หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก >อ.เมืองพิษณุโลก >ต.ในเมือง > วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร
TL;DR: วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร อยู่ที่ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก เปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.
วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 06.00 – 18.00 น.
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก หรือที่ชาวพิษณุโลกและนักท่องเที่ยวทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “วัดใหญ่” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร และเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดพิษณุโลกมายาวนาน วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราช พระพุทธรูปสำคัญที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย ซึ่งได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่ามีพุทธลักษณะงดงามเป็นเลิศ ทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพิษณุโลก ชาวไทย และพุทธศาสนิกชนจากทั่วประเทศ ผู้ที่เดินทางมาพิษณุโลกมักถือว่าการได้มากราบนมัสการพระพุทธชินราชคือหนึ่งในประสบการณ์สำคัญที่ไม่ควรพลาด เพราะวัดแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ไหว้พระ แต่เป็นพื้นที่ที่รวมประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม พระพุทธศาสนา ราชประเพณี และความทรงจำของเมืองสองแควไว้อย่างครบถ้วน
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารตั้งอยู่บนถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก พื้นที่แห่งนี้เป็นย่านประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองพิษณุโลก เพราะอยู่ใกล้กับวัดราชบูรณะ วัดนางพญา พระราชวังจันทน์ และชุมชนเมืองเก่าริมแม่น้ำน่าน ทำให้วัดใหญ่เป็นจุดศูนย์กลางของเส้นทางท่องเที่ยวเชิงศาสนาและประวัติศาสตร์ในตัวเมืองพิษณุโลก ผู้มาเยือนสามารถใช้เวลาเดินชมวัดอย่างละเอียด แล้วต่อไปยังสถานที่ใกล้เคียงได้สะดวกภายในวันเดียว
วัดใหญ่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองพิษณุโลกในช่วงพุทธศักราช 1900 ภายในวัดมีโบราณสถานและโบราณวัตถุล้ำค่าหลายรายการ ได้แก่ พระพุทธชินราช พระเหลือ พระอัฏฐารส พระปรางค์ประธาน วิหารพระเหลือ วิหารแกลบ พระเจ้าเข้านิพพาน บานประตูประดับมุก และองค์ประกอบทางศิลปกรรมอีกจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ทำให้วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลป์ชั้นสำคัญของไทย โดยเฉพาะศิลปะสุโขทัยและอยุธยาที่ปรากฏร่วมกันในพื้นที่วัดเดียวอย่างงดงาม
หัวใจสำคัญของวัดคือ พระพุทธชินราช พระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว และสูง 7 ศอก พระพุทธชินราชได้รับการกล่าวขานว่าเป็นพระพุทธรูปที่งดงามที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย ด้วยพุทธลักษณะที่อ่อนช้อย สมส่วน และสง่างาม พระวรกายมีเส้นรอบนอกนุ่มนวล พระขนงโก่ง พระพักตร์เปี่ยมเมตตา พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง และพระหัตถ์มีปลายนิ้วทั้ง 4 เสมอกัน ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษที่เรียกว่า “ทีฆังคุลี” ความงามของพระพุทธชินราชจึงไม่ได้อยู่เพียงความใหญ่โตหรือความศักดิ์สิทธิ์ แต่รวมถึงสัดส่วน พลังแห่งศิลปะ และความสงบทางจิตใจที่ผู้มากราบไหว้สัมผัสได้ทันทีเมื่อเข้าสู่พระวิหาร
ประวัติการสร้างพระพุทธชินราชสัมพันธ์กับพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งโปรดให้สร้างพระพุทธชินราชขึ้นพร้อมกับพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ถือเป็นพระพุทธรูปสำคัญของศิลปะสุโขทัย ปัจจุบันพระพุทธชินสีห์ประดิษฐานอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร และพระศรีศาสดาประดิษฐานอยู่ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพมหานคร ส่วนพระพุทธชินราชยังคงประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก และกลายเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่มีผู้เดินทางมากราบนมัสการอย่างต่อเนื่องตลอดปี
ความงดงามของพระพุทธชินราชยิ่งโดดเด่นด้วย ซุ้มเรือนแก้ว ซึ่งทำด้วยไม้แกะสลักในสมัยอยุธยา ซุ้มเรือนแก้วนี้มีความวิจิตรละเอียดอ่อนและเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้พระพุทธชินราชมีภาพจำอันยิ่งใหญ่ ปลายซุ้มแกะเป็นรูปมกร ซึ่งมีลำตัวคล้ายมังกรและมีงวงคล้ายช้าง ตรงกลางมีตัวเหราคล้ายจระเข้ และมีเทพอสุราคอยปกป้ององค์พระ 2 องค์ รายละเอียดทั้งหมดสะท้อนคติจักรวาลในพุทธศาสนาและจินตนาการทางศิลปกรรมของช่างไทยโบราณ ซุ้มเรือนแก้วจึงไม่ใช่เพียงฉากหลังของพระประธาน แต่เป็นงานศิลป์ที่ช่วยยกระดับความศักดิ์สิทธิ์และความงดงามของพระพุทธชินราชให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งสมบัติสำคัญของวัดคือ บานประตูประดับมุก ที่ทางเข้าพระวิหารด้านหน้า สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2299 เป็นฝีมือช่างหลวงสมัยอยุธยาตอนปลายในรัชสมัยสมเด็จพระบรมโกศ ตรงกลางประตูมีสันอกเลาประดับลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ สองข้างเป็นลายกนกก้านแย่ง ช่วงกลางอกเลามีรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนเรียกว่า “นมอกเลา” เป็นรูปบุษบก มีพระอุณาโลมซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ประดิษฐานบนบัลลังก์อยู่ภายในบุษบก รายละเอียดเหล่านี้แสดงถึงความประณีตของช่างหลวงและความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ซ้อนอยู่ในงานประดับมุกทุกส่วน
ลวดลายบนบานประตูประดับมุกยังมีรูปชุมสายซึ่งเป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่ง ลักษณะเป็นฉัตร 3 ชั้น ใต้ฐานบุษบกมีหนุมานแบกฐานไว้ ส่วนเชิงล่างของอกเลาทำเป็นรูปกุมภัณฑ์ยืนถือกระบองในท่าสำแดงฤทธิ์ ลวดลายบนบานประตูเป็นลายกนกที่มีภาพสัตว์หิมพานต์ เช่น ราชสีห์ คชสีห์ เหมราช ครุฑ กินรีรำ และสัตว์อื่น ๆ อีกหลายชนิด รวมถึงลายอีแปะด้านละ 9 วง และลายประจำยามก้ามปูประดับขอบรอบบานประตู เดิมบานประตูวิหารพระพุทธชินราชทำด้วยไม้สักแกะสลัก เมื่อมีการสร้างบานประตูประดับมุกแล้ว บานประตูเก่าจึงถูกนำไปประดับที่ประตูวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ จังหวัดอุตรดิตถ์ เรื่องราวนี้สะท้อนการเคลื่อนย้ายและการอนุรักษ์งานศิลปกรรมสำคัญในอดีตอย่างน่าสนใจ
ภายในวัดยังมี พระเหลือ พระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดเล็กที่มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า พญาลิไทรับสั่งให้ช่างนำเศษทองสัมฤทธิ์ที่เหลือจากการสร้างพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา มารวมกันหล่อเป็นพระพุทธรูป เรียกว่า พระเหลือ พร้อมกับหล่อพระสาวกยืนอีก 2 องค์ ส่วนอิฐที่ใช้ก่อเตาหลอมทองถูกนำมารวมกันบนฐานชุกชีและปลูกต้นมหาโพธิ์ 3 ต้น เรียกว่า โพธิ์สามเส้า ระหว่างต้นโพธิ์มีการสร้างวิหารน้อยขึ้นเพื่ออัญเชิญพระเหลือและพระสาวกไปประดิษฐาน จึงเรียกว่า วิหารพระเหลือ
ความศรัทธาต่อพระเหลือมีความหมายเฉพาะในหมู่คนท้องถิ่นและผู้ประกอบอาชีพค้าขาย เพราะชื่อ “พระเหลือ” พ้องกับความหมายเรื่องความเหลือกินเหลือใช้ ผู้ศรัทธานิยมมากราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเฉพาะนักธุรกิจ พ่อค้า แม่ค้า และผู้ที่อยู่ในแวดวงการเงิน พระเหลือจึงเป็นตัวอย่างของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงภาษาพื้นบ้าน ความเชื่อ และแรงใจในการดำเนินชีวิตเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น
บทสวดบูชาที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาในพื้นที่วัดคือ “พุทธะบูชา มหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มหาปัญญะวันโต สังฆะบูชา มหาโภคะวะโหติโลกา นากัง อภิปูชะยามะฯ” บทสวดนี้สะท้อนการบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งเป็นแกนกลางของพระพุทธศาสนา และยังเชื่อมโยงกับการขอพรเพื่อสติ ปัญญา ความมั่นคง และความเป็นสิริมงคลในการดำเนินชีวิต
พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติที่อยู่ด้านหลังพระวิหาร สูง 18 ศอก สร้างในสมัยเดียวกับพระพุทธชินราช ราวพุทธศตวรรษที่ 19 เดิมประดิษฐานอยู่ในวิหารใหญ่ แต่ภายหลังวิหารได้พังทลายลงจนเหลือเพียงเสาศิลาแลงขนาดใหญ่ 3–4 ต้น ซึ่งเรียกว่า เนินวิหารเก้าห้อง พระอัฏฐารสจึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เห็นขนาดและความยิ่งใหญ่ของสิ่งก่อสร้างเดิมภายในวัด รวมถึงความรุ่งเรืองของวัดใหญ่ในอดีต
พระปรางค์ประธาน ของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นงานศิลปะสมัยอยุธยาตอนต้น มีฐานย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัยแท้ ต่อมาถูกแปลงให้เป็นพระปรางค์ในสมัยอยุธยา องค์พระปรางค์จึงเป็นหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่บอกเล่าการเปลี่ยนแปลงทางศิลปกรรมจากสุโขทัยสู่อยุธยาได้อย่างชัดเจน การเดินชมพระปรางค์ควรสังเกตฐาน รูปทรง และสัดส่วนขององค์ประกอบต่าง ๆ เพราะเป็นจุดที่ช่วยอธิบายการปรับเปลี่ยนคติการสร้างศาสนสถานในแต่ละยุคสมัย
ภายในวัดยังมี วิหารแกลบ และโบราณวัตถุสำคัญอย่าง พระเจ้าเข้านิพพาน ซึ่งเป็นโบราณวัตถุสมัยอยุธยาและถือเป็นชิ้นสำคัญของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พระเจ้าเข้านิพพานเป็นการจำลองสังเวชนียสถานของพระพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นหีบบรรจุพระบรมศพ ทำด้วยศิลา ตั้งอยู่บนจิตรการ ประดับลวดลายลงรักปิดร่องกระจกอย่างงดงาม ที่ปลายหีบมีพระบาททั้ง 2 ยื่นออกมา และบริเวณด้านหน้าหรือด้านท้ายของหีบพระบรมศพมีพระมหากัสสปะเถระนั่งนมัสการพระบรมศพ งานชิ้นนี้มีความพิเศษมาก เพราะช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจคติเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานผ่านงานศิลปกรรมที่จับต้องได้
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารยังเป็นศูนย์กลางของงานประเพณีและกิจกรรมทางศาสนาที่สำคัญ โดยเฉพาะงานนมัสการพระพุทธชินราช ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำในช่วงเดือน 3 ของทุกปี งานนี้เป็นงานบุญใหญ่ของเมืองพิษณุโลก มีพุทธศาสนิกชนจากหลายจังหวัดเดินทางมากราบไหว้พระพุทธชินราช ทำบุญ ฟังธรรม และร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรม บรรยากาศของงานสะท้อนให้เห็นว่าพระพุทธชินราชยังคงเป็นศูนย์รวมศรัทธาของผู้คนทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ
ในปัจจุบัน วัดใหญ่ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อชุมชนเมืองพิษณุโลก พระเทพรัตนมุนี หรือเจ้าคุณสุรชัย สุรชโย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร และมีบทบาทในการดูแลศาสนกิจ การบำรุงรักษาพื้นที่วัด และกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน วัดจึงไม่ได้เป็นเพียงโบราณสถาน แต่ยังเป็นพระอารามหลวงที่มีชีวิต มีพระสงฆ์ ชาวบ้าน นักท่องเที่ยว และผู้ศรัทธาเดินทางเข้าออกอย่างต่อเนื่องทุกวัน
การเดินทาง ไปวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารสะดวกมาก เพราะวัดตั้งอยู่ใจกลางเมืองพิษณุโลก บนถนนพุทธบูชา ใกล้แม่น้ำน่าน หากเดินทางด้วยรถไฟสามารถลงที่สถานีรถไฟพิษณุโลก แล้วต่อรถรับจ้าง รถสองแถว รถแท็กซี่ หรือบริการเรียกรถในพื้นที่ไปยังวัดได้ภายในเวลาไม่นาน หากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสามารถใช้เส้นทางในตัวเมืองตามแผนที่นำทางมายังวัดได้โดยตรง รอบวัดมีพื้นที่จอดรถและบริการใกล้เคียงตามสภาพพื้นที่เมืองเก่า ผู้มาเยือนควรวางแผนเวลาให้เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงวันหยุด วันพระ และเทศกาลสำคัญที่มีผู้คนเดินทางมาจำนวนมาก
ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการมาเยือนวัดใหญ่คือช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพราะอากาศไม่ร้อนจัดและบรรยากาศสงบกว่าช่วงกลางวัน ผู้ที่ต้องการกราบพระพุทธชินราชอย่างไม่เร่งรีบควรเผื่อเวลาอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง เพื่อชมพระวิหาร พระพุทธชินราช ซุ้มเรือนแก้ว บานประตูประดับมุก พระเหลือ พระอัฏฐารส พระปรางค์ประธาน และโบราณวัตถุสำคัญอื่น ๆ ภายในวัด การแต่งกายควรสุภาพ งดส่งเสียงดัง และให้ความเคารพต่อผู้ที่กำลังสักการะหรือปฏิบัติศาสนกิจ
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเหมาะกับนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม ทั้งสายบุญ ผู้สนใจประวัติศาสตร์ไทย นักเรียน นักศึกษา ช่างภาพ นักสะสมข้อมูลศิลปกรรม และชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าใจพระพุทธศาสนาไทยผ่านสถานที่จริง สำหรับชาวต่างชาติ วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ ศรัทธา และชีวิตประจำวันของคนไทยได้ชัดเจนที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะผู้มาเยือนจะได้เห็นทั้งพระพุทธรูปสำคัญระดับชาติ งานช่างหลวง งานประดับมุก โบราณวัตถุ และภาพของผู้คนที่เดินทางมากราบไหว้ด้วยความศรัทธา
การเที่ยววัดใหญ่ยังสามารถเชื่อมโยงกับสถานที่ใกล้เคียงได้อย่างลงตัว วัดนางพญาและวัดราชบูรณะอยู่ในระยะเดินใกล้กัน ส่วนพระราชวังจันทน์และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวีช่วยเติมเต็มความเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์เมืองพิษณุโลกและวิถีชีวิตท้องถิ่น ผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบลึกควรจัดเส้นทางให้วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารเป็นศูนย์กลาง แล้วเดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญโดยรอบ เพื่อให้เห็นภาพของเมืองพิษณุโลกทั้งในมิติศาสนา ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และชุมชนเมืองเก่า
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารจึงเป็นมากกว่าวัดสำคัญของจังหวัดพิษณุโลก แต่เป็นมรดกทางศาสนาและศิลปวัฒนธรรมของประเทศไทย พระพุทธชินราชคือศูนย์กลางศรัทธาที่ทำให้ผู้คนจากทั่วประเทศเดินทางมาสักการะ ส่วนโบราณสถานและโบราณวัตถุภายในวัดทำหน้าที่เป็นหลักฐานของความรุ่งเรืองทางศิลปกรรมไทยในอดีต การมาเยือนวัดแห่งนี้จึงเป็นทั้งการไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ และการสัมผัสความงามของศิลปะไทยที่ยังคงเปล่งประกายมาจนถึงปัจจุบัน
| ชื่อสถานที่ | วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร |
| ชื่อเรียกทั่วไป | วัดใหญ่, วัดพระศรี, วัดหลวงพ่อใหญ่, วัดพระพุทธชินราช |
| ที่ตั้ง | ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก |
| ที่อยู่ | 92/3 ถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก 65000 |
| พิกัด | ประมาณ 16.8238, 100.2628 |
| ไฮไลต์ | พระพุทธชินราช ซุ้มเรือนแก้ว บานประตูประดับมุก พระเหลือ พระอัฏฐารส พระปรางค์ประธาน และพระเจ้าเข้านิพพาน |
| ประวัติ / สมัย / ยุค | สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างเมืองพิษณุโลกในช่วงพุทธศักราช 1900 มีศิลปกรรมสำคัญจากสมัยสุโขทัยและอยุธยา และเป็นพระอารามหลวงชั้นเอกชนิดวรมหาวิหาร |
| ที่มาของชื่อ | ชื่อวัดสะท้อนฐานะของวัดสำคัญที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเป็นพระอารามหลวง ส่วนชื่อวัดใหญ่เกิดจากความสำคัญของวัดในฐานะศูนย์กลางศรัทธาของเมืองพิษณุโลก |
| ลักษณะเด่น | พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีพุทธลักษณะงดงามมาก พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิง และพระหัตถ์มีลักษณะทีฆังคุลี |
| หลักฐานสำคัญ | พระพุทธชินราช ซุ้มเรือนแก้ว บานประตูประดับมุก พ.ศ. 2299 พระเหลือ พระอัฏฐารส พระปรางค์ประธาน วิหารพระเหลือ และพระเจ้าเข้านิพพาน |
| การเดินทาง | ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพิษณุโลก เดินทางจากสถานีรถไฟพิษณุโลกได้สะดวกด้วยรถรับจ้าง รถสองแถว รถแท็กซี่ หรือรถยนต์ส่วนตัว วัดอยู่ใกล้วัดนางพญาและวัดราชบูรณะ |
| สถานะปัจจุบัน | เปิดเป็นพระอารามหลวงและแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา ประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดพิษณุโลก |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 06.00 – 18.00 น. |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่สักการะ ลานวัด ร้านค้า ร้านอาหารใกล้เคียง ห้องน้ำ พื้นที่จอดรถบริเวณใกล้เคียง และบริการในย่านเมืองเก่า |
| โซนภายใน / พื้นที่สำคัญ | พระวิหารพระพุทธชินราช วิหารพระเหลือ พระอัฏฐารส พระปรางค์ประธาน วิหารแกลบ พื้นที่บานประตูประดับมุก และพื้นที่โบราณสถานภายในวัด |
| เจ้าอาวาส / ผู้ดูแล | พระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย) |
| เบอร์ติดต่อหลัก | 055-258966 |
| เว็บไซต์ / เพจทางการ | วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ พิษณุโลก |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดนางพญา ประมาณ 0.2 กม. 2. วัดราชบูรณะ ประมาณ 0.3 กม. 3. พระราชวังจันทน์ ประมาณ 1 กม. 4. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี ประมาณ 3 กม. 5. วัดจุฬามณี ประมาณ 6 กม. |
| ร้านอาหารใกล้เคียง | 1. ราชาข้าวเหนียว วัดใหญ่ ประมาณ 0.2 กม. 2. ข้าวเหนียวป้าเยาว์ ประมาณ 0.2 กม. 3. ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา พิษณุโลกสองแคว ประมาณ 0.2 กม. 4. ร้านอาหารดราก้อน ริเวอร์ อเวนิว ประมาณ 1 กม. โทร. 099-374-7447, 055-242-242 5. ห้องอาหารอมอเร่ โรงแรมท็อปแลนด์ ประมาณ 1 กม. |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. โรงแรมท็อปแลนด์ ประมาณ 0.3 กม. โทร. 055-247-800 2. Holatel Phitsanulok ประมาณ 0.5 กม. 3. Karma Home Hostel ประมาณ 0.8 กม. 4. โรงแรมดราก้อนริเวอร์ อเวนิว ประมาณ 1 กม. โทร. 099-374-7447, 055-242-242 5. วังจันทร์ ริเวอร์วิว โฮเทล ประมาณ 1 กม. |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารตั้งอยู่บนถนนพุทธบูชา ตำบลในเมือง อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก
ถาม: วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารมีชื่อเรียกอื่นว่าอะไร?
ตอบ: ชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหญ่ วัดพระศรี วัดหลวงพ่อใหญ่ หรือวัดพระพุทธชินราช เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช
ถาม: พระพุทธชินราชมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: พระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ ได้รับการยกย่องว่ามีพุทธลักษณะงดงามที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย และเป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ
ถาม: วัดใหญ่เปิดให้เข้าชมเวลาใด?
ตอบ: วัดเปิดทุกวัน เวลา 06.00 – 18.00 น.
ถาม: ใครเป็นเจ้าอาวาสวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร?
ตอบ: เจ้าอาวาสคือพระเทพรัตนมุนี (สุรชัย สุรชโย)
ถาม: ภายในวัดมีสิ่งสำคัญอะไรบ้าง?
ตอบ: ภายในวัดมีพระพุทธชินราช ซุ้มเรือนแก้ว บานประตูประดับมุก พระเหลือ พระอัฏฐารส พระปรางค์ประธาน วิหารพระเหลือ วิหารแกลบ และพระเจ้าเข้านิพพาน
ถาม: ควรใช้เวลาเที่ยววัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารนานเท่าไร?
ตอบ: ควรใช้เวลาอย่างน้อย 1–2 ชั่วโมง เพื่อกราบพระพุทธชินราชและชมโบราณสถานสำคัญภายในวัดอย่างครบถ้วน
ถาม: เที่ยววัดใหญ่แล้วควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเดินทางต่อไปยังวัดนางพญา วัดราชบูรณะ พระราชวังจันทน์ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านจ่าทวี และวัดจุฬามณีได้สะดวก
โทร : 0552527423
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคเหนือ
ปรับปรุงล่าสุด : 3 เดือนที่แล้ว




