หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดกรุงเทพมหานคร >อ.พระนคร >ต.พระบรมมหาราชวัง > ส้มฉุนลอยแก้ว วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ
TL;DR: ส้มฉุนลอยแก้ว วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ. จุดเด่นคือ เป็นขนมลอยแก้วที่รวมผลไม้หลายชนิดในน้ำเชื่อมหอมดอกมะลิ ใบเตย และส้มซ่า เสิร์ฟเย็นกับน้ำแข็ง โรยขิงอ่อน ถั่วลิสงคั่วบด และหอมเจียว.
ส้มฉุนลอยแก้ว วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ
ส้มฉุนลอยแก้ว วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ สัมผัสความเย็นจากน้ำแข็งที่นำเข้ามาจากสิงคโปร์ราวสมัยรัชกาลที่ 4 ของว่างชนิดลอยแก้วอย่าง ส้มฉุน ที่รวมความสดชื่นของผลไม้ฤดูร้อน และหอมเย็นจากผลส้มซ่า ซึ่งเป็นกลิ่นรสจากธรรมชาติที่ช่วยคลายร้อนได้ตามยุคสมัย ส้มฉุน คือของกินชนิดหนึ่ง ใช้มะม่วงดิบ มะยมดิบ ยำกับกุ้งแห้ง ใส่น้ำปลา น้ำตาล บางทีก็นำไปตากแดด จะเรียกว่า ส้มลิ้ม
ส้มฉุนลอยแก้ว ขนมชาววัง สูตรขนมโบราณ ส่วนผสมทั้งหมดของส้มฉุนอย่างชาววังจะเห็นว่ามีส้มซ่าเป็นตัวให้กลิ่นรส แต่ก็ไม่ใช่ที่มาของชื่อเพราะสมัยก่อนส้มซ่านั้นใช้ปรุงรสอาหารทั้งคาวหวาน จนมาเจอกับสันนิษฐานหนึ่งที่ระบุว่า โดยคนในวังอาจเรียกลิ้นจี่ว่า ส้มฉุน ตามที่ปรากฏในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานของรัชกาลที่ 2 ลิ้นจี่มีครุ่นครุ่น เรียกส้มฉุนใช้นามกร หวลถวิลลิ้นลมงอน ชะอ้อนถ้อยร้อยกระบวนฯ” หรือเรียกลอยแก้วที่ใช้ลิ้นจี่เป็นส่วนประกอบหลักว่าส้มฉุน
โดยคำว่า ส้ม หมายถึงผลไม้ที่ให้รสเปรี้ยว ส่วน ฉุน อาจหมายถึง กลิ่นส่าคล้ายเหล้าของลิ้นจี่ดอง ที่เมื่อจะกินต้องนำมาปรุงรส นำส้มซ่ามาดับกลิ่นส่า ด้วยสมัยก่อนนั้นลิ้นจี่เป็นผลไม้นำเข้ามาจากเมืองจีนในรูปแบบดองทั้งผล ก่อนที่การขนส่งจะพัฒนานำผลสด และลิ้นจี่กระป๋องเข้ามาแทน
ลิ้นจี่ นี้เป็นผลไม้ที่ไม่มีตามฤดูกาล บางต้นก็เว้นปีไม่มีผลเหมือนผลไม้มีชื่อใช้รับประทานสดและลอยแก้ว ทำส้มฉุนและกวนด้วยน้ำตาล ทั้งใช้เป็นเครื่องกับข้าวที่ผลเปรี้ยวยำแกงผัดก็ได้ ปอกคว้านบ้าง ทั้งผลบ้าง ซึ่งในปัจจุบันนี้ลิ้นจี่กระป๋องซึ่งเข้ามาจากเมืองจีนมากอยู่ในท้องตลาดเสมอมีใช้ตลอดฤดูกาล
โดยแต่ก่อนนั้นลิ้นจี่จีนดองทั้งเปลือกเข้ามาตามฤดูหน้าเรือเข้า แต่เดี๋ยวนี้ทางเรือเมล์ไปมาเร็วขึ้น จนผลลิ้นจี่สดจากเมืองจีนก็บรรทุกเข้ามาได้ จึงเป็นผลไม้ที่มีตลอดทั้งสด และดองตามฤดูกาล หรือนอกฤดู ของกระป๋องและดองใช้แทนลิ้นจี่สดนี้ โดยท่านผู้ดีรับประทานใช้ปอก ที่เป็นสามัญก็ตั้งทั้งผลผู้รับประทานปอกเอง
เหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อส้มฉุนตำรับชาววัง ซึ่งจะต้องยืนพื้นด้วยผลไม้อย่างลิ้นจี่เป็นหลัก แล้วตามด้วยผลไม้ประจำฤดูกาลอื่น ๆ บางสูตรใช้ลำไยกับมะยงชิด และเพิ่มความเย็นหนำใจตามยุคสมัยในเมื่อเรามีทั้งน้ำแข็ งและตู้เย็นก็แช่น้ำลอยให้เย็นฉ่ำกินคู่น้ำแข็งทุบก้อนเล็ก ๆ หอม หวาน เย็นถึงใจกันไปเลย
ขนมไทย ขนมโบราณ ขนมหวานไทย นั้นมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย คือ จะมีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน โดยมีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง ขนมไทยดั้งเดิม ขนมโบราณ นั้นจะมีส่วนผสมคือ แป้ง, กะทิ และน้ำตาล เท่านั้น
โดยในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่า งานทำบุญ งานแต่ง เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร โดยส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาสวยงาม และมีความประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
สูตรส้มฉุน (สำหรับ 4 - 5 คน)
- ส้มซ่า 1 ลูก
- ลิ้นจี่คว้านเมล็ด 5 ลูก
- มะยงชิดปอกเปลือกคว้านเมล็ด 5 ลูก
- มะม่วงมันแกะสลัก 5 ชิ้น
- ลำไยคว้าน 9 ลูก
- น้ำลอยแก้ว
- ขิงอ่อนซอย ถั่วลิสงคั่วบด และหอมเจียวสำหรับโรย
- น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย
- เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
- น้ำลอยดอกมะลิ 1 3/4 ถ้วย
- ใบเตยหอมมัดปม 2 ใบ
วิธีทำขนมไทย ส้มฉุนลอยแก้ว (สูตรขนมไทย)
1. ขั้นตอนแรกเตรียมส้มซ่าโดยล้างส้มซ่าให้สะอาด ซับเบา ๆ ให้แห้ง จากนั้นปอกผิวส้มซ่าออกทั้งหมดพยายามอย่าให้ติดผิวสีขาวมาก เปลือกส้มซ่าลูกแรกซอยเป็นเส้นบาง ๆ และเก็บไว้โรยหน้า อีกลูกเอาไว้ให้กลิ่นใส่ในน้ำลอยแก้ว คั้นน้ำส้มซ่าแยกไว้
2. วิธีการทำน้ำลอยแก้วโดยใส่น้ำลอยดอกมะลิ ใบเตยมัดปม น้ำตาลทราย และเกลือป่นลงในหม้อ จากนั้นยกขึ้นตั้งไฟ รอให้น้ำตาลละลาย และน้ำเชื่อมข้นเป็นยางมะตูมอ่อน ๆ ปิดไฟ ยกลง ตักใบเตยออก โดยใส่ผิวส้มซ่าส่วนที่ไม่ได้ซอยลงไป กดให้จมน้ำเชื่อม ตามด้วยมะยงชิด ลำไย และลิ้นจี่ แช่ตู้เย็นช่องธรรมดาข้ามคืนเพื่อให้ผลไม้อิ่มน้ำเชื่อม
3. ขั้นตอนสุดท้ายจัดเสิร์ฟโดยตักผลไม้ พร้อมน้ำลอยแก้วใส่ถ้วย ใส่น้ำส้มซ่ามากน้อยตามชอบ จากนั้นวางมะม่วงมันแกะสลักในถ้วย โรยขิง ถั่วลิสง และหอมเจียว ใส่น้ำแข็งทุบ รับประทานทันทีขณะเย็น ๆ
เคล็ดลับ
- เตรียมน้ำลอยดอกมะลิโดยเก็บดอกมะลิตูม ๆ จากต้น (ควรเก็บดอกมะลิตอนเช้าตรู่) ต้องเป็นดอกมะลิที่ปราศจากปุ๋ย ยาฆ่าแมลง โดยเด็ดขั้วทิ้งก่อน แล้วค่อยนำน้ำสะอาดที่รับประทานได้ใส่ในภาชนะโหลแก้ว จากนั้นเอาดอกมะลิที่เตรียมไว้ใส่ลงไป ปิดฝาขวด ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1 คืน ถ้าอากาศร้อนให้นำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา ดอกมะลิที่ตูมจะบานสะพรั่ง ทำให้น้ำลอยมีกลิ่นหอมชื่นใจ ก่อนนำมาใช้ให้ช้อนดอกมะลิออกทิ้งก่อน กรองน้ำผ่านกระชอนหรือผ้าขาวบางอีกครั้ง
- น้ำลอยแก้วสามารถทำเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ โดยเก็บในตู้เย็นได้นาน 2 สัปดาห์ แต่พอพ้น 1 คืนควรตักผิวส้มซ่าออกก่อน ซึ่งส่วนความหวานของน้ำเชื่อมสามารถปรับได้ตามรสเปรี้ยว หวานของผลไม้ที่ใช้ลอยแก้ว
- น้ำลอยแก้วสามารถใส่น้ำส้มซ่าลงไปได้เลย แต่จะเก็บไว้ไม่ได้นาน ดังนั้นจึงควรบีบน้ำส้มซ่าใส่เมื่อจะรับประทาน แล้วควรรับประทานในทันที
| ชื่อขนม | ส้มฉุนลอยแก้ว |
| ประเภท | ขนมไทยชาววัง ขนมหวานไทยโบราณ และของว่างลอยแก้ว |
| ประวัติและที่มา | ส้มฉุนลอยแก้วเป็นของว่างไทยชาววังที่มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการรับประทานผลไม้ลอยแก้วในอดีต โดยใช้ลิ้นจี่เป็นผลไม้หลัก ร่วมกับผลไม้ฤดูร้อนอื่น ๆ และใช้ส้มซ่าเป็นตัวให้กลิ่นหอมสดชื่น สันนิษฐานว่าคำว่า “ส้มฉุน” อาจเกี่ยวข้องกับชื่อเรียกลิ้นจี่ในตำรับโบราณและกลิ่นเฉพาะของผลไม้ดองที่ต้องปรุงด้วยส้มซ่าเพื่อให้กลิ่นรสกลมกล่อมขึ้น |
| ลักษณะเด่น | เป็นขนมลอยแก้วที่รวมผลไม้หลายชนิดในน้ำเชื่อมหอมดอกมะลิ ใบเตย และส้มซ่า เสิร์ฟเย็นกับน้ำแข็ง โรยขิงอ่อน ถั่วลิสงคั่วบด และหอมเจียว |
| ผลไม้หลัก | ลิ้นจี่ มะยงชิด มะม่วงมัน ลำไย และส้มซ่า |
| ส่วนผสมน้ำลอยแก้ว | น้ำลอยดอกมะลิ น้ำตาลทรายขาว เกลือป่น ใบเตยหอม และผิวส้มซ่า |
| เครื่องโรยหน้า | ผิวส้มซ่าซอย ขิงอ่อนซอย ถั่วลิสงคั่วบด และหอมเจียว |
| เทคนิคสำคัญ | ควรแช่ผลไม้ในน้ำลอยแก้วข้ามคืนเพื่อให้ผลไม้อิ่มน้ำเชื่อม ใช้ผิวส้มซ่าเพิ่มกลิ่นหอม และควรบีบน้ำส้มซ่าตอนจัดเสิร์ฟเพื่อให้กลิ่นสดใหม่และรสเปรี้ยวหอมชัดเจน |
| รสชาติ | หวาน เย็น หอมสดชื่น มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ จากส้มซ่า ความหอมจากดอกมะลิและใบเตย และมีมิติจากขิงอ่อน ถั่วลิสง และหอมเจียว |
| โอกาสที่นิยมรับประทาน | นิยมรับประทานเป็นของหวานคลายร้อน ของว่างชาววัง ขนมต้อนรับแขก และขนมไทยในงานสำรับโบราณ |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ส้มฉุนลอยแก้วคืออะไร?
ตอบ: ส้มฉุนลอยแก้วคือขนมหวานไทยชาววังประเภทลอยแก้ว ใช้ผลไม้หลายชนิด เช่น ลิ้นจี่ มะยงชิด ลำไย มะม่วงมัน และส้มซ่า แช่ในน้ำเชื่อมหอมดอกมะลิและใบเตย แล้วเสิร์ฟเย็นพร้อมน้ำแข็ง
ถาม: ทำไมจึงเรียกว่าส้มฉุน?
ตอบ: คำว่า “ส้มฉุน” มีที่มาจากตำรับเก่าและการเรียกผลไม้ในวัง โดยมีการสันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับลิ้นจี่ ซึ่งในบางบริบทโบราณอาจเรียกว่า “ส้มฉุน” และใช้ส้มซ่าช่วยปรุงกลิ่นรสให้สดชื่นขึ้น
ถาม: ส้มซ่ามีบทบาทอย่างไรในส้มฉุนลอยแก้ว?
ตอบ: ส้มซ่าเป็นหัวใจสำคัญของกลิ่นรสในส้มฉุนลอยแก้ว ทั้งผิวส้มซ่าและน้ำส้มซ่าช่วยเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่น ตัดความหวานของน้ำเชื่อม และทำให้ผลไม้ลอยแก้วมีรสชาติซับซ้อนขึ้น
ถาม: ผลไม้ที่นิยมใช้ในส้มฉุนลอยแก้วมีอะไรบ้าง?
ตอบ: ผลไม้ที่นิยมใช้ ได้แก่ ลิ้นจี่ มะยงชิด ลำไย มะม่วงมัน และผลไม้ฤดูร้อนอื่น ๆ โดยลิ้นจี่ถือเป็นผลไม้สำคัญในตำรับชาววัง ส่วนผลไม้ชนิดอื่นสามารถปรับตามฤดูกาลได้
ถาม: ทำไมน้ำลอยแก้วต้องใช้น้ำลอยดอกมะลิ?
ตอบ: น้ำลอยดอกมะลิช่วยเพิ่มกลิ่นหอมอ่อน ๆ แบบขนมไทยโบราณ ทำให้น้ำเชื่อมหอมละมุนและให้ความรู้สึกสดชื่นเมื่อนำไปแช่ผลไม้
ถาม: ควรแช่ผลไม้ในน้ำลอยแก้วนานแค่ไหน?
ตอบ: ควรแช่ผลไม้ในน้ำลอยแก้วข้ามคืนในตู้เย็นช่องธรรมดา เพื่อให้ผลไม้อิ่มน้ำเชื่อมและได้กลิ่นหอมจากใบเตย ดอกมะลิ และผิวส้มซ่าอย่างเต็มที่
ถาม: ทำไมน้ำส้มซ่าควรใส่ตอนเสิร์ฟ?
ตอบ: น้ำส้มซ่าควรใส่ตอนเสิร์ฟเพื่อรักษากลิ่นหอมสดใหม่และรสเปรี้ยวธรรมชาติ หากใส่ไว้ล่วงหน้านานเกินไป กลิ่นอาจเปลี่ยนและทำให้น้ำลอยแก้วเก็บได้ไม่นาน
ถาม: เครื่องโรยหน้าของส้มฉุนลอยแก้วมีอะไรบ้าง?
ตอบ: เครื่องโรยหน้าที่นิยมใช้ ได้แก่ ขิงอ่อนซอย ถั่วลิสงคั่วบด หอมเจียว และผิวส้มซ่าซอย ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งกลิ่นหอม รสเผ็ดอ่อน ความมัน และความกรอบ
ถาม: ส้มฉุนลอยแก้วมีรสชาติอย่างไร?
ตอบ: ส้มฉุนลอยแก้วมีรสหวานเย็น หอมส้มซ่า หอมดอกมะลิและใบเตย มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ สดชื่น และมีมิติจากเครื่องโรยหน้าอย่างขิง ถั่วลิสง และหอมเจียว
ถาม: เคล็ดลับทำส้มฉุนลอยแก้วให้อร่อยคืออะไร?
ตอบ: เคล็ดลับคือใช้น้ำลอยดอกมะลิที่หอมสะอาด เลือกผลไม้สด รสหวานอมเปรี้ยวพอดี เคี่ยวน้ำเชื่อมให้ได้ความข้นแบบยางมะตูมอ่อน ๆ แช่ผลไม้ข้ามคืน และบีบน้ำส้มซ่าตอนจัดเสิร์ฟ
หมวดหมู่: ●บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
กลุ่ม: ●ขนมไทยชาววัง และสูตรโบราณ
ปรับปรุงล่าสุด : 2 เดือนที่แล้ว




