หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเลย >อ.ภูหลวง >ต.เลยวังไสย์ > เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง
TL;DR: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง อยู่ที่ครอบคลุมพื้นที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย เปิดเปิดตามประกาศรายฤดูกาลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง / รอบ 1 พฤศจิกายน 2568 – เวลา 08.30 – 15.00 น. และกลับออกจากพื้นที่ไม่เกิน 16.00 น.
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง

วันเปิดทำการ: เปิดตามประกาศรายฤดูกาลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง / รอบ 1 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 เปิดให้ศึกษาธรรมชาติเฉพาะบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
เวลาเปิดทำการ: 08.30 – 15.00 น. และกลับออกจากพื้นที่ไม่เกิน 16.00 น.
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย เป็นพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติขนาดใหญ่ของภาคอีสานตอนบน มีความหมายของชื่อว่า “เขาที่สูงใหญ่” หรือ “ภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน” เป็นดินแดนป่าภูเขาที่มีความสำคัญทั้งด้านระบบนิเวศ พืชพรรณ สัตว์ป่า ธรณีวิทยา และการศึกษาธรรมชาติ ภูหลวงเกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลกเป็นที่ราบสูงขนาดใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไป ดินและชั้นหินส่วนที่อ่อนถูกน้ำ ลม และแรงธรรมชาติพัดพาลงสู่พื้นที่ต่ำ จนเหลือเป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน หน้าผา ลานหิน ทุ่งหญ้า ป่าสน ป่าดิบเขา และแหล่งน้ำบนพื้นที่สูงที่มีอากาศเย็นตลอดปี
ภูหลวงได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2517 มีพื้นที่ขนาดใหญ่ครอบคลุมหลายอำเภอของจังหวัดเลย ได้แก่ อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง พื้นที่โดยรวมเป็นที่ราบสูงและเทือกเขาสลับซับซ้อน มีความสูงจากระดับน้ำทะเลแตกต่างกันมาก จึงเกิดสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัว อากาศเย็นกว่าพื้นที่ราบโดยรอบ และมีความชื้นที่เอื้อต่อพรรณไม้ภูเขา กล้วยไม้ป่า มอส เฟิร์น กุหลาบพันปี ก่วมแดง และพืชหายากหลายชนิด
เสน่ห์ของภูหลวงอยู่ที่ความเป็นผืนป่าที่มีชีวิตและเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลอย่างชัดเจน ฤดูร้อนของภูหลวงเริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน อุณหภูมิเฉลี่ยยังค่อนข้างเย็นเมื่อเทียบกับพื้นที่ราบ เป็นช่วงที่ดอกไม้ป่าหลายชนิดมีสีสันจัดจ้าน เช่น เอื้องตาเหิน กล้วยไม้ป่าดอกขาว กุหลาบขาว และกุหลาบแดง ฤดูฝนอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ป่าจะเขียวชอุ่ม พื้นที่ทุ่งหญ้ามีดอกไม้เล็กสีชมพูอมม่วงขึ้นแซม รวมถึงเทียนน้อยและพืชขนาดเล็กที่ชอบความชื้น ส่วนฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคมเป็นช่วงที่อากาศหนาวจัด อุณหภูมิลดต่ำมากในบางวัน และก่วมแดงหรือเมเปิลจะเปลี่ยนสีแดงก่อนผลัดใบ กลายเป็นภาพฤดูกาลที่หลายคนรอคอย
ภูหลวงเป็นแหล่งรวมพรรณไม้สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะพืชภูเขาและกล้วยไม้ป่าที่พบได้ตามลานหิน ป่าสน และป่าดิบเขา ตามพื้นดินและก้อนหินสามารถพบต้นกระดุมเงิน รองเท้านารีปีกแมลงปอ รองเท้านารีอินทนนท์ กล้วยไม้ดิน เอื้องสำเภางาม เอื้องพลายงาม เอื้องตาเหิน สิงโตขยุกขยุย ข้าวตอกฤาษี เฟิร์น และพืชขนาดเล็กที่บ่งบอกความสมบูรณ์ของป่า พืชเหล่านี้จำนวนมากมีความเปราะบาง เติบโตช้า และต้องอาศัยสภาพแวดล้อมเฉพาะตัว จึงทำให้ภูหลวงมีคุณค่าในฐานะแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชธรรมชาติที่สำคัญมากของภาคอีสาน
ป่าบนภูหลวงมีหลายประเภท ทั้งป่าผลัดใบหรือป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ทุ่งหญ้าบนพื้นที่ราบสูง และลานหินตามสันเขา ป่าที่โดดเด่นมากคือป่าสนและทุ่งหญ้าที่แทรกอยู่บนพื้นที่ราบ เนินเขา และลานหิน ทำให้ภูหลวงมีบรรยากาศคล้ายสวนธรรมชาติขนาดใหญ่ที่เปลี่ยนสีและเปลี่ยนกลิ่นอายไปตามฤดูกาล ในช่วงเช้า นักท่องเที่ยวจะสัมผัสอากาศเย็น ลมเบา ๆ กลิ่นดินชื้น และเสียงนกจากป่ารอบเส้นทาง ส่วนช่วงบ่ายแสงแดดจะทำให้ลานหิน ทุ่งหญ้า และแนวสนดูชัดเจนขึ้น เหมาะกับการถ่ายภาพและสังเกตพรรณไม้
สัตว์ป่าเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พื้นที่นี้ต้องได้รับการคุ้มครองในฐานะเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยวทั่วไป ภูหลวงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลาน แมลง และสัตว์ขนาดเล็กจำนวนมาก โดยเฉพาะช้างป่าที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศและเป็นเหตุผลหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต้องปฏิบัติตามเวลาเข้า-ออกพื้นที่อย่างเคร่งครัด การท่องเที่ยวในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจึงต้องมองธรรมชาติเป็นบ้านของสัตว์ป่า ไม่ใช่พื้นที่พักผ่อนของมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว
ในปัจจุบันพื้นที่หลักที่เปิดให้เข้าศึกษาธรรมชาติสำหรับนักท่องเที่ยวคือหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ซึ่งตั้งอยู่กลางป่าห่างจากที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงประมาณ 14 กิโลเมตร จุดนี้เป็นศูนย์กลางการบริการนักท่องเที่ยว มีลานจอดรถ ศูนย์บริการ จุดลงทะเบียน ร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบ้านพักสำหรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ค้างแรม โคกนกกระบาเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงธรรมชาติของภูหลวงได้สะดวกกว่าพื้นที่ป่าลึก และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำคัญหลายเส้นทาง
เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่หน่วยโคกนกกระบามีหลายระดับ เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ ระยะประมาณ 1 กิโลเมตร เหมาะกับผู้ที่ต้องการเดินระยะสั้นและเรียนรู้พรรณไม้ใกล้ศูนย์บริการ เส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยัน ระยะประมาณ 1.8 กิโลเมตร เป็นเส้นทางยอดนิยมที่เดินไม่ยากมาก ใช้เวลาเดินแบบไม่เร่งรีบราว 1.30–2 ชั่วโมง และเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาเสด็จ ระยะประมาณ 11.8 กิโลเมตร เหมาะกับผู้ที่มีความพร้อมด้านร่างกายและต้องการสัมผัสเส้นทางธรรมชาติระยะยาวมากขึ้น การเลือกเส้นทางควรขึ้นอยู่กับเวลา สภาพอากาศ สุขภาพ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
เส้นทางลานสุริยันเป็นเส้นทางที่ช่วยให้เห็นความงามของภูหลวงในเวลาสั้นแต่ค่อนข้างครบถ้วน ระหว่างทางจะผ่านป่าโปร่ง ป่าดิบเขา ลานหิน พืชขนาดเล็ก กล้วยไม้ป่า กุหลาบแดง กุหลาบขาว มอส เฟิร์น และลานชมวิวบางช่วง ลักษณะเส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางราบหรือชันไม่มาก เหมาะกับนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มีรองเท้าพร้อมและเดินตามเจ้าหน้าที่ การเดินในเส้นทางนี้ควรใช้สายตาช้า ๆ เพราะความงามของภูหลวงไม่ได้อยู่เฉพาะวิวกว้าง แต่ซ่อนอยู่ในรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ดอกไม้บนพื้นหญ้า กล้วยไม้ตามก้อนหิน ข้าวตอกฤาษีบนดินชื้น และใบเมเปิลที่กำลังเปลี่ยนสี
บริเวณลานสุริยันและเส้นทางใกล้เคียงมีพรรณไม้หายากหลายชนิด เช่น หญ้าขนตาช้าง กล้วยไม้ดิน เอื้องสร้อยระย้า ข้าวตอกฤาษี ดอกหรีดหรือกอลักษณา เอื้องสำเภางาม เหง้าน้ำทิพย์ รองเท้านารีอินทนนท์ เอื้องตาเหิน เอื้องพลายงาม สิงโตขยุกขยุย ก๊อกมองหรือสะเม็ก และกุหลาบพันปีหลายสี พรรณไม้เหล่านี้ทำให้ภูหลวงได้รับการกล่าวถึงในฐานะสวนพฤกษศาสตร์ธรรมชาติกลางภูเขา เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพจากสภาพจริง โดยมีเจ้าหน้าที่ช่วยอธิบายและชี้จุดสำคัญตลอดเส้นทาง
กุหลาบแดงและกุหลาบขาวเป็นสัญลักษณ์ทางพฤกษศาสตร์ที่ทำให้ภูหลวงเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้รักดอกไม้ป่า กุหลาบแดงหรือกุหลาบพันปีดอกแดงจะเริ่มบานตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมและต่อเนื่องไปถึงราวเดือนมีนาคม สีแดงแกมส้มของดอกกุหลาบตัดกับป่าสนและท้องฟ้าเย็นบนภูเขา ส่วนกุหลาบขาวหรือกุหลาบพันปีสีขาวมักบานสวยในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงต้นฤดูร้อน ดอกสีขาวบริสุทธิ์บนชะง่อนหินและขอบป่าทำให้ภูหลวงมีบรรยากาศนุ่มนวลและสงบ นักท่องเที่ยวควรถ่ายภาพโดยไม่จับ ดึง หรือเด็ดดอก เพราะพืชเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ต้องได้รับการอนุรักษ์
ฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่ก่วมแดงหรือเมเปิลเปลี่ยนสี ใบสีเขียวจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือส้มแดงก่อนผลัดใบลงสู่พื้นป่า ภาพใบเมเปิลสีแดงบนพื้นดินและตามลำธารเป็นภาพที่หลายคนเชื่อมโยงกับภูหลวงอย่างชัดเจน แม้เมเปิลบนภูหลวงจะไม่ได้เป็นป่ากว้างแบบประเทศเขตหนาว แต่มีเสน่ห์ตรงการเกิดขึ้นท่ามกลางป่าภูเขาของไทย ทำให้ผู้มาเยือนได้เห็นความละเอียดอ่อนของฤดูกาลและความแตกต่างของสภาพอากาศบนพื้นที่สูง
รองเท้านารีปีกแมลงปอเป็นอีกหนึ่งพืชเด่นที่มีคุณค่ามากของภูหลวง กล้วยไม้ชนิดนี้ขึ้นตามก้อนหินและพื้นที่ป่าดิบเขาที่มีความชื้นเหมาะสม รูปทรงของดอกมีความงดงามเฉพาะตัวและเป็นที่สนใจของนักพฤกษศาสตร์ นักถ่ายภาพธรรมชาติ และผู้รักกล้วยไม้ป่า การพบพืชชนิดนี้ในธรรมชาติสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องเตือนใจว่าสถานที่เหล่านี้ต้องได้รับการปกป้องอย่างเข้มงวด การเดินชมจึงควรอยู่ในเส้นทางที่เจ้าหน้าที่กำหนดเท่านั้น
ด้านตะวันออกของเทือกภูหลวงมีการค้นพบซากหินรอยเท้าไดโนเสาร์อายุกว่า 120 ล้านปี เป็นหลักฐานทางธรณีวิทยาที่ช่วยให้เห็นว่า พื้นที่ภูหลวงไม่ได้มีคุณค่าเฉพาะธรรมชาติปัจจุบัน แต่ยังเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์โลกยุคดึกดำบรรพ์ รอยเท้าไดโนเสาร์ทำให้พื้นที่นี้มีมิติของการเรียนรู้ทางธรณีและบรรพชีวินวิทยาเพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์ธรรมชาติจะมองภูหลวงได้ลึกกว่าเดิม เพราะผืนป่าที่เห็นในปัจจุบันตั้งอยู่บนพื้นดินที่ผ่านเรื่องราวยาวนานหลายล้านปี
เส้นทางศึกษาธรรมชาติภูหลวงตามข้อมูลดั้งเดิมเริ่มจากโหล่นมน ซึ่งเป็นบริเวณที่พักนักท่องเที่ยว เดินผ่านป่าดงดิบ ลำห้วย ป่าสนสามใบ ดอกไม้ป่า และทุ่งหญ้า ระยะทางประมาณ 2.3 กิโลเมตรถึงโหล่นสาวแยงคิง จากนั้นมีเส้นทางต่อไปยังโหล่นหินแอ่วขัน ระยะประมาณ 2 กิโลเมตร ผ่านดงดอกไม้หลายชนิด แล้วต่อไปยังลานหินโหล่นแต้ ระยะประมาณ 1.5 กิโลเมตร บริเวณผาโหล่นแต้สามารถชมทิวทัศน์ของภูหอ ภูกระดึง ภูยองภู และภูขวางได้ เส้นทางชุดนี้สะท้อนภาพภูหลวงในฐานะแหล่งเดินป่าศึกษาธรรมชาติที่มีทั้งป่า ทุ่งหญ้า ลานหิน หน้าผา และดอกไม้ป่าต่อเนื่องกัน
จุดท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่มีชื่อในภูหลวง ได้แก่ ผากบ ผาชมวิว โหล่นช้างผึ้ง ซุ้มงูเห่า น้ำตกสายทอง ผาเสด็จ ลานสุริยัน โคกนกกระบา และแนวลานหินต่าง ๆ แต่การเข้าถึงแต่ละจุดขึ้นอยู่กับประกาศของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ฤดูกาล สภาพเส้นทาง และมาตรการความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ พื้นที่ภูหลวงเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงไม่ควรเดินทางเข้าไปเองนอกเส้นทางหรือเดินลึกเข้าไปในป่าโดยไม่มีเจ้าหน้าที่นำทาง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีสัตว์ป่าออกหากินและพื้นที่หน้าผาที่มีความเสี่ยง
การเที่ยวภูหลวงมีลักษณะแตกต่างจากการเที่ยวอุทยานแห่งชาติทั่วไป เพราะพื้นที่นี้เน้นการศึกษาธรรมชาติภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ นักท่องเที่ยวแบบไป-กลับสามารถเดินทางเข้ามาติดต่อชำระค่าบริการ ณ ด่านตรวจและสำนักงานเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แล้วลงทะเบียนก่อนเข้าเส้นทาง ส่วนผู้ที่ต้องการค้างแรมที่หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบาจะต้องดำเนินการขออนุญาตล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ มีการประสานเรื่องที่พักและอาหารกับเจ้าหน้าที่ และต้องได้รับอนุญาตก่อนเท่านั้น การมีขั้นตอนเข้มงวดเช่นนี้ช่วยลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าและทำให้การเที่ยวปลอดภัยขึ้น
ปัจจุบันเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงไม่อนุญาตให้กางเต็นท์พักแรมทั่วไปในพื้นที่หน่วยโคกนกกระบาเพื่อความปลอดภัยจากสัตว์ป่า โดยมีบ้านพักรองรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุญาตให้ค้างแรมเท่านั้น การพักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจึงไม่เหมือนการกางเต็นท์ในอุทยานทั่วไป นักท่องเที่ยวต้องเตรียมเอกสาร จองล่วงหน้า และปฏิบัติตามเงื่อนไขของพื้นที่อย่างเคร่งครัด หากต้องการเพียงเดินชมเส้นทางระยะสั้นแบบไป-กลับ สามารถจัดเวลาให้ถึงด่านตั้งแต่เช้าและกลับออกก่อนเวลาที่กำหนด
เวลาเข้า-ออกพื้นที่เป็นเรื่องสำคัญของภูหลวง รอบล่าสุดเปิดบริการ 08.30–15.00 น. และกำหนดให้ออกจากพื้นที่ไม่เกิน 16.00 น. เนื่องจากช่วงเย็นถึงรุ่งเช้าเป็นเวลาที่สัตว์ป่า โดยเฉพาะช้างป่า มีโอกาสออกหากิน การอยู่ในพื้นที่หลังเวลาที่กำหนดเพิ่มความเสี่ยงทั้งต่อนักท่องเที่ยวและสัตว์ป่า การเที่ยวภูหลวงจึงควรวางแผนเวลาอย่างรัดกุม ออกเดินทางจากที่พักตั้งแต่เช้า เตรียมอาหารและน้ำให้พร้อม และไม่เริ่มเส้นทางช้าจนกระทบเวลาออกจากพื้นที่
สิ่งที่ควรเตรียมเมื่อไปภูหลวง ได้แก่ รองเท้าหุ้มส้นหรือรองเท้าเดินป่าที่พื้นยึดเกาะดี เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมวกกันแดด เสื้อกันฝนบาง ๆ ในฤดูฝน น้ำดื่ม ยาประจำตัว ยากันแมลง กล้องถ่ายภาพ และถุงสำหรับนำขยะกลับออกมา ไม่ควรใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้าที่พื้นลื่น เพราะเส้นทางบางช่วงเป็นลานหิน ดินชื้น หรือรากไม้ การเดินชมพืชหายากควรใช้ความระมัดระวัง ไม่ออกนอกทาง ไม่เหยียบพืชขนาดเล็ก และไม่เก็บตัวอย่างพืชออกจากพื้นที่
มารยาทในการเที่ยวภูหลวงต้องยึดหลักเคารพป่าอย่างจริงจัง นักท่องเที่ยวไม่ควรส่งเสียงดัง เปิดเพลง เด็ดดอกไม้ ขีดเขียนหิน เก็บกล้วยไม้ เก็บมอส ให้อาหารสัตว์ หรือทิ้งขยะไว้ในพื้นที่ ทุกอย่างบนภูหลวงมีหน้าที่ในระบบนิเวศ แม้แต่พืชเล็ก ๆ มอส หรือไลเคนบนก้อนหินก็เป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ของป่าภูเขา การถ่ายภาพควรทำโดยไม่รบกวน ไม่จัดฉากด้วยการจับกิ่งไม้หรือเด็ดดอกไม้ และไม่เดินเข้าไปในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต
การเดินทาง ไปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงจากจังหวัดเลย ใช้ทางหลวงหมายเลข 203 เส้นทางเลย-ภูเรือ ระยะทางประมาณ 36 กิโลเมตรถึงบ้านสามตม หรือบ้านสานตม จากนั้นเลี้ยวเข้าทางด้านข้างโรงเรียนบ้านสานตมไปตามทางหลวงชนบท ลย.2023 ระยะทางประมาณ 12–18 กิโลเมตรถึงที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง หากเดินทางมาจากอำเภอภูเรือไปทางตัวเมืองเลย ให้ขับจากภูเรือมาประมาณ 14–17 กิโลเมตรถึงสามแยกบ้านสานตม แล้วเลี้ยวเข้าทางเดียวกัน จากที่ทำการเขตฯ ขับรถต่อขึ้นเขาอีกประมาณ 14 กิโลเมตรถึงหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวหลัก
ถนนจากทางหลวงหมายเลข 203 เข้าสู่ที่ทำการเขตฯ และต่อไปยังโคกนกกระบาเป็นเส้นทางภูเขาที่มีโค้งและความลาดชันบางช่วง แม้รถยนต์ทั่วไปสามารถเดินทางได้ในช่วงที่ถนนและสภาพอากาศปกติ แต่ควรขับด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช้ความเร็ว และระวังสัตว์ป่าข้ามถนน การขับรถช่วงเช้าเหมาะที่สุดเพราะมีเวลาตรวจเอกสาร ลงทะเบียน เดินเส้นทางธรรมชาติ และกลับลงมาตามเวลาที่กำหนด หากเดินทางในฤดูฝนหรือหลังฝนตกควรตรวจสอบประกาศของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก่อนออกเดินทาง
พื้นที่รอบภูหลวงสามารถจัดร่วมกับเส้นทางท่องเที่ยวอำเภอภูเรือได้ดี นักท่องเที่ยวสามารถพักในอำเภอภูเรือหนึ่งคืน แล้วออกเดินทางไปภูหลวงตั้งแต่เช้า หลังกลับจากภูหลวงสามารถแวะตลาดไม้ดอกไม้ประดับบ้านหนองบง วัดสมเด็จภูเรือมิ่งเมือง วัดป่าห้วยลาด อุทยานแห่งชาติภูเรือ หรือคาเฟ่และร้านอาหารในอำเภอภูเรือได้ การจัดทริปเช่นนี้ช่วยให้ได้ทั้งมิติของป่าธรรมชาติ การศึกษาพรรณไม้ และบรรยากาศเมืองหนาวของภูเรือในทริปเดียว
สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ภูหลวงเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นความหลากหลายของธรรมชาติไทยในระดับลึกกว่าการเที่ยวทั่วไป ประเทศไทยไม่ได้มีเพียงทะเล วัด ตลาด และเมืองใหญ่ แต่ยังมีป่าภูเขาที่มีอากาศเย็น พืชหายาก กล้วยไม้ป่า เมเปิล ดอกกุหลาบพันปี และสัตว์ป่าที่ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างจริงจัง การมาเยือนภูหลวงช่วยให้เข้าใจการอนุรักษ์ธรรมชาติของไทยในบริบทเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งเข้มงวดกว่าแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติทั่วไป และต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ ชุมชน และผู้มาเยือน
โดยสรุป เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย เป็นผืนป่าภูเขาขนาดใหญ่ที่มีคุณค่าทั้งด้านพืชพรรณ สัตว์ป่า ธรณีวิทยา และการศึกษาธรรมชาติ จุดเด่นคืออากาศเย็นตลอดปี ป่าสน ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า ลานหิน เมเปิล กุหลาบแดง กุหลาบขาว กล้วยไม้ป่านานาชนิด รอยเท้าไดโนเสาร์ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่หน่วยโคกนกกระบา การเที่ยวภูหลวงต้องวางแผนล่วงหน้า เคารพเวลาเข้า-ออกพื้นที่ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ และมองพื้นที่นี้ในฐานะบ้านของสัตว์ป่าและพืชหายาก มากกว่าการเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไป
| ชื่อสถานที่ | เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง |
| ที่ตั้ง | ครอบคลุมพื้นที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย |
| ที่อยู่ | ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง หมู่ที่ 3 บ้านนาน้อย ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย 42160 |
| พิกัด | ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง: ใช้ค้นหาในแผนที่ด้วยชื่อ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย” หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา: จุดท่องเที่ยวหลักด้านการศึกษาธรรมชาติ |
| ไฮไลต์ | ป่าภูเขาอากาศเย็น ป่าสนสองใบ ป่าสนสามใบ ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า ลานหิน กล้วยไม้ป่า กุหลาบแดง กุหลาบขาว ก่วมแดงหรือเมเปิล รองเท้านารีปีกแมลงปอ รอยเท้าไดโนเสาร์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยัน และหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | ภูหลวงได้รับการประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2517 เป็นผืนป่าภูเขาขนาดใหญ่ของจังหวัดเลย มีพื้นที่ประมาณ 530,000 ไร่ และเป็นแหล่งอนุรักษ์พืชพรรณ สัตว์ป่า และระบบนิเวศภูเขาที่สำคัญของภาคอีสาน |
| ที่มาของชื่อ | ภูหลวงหมายถึงเขาที่สูงใหญ่ หรือภูเขาของพระเจ้าแผ่นดิน สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูงและที่ราบสูงขนาดใหญ่ |
| ลักษณะเด่น | พื้นที่ราบสูงและเทือกเขาสูงชัน ความสูงประมาณ 400–1,571 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีป่าหลากชนิด อากาศเย็นตลอดปี และมีพรรณไม้เฉพาะพื้นที่สูงจำนวนมาก |
| การเดินทาง | จากจังหวัดเลยใช้ทางหลวงหมายเลข 203 สายเลย-ภูเรือ ระยะทางประมาณ 36 กม. ถึงบ้านสานตม แล้วเลี้ยวเข้าทางหลวงชนบท ลย.2023 ไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จากนั้นขับต่อขึ้นเขาประมาณ 14 กม. ถึงหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดให้เข้าศึกษาธรรมชาติแบบควบคุมพื้นที่ตามประกาศรายฤดูกาล โดยรอบ 1 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 เปิดเฉพาะบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา |
| วันเปิดทำการ | เปิดตามประกาศรายฤดูกาลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง / รอบ 1 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 เปิดให้ศึกษาธรรมชาติที่หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา |
| เวลาเปิดทำการ | 08.30 – 15.00 น. และกลับออกจากพื้นที่ไม่เกิน 16.00 น. |
| ค่าเข้าชม / ค่าบริการ | ชาวไทย ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 60 บาท รถยนต์ 6 ล้อ 100 บาท รถจักรยานยนต์ 30 บาท |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ลานจอดรถ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ห้องน้ำ เจ้าหน้าที่นำเดินเส้นทางศึกษาธรรมชาติ และบ้านพักสำหรับผู้ได้รับอนุญาตให้ค้างแรม |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | โซนที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง โซนหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา โซนศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและลานจอดรถ โซนเส้นทางศึกษาธรรมชาติเฉลิมพระเกียรติ ระยะ 1 กม. โซนเส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยัน ระยะ 1.8 กม. โซนเส้นทางศึกษาธรรมชาติผาเสด็จ ระยะ 11.8 กม. โซนกุหลาบแดงและกุหลาบขาว โซนเมเปิลหรือก่วมแดง โซนกล้วยไม้ป่าและพืชหายาก โซนรอยเท้าไดโนเสาร์และลานหินธรรมชาติ |
| ผู้ดูแล / หน่วยงานรับผิดชอบ | เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง: นายวันชัย สิมมาเศียร |
| เบอร์ติดต่อหลัก | 064-0240743 |
| อีเมล | phuluang.it@gmail.com |
| การพักค้างแรม | มีบ้านพักที่หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบาสำหรับผู้ได้รับอนุญาต ไม่อนุญาตให้กางเต็นท์พักแรมทั่วไป ผู้ต้องการค้างแรมต้องประสานงานและทำหนังสือขออนุญาตล่วงหน้า |
| ข้อควรทราบ | การเดินเส้นทางธรรมชาติควรติดต่อเจ้าหน้าที่และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ไม่เดินออกนอกเส้นทาง ไม่เก็บพืช ไม่ส่งเสียงดัง ไม่ทิ้งขยะ และไม่อยู่ในพื้นที่หลังเวลาที่กำหนด เนื่องจากเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า |
| ช่วงเวลาน่าเที่ยว | พฤศจิกายน – พฤษภาคม โดยปลายธันวาคม – กลางมกราคมเหมาะกับการชมเมเปิลเปลี่ยนสี และมกราคม – มีนาคมเหมาะกับการชมกุหลาบแดง กุหลาบขาว และกล้วยไม้ป่า |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ประมาณ 14 กม. จากที่ทำการเขตฯ โทร. 064-0240743 2. เส้นทางศึกษาธรรมชาติลานสุริยัน ในเขตภูหลวง โทร. 064-0240743 3. ตลาดไม้ดอกไม้ประดับบ้านหนองบง ประมาณ 18 กม. โทร. 095-5966411 4. อุทยานแห่งชาติภูเรือ ประมาณ 20 กม. โทร. 0-4281-0965, 088-5095299 5. วัดสมเด็จภูเรือมิ่งเมือง ประมาณ 20 กม. โทร. 042-812812 6. วัดป่าห้วยลาด ประมาณ 25 กม. โทร. 042-810664 7. อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง ประมาณ 22 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ร้านอาหารหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ประมาณ 0 กม. โทร. 064-0240743 2. ร้านกาต๊าก ประมาณ 11 กม. โทร. 080-0139900 3. ภูเรือรีสอร์ท Restaurant ประมาณ 17 กม. โทร. 091-0683157, 042-899048 4. Cafe De Meena คาเฟ่ดีมีนา ประมาณ 18 กม. โทร. 081-9542915 5. ภูเรือโภชนา ประมาณ 18 กม. โทร. 042-899159 6. ภูเรือไก่ย่าง ประมาณ 18 กม. โทร. 042-899149, 095-6571444 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. บ้านพักหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ประมาณ 0 กม. โทร. 064-0240743 2. ภูเรือรีสอร์ท ประมาณ 17 กม. โทร. 091-0683157, 042-899048 3. ภูเรือคีรีรีสอร์ท ประมาณ 18 กม. โทร. 093-2989661 4. ภูเรือบุษบารีสอร์ท แอนด์ สปา ประมาณ 18 กม. โทร. 042-899299, 042-899330, 082-3942619 5. ภูเรือเรือนไม้รีสอร์ท ประมาณ 20 กม. โทร. 081-9542915 6. ระยอง-ภูเรือ รีสอร์ท ประมาณ 22 กม. โทร. 080-4137999 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงอยู่ที่ไหน?
ตอบ: เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงครอบคลุมพื้นที่อำเภอวังสะพุง อำเภอภูเรือ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย โดยที่ทำการเขตฯ อยู่ที่บ้านนาน้อย ตำบลท่าศาลา อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย
ถาม: ภูหลวงมีจุดเด่นอะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือเป็นป่าภูเขาอากาศเย็นตลอดปี มีป่าสน ป่าดิบเขา ทุ่งหญ้า ลานหิน กุหลาบแดง กุหลาบขาว กล้วยไม้ป่า เมเปิล รองเท้านารีปีกแมลงปอ รอยเท้าไดโนเสาร์ และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่หน่วยโคกนกกระบา
ถาม: เปิดให้เข้าศึกษาธรรมชาติช่วงไหน?
ตอบ: เปิดตามประกาศรายฤดูกาลของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง โดยรอบ 1 พฤศจิกายน 2568 – 30 เมษายน 2569 เปิดเฉพาะบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา
ถาม: เวลาเข้าพื้นที่ภูหลวงคือกี่โมง?
ตอบ: เปิดบริการ 08.30 – 15.00 น. และต้องกลับออกจากพื้นที่ไม่เกิน 16.00 น. เพื่อความปลอดภัยจากสัตว์ป่าที่ออกหากินช่วงเย็นถึงรุ่งเช้า
ถาม: ต้องเสียค่าเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: มีค่าบริการเข้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ชาวไทยผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างชาติผู้ใหญ่ 400 บาท เด็ก 200 บาท รถยนต์ 4 ล้อ 60 บาท รถยนต์ 6 ล้อ 100 บาท และรถจักรยานยนต์ 30 บาท
ถาม: ต้องมีเจ้าหน้าที่นำทางหรือไม่?
ตอบ: เส้นทางศึกษาธรรมชาติควรเดินกับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเส้นทางที่มีพืชหายาก ลานหิน หน้าผา หรือพื้นที่ป่าที่มีสัตว์ป่า เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันผลกระทบต่อธรรมชาติ
ถาม: พักค้างแรมที่ภูหลวงได้หรือไม่?
ตอบ: พักค้างแรมได้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตและมีการประสานงานล่วงหน้า โดยมีบ้านพักที่หน่วยพิทักษ์ป่าโคกนกกระบา ไม่อนุญาตให้กางเต็นท์พักแรมทั่วไป
ถาม: ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปภูหลวง?
ตอบ: ควรเตรียมรองเท้าเดินป่า เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หมวก น้ำดื่ม ยาประจำตัว ยากันแมลง กล้องถ่ายภาพ และถุงสำหรับนำขยะกลับออกมา พร้อมติดต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าที่เบอร์ 064-0240743
หมวดหมู่: ●ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
กลุ่ม: ●อุทยานแห่งชาติ และเขตอนุรักษ์
ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว




