่อนถึงพระธาตุ |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง พื้นที่วิจัย และสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ-วัฒนธรรมของอำเภอนาดูน |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. / พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน 08.00 – 16.30 น. |
| ค่าเข้าชม | เข้าชมฟรี |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่เดินชม พื้นที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ศาลาพัก พื้นที่จัดกิจกรรม ลานเรียนรู้ พื้นที่สีเขียว และจุดเชื่อมต่อไปยังพระธาตุนาดูน |
| ผู้ดูแล / หน่วยงานเกี่ยวข้อง | สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถานีปฏิบัติการนาดูน โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุดารัตน์ ถนนแก้ว เป็นผู้อำนวยการสถาบัน |
| เบอร์ติดต่อ | สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช โทร. 043-719-816 ข้อมูลท่องเที่ยวสถาบัน โทร. 043-797-048, 043-723-539 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสถานีปฏิบัติการนาดูน |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. พระบรมธาตุนาดูน ประมาณ 1 กม. 2. พิพิธภัณฑ์นครจำปาศรี ประมาณ 2 กม. 3. ตลาดต้องชมพันปีจัมปาศรีนคร ประมาณ 2 กม. 4. จุดโบราณคดีเมืองนครจำปาศรี ประมาณ 3 กม. 5. กู่สันตรัตน์ ประมาณ 7 กม. 6. กู่น้อย ประมาณ 8 กม. 7. วัดป่ากุง หรือวัดประชาคมวนาราม ประมาณ 35 กม. 8. สะพานไม้แกดำ ประมาณ 45 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. อาณาจักรช้างทองคำ กาแฟขี้ช้าง ประมาณ 2 กม. โทร. 093-686-9016, 080-604-2879 2. ครัวนาดูน ประมาณ 3 กม. โทร. 093-475-7855 3. คาเฟ่ผักหลังบ้าน & จ๊ะโอ๋บิวตี้แฮร์ ประมาณ 4 กม. โทร. 092-105-1999 4. เลาะดอนนอนนา คาเฟ่ ประมาณ 5 กม. โทร. 092-489-3008 5. 4 NAKA CAFE 2465 ประมาณ 5 กม. โทร. 089-518-7526 6. ทุ่งดอกจาน คาเฟ่ ประมาณ 10 กม. โทร. 064-954-1598 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. อินาคา รีสอร์ท ประมาณ 5 กม. โทร. 089-518-7526 2. INAKA Pool Villa ประมาณ 5 กม. โทร. 082-935-4598, 083-369-0694 3. เลาะดอนนอนนา รีสอร์ต ประมาณ 5 กม. โทร. 092-489-3008 4. ลูกแก้ว รีสอร์ท สาขานาดูน ประมาณ 7 กม. โทร. 043-020-442 5. เพียงฟ้า รีสอร์ท นาดูน ประมาณ 8 กม. โทร. 081-617-1213, 043-797-051 6. Top Inn Hotel มหาสารคาม ประมาณ 65 กม. โทร. 043-711-979 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชอยู่ที่ไหน?
ตอบ: สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช สถานีปฏิบัติการนาดูน ตั้งอยู่บริเวณใกล้พระบรมธาตุนาดูน อำเภอนาดูน จังหวัดมหาสารคาม
ถาม: สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: เป็นแหล่งศึกษาวิจัย อนุรักษ์ ขยาย และปรับปรุงพันธุ์ไม้ในภาคอีสาน พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติ พืชสมุนไพร และวัฒนธรรมอีสานผ่านพิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน
ถาม: สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชเปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. โดยพิพิธภัณฑ์บ้านอีสานเปิดให้เข้าชมเวลา 08.00 – 16.30 น.
ถาม: ต้องเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: เข้าชมฟรี เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และคณะศึกษาดูงานที่สนใจธรรมชาติและวัฒนธรรมอีสาน
ถาม: ภายในสถาบันมีอะไรน่าสนใจบ้าง?
ตอบ: มีอุทยานลานไผ่ สวนสมุนไพร พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ พิพิธภัณฑ์โรงเกวียนอีสาน พิพิธภัณฑ์บ้านอีสาน หมู่บ้านอีสาน เถียงนา แปลงนาข้าว กองฟาง และโรงแสดงกลางแจ้ง
ถาม: สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชเหมาะกับชาวต่างชาติหรือไม่?
ตอบ: เหมาะสำหรับชาวต่างชาติที่สนใจวัฒนธรรมอีสาน เรือนพื้นถิ่น ภูมิปัญญาพืชสมุนไพร ความหลากหลายทางชีวภาพ และการเรียนรู้วิถีชีวิตชนบทไทย
ถาม: เดินทางไปสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชอย่างไร?
ตอบ: เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสะดวกที่สุด ใช้เส้นทางเดียวกับการเดินทางไปพระธาตุนาดูน เมื่อใกล้ถึงพระบรมธาตุนาดูน สถาบันจะอยู่บริเวณทางเข้าก่อนถึงพระธาตุ
ถาม: เที่ยวสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวชแล้วควรไปต่อที่ไหน?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อที่พระบรมธาตุนาดูน พิพิธภัณฑ์นครจำปาศรี ตลาดต้องชมพันปีจัมปาศรีนคร กู่สันตรัตน์ กู่น้อย วัดป่ากุง และสะพานไม้แกดำได้
โทร : 043797048
หมวดหมู่: ●โครงการในพระราชดำริ
กลุ่ม: ●โครงการหลวง
ปรับปรุงล่าสุด : 2 สัปดาห์ที่แล้ว




