หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคกลาง >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดกรุงเทพมหานคร >อ.พระนคร >ต.พระบรมมหาราชวัง > อินทนิล วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ
TL;DR: อินทนิล วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ. จุดเด่นคือ เนื้อขนมเหนียวนุ่ม ลื่นใส ปั้นเป็นก้อนเล็ก รับประทานคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียน หอมกลิ่นใบเตย ดอกมะลิ และมีความสดชื่นจากน้ำแข็ง.

กรุงเทพมหานคร

อินทนิล วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ

อินทนิล วิธีทำขนมไทยชาววัง สูตรขนมโบราณ

อินทนิล ขนมไทยชาววัง ขนมโบราณ เป็นขนมชาววังที่ทำจากแป้งผสมกับความหอมที่ได้จากน้ำใบเตย และนำไปกวนจนเหนียว และปั้นเป็นก้อน พร้อมกับนำมาทานคู่กับน้ำกะทิที่เพิ่มความหอมจากการอบควันเทียน ก่อนจะตบท้ายด้วยน้ำแข็งที่ช่วยเพิ่มความอร่อยให้เย็นสดชื่น 
 
อินทนิล ขนมชาววัง ขนมหวานไทย เมื่อทานจะให้รสชาติเหนียวนุ่ม หวานตัดเค็มแบบลงตัว และความหอมจากใบเตยกับกะทิอบควันเทียนในปัจจุบันอาจจะหาทานได้ยากสักหน่อย แต่รับรองว่าเป็นอีกหนึ่งขนมชาววังที่ห้ามพลาดเพราะมีรสชาติละมุนกลมกล่อมให้ความสดชื่นแน่นอน
 
สูตรลับในการทำขนมอินทนิลให้อร่อย กลิ่นหอมมะลิอบควันเทียน ช่วยเพิ่มความอร่อย และในขั้นตอนการทำน้ำกะทิ นอกจากน้ำลอยดอกมะลิ และใบเตยจะช่วยเพิ่มกลิ่นหอมแล้ว ให้นำกะทิมาอบควันเทียน โดยจะอบควันเทียนประมาณ 4 - 5 รอบ รอบละประมาณ 25 นาที หรือหากใครอยากให้กะทิหอมฟุ้งอบอวลมากยิ่งขึ้นก็สามารถอบเพิ่มได้อีก เพราะจะยิ่งช่วยทำให้ขนมของเราน่าทานมาก
 
อินทนิล เสน่ห์หนึ่งของขนมไทย คือแม้มีส่วนผสมหลักเพียงสามอย่าง แป้ง, กะทิ และน้ำตาล ก็สามารถเนรมิตขนมให้ออกมาแตกต่างหลากสัมผัสทั้งรูป กลิ่น รส ที่ล้วนเป็นหัวใจของขนมไทย ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการทำ ปรับสัดส่วนหรือเพิ่มวัตถุดิบที่หาได้ตามท้องถิ่นนั้น เช่นขนมไทยหากินยากอย่าง อินทนิล มีชื่อที่ไพเราะ รูปงาม เลียนแบบทั้งชื่อ และสีขนมจากไม้ยืนต้นผลัดใบชื่อต้นอินทนิล ที่มีช่อดอกกลีบซ้อนสวยงามสีม่วงสด หรือม่วงอมชมพู ออกช่วงเดือนมีนาคม - มิถุนายน
 
อินทนิล ในปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนจากสีม่วงน้ำดอกอัญชันเป็นสีเขียวจากใบเตย อาจเพราะใบเตยนั้นหาได้ง่ายกว่า และเพิ่มความหอมให้กับเนื้อขนม ชื่อของอินทนิลในคราบขนมกวนสีเขียวราดกะทิในปัจจุบันจึงไม่ได้บอกเล่าที่มาหรือ มีความหมายกำกับตัวขนม เสน่ห์ที่เปลี่ยนไปพร้อมรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้ความสมบูรณ์ของอินทนิลอาจหล่นหายไปบ้าง
 
แต่การทำอินทนิลให้สมชื่อทั้งทีจึงควรเป็นสีม่วงจากอัญชันหากไม่เหนือบ่ากว่าแรงนัก และแม้จะใช้สีม่วงจากน้ำดอกอัญชันก็ไม่ทำให้กลิ่นหอมลดลง เพราะคนสมัยก่อนให้ความสำคัญกับ กลิ่น มากใกล้ตัวตั้งแต่การอบร่ำหีบเสื้อผ้า ทำน้ำอบ น้ำปรุง ไปจนถึงกลิ่นในอาหาร และขนม ด้วยการอบร่ำควันเทียน อบร่ำดอกไม้ จึงไม่ละเลยขั้นตอนการอบร่ำควันเทียนเพื่อให้กลิ่นในขนมอินทนิลหอมจับใจ
 
อินทนิล ขนมไทยชาววัง ขนมโบราณ นั้นมีส่วนผสมหลักคือแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งแต่เดิมเป็นของมีราคาเพราะต้องนำเข้ามาจากประเทศสิงคโปร์ อินทนิลจึงเป็นขนมที่ทำเฉพาะในรั้วในวัง และแม้ตัวขนมที่นุ่มหนึบ ลื่นอร่อยกินกับน้ำกะทิสดอบร่ำหอมๆ แล้วจะเข้ากัน แต่หากปัจจุบันส่วนผสมที่หาได้ง่าย เนื่องจากไม่ได้ราคาสูงเหมือนในอดีต เพียงสละเวลามาลองทำขนมไทยอินทนิลกินในครอบครัว แจกเพื่อนฝูงก็คุ้มค่านอกจากส่งความอร่อย ยังสานต่อตำรับขนมไทยอย่างอินทนิลต่อไป
 
ขนมไทย ขนมโบราณ ขนมหวานไทย นั้นมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมประจำชาติไทย คือ จะมีความละเอียดอ่อนประณีตในการเลือกสรรวัตถุดิบ วิธีการทำ ที่พิถีพิถัน รสชาติอร่อยหอมหวาน โดยมีสีสันสวยงาม รูปลักษณ์ชวนรับประทาน ตลอดจนกรรมวิธีที่ประณีตบรรจง ขนมไทยดั้งเดิม ขนมโบราณ นั้นจะมีส่วนผสมคือ แป้ง, กะทิ และน้ำตาล เท่านั้น
 
โดยในสมัยโบราณคนไทยจะทำขนมเฉพาะวาระสำคัญเท่านั้น เป็นต้นว่า งานทำบุญ งานแต่ง เทศกาลสำคัญ หรือต้อนรับแขกสำคัญ เพราะขนมบางชนิดจำเป็นต้องใช้กำลังคนอาศัยเวลาในการทำพอสมควร โดยส่วนใหญ่เป็น ขนบประเพณี เป็นต้นว่า ขนมงาน เนื่องในงานแต่งงาน ขนมพื้นบ้าน เช่น ขนมครก ขนมถ้วย ฯลฯ ส่วนขนมในรั้วในวังจะมีหน้าตาสวยงาม และมีความประณีตวิจิตรบรรจงในการจัดวางรูปทรงขนมสวยงาม
 
สูตรอินทนิล สำหรับ 4 คน
- ดอกอัญชัน 26 ดอก
- แป้งมันสำปะหลัง 3/4  ถ้วย
- น้ำตาลทราย 1 1/2ช้อนโต๊ะ
- เนื้อมะพร้าวอ่อน 1/2 ถ้วย
- น้ำมะนาว 1 1/2ช้อนชา 
- ดอกอัญชันสำหรับตกแต่ง
- น้ำอุ่น 2 ถ้วย
 
กะทิอบควันเทียน
- หัวกะทิ 1 ถ้วย
- น้ำ 1/2 ถ้วย
- เกลือสมุทร 1/4 ช้อนชา
- ใบเตยมัดปม 2 ใบ
- น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
 
อุปกรณ์อื่น ผ้าขาวบาง กระทะทองเหลือง ไม้พาย เทียนอบ และถ้วยสำหรับตั้งเทียนอบ
 
วิธีทำขนมไทย (สูตรขนมไทย)
1. ขั้นตอนแรกเทน้ำอุ่นลงในอ่างใส่ดอกอัญชัน ทิ้งไว้ให้สีในกลีบดอกอัญชันละลายออกมา พอน้ำหายร้อน ใช้มือค่อย ๆ ขยำเบา ๆ เพื่อให้กลีบดอกอัญชันหมดสี กรองน้ำดอกอัญชันผ่านผ้าขาวบางลงในอ่างผสม เตรียมไว้
 
2. ค่อย ๆ ใส่น้ำมะนาวตามลงในน้ำอัญชันเล็กน้อยแค่พอให้เปลี่ยนเป็นสีม่วง โดยใส่แป้งมันสำปะหลังตามลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน กรองส่วนผสมผ่านตะแกรงลงในกระทะทองเหลือง แล้วใส่น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน ยกกระทะขึ้นตั้งบนไฟอ่อน ใช้ไม้พายกวนแป้งไปเรื่อย ๆจนเเป้งสุกข้น ลักษณะแป้งจะใส และข้น จากนั้นเทใส่ชามพักไว้ให้เย็นสนิท
 
3. ขั้นตอนนี้ทำกะทิอบควันเทียนโดยใส่หัวกะทิ, น้ำ, น้ำตาล, เกลือสมุทร และใบเตย มัดปมลงในหม้อ แล้วยกขึ้นตั้งไฟกลาง จากนั้นคนจนน้ำตาลละลายดี รอให้กะทิเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ พักไว้ให้หายร้อน เอาใบเตยออก
 
4. ขั้นตอนการอบควันเทียนกะทิโดยจุดเทียนอบที่อยู่ในถ้วย รอให้ไส้เทียนเดือดพล่าน รีบเป่าให้เทียนดับ แล้ววางถ้วยเทียนอบลงในหม้อ ปิดฝาหม้อทันที อบควันเทียนทิ้งไว้ประมาณ 35 นาที
 
5. จัดเสิร์ฟโดยตักกะทิใส่ถ้วย ใช้ช้อนเล็กจุ่มน้ำหมาด ๆ แล้วตักแป้งที่กวนไว้เป็นคำเล็กๆลงในน้ำกะทิ จากนั้นตักเนื้อมะพร้าวอ่อนใส่ตามชอบ ตกแต่งด้วยกลีบดอกอัญชัน พร้อมรับประทาน
 
ชื่อขนมอินทนิล
ประเภทขนมไทยชาววัง ขนมไทยโบราณ ขนมหวานไทย
ประวัติขนมอินทนิลเป็นขนมไทยชาววังที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ นิยมทำในรั้วในวังเนื่องจากใช้วัตถุดิบและกรรมวิธีที่พิถีพิถัน โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังซึ่งในอดีตมีราคาสูงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ชื่อของขนมมาจากต้นอินทนิลซึ่งมีดอกสีม่วงสวยงาม ขนมดั้งเดิมจึงนิยมทำเป็นสีม่วงจากดอกอัญชัน ต่อมาถูกปรับเปลี่ยนเป็นสีเขียวจากใบเตยที่หาได้ง่ายและให้กลิ่นหอมชัดเจนมากขึ้น
ที่มาของชื่อตั้งชื่อตามต้นอินทนิล ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีม่วงหรือม่วงอมชมพู สื่อถึงสีของขนมในแบบดั้งเดิม
ลักษณะเด่นเนื้อขนมเหนียวนุ่ม ลื่นใส ปั้นเป็นก้อนเล็ก รับประทานคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียน หอมกลิ่นใบเตย ดอกมะลิ และมีความสดชื่นจากน้ำแข็ง
สีของขนมดั้งเดิมเป็นสีม่วงจากดอกอัญชัน ปัจจุบันนิยมใช้สีเขียวจากใบเตย
ส่วนผสมหลักแป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย น้ำดอกอัญชันหรือใบเตย น้ำมะนาว กะทิ น้ำตาล เกลือ เนื้อมะพร้าวอ่อน
จุดเด่นด้านรสชาติรสหวานมันจากกะทิ ตัดเค็มเล็กน้อย เนื้อหนึบละมุน กลิ่นหอมจากใบเตย ดอกมะลิ และควันเทียน
กรรมวิธีสำคัญกวนแป้งด้วยไฟอ่อนจนใสและเหนียว ปั้นเป็นก้อน แล้วเสิร์ฟกับน้ำกะทิที่ผ่านการอบควันเทียนเพื่อเพิ่มกลิ่นหอม
เอกลักษณ์ความหอมจากการอบควันเทียนและการใช้กลิ่นดอกไม้ เป็นเอกลักษณ์สำคัญของขนมไทยชาววัง
โอกาสที่นิยมรับประทานงานมงคล งานเลี้ยง งานทำบุญ หรือรับประทานเป็นของหวานเพื่อความสดชื่น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ขนมอินทนิลคืออะไร?
ตอบ: ขนมอินทนิลเป็นขนมไทยชาววังโบราณ ทำจากแป้งมันสำปะหลังกวนจนเหนียวใส แล้วปั้นเป็นคำเล็ก ๆ รับประทานคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียนและเนื้อมะพร้าวอ่อน ให้รสหวานมัน หอมละมุน และสดชื่น
 
ถาม: ขนมอินทนิลมีที่มาของชื่ออย่างไร?
ตอบ: ชื่อ “อินทนิล” มาจากต้นอินทนิล ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่มีดอกสีม่วงหรือม่วงอมชมพู ขนมอินทนิลแบบดั้งเดิมจึงมีสีม่วงจากดอกอัญชัน เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อของขนม
 
ถาม: ขนมอินทนิลแตกต่างจากขนมไทยชนิดอื่นอย่างไร?
ตอบ: จุดเด่นของขนมอินทนิลคือเนื้อขนมที่เหนียวนุ่ม ลื่นใส ไม่เหมือนขนมแป้งทั่วไป อีกทั้งยังรับประทานคู่กับน้ำกะทิอบควันเทียนที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทำให้ได้รสชาติหวานมันตัดเค็มอย่างลงตัว
 
ถาม: สีของขนมอินทนิลมาจากอะไร?
ตอบ: แบบดั้งเดิมใช้สีม่วงจากดอกอัญชัน แต่ในปัจจุบันนิยมใช้สีเขียวจากใบเตยมากขึ้น เพราะหาได้ง่ายและให้กลิ่นหอมชัดเจน
 
ถาม: การอบควันเทียนมีความสำคัญอย่างไร?
ตอบ: การอบควันเทียนช่วยเพิ่มกลิ่นหอมละมุนให้กับน้ำกะทิ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของขนมไทยชาววัง ทำให้ขนมอินทนิลมีเสน่ห์ทั้งด้านกลิ่นและรสชาติที่ลึกซึ้งมากขึ้น
 
ถาม: ขนมอินทนิลที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร?
ตอบ: ขนมอินทนิลที่ดีควรมีเนื้อเหนียวนุ่ม ลื่น ไม่แข็งหรือเละเกินไป สีสวยใส รสหวานมันกำลังดี มีกลิ่นหอมจากกะทิ ใบเตย หรือดอกมะลิ และน้ำกะทิต้องไม่แยกชั้น
 
ถาม: ขั้นตอนใดสำคัญที่สุดในการทำขนมอินทนิล?
ตอบ: ขั้นตอนสำคัญคือการกวนแป้งด้วยไฟอ่อนอย่างสม่ำเสมอจนแป้งสุกใสและเหนียวได้ที่ หากกวนไม่ถึงจะทำให้เนื้อขนมไม่หนึบ แต่หากกวนมากเกินไปอาจทำให้เนื้อแข็งได้
 
ถาม: ทำไมขนมอินทนิลจึงพบได้น้อยในปัจจุบัน?
ตอบ: เนื่องจากกรรมวิธีการทำต้องใช้เวลา ความชำนาญ และความพิถีพิถัน รวมถึงขั้นตอนการอบควันเทียนที่ค่อนข้างละเอียด ทำให้ปัจจุบันมีผู้ทำขนมชนิดนี้น้อยลงเมื่อเทียบกับขนมไทยทั่วไป
 
ถาม: ขนมอินทนิลเหมาะรับประทานช่วงเวลาใด?
ตอบ: ขนมอินทนิลเหมาะรับประทานเป็นของหวานหลังอาหาร หรือในช่วงอากาศร้อน เพราะมีน้ำกะทิและน้ำแข็งช่วยเพิ่มความสดชื่น ทำให้รับประทานแล้วรู้สึกเย็นสบาย
 
ถาม: สามารถทำขนมอินทนิลแบบประยุกต์ได้หรือไม่?
ตอบ: สามารถทำได้ เช่น เปลี่ยนสีจากใบเตยหรืออัญชัน เพิ่มกลิ่นหอมจากดอกไม้ชนิดอื่น หรือปรับความหวานตามความชอบ แต่ควรรักษาเอกลักษณ์หลักคือเนื้อขนมที่เหนียวนุ่มและน้ำกะทิหอมละมุน

บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหารหมวดหมู่: ●บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร

ขนมไทยชาววัง, ขนมโบราณ, สูตรขนมไทยกลุ่ม: ●ขนมไทยชาววัง, ขนมโบราณ, สูตรขนมไทย

update iconปรับปรุงล่าสุด : 1 วันที่แล้ว

สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

ศิลปะ วัฒนธรรม และแหล่งมรดก

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ และอนุสาวรีย์(3)

แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(23)

พระราชวัง(13)

ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(35)

พิพิธภัณฑ์(59)

บ้านโบราณ และเมืองโบราณ(3)

อาร์ตแกลเลอรี่(16)

สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ

พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(6)

ห้องสมุด(4)

มหาวิทยาลัย

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์

วัด(72)

โบสถ์(2)

มัสยิด(67)

สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(8)

โครงการในพระราชดำริ

โครงการหลวง(1)

วิถีชีวิต

หมู่บ้าน ชุมชน(5)

ตลาดท้องถิ่น(9)

ตลาดน้ำ(2)

ธรรมชาติ และสัตว์ป่า

แม่น้ำลำคลอง(3)

อ่าว และชายหาด(1)

แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(1)

บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(4)

แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(5)

สนามกีฬา(9)

ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(20)

สวนสนุก(1)

สวนน้ำ(1)

โรงละคร(7)

โรงภาพยนตร์(1)

ช้อปปิ้ง

ช้อปปิ้ง และตลาดกลางคืน(20)

ห้างสรรพสินค้า(7)

สปาเพื่อสุขภาพ

สปาเพื่อสุขภาพ(1)

ร้านอาหาร

มิชลินสตาร์(5)

ที่พัก

โรงแรม(3)

หมายเลขโทรศัพท์สำคัญในการท่องเที่ยว

หมายเลขโทรศัพท์สำคัญในการท่องเที่ยว(1)

บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร

รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(21)

ขนมไทยชาววัง, ขนมโบราณ, สูตรขนมไทย(56)