หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์ >อ.พุทไธสง >ต.บ้านยาง > บ้านหัวสะพาน
TL;DR: บ้านหัวสะพาน อยู่ที่ตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดทุกวัน โดยควรติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชมเป็นหมู่คณะ เวลา กรุณาติดต่อกลุ่มทอผ้าหรือผู้ประสานงานชุมชนล่วงหน้าเพื่อจัดรอบกิจกรรม.
บ้านหัวสะพาน

วันเปิดทำการ: ทุกวัน โดยควรติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชมเป็นหมู่คณะ
เวลาเปิดทำการ: กรุณาติดต่อกลุ่มทอผ้าหรือผู้ประสานงานชุมชนล่วงหน้าเพื่อจัดรอบกิจกรรม
บ้านหัวสะพาน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นชุมชนท่องเที่ยวไหมในตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง ที่มีชื่อเสียงด้านการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ฟอกย้อม มัดหมี่ ทอผ้าไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหมอย่างครบวงจร ชุมชนประกอบด้วยหลายหมู่บ้านที่แบ่งบทบาทเป็นฐานเรียนรู้ เช่น ฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ฐานสาวไหม ฐานทอผ้าไหม ฐานฟอกย้อมไหม และฐานแปรรูป ผลิตภัณฑ์เด่นคือผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้ามัดหมี่เชิงแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ เส้นไหม และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไหม บ้านหัวสะพานเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้วิถีหม่อนไหมอีสานใต้แบบใกล้ชิด เห็นกระบวนการผลิตจริง และสนับสนุนงานหัตถกรรมชุมชนโดยตรง
บ้านหัวสะพาน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหนึ่งในชุมชนหัตถกรรมผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์ชัดเจนของอำเภอพุทไธสง ตั้งอยู่ในตำบลบ้านยาง บนเส้นทางที่เดินทางสะดวกจากตัวอำเภอพุทไธสงไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 202 ประมาณ 3 กิโลเมตร ก่อนเข้าสู่พื้นที่ชุมชน บ้านหัวสะพานไม่ได้เป็นเพียงหมู่บ้านที่มีการทอผ้าไหมเป็นอาชีพเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่ยังคงรักษาระบบหม่อนไหมแบบครบวงจร ตั้งแต่การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม เตรียมเส้น ย้อมสี มัดหมี่ ทอผ้า และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหม ทำให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตของภูมิปัญญาอีสานใต้
เสน่ห์ของบ้านหัวสะพานอยู่ที่ความเป็นชุมชนจริง ผู้มาเยือนไม่ได้เห็นผ้าไหมเฉพาะในรูปแบบสินค้าที่วางขายเท่านั้น แต่สามารถเข้าใจเบื้องหลังของผืนผ้าว่าต้องผ่านกระบวนการยาวนานเพียงใด ตั้งแต่ใบหม่อนหนึ่งใบที่กลายเป็นอาหารของหนอนไหม รังไหมหนึ่งรังที่ถูกสาวเป็นเส้นไหม เส้นไหมหลายเส้นที่ถูกเตรียมเป็นไจไหม การฟอกย้อมและมัดลายอย่างประณีต ไปจนถึงจังหวะของกี่ทอผ้าที่ค่อย ๆ สร้างผืนผ้าขึ้นทีละแนว บ้านหัวสะพานจึงเหมาะกับการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้มากกว่าการแวะซื้อของฝากแบบเร่งรีบ
ชุมชนบ้านหัวสะพานมีวิถีหม่อนไหมสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น ชาวบ้านส่วนใหญ่มีพื้นฐานอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำนา และใช้ช่วงเวลาหลังฤดูเก็บเกี่ยวในการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมเพื่อสร้างรายได้เสริม ต่อมาภูมิปัญญานี้พัฒนาเป็นอาชีพสำคัญของหมู่บ้าน จนเกิดการรวมกลุ่มและจัดระบบการผลิตให้เข้มแข็งขึ้น จุดเปลี่ยนสำคัญคือการจัดตั้งสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ภายใต้การสนับสนุนจากหน่วยงานด้านหม่อนไหมและหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้การปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ผลิตเส้นไหม และบริหารจัดการผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานมากขึ้น
บ้านหัวสะพานได้รับการยอมรับในฐานะชุมชนที่มีความโดดเด่นด้านปลูกหม่อนเลี้ยงไหม โดยพื้นที่นี้เคยได้รับรางวัลหมู่บ้านตัวอย่างปลูกหม่อนเลี้ยงไหมดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี พ.ศ. 2557 ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการผลิตผ้าไหมเพียงไม่กี่ครัวเรือน แต่เกิดจากการมีระบบชุมชนที่คนจำนวนมากร่วมกันทำงาน ตั้งแต่ครัวเรือนที่ปลูกหม่อน ครัวเรือนที่เลี้ยงไหม ครัวเรือนที่สาวไหม กลุ่มทอผ้า กลุ่มฟอกย้อม กลุ่มแปรรูป ไปจนถึงการจำหน่ายและต้อนรับนักท่องเที่ยว การพัฒนาเช่นนี้ทำให้บ้านหัวสะพานเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ใช้ภูมิปัญญาเดิมสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างอัตลักษณ์ให้หมู่บ้าน
พื้นที่เรียนรู้ของบ้านหัวสะพานแบ่งออกเป็นฐานสำคัญหลายฐาน ได้แก่ บ้านน้อย หมู่ที่ 3 เป็นฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 5 เป็นฐานสาวไหม บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 13 เป็นฐานทอผ้าไหม บ้านหัวสะพานกลาง หมู่ที่ 14 เป็นฐานฟอกย้อมไหม และบ้านหัวสะพานใหม่ หมู่ที่ 18 เป็นฐานแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหม การแบ่งฐานลักษณะนี้ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเห็นภาพรวมของกระบวนการผลิตไหมได้ชัดเจน ไม่ได้เรียนรู้แบบแยกส่วน แต่เห็นว่าทุกขั้นตอนเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ภูมิปัญญาของชุมชน
ฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เพราะผ้าไหมทุกผืนเริ่มจากความสมบูรณ์ของใบหม่อนและการดูแลหนอนไหมอย่างละเอียด ต้นหม่อนเป็นพืชอาหารหลักของตัวไหม คุณภาพของใบหม่อนมีผลต่อการเจริญเติบโตของหนอนไหมและคุณภาพของรังไหม ชาวบ้านหัวสะพานจำนวนมากปลูกหม่อนในพื้นที่ของตนเองและใช้ประสบการณ์สะสมในการเลือกใบหม่อนที่เหมาะสม การเลี้ยงไหมต้องคำนึงถึงความสะอาด อากาศถ่ายเท อุณหภูมิ การป้องกันแมลง และการให้อาหารตามช่วงวัยของตัวไหม
การเลี้ยงไหมของชุมชนมีทั้งความเป็นงานเกษตรและงานละเอียดอ่อน ตัวไหมมีวงจรชีวิตตั้งแต่ไข่ หนอนไหม ดักแด้ ไปจนถึงผีเสื้อไหม ในช่วงที่เป็นหนอนไหมจะกินใบหม่อนเป็นอาหารและต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง เมื่อไหมแก่และพร้อมทำรัง ชาวบ้านจะคัดไหมเข้าสู่จ่อเพื่อให้ตัวไหมชักใยห่อหุ้มตัวเองเป็นรังไหม ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความชำนาญ เพราะหากเก็บไหมสุกเข้าจ่อช้าเกินไปหรือจัดการไม่เหมาะสม อาจกระทบต่อคุณภาพของรังไหมและเส้นไหมที่จะได้ในขั้นตอนถัดไป
ฐานสาวไหมเป็นอีกจุดที่ทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจคุณค่าของเส้นไหมอย่างชัดเจน การสาวไหมคือการดึงเส้นใยออกจากรังไหม โดยนำรังไหมไปต้มในน้ำร้อนเพื่อคลายกาวธรรมชาติที่ยึดเส้นใยไว้ จากนั้นจึงค่อย ๆ ดึงเส้นไหมจากหลายรังรวมกันให้กลายเป็นเส้นเดียว เส้นไหมที่ได้ต้องมีความเหนียว แน่น และสม่ำเสมอ การสาวไหมไม่ใช่เพียงงานใช้แรง แต่ต้องอาศัยสายตา ความนิ่งของมือ และความเข้าใจจังหวะของเส้นใย หากทำเร็วหรือช้าเกินไป เส้นไหมอาจไม่สวยหรือไม่เหมาะกับการนำไปทอผ้าคุณภาพดี
หลังจากได้เส้นไหมแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการกรอไหม ทำไจไหม ฟอก ย้อม และเตรียมเส้นสำหรับมัดหมี่หรือทอผ้า ชาวบ้านหัวสะพานมีความรู้เรื่องการจัดการเส้นไหมอย่างละเอียด เช่น การทำให้เส้นไหมแห้ง การจัดเก็บ การคัดคุณภาพ และการเตรียมเส้นให้พร้อมสำหรับงานทอ เส้นไหมแต่ละชนิดมีลักษณะต่างกัน บางเส้นเหมาะกับการทอผ้าพื้น บางเส้นเหมาะกับผ้ามัดหมี่ บางเส้นใช้สำหรับงานแปรรูปหรือผลิตภัณฑ์เฉพาะ การเข้าใจเส้นไหมจึงเป็นพื้นฐานของช่างทอที่ดี
ฐานฟอกย้อมไหมเป็นพื้นที่ที่แสดงให้เห็นความละเอียดของสีและวัสดุ สีของผ้าไหมไม่ใช่เพียงความสวยงามภายนอก แต่มีผลต่ออัตลักษณ์ของผืนผ้าและความหมายทางวัฒนธรรมของลวดลาย การฟอกเส้นไหมช่วยเตรียมเส้นให้รับสีได้ดีขึ้น ส่วนการย้อมสีต้องควบคุมทั้งเวลา อุณหภูมิ ความเข้มของสี และการล้างเส้นไหมหลังย้อม บ้านหัวสะพานมีทั้งการใช้สีในโทนดั้งเดิมของผ้าไหมอีสานใต้และการปรับสีให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดร่วมสมัย
ฐานมัดหมี่และทอผ้าไหมเป็นหัวใจของงานผ้าไหมบ้านหัวสะพาน ผ้าไหมมัดหมี่ต้องเริ่มจากการออกแบบลายบนเส้นไหมก่อนทอ ช่างมัดหมี่จะมัดเส้นไหมตามตำแหน่งที่ต้องการให้เกิดลวดลาย เมื่อนำไปย้อมและแก้มัดออก เส้นไหมจะมีตำแหน่งสีที่แตกต่างกันตามลายที่กำหนด จากนั้นจึงนำไปทอให้ลายปรากฏเป็นผืนผ้า ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความจำ ความแม่นยำ และประสบการณ์สูง เพราะลายไม่ได้เกิดจากการพิมพ์ลงบนผืนผ้า แต่เกิดจากการวางแผนบนเส้นไหมตั้งแต่ก่อนขึ้นกี่
ผ้าไหมมัดหมี่ซิ่นตีนแดงเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ที่ทำให้บ้านหัวสะพานเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ้าซิ่นตีนแดงหรือผ้ามัดหมี่เชิงแดงสะท้อนวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวอีสานใต้ โดยมีส่วนเชิงหรือตีนซิ่นสีแดงที่โดดเด่น สื่อถึงความงาม ความสง่า และความเป็นมงคล ผืนผ้าลักษณะนี้มักใช้ในงานบุญ งานพิธี งานประเพณี และโอกาสสำคัญของครอบครัว ลวดลายที่สืบทอดกันมา เช่น ลายบันไดสวรรค์ ลายหมากหวาย และลายนกยูง ทำให้ผ้าไหมบ้านหัวสะพานมีทั้งคุณค่าทางการใช้งานและคุณค่าทางความทรงจำของชุมชน
นอกจากลายดั้งเดิมแล้ว ชุมชนยังมีการพัฒนาลายประยุกต์เพื่อเพิ่มมูลค่าและตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ เช่น การใส่ดิ้นทอง การปรับสีให้ร่วมสมัย และการออกแบบให้เหมาะกับการตัดเย็บเป็นเสื้อ ผ้านุ่ง ผ้าคลุมไหล่ หรือของใช้ในชีวิตประจำวัน การประยุกต์ไม่ได้ทำให้รากเดิมหายไป หากทำอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผ้าไหมเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้นและทำให้งานทอมือยังคงมีตลาดรองรับในสังคมปัจจุบัน
ผลิตภัณฑ์ของบ้านหัวสะพานมีหลายรูปแบบ ทั้งเส้นไหม ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้ามัดหมี่เชิงแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ และผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น หมอนสมุนไพร หมอนสามเหลี่ยม หมอนทรงมะเฟือง หมอนทรงกระดูก กระเป๋า และของใช้จากผ้าไหม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สะท้อนการต่อยอดภูมิปัญญาให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ผู้ที่ไม่ต้องการซื้อผ้าไหมผืนใหญ่ยังสามารถเลือกซื้อของฝากขนาดเล็กที่ใช้ได้จริงและสนับสนุนรายได้ของชุมชนได้โดยตรง
บ้านหัวสะพานยังเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะกับนักเรียน นักศึกษา กลุ่มศึกษาดูงาน นักออกแบบสิ่งทอ ผู้สนใจผ้าไทย และนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะการมาเยือนที่นี่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรรมกับหัตถกรรมอย่างชัดเจน การปลูกหม่อนคือฐานของวัตถุดิบ การเลี้ยงไหมคือกระบวนการผลิตเส้นใย การสาวไหมคือการเปลี่ยนรังไหมเป็นเส้น การมัดหมี่คือการออกแบบลวดลาย และการทอผ้าคือการสร้างมูลค่าทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ ทุกขั้นตอนล้วนต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และความร่วมมือของคนในชุมชน
ผู้ที่มาเยือนบ้านหัวสะพานควรใช้เวลาอย่างน้อย 1 – 2 ชั่วโมง หากต้องการเพียงเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาจใช้เวลาไม่นาน แต่หากต้องการเรียนรู้ฐานต่าง ๆ ให้ครบ ควรเผื่อเวลามากขึ้นและติดต่อล่วงหน้า เพราะกิจกรรมบางอย่าง เช่น การสาวไหม การฟอกย้อม หรือการมัดหมี่ อาจไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลาในทุกวัน การแจ้งจำนวนคนและวัตถุประสงค์ของการเข้าชมล่วงหน้าจะช่วยให้ชุมชนจัดลำดับฐานเรียนรู้และเตรียมผู้บรรยายหรือผู้สาธิตได้เหมาะสม
มารยาทในการท่องเที่ยวชุมชนมีความสำคัญมาก ผู้มาเยือนควรขออนุญาตก่อนถ่ายภาพบุคคล กี่ทอผ้า เส้นไหม หรือพื้นที่ภายในบ้าน ไม่จับต้องเส้นไหม รังไหม ผืนผ้า หรือเครื่องมือโดยไม่ได้รับอนุญาต และควรเคารพราคาของงานทอมือ เพราะผ้าไหมหนึ่งผืนใช้เวลาและแรงงานจำนวนมาก การต่อรองราคาควรทำอย่างสุภาพและสมเหตุสมผล การซื้อผลิตภัณฑ์จากช่างทอโดยตรงคือการสนับสนุนให้ภูมิปัญญายังคงอยู่ต่อไป
บ้านหัวสะพานเหมาะกับการจัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวร่วมกับสถานที่ใกล้เคียงในอำเภอพุทไธสงและอำเภอนาโพธิ์ เช่น พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์ ตลาดพุทไธสง คลองพังชู ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์ และปรางค์กู่สวนแตงในอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ เส้นทางนี้ทำให้นักท่องเที่ยวเห็นภาพรวมของบุรีรัมย์ตอนเหนือที่แตกต่างจากเส้นทางปราสาทหินทางตอนใต้ เพราะเน้นผ้าไหม วัดเก่า แหล่งศรัทธา ชุมชน และโบราณสถานขนาดเล็กที่ยังสัมพันธ์กับวิถีชีวิตผู้คน
การเดินทาง ไปบ้านหัวสะพานสะดวกที่สุดด้วยรถยนต์ส่วนตัว จากตัวอำเภอพุทไธสงให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 202 มุ่งหน้าไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย ประมาณ 3 กิโลเมตร จะเข้าสู่เขตชุมชนบ้านหัวสะพาน อีกเส้นทางหนึ่งคือหากเดินทางจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ สามารถใช้เส้นทางไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัย แล้วเลี้ยวเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 202 ไปทางอำเภอพุทไธสง บ้านหัวสะพานจะอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอพุทไธสงประมาณ 5 กิโลเมตร บริเวณทางเข้าชุมชนมีจุดสังเกตใกล้โรงเรียนวัดเทพรังสรรค์และหน่วยบริการทางหลวง
ผู้ที่เดินทางจากตัวเมืองบุรีรัมย์สามารถใช้เส้นทางไปอำเภอพุทไธสงตามเส้นทางหลักของจังหวัด แล้วต่อเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 202 มายังชุมชนบ้านหัวสะพานได้ การใช้แผนที่ออนไลน์ช่วยให้เข้าถึงจุดหมายสะดวกขึ้น โดยควรค้นหาชื่อบ้านท่องเที่ยวไหม ชุมชนบ้านหัวสะพาน ตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ หรือค้นหากลุ่มทอผ้าไหมบ้านหัวสะพาน หากเดินทางเป็นคณะควรโทรประสานงานก่อนออกเดินทาง เพื่อให้การเข้าชมไม่กระทบต่อเวลาทำงานของชาวบ้าน
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาเยือนคือช่วงเช้าถึงบ่าย เพราะมีเวลาเพียงพอในการชมฐานเรียนรู้และเดินทางต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้เคียง หากเดินทางในฤดูร้อนควรเตรียมน้ำดื่ม หมวก หรือร่ม ส่วนฤดูฝนควรตรวจสภาพเส้นทางและเผื่อเวลาในการเดินทางภายในหมู่บ้าน การแต่งกายควรสุภาพ สบาย และเหมาะกับการเดินชมชุมชน เนื่องจากบางกิจกรรมอาจต้องเดินเข้าออกบ้านเรือนหรือพื้นที่สาธิตของชาวบ้าน
ในภาพรวม บ้านหัวสะพานเป็นมากกว่าจุดจำหน่ายผ้าไหม เพราะเป็นชุมชนที่ทำให้เห็นว่าผ้าไหมหนึ่งผืนมีชีวิตและเรื่องราว ตั้งแต่ทุ่งหม่อน ใบหม่อน หนอนไหม รังไหม เส้นไหม กี่ทอผ้า มือของช่างทอ และความทรงจำของครอบครัวที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การมาเยือนบ้านหัวสะพานจึงให้ทั้งความรู้ ความเข้าใจ และความเคารพต่อแรงงานหัตถกรรม ผู้ที่ซื้อผ้าไหมจากที่นี่ไม่ได้ซื้อเพียงสิ่งของ แต่ได้สนับสนุนระบบวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตของชุมชนอีสานใต้
โดยสรุป บ้านหัวสะพาน จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสผ้าไหมบุรีรัมย์อย่างลึกซึ้ง ชุมชนแห่งนี้มีทั้งความเข้มแข็งของกลุ่มอาชีพ ระบบฐานเรียนรู้ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่มีเอกลักษณ์ และบรรยากาศชุมชนที่ยังคงวิถีชีวิตเรียบง่าย หากเดินทางมายังอำเภอพุทไธสง บ้านหัวสะพานคือสถานที่ที่ควรแวะเพื่อเรียนรู้ว่าเบื้องหลังผ้าไหมงามหนึ่งผืน คือภูมิปัญญา ความอดทน ความร่วมมือ และศรัทธาของผู้คนทั้งหมู่บ้าน
| ชื่อสถานที่ | บ้านหัวสะพาน / บ้านท่องเที่ยวไหม ชุมชนบ้านหัวสะพาน / กลุ่มทอผ้าบ้านหัวสะพาน |
| ที่ตั้ง | ตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ |
| ที่อยู่ | บ้านหัวสะพาน ตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ 31120 |
| ไฮไลต์ | หมู่บ้านท่องเที่ยวไหมและแหล่งเรียนรู้หม่อนไหมครบวงจร มีฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม ฟอกย้อมไหม ทอผ้าไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหม |
| ประวัติ / พัฒนาการ | ชุมชนมีภูมิปัญญาปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และทอผ้าไหมสืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น ต่อมาเกิดการรวมกลุ่มจัดตั้งสหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เพื่อยกระดับการผลิตและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อบ้านหัวสะพานสัมพันธ์กับภูมิทัศน์และการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในพื้นที่ตำบลบ้านยาง ปัจจุบันชื่อบ้านหัวสะพานเป็นที่รู้จักในฐานะหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมและแหล่งผลิตผ้าไหมซิ่นตีนแดงของบุรีรัมย์ |
| ลักษณะเด่น | ชุมชนมีการผลิตไหมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แบ่งงานเป็นฐานเรียนรู้ชัดเจน และมีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่สะท้อนอัตลักษณ์อีสานใต้ เช่น ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง และผ้ามัดหมี่เชิงแดง |
| ผลิตภัณฑ์สำคัญ | เส้นไหม ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้ามัดหมี่เชิงแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ หมอนสมุนไพร หมอนสามเหลี่ยม หมอนทรงมะเฟือง หมอนทรงกระดูก กระเป๋า และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไหม |
| โซนภายใน / ฐานเรียนรู้ | 1. บ้านน้อย หมู่ที่ 3 ฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม 2. บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 5 ฐานสาวไหม 3. บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 13 ฐานทอผ้าไหม 4. บ้านหัวสะพานกลาง หมู่ที่ 14 ฐานฟอกย้อมไหม 5. บ้านหัวสะพานใหม่ หมู่ที่ 18 ฐานแปรรูป 6. อาคารผลิตภัณฑ์ OTOP และจุดเรียนรู้ชุมชน 7. พื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมและของที่ระลึก |
| ผู้ดูแล / ผู้ประสานงาน | กลุ่มทอผ้าบ้านหัวสะพาน, สหกรณ์ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวสะพาน จำกัด, ผู้นำชุมชนบ้านหัวสะพาน และองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านยาง |
| เบอร์ติดต่อ | คุณวันทนา ผ้าไทย โทร. 089-579-8083 สหกรณ์/ศูนย์เรียนรู้ชุมชนบ้านหัวสะพาน โทร. 087-961-1261 |
| กิจกรรมสำคัญ | ศึกษาดูงานหม่อนไหม ชมการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม คัดรังไหม สาวไหม ฟอกย้อมไหม มัดหมี่ ทอผ้าไหม เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และเรียนรู้วิถีชุมชนแบบหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไหม แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหม และแหล่งผลิตผ้าไหมสำคัญของอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน โดยควรติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชมเป็นหมู่คณะ |
| เวลาเปิดทำการ | กรุณาติดต่อกลุ่มทอผ้าหรือผู้ประสานงานชุมชนล่วงหน้าเพื่อจัดรอบกิจกรรมและการสาธิต |
| ค่าเข้าชม | เข้าชมชุมชนทั่วไปไม่มีค่าเข้าชม กิจกรรมสาธิต ศึกษาดูงาน และการเข้าชมเป็นหมู่คณะควรติดต่อชุมชนล่วงหน้า |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | ศูนย์เรียนรู้ชุมชน อาคารผลิตภัณฑ์ OTOP พื้นที่สาธิตการทอผ้าไหม พื้นที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหม ลานจอดรถชุมชน และพื้นที่รองรับคณะศึกษาดูงานเมื่อประสานงานล่วงหน้า |
| การเดินทาง | จากตัวอำเภอพุทไธสง ใช้ทางหลวงหมายเลข 202 มุ่งหน้าไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยประมาณ 3 กม. บ้านหัวสะพานอยู่ในตำบลบ้านยาง หากเดินทางจากสนามบินบุรีรัมย์หรือโซนพยัคฆภูมิพิสัย ให้ใช้เส้นทางเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 202 ไปทางอำเภอพุทไธสง โดยชุมชนอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอประมาณ 5 กม. |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. ตลาดพุทไธสง ประมาณ 5 กม. 2. พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์ / วัดศีรษะแรด ประมาณ 7 กม. 3. วัดป่าหนองบัวรอง ประมาณ 10 กม. 4. คลองพังชู อำเภอนาโพธิ์ ประมาณ 12 กม. 5. ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์ ประมาณ 20 กม. 6. ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ ประมาณ 30 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. PunThai Coffee ข้างไทยฟู้ดพุทไธสง ประมาณ 5 กม. โทร. 092-282-7118 2. โฮมแลง อาหารอีสาน จิ้มจุ่ม พุทไธสง ประมาณ 6 กม. โทร. 099-413-5396 3. Bobby Bang Cafe พุทไธสง ประมาณ 6 กม. โทร. 091-870-0587 4. ลูคัส ทาร์ตไข่ พุทไธสง ประมาณ 7 กม. โทร. 090-952-7817, 085-634-2451 5. Bypass Pub&Restaurant พุทไธสง ประมาณ 7 กม. โทร. 081-877-8347, 098-127-3748 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. ภูฟ้า รีสอร์ท ตำบลบ้านยาง ประมาณ 2 กม. โทร. 091-659-2466 2. รชตะ รีสอร์ท อำเภอพุทไธสง ประมาณ 5 กม. โทร. 081-049-2045 3. โพธิ์ฟ้ารุ่งรีสอร์ท อำเภอพุทไธสง ประมาณ 5 กม. โทร. 089-424-0367 4. โรงแรมบ้านสวนสำราญ อำเภอพุทไธสง ประมาณ 6 กม. โทร. 086-871-3301 5. ปรานต์กมลรีสอร์ท ตำบลหายโศก ประมาณ 7 กม. โทร. 080-760-8833 6. บุญมณีรีสอร์ท อำเภอพุทไธสง ประมาณ 7 กม. โทร. 081-725-7249 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: บ้านหัวสะพานอยู่ที่ไหน?
ตอบ: บ้านหัวสะพานตั้งอยู่ในตำบลบ้านยาง อำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวไหมและแหล่งเรียนรู้หม่อนไหมสำคัญของอำเภอพุทไธสง
ถาม: บ้านหัวสะพานมีจุดเด่นเรื่องอะไร?
ตอบ: จุดเด่นคือการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม สาวไหม ฟอกย้อม มัดหมี่ ทอผ้าไหม และแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหมแบบครบวงจร นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้กระบวนการผลิตผ้าไหมจากชุมชนจริง
ถาม: บ้านหัวสะพานมีฐานเรียนรู้อะไรบ้าง?
ตอบ: มีฐานปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ฐานสาวไหม ฐานทอผ้าไหม ฐานฟอกย้อมไหม และฐานแปรรูปผลิตภัณฑ์ไหม ซึ่งกระจายอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ ของชุมชนบ้านหัวสะพาน
ถาม: ผลิตภัณฑ์เด่นของบ้านหัวสะพานคืออะไร?
ตอบ: ผลิตภัณฑ์เด่นคือเส้นไหม ผ้าไหมมัดหมี่ ผ้าซิ่นตีนแดง ผ้ามัดหมี่เชิงแดง ผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าพันคอ กระเป๋า และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไหม
ถาม: ต้องติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชมหรือไม่?
ตอบ: ควรติดต่อล่วงหน้า โดยเฉพาะการเข้าชมเป็นหมู่คณะหรือการต้องการชมกิจกรรมสาธิตหลายฐาน เพื่อให้ชุมชนจัดเตรียมผู้ประสานงานและลำดับกิจกรรมได้เหมาะสม
ถาม: เดินทางไปบ้านหัวสะพานอย่างไร?
ตอบ: จากตัวอำเภอพุทไธสง ใช้ทางหลวงหมายเลข 202 มุ่งหน้าไปทางอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยประมาณ 3 กม. หรือหากมาจากโซนพยัคฆภูมิพิสัย บ้านหัวสะพานจะอยู่ก่อนถึงตัวอำเภอพุทไธสงประมาณ 5 กม.
ถาม: เที่ยวบ้านหัวสะพานแล้วควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อที่พระเจ้าใหญ่วัดหงษ์ ตลาดพุทไธสง วัดป่าหนองบัวรอง คลองพังชู ศูนย์หัตถกรรมพื้นบ้านอำเภอนาโพธิ์ และปรางค์กู่สวนแตงได้
ถาม: บ้านหัวสะพานเหมาะกับนักท่องเที่ยวกลุ่มใด?
ตอบ: เหมาะกับครอบครัว นักเรียน นักศึกษา กลุ่มศึกษาดูงาน นักออกแบบสิ่งทอ ผู้สนใจผ้าไทย และนักท่องเที่ยวที่ต้องการเรียนรู้ภูมิปัญญาหม่อนไหมอีสานใต้จากชุมชนจริง
หมวดหมู่: ●วิถีชีวิต
กลุ่ม: ●หมู่บ้าน ชุมชน
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคอีสาน
ปรับปรุงล่าสุด : 1 เดือนที่แล้ว



