หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ >อ.เวียงแหง >ต.เมืองแหง > วัดเวียงแหง
TL;DR: วัดเวียงแหง อยู่ที่บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ 50350 เปิดทุกวัน เวลา 08.00 – 17.00 น. การเดินทางสะดวก จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านเชียงดาว แล้วเข้าสู่อำเภอเวียงแหง มุ่งสู่บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองแหง.
วัดเวียงแหง

วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.
วัดเวียงแหง ตั้งอยู่ที่บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์มหานิกายและเป็นหนึ่งในศาสนสถานสำคัญที่สุดของชุมชนเมืองแหง วัดสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยนายเหง ซาววา ชาวไทใหญ่จากเมืองปั่นในรัฐฉาน เป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นท่ามกลางชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมไทใหญ่และล้านนาอย่างใกล้ชิด จุดเด่นของวัดอยู่ที่สถาปัตยกรรมไม้เนื้อแข็งทรงไทใหญ่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “พระเจ้าแสนแซ่” หรือ “พระเจ้าออกเหงื่อ” พระพุทธรูปพม่า ตลอดจนชุดจิตรกรรมศิลปะไทใหญ่ผสมช่างพื้นเมืองที่เล่าเรื่องพระเวสสันดรชาดก พระพุทธประวัติ และเรื่องพระโพธิสัตว์ วัดจึงไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานสำหรับทำบุญ แต่เป็นพื้นที่ที่เก็บรักษาความทรงจำ ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และอัตลักษณ์ของเมืองเวียงแหงไว้ในสถานที่เดียวกัน
สถานะของวัดในปัจจุบันยังคงเป็นวัดที่ใช้งานอยู่ วัดเวียงแหงมีรหัสวัด 350200106 และยังปรากฏในทะเบียนวัดมหานิกายของตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลโครงการกฐิน พ.ศ. 2568-2569 ยังคงมีรายการวัดเวียงแหงอยู่ในระบบ แม้ช่องข้อมูลเจ้าอาวาสของฐานข้อมูลดังกล่าวไม่ได้แสดงชื่อผู้ดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน จึงควรใช้ข้อมูลรายนามเจ้าอาวาสในอดีตเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และไม่ระบุชื่อพระรูปใดเป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบันหากยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยที่ชัดเจน
วัดตั้งอยู่บริเวณบ้านเวียงแหงในแอ่งที่ราบของตำบลเมืองแหง พิกัดประมาณ 19.55390, 98.64252 สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 742 เมตร สภาพภูมิประเทศโดยรอบเป็นหุบเขาที่ล้อมด้วยแนวภูเขา มีชุมชน พื้นที่เกษตร ถนน และลำน้ำกระจายตัวอยู่ในแอ่ง ความสูงของพื้นที่ทำให้อากาศในช่วงปลายปีถึงต้นปีเย็นกว่าตัวเมืองเชียงใหม่อย่างชัดเจน และยังทำให้วัดมีบรรยากาศสงบแบบวัดชุมชนบนพื้นที่สูง
ตำแหน่งของวัดมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เพราะด้านเหนือของวัดเดิมจดคูเมืองโบราณ ส่วนด้านอื่นเชื่อมกับถนนและชุมชน คูเมืองเป็นร่องรอยสำคัญของการตั้งถิ่นฐานในแอ่งเวียงแหง ซึ่งเคยมีชุมชนเมืองอยู่มาก่อนการก่อตั้งวัดใน พ.ศ. 2472 การตั้งวัดใกล้แนวคูเมืองจึงทำให้วัดเวียงแหงเชื่อมโยงกับภูมิทัศน์เมืองเก่า ไม่ได้เป็นเพียงวัดที่เกิดขึ้นโดยไม่มีบริบททางประวัติศาสตร์รายล้อม
พื้นที่วัดมีข้อมูลท้องถิ่นระบุไว้ประมาณ 4 ไร่ และมีที่ธรณีสงฆ์อีก 1 แปลง เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา อาณาเขตด้านเหนือประมาณ 100 วาจดคูเมือง ด้านใต้จดถนน และด้านตะวันออกกับตะวันตกเชื่อมต่อเส้นทางในชุมชน ลักษณะพื้นที่เช่นนี้สะท้อนว่าวัดอยู่ตรงศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน สามารถเข้าถึงได้จากชุมชนโดยรอบ และมีพื้นที่สำหรับรองรับกิจกรรมทางศาสนาและสังคมของหมู่บ้าน
ปีสร้างวัดที่ใช้เป็นหลักคือ พ.ศ. 2472 ไม่ใช่ พ.ศ. 2572 ตามข้อความที่ถอดคลาดเคลื่อนในบางแหล่ง เพราะเอกสารประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรระบุชัดว่าวัดเวียงแหงสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยนายเหง ซาววา ชาวไทใหญ่จากเมืองปั่นเป็นผู้สร้าง ปีดังกล่าวยังสอดคล้องกับลำดับเจ้าอาวาสรูปแรกซึ่งเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2472 จึงทำให้ลำดับเหตุการณ์ของวัดมีความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์
นายเหง ซาววา หรือพ่อเหงซาววาเป็นบุคคลสำคัญในความทรงจำของเมืองแหง มีความเกี่ยวข้องกับชุมชนไทใหญ่และการปกครองท้องถิ่นในช่วงที่เวียงแหงยังเป็นพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์กลางเชียงใหม่ การที่ชาวไทใหญ่จากเมืองปั่นเป็นผู้สร้างวัดช่วยอธิบายได้ว่าทำไมสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมภายในวัดจึงมีลักษณะไทใหญ่และพม่าปรากฏอย่างเด่นชัด แม้วัดจะตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่และรายล้อมด้วยวัฒนธรรมล้านนาก็ตาม
เมืองปั่นเป็นเมืองในพื้นที่รัฐฉานที่มีวัฒนธรรมพุทธเถรวาทแบบไทใหญ่เข้มแข็ง ผู้คนจากรัฐฉานเดินทางผ่านพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยมายาวนาน ทั้งเพื่อค้าขาย ทำงาน ตั้งถิ่นฐาน และประกอบศาสนกิจ เวียงแหงซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมดังกล่าว วัดเวียงแหงเป็นหลักฐานรูปธรรมของความสัมพันธ์นี้ เพราะรูปแบบอาคาร พระพุทธรูป และงานจิตรกรรมไม่สามารถอธิบายได้จากศิลปะล้านนาเพียงอย่างเดียว
อาคารเสนาสนะสำคัญตามประวัติวัดประกอบด้วย ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ที่สร้างด้วยไม้เนื้อแข็งทรงไทใหญ่ การใช้ไม้เป็นวัสดุหลักสอดคล้องกับศาสนสถานไทใหญ่ในพื้นที่ภาคเหนือหลายแห่ง ซึ่งมีโครงสร้างไม้และหลังคาหลายชั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ อาคารไม้ไม่เพียงทำหน้าที่ทางศาสนา แต่ยังสะท้อนความรู้ด้านช่างไม้ การเลือกวัสดุ และรสนิยมทางศิลปกรรมของชุมชนในยุคที่สร้างวัด
เมื่อชมวัดจากภายนอก ผู้มาเยือนควรสังเกตมวลอาคารไม้ หลังคาซ้อนชั้น แนวชายคา และรายละเอียดของงานประดับ เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ช่วยแยกบุคลิกของวัดเวียงแหงออกจากวัดล้านนากระแสหลักในตัวเมืองเชียงใหม่ รูปแบบไทใหญ่มีพัฒนาการที่ได้รับอิทธิพลทั้งจากรัฐฉานและศิลปะพม่า ขณะเดียวกันช่างพื้นเมืองในเวียงแหงก็ปรับรายละเอียดให้เข้ากับวัสดุและสภาพชุมชนของตนเอง
ศาลาการเปรียญมีบทบาทเป็นพื้นที่ส่วนรวมของวัด ใช้สำหรับฟังธรรม ทำบุญ ประชุมญาติโยม และรองรับกิจกรรมที่มีคนจำนวนมากเข้าร่วม ส่วนกุฏิสงฆ์ทำหน้าที่เป็นที่พักของพระภิกษุและพื้นที่สำหรับการศึกษาและปฏิบัติศาสนกิจ อาคารทั้ง 2 ประเภทจึงสะท้อนบทบาทของวัดใน 2 มิติพร้อมกัน คือการเป็นพื้นที่สำหรับฆราวาสและเป็นที่พำนักของคณะสงฆ์
นอกจากอาคารไม้แล้ว วัดยังมีศาสนสถานและพระพุทธรูปที่ได้รับการบูรณะหรือพัฒนาตามยุคสมัย ภาพปัจจุบันของวัดแสดงให้เห็นอาคารศาสนสถานซึ่งยังคงใช้ประกอบพิธีและมีการดูแลพื้นที่โดยรอบอย่างต่อเนื่อง จึงควรมองวัดเป็นศาสนสถานที่มีการปรับตัว ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่หยุดสภาพไว้เหมือนวันที่เริ่มก่อสร้างเมื่อเกือบ 100 ปีก่อน
ปูชนียวัตถุที่เอกสารประวัติวัดระบุไว้ ได้แก่ พระพุทธสิหิงค์และพระพุทธรูปศิลปะพม่า ขณะที่ข้อมูลท่องเที่ยวท้องถิ่นกล่าวถึงพระพุทธรูปสำคัญอีกองค์หนึ่งคือ พระแสนแซ่ หรือพระเจ้าออกเหงื่อ ซึ่งได้รับความเคารพอย่างสูงจากชาวเวียงแหง พระพุทธรูปองค์นี้จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผู้มาเยือนควรสักการะและเรียนรู้เรื่องราวควบคู่กับการชมสถาปัตยกรรมของวัด
พระเจ้าแสนแซ่เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยที่คนในพื้นที่สืบทอดความเชื่อกันมาว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองเวียงแหง ข้อมูลท้องถิ่นระบุว่าพระพุทธรูปมีอายุเก่าแก่กว่าตัววัดหลายร้อยปี จึงมีความเป็นไปได้ว่าพระองค์ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานภายหลังการสร้างวัด แทนที่จะสร้างขึ้นพร้อมวัดใน พ.ศ. 2472
ชื่อ “พระเจ้าออกเหงื่อ” เชื่อมโยงกับตำนานความเชื่อของชาวบ้านที่เล่าต่อกันมาว่า ก่อนเกิดเหตุร้ายหรือภัยสำคัญในบ้านเมืองจะปรากฏหยดคล้ายเหงื่อบริเวณองค์พระ เรื่องราวนี้ควรมองในฐานะมรดกความเชื่อของชุมชน ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ความเชื่อดังกล่าวมีคุณค่าทางมานุษยวิทยาเพราะแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธรูปกับความรู้สึกมั่นคงและความปลอดภัยของคนในชุมชน
พระเจ้าแสนแซ่จึงมีความสำคัญมากกว่าคุณค่าทางศิลปกรรม ชาวบ้านมองพระองค์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองเมือง การสืบทอดตำนานข้ามหลายรุ่นทำให้พระพุทธรูปกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์เวียงแหง ผู้มาเยือนจึงควรเข้าสักการะด้วยความเคารพ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสองค์พระหรือขึ้นไปยังฐานประดิษฐานโดยไม่ได้รับอนุญาต
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้วัดเวียงแหงโดดเด่นคือชุดจิตรกรรมศิลปะไทใหญ่ผสมพม่าและช่างพื้นเมือง จิตรกรรมมีขนาดประมาณ 80 x 150 เซนติเมตรต่อภาพ ใช้วัสดุทั้งผ้าใบและแผ่นสังกะสีเรียบ และเขียนด้วยสีน้ำมัน ชุดภาพถูกจัดทำขึ้นราว พ.ศ. 2513 จึงสะท้อนงานพุทธศิลป์ของชุมชนในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 25 ไม่ใช่จิตรกรรมฝาผนังโบราณยุคก่อตั้งวัด
เนื้อหาของจิตรกรรมครอบคลุมเรื่อง พระเวสสันดรชาดก พระพุทธประวัติ และเรื่องพระโพธิสัตว์ก่อนเสวยพระชาติเป็นพระพุทธเจ้า การเลือกเรื่องเหล่านี้สัมพันธ์กับการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสอนธรรมแก่ประชาชนที่เข้าวัด ในอดีตภาพจิตรกรรมมีบทบาทสำคัญต่อการถ่ายทอดเรื่องทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในชุมชนที่หนังสือและสื่อการเรียนรู้ยังเข้าถึงได้ไม่กว้างขวางเท่าปัจจุบัน
ชุดภาพที่เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดกมีความสัมพันธ์กับประเพณีเทศน์มหาชาติ ซึ่งแพร่หลายในสังคมพุทธภาคเหนือ พระเวสสันดรเป็นพระโพธิสัตว์ที่บำเพ็ญทานบารมีอย่างสูงสุด เรื่องราวจึงถูกนำมาเล่าในรูปจิตรกรรมเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจความหมายของการเสียสละ ความเมตตา และการบำเพ็ญบารมี ส่วนภาพพระพุทธประวัติทำหน้าที่เรียงเรื่องราวสำคัญในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้าให้ผู้มาทำบุญสามารถเรียนรู้ได้ผ่านภาพ
ความน่าสนใจของจิตรกรรมไม่ได้อยู่เพียงเนื้อหา แต่ยังอยู่ที่เทคนิค การใช้สีน้ำมันบนผ้าใบและสังกะสีแตกต่างจากจิตรกรรมฝาผนังแบบปูนที่พบในวัดล้านนาหลายแห่ง วัสดุลักษณะนี้เอื้อต่อการสร้างภาพเป็นแผ่นแยกแล้วนำไปติดตั้งภายในอาคาร จึงเป็นหลักฐานของการปรับเทคนิคงานศิลป์ให้เหมาะกับเงื่อนไขของวัดไม้และชุมชนในยุคนั้น
รูปแบบศิลปะไทใหญ่ผสมพม่าและช่างพื้นเมืองยังเปิดโอกาสให้ศึกษาการแลกเปลี่ยนทางศิลปกรรมในพื้นที่ชายแดน ตัวละคร เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม ฉาก และลวดลายที่ปรากฏในภาพสามารถสะท้อนทั้งโลกทางศาสนาและชีวิตของผู้คนในช่วงเวลาที่เขียนภาพ นักท่องเที่ยวที่สนใจศิลปะควรใช้เวลาชมรายละเอียดอย่างช้า ๆ แทนการมองเพียงภาพรวม
วัดเวียงแหงยังเชื่อมโยงกับประวัติของพระอธิการปัญญา ปญฺญาวโร พระสงฆ์ไทใหญ่ผู้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสยาวนานหลายทศวรรษ ท่านเกิดในรัฐฉานและเข้ามาจำพรรษาในประเทศไทย ก่อนย้ายมาวัดเวียงแหงและได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส ท่านยังเป็นพระที่ชุมชนสงฆ์ไทใหญ่ให้ความเคารพอย่างสูงและเคยทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาชมรมสงฆ์ไทใหญ่ในประเทศไทย
พระอธิการปัญญามรณภาพเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553 อายุ 82 ปี 61 พรรษา หลังจากดำรงบทบาทกับวัดเวียงแหงเป็นเวลายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ งานประชุมเพลิงศพของท่านในต้น พ.ศ. 2554 มีพระสงฆ์และศรัทธาจากชุมชนไทใหญ่เข้าร่วม แสดงให้เห็นว่าวัดเวียงแหงไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับชาวบ้านเมืองแหงเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเชื่อมของเครือข่ายพระสงฆ์ไทใหญ่ในประเทศไทยด้วย
รายนามเจ้าอาวาสตามประวัติวัดเริ่มจากพระตาลออ อูตะมะ พ.ศ. 2472-2484 ต่อด้วยพระมุ้ง สีหะ พระหลวงคำ สนฺติโก พ.ศ. 2494-2504 พระอธิการบุญลือ ปญฺญาสุโร พ.ศ. 2504-2510 และพระอธิการปัญญา ปญฺญาวโร ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2510 จนถึงช่วงก่อนมรณภาพ รายชื่อเหล่านี้สะท้อนการสืบต่อบทบาทของพระสงฆ์ทั้งสายท้องถิ่นและไทใหญ่ในชุมชนเวียงแหง
การดำรงอยู่ของพระสงฆ์ไทใหญ่ในวัดเป็นส่วนหนึ่งของภาพความหลากหลายทางวัฒนธรรมของอำเภอเวียงแหง พื้นที่แห่งนี้อยู่บนเส้นทางระหว่างเชียงใหม่กับรัฐฉานมาอย่างยาวนาน ชาวไทใหญ่เดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานและประกอบอาชีพในพื้นที่หลายยุค วัดจึงทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่ศาสนาและพื้นที่ที่ผู้คนสามารถรักษาภาษา ประเพณี และรูปแบบศิลปกรรมของตนไว้ได้
ในขณะเดียวกัน วัดก็ไม่ได้แยกตัวออกจากสังคมล้านนา ชาวบ้านพื้นเมืองในเวียงแหงร่วมทำบุญและใช้วัดเป็นศูนย์กลางทางศาสนาร่วมกัน งานบุญต่าง ๆ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา กฐิน ผ้าป่า สงกรานต์ และการทำบุญวันพระจึงกลายเป็นพื้นที่ที่วัฒนธรรมไทใหญ่กับวิถีล้านนามาบรรจบกันอย่างเป็นธรรมชาติ
บทบาทของวัดต่อชุมชนยังเชื่อมโยงกับความทรงจำของเมืองเวียงแหง บ้านเวียงแหงตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองเก่าที่มีคูเมืองปรากฏอยู่ และชุมชนยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เมือง การเดินทางระหว่างล้านนากับรัฐฉาน และความเชื่อเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แม้รายละเอียดทางประวัติศาสตร์บางส่วนยังเป็นประเด็นที่นักวิชาการตีความแตกต่างกัน แต่ในมิติของชุมชน เรื่องเล่าเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์ท้องถิ่น
ผู้ที่มาเที่ยววัดจึงควรมองแนวคูเมือง ถนน และตำแหน่งชุมชนรอบวัดควบคู่กับอาคารภายใน เพราะพื้นที่ทั้งหมดช่วยอธิบายพัฒนาการของบ้านเวียงแหง การตั้งวัดใกล้คูเมืองทำให้การชมวัดสามารถต่อยอดไปสู่การศึกษาภูมิทัศน์เมืองเก่าได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล
วัดยังเคยมีพื้นที่เรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนและประวัติเมือง ซึ่งช่วยเพิ่มมิติของการเยี่ยมชมให้มากกว่าการสักการะพระ ผู้สนใจประวัติศาสตร์สามารถใช้วัดเป็นจุดเริ่มต้นทำความเข้าใจเมืองเวียงแหง แล้วเดินทางต่อไปยังวัดและโบราณสถานอื่นในตำบลเมืองแหงเพื่อมองภาพอดีตของแอ่งแห่งนี้ในมุมที่กว้างขึ้น
จุดที่ควรให้ความสำคัญที่สุดเมื่อมาเยือนคือพระเจ้าแสนแซ่หรือพระเจ้าออกเหงื่อ ตามด้วยพระพุทธรูปศิลปะพม่าและพระพุทธรูปที่ได้รับการสืบทอดภายในวัด จากนั้นควรชมอาคารไม้ทรงไทใหญ่และชุดจิตรกรรม ภาพรวมเหล่านี้ช่วยให้ผู้มาเยือนเข้าใจว่าอัตลักษณ์ของวัดเกิดจากการผสมผสานระหว่างศรัทธา ศิลปกรรม และประวัติการเดินทางของผู้คนข้ามพื้นที่ชายแดน
หากต้องการชมจิตรกรรมอย่างละเอียด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสพื้นผิวภาพ ไม่ใช้แฟลชในกรณีที่พื้นที่วัดกำหนด และไม่เคลื่อนย้ายกรอบภาพหรือสิ่งของที่ติดตั้งอยู่ เนื่องจากงานเขียนด้วยสีน้ำมันบนวัสดุเก่ามีความไวต่อความชื้น ความร้อน และการเสียดสี การช่วยกันรักษาสภาพเดิมจึงเป็นส่วนหนึ่งของมารยาทในการชมศิลปกรรมภายในศาสนสถาน
ผู้มาเยือนควรแต่งกายสุภาพ ปกปิดหัวไหล่และเข่า ถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่วิหารหรืออาคารที่กำหนด และรักษาความสงบ หากมีพระสงฆ์กำลังประกอบศาสนกิจหรือชาวบ้านกำลังทำบุญควรเว้นพื้นที่ให้พิธีดำเนินไปก่อน การถ่ายภาพพระสงฆ์หรือบุคคลควรขออนุญาต โดยเฉพาะกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับพิธีไทใหญ่ซึ่งอาจมีธรรมเนียมเฉพาะ
วัดเวียงแหงเหมาะกับผู้ที่สนใจวัฒนธรรมไทใหญ่อย่างมาก เพราะสามารถเห็นทั้งสถาปัตยกรรมไม้ พระพุทธรูป และจิตรกรรมในสถานที่เดียวกัน แตกต่างจากการเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์ตรงที่องค์ประกอบเหล่านี้ยังอยู่ภายในวัดที่ชุมชนใช้ทำบุญจริง ความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับศาสนาจึงยังคงมีชีวิตอยู่
ผู้สนใจพุทธศิลป์สามารถจัดวัดเวียงแหงร่วมกับวัดห้วยหก ซึ่งเป็นวัดอีกแห่งในตำบลเมืองแหงที่มีพระพุทธรูปเก่าแก่และร่องรอยศิลปะล้านนา การชมทั้ง 2 วัดช่วยให้เห็นความแตกต่างระหว่างอิทธิพลไทใหญ่ที่โดดเด่นในวัดเวียงแหงกับพุทธศิลป์ล้านนาในพื้นที่เดียวกัน
วัดกำแพงใหม่ที่บ้านป่าไผ่เป็นอีกจุดที่ควรเชื่อมต่อ เพราะมีประวัติกว่า 100 ปีและอยู่ใกล้แหล่งโบราณคดีเมืองเวียงแหง เมื่อเที่ยววัดเวียงแหงร่วมกับวัดกำแพงใหม่ นักท่องเที่ยวจะเห็นทั้งศิลปะไทใหญ่ในวัดที่ยังใช้งานและบริบทเมืองโบราณที่อยู่ใต้ชั้นชุมชนปัจจุบัน
วัดกองลมอยู่ในตำบลเมืองแหงเช่นเดียวกันและเป็นศูนย์กลางสำคัญด้านคณะสงฆ์ของอำเภอ การเดินทางต่อจากวัดเวียงแหงไปวัดกองลมช่วยให้เห็นอีกมิติหนึ่งของพระพุทธศาสนาในเวียงแหง โดยเฉพาะบทบาทด้านการศึกษาพระภิกษุสามเณรและงานบุญของชุมชน
พระธาตุเวียงแหงเป็นอีกสถานที่ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงและเหมาะกับผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและความเชื่อเกี่ยวกับเมืองเวียงแหง การเชื่อมวัดเวียงแหงกับพระธาตุและแนวคูเมืองช่วยให้ทริปมีมิติทางประวัติศาสตร์มากกว่าการชมวัดเพียงแห่งเดียว
หากต้องการเพิ่มธรรมชาติ น้ำตกแม่หาดเป็นทางเลือกที่อยู่ในตำบลเมืองแหง สามารถจัดไว้ในช่วงบ่ายหลังเที่ยววัดในตอนเช้า เส้นทางนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการผสมผสานศิลปะและประวัติศาสตร์กับป่าและภูเขาของเวียงแหง โดยควรตรวจสภาพน้ำและเส้นทางก่อนเดินทางในฤดูฝน
วัดเวียงแหงตั้งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางชุมชน ทำให้หาร้านอาหารและกาแฟได้สะดวกกว่าแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายแดน ร้านเวียงแหงกาแฟเป็นร้านกาแฟที่มีข้อมูลปัจจุบันและเปิดทุกวัน ส่วน Chapter four เป็นทั้งร้านกาแฟ เบเกอรี และร้านอาหาร ร้านป้าขิ่นเป็นร้านอาหารท้องถิ่นที่มีชื่อเรื่องอาหารเมือง โรงอาหาร FoodFactory ให้บริการอาหารหลายประเภท และสุขใจคาเฟ่เป็นอีกตัวเลือกในตำบลเมืองแหง
การพักค้างคืนในเมืองแหงช่วยให้เที่ยววัดและชุมชนโดยไม่ต้องเร่งรีบ ที่พักในพื้นที่มีทั้งห้องพักเชียงตุง ครูเอ้โฮมสเตย์ เมืองแหงรีสอร์ท แอนด์ สปา Wianghaengresort และบ้านสมหวัง รีสอร์ท ตัวเลือกเหล่านี้อยู่ในตำบลเมืองแหงหรือบริเวณศูนย์กลางอำเภอ จึงสะดวกสำหรับเดินทางไปวัดกองลม วัดกำแพงใหม่ แสนไห หรือเปียงหลวงในวันถัดไป
ฤดูหนาวตั้งแต่ประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์เป็นช่วงที่เดินทางสบายที่สุด อากาศในช่วงเช้าและกลางคืนค่อนข้างเย็น เหมาะกับการเดินชมวัดและชุมชน ส่วนฤดูฝนมีข้อดีคือภูเขาและพื้นที่เกษตรเขียวชอุ่ม แต่เส้นทางเข้าสู่เวียงแหงอาจมีฝน หมอก และถนนลื่น ผู้ขับรถจึงควรเพิ่มความระมัดระวัง
การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 มุ่งหน้าอำเภอเชียงดาว จากนั้นเข้าสู่เส้นทางอำเภอเวียงแหง เมื่อถึงตำบลเมืองแหงให้มุ่งหน้าสู่บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 สามารถใช้ชื่อ “วัดเวียงแหง” ในระบบนำทางหรือใช้พิกัดประมาณ 19.55390, 98.64252 วัดตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางชุมชนเมืองแหง การใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่าเป็นวิธีที่สะดวกที่สุด
เส้นทางจากเชียงใหม่เข้าสู่เวียงแหงมีทางขึ้นลงเขาและโค้งต่อเนื่อง ควรตรวจระบบเบรก ยางรถ น้ำมันเชื้อเพลิง และไฟส่องสว่างก่อนออกเดินทาง การขับในเวลากลางวันเหมาะกว่าสำหรับผู้ที่ไม่เคยมาเวียงแหง เพราะมองเห็นเส้นทางและรถที่สวนมาได้ง่ายกว่า รวมทั้งยังสามารถแวะพักระหว่างทางได้โดยไม่ต้องเร่งเวลา
โปรแกรมครึ่งวันสามารถเริ่มจากวัดเวียงแหง ชมพระเจ้าแสนแซ่ อาคารไทใหญ่ และจิตรกรรม จากนั้นเดินทางไปพระธาตุเวียงแหงและวัดกำแพงใหม่ ส่วนโปรแกรมเต็มวันสามารถเพิ่มวัดกองลม วัดห้วยหก และน้ำตกแม่หาด ทำให้ได้ทั้งศิลปะไทใหญ่ ล้านนา ประวัติเมือง และธรรมชาติในวันเดียว
หากมีเวลา 2 วัน 1 คืน วันแรกเหมาะกับกลุ่มเมืองแหง ได้แก่ วัดเวียงแหง พระธาตุเวียงแหง วัดกำแพงใหม่ วัดกองลม และวัดห้วยหก วันที่ 2 สามารถเดินทางขึ้นตำบลแสนไหเพื่อสักการะพระธาตุแสนไห แล้วต่อไปเปียงหลวงเพื่อชมวัดและชุมชนไทใหญ่บริเวณชายแดน การจัดเส้นทางลักษณะนี้ช่วยให้เข้าใจพัฒนาการของวัฒนธรรมในอำเภอเวียงแหงได้กว้างกว่าการแวะเที่ยวจุดเดียว
วัดเวียงแหงเหมาะกับผู้สนใจวัดเก่า ศิลปะไทใหญ่ พุทธศิลป์ ประวัติศาสตร์ชายแดน และผู้ที่ต้องการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับรัฐฉาน ความน่าสนใจของวัดไม่ได้อยู่ที่อาคารเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมศิลปกรรม วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ตำนาน และประวัติของพระสงฆ์ไทใหญ่ไว้ด้วยกัน
หากมองในระดับชุมชน วัดทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่คนเมืองและชาวไทใหญ่สามารถแบ่งปันศรัทธาทางพระพุทธศาสนาร่วมกัน รูปแบบวัฒนธรรมที่แตกต่างไม่ได้ทำให้วัดแยกออกจากชุมชน แต่กลับทำให้วัดมีลักษณะเฉพาะและกลายเป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนสามารถสร้างวัฒนธรรมใหม่จากการพบกันของผู้คนหลายกลุ่มได้
ชุดจิตรกรรมที่สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2513 ยิ่งสะท้อนกระบวนการดังกล่าว เพราะศิลปะไทใหญ่และพม่าถูกนำมาผสมกับฝีมือช่างพื้นเมือง เนื้อหาในพระพุทธศาสนายังคงเป็นแกนกลาง แต่รูปแบบภาพสะท้อนประสบการณ์ของผู้คนในเวียงแหง จึงมีคุณค่าทั้งในฐานะศิลปกรรมและหลักฐานทางสังคม
พระเจ้าแสนแซ่หรือพระเจ้าออกเหงื่อก็มีบทบาทในลักษณะเดียวกัน องค์พระเป็นศูนย์กลางของตำนานและความเชื่อที่ชาวบ้านใช้เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน แม้เรื่องอภินิหารจะเป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมา แต่ความเคารพต่อองค์พระเป็นข้อเท็จจริงทางวัฒนธรรมที่ทำให้วัดยังมีความหมายต่อผู้คนในพื้นที่
วัดเวียงแหงจึงเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ช่วยอธิบายอำเภอเวียงแหงได้ครบหลายมิติ ตั้งแต่ประวัติการสร้างวัดโดยชาวไทใหญ่จากเมืองปั่นเมื่อ พ.ศ. 2472 สถาปัตยกรรมไม้ไทใหญ่ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ งานจิตรกรรมสีน้ำมัน ไปจนถึงประวัติพระสงฆ์ไทใหญ่และแนวคูเมืองโบราณรอบชุมชน ผู้ที่ใช้เวลาศึกษาองค์ประกอบเหล่านี้จะเห็นว่าวัดไม่ได้เป็นเพียงสถานที่แวะไหว้พระ แต่เป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของเมืองเวียงแหงที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน
| ชื่อสถานที่ | วัดเวียงแหง |
| ชื่อภาษาอังกฤษ | Wat Wiang Haeng |
| ประเภท | วัดราษฎร์ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย |
| รหัสวัด | 350200106 |
| ที่ตั้ง | บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ 50350 |
| พิกัด | ประมาณ 19.55390, 98.64252 |
| ระดับความสูง | ประมาณ 742 เมตรจากระดับน้ำทะเล |
| ปีสร้างวัด | พ.ศ. 2472 |
| ผู้สร้าง | นายเหง ซาววา ชาวไทใหญ่จากเมืองปั่น รัฐฉาน |
| พื้นที่วัดตามข้อมูลท้องถิ่น | ประมาณ 4 ไร่ |
| ที่ธรณีสงฆ์ | 1 แปลง เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา |
| อาณาเขตสำคัญ | ด้านเหนือจดคูเมืองโบราณ ด้านใต้จดถนน และพื้นที่ด้านอื่นเชื่อมกับถนนและชุมชนบ้านเวียงแหง |
| สิ่งปลูกสร้างสำคัญ | ศาลาการเปรียญและกุฏิสงฆ์ไม้เนื้อแข็งทรงไทใหญ่ รวมถึงศาสนสถานที่ใช้ประกอบพิธีในปัจจุบัน |
| ปูชนียวัตถุสำคัญ | พระเจ้าแสนแซ่หรือพระเจ้าออกเหงื่อ พระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูปศิลปะพม่า |
| จิตรกรรมสำคัญ | ชุดจิตรกรรมศิลปะไทใหญ่-พม่าผสมช่างพื้นเมือง เขียนด้วยสีน้ำมันบนผ้าใบและแผ่นสังกะสีราว พ.ศ. 2513 เนื้อหาเกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก พระพุทธประวัติ และพระโพธิสัตว์ |
| ไฮไลต์ | วัดไทใหญ่เก่าแก่คู่ชุมชนเมืองแหง มีพระเจ้าแสนแซ่ อาคารไม้ ศิลปกรรมพม่า-ไทใหญ่ และตั้งอยู่ใกล้แนวคูเมืองเก่า |
| เจ้าอาวาสในประวัติ | 1. พระตาลออ อูตะมะ พ.ศ. 2472-2484 2. พระมุ้ง สีหะ 3. พระหลวงคำ สนฺติโก พ.ศ. 2494-2504 4. พระอธิการบุญลือ ปญฺญาสุโร พ.ศ. 2504-2510 5. พระอธิการปัญญา ปญฺญาวโร ดำรงตำแหน่งต่อเนื่องหลายทศวรรษ ก่อนมรณภาพ พ.ศ. 2553 |
| สถานะปัจจุบัน | ยังอยู่ในทะเบียนวัดมหานิกายและยังมีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลกฐิน พ.ศ. 2568-2569 |
| เบอร์ติดต่อ | 053-477-048 |
| วันเปิดทำการ | ทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 08.00 – 17.00 น. |
| การเดินทาง | จากเชียงใหม่ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ผ่านเชียงดาว แล้วเข้าสู่อำเภอเวียงแหง มุ่งสู่บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองแหง แนะนำรถยนต์ส่วนตัวหรือรถเช่า |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. พระธาตุเวียงแหง ประมาณ 1 กม. 2. วัดกำแพงใหม่ ประมาณ 2 กม. 3. วัดกองลม ประมาณ 4 กม. 4. วัดห้วยหก ประมาณ 4 กม. 5. น้ำตกแม่หาด ประมาณ 8 กม. 6. วัดพระธาตุแสนไห ประมาณ 14 กม. |
| ร้านอาหารและคาเฟ่ใกล้เคียง | 1. เวียงแหงกาแฟ ประมาณ 1 กม. โทร. 087-496-5932 2. โรงอาหาร FoodFactory ประมาณ 1 กม. โทร. 089-968-5520 3. ร้านป้าขิ่น ประมาณ 2 กม. โทร. 089-854-9071 4. Chapter four ประมาณ 2 กม. โทร. 090-742-4044 5. สุขใจคาเฟ่ ประมาณ 2 กม. โทร. 098-981-1177 |
| ที่พักใกล้เคียง | 1. ห้องพักเชียงตุง ประมาณ 1 กม. โทร. 053-477-251, 089-835-4932, 082-895-6271 2. เมืองแหง รีสอร์ท & สปา ประมาณ 2 กม. โทร. 053-477-185 3. ครูเอ้โฮมสเตย์ ประมาณ 3 กม. โทร. 087-179-4631 4. Wianghaengresort ประมาณ 3 กม. โทร. 090-891-8392 5. บ้านสมหวัง รีสอร์ท ประมาณ 3 กม. |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: วัดเวียงแหงอยู่ที่ไหน?
ตอบ: วัดเวียงแหงตั้งอยู่บ้านเวียงแหง หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ 50350 พิกัดประมาณ 19.55390, 98.64252
ถาม: วัดเวียงแหงสร้างเมื่อใด?
ตอบ: วัดเวียงแหงสร้างเมื่อ พ.ศ. 2472 โดยนายเหง ซาววา ชาวไทใหญ่จากเมืองปั่น รัฐฉาน เป็นผู้สร้าง ปี พ.ศ. 2572 ที่ปรากฏในข้อมูลบางแห่งเป็นตัวเลขคลาดเคลื่อนจากการถอดข้อความ
ถาม: วัดเวียงแหงมีอะไรเด่น?
ตอบ: จุดเด่นคือสถาปัตยกรรมไม้ทรงไทใหญ่ พระเจ้าแสนแซ่หรือพระเจ้าออกเหงื่อ พระพุทธรูปศิลปะพม่า และจิตรกรรมศิลปะไทใหญ่ผสมพม่ากับช่างพื้นเมือง
ถาม: พระเจ้าออกเหงื่อคืออะไร?
ตอบ: พระเจ้าออกเหงื่อหรือพระเจ้าแสนแซ่เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองเวียงแหง ชาวบ้านมีตำนานเล่าสืบต่อกันว่าก่อนเกิดเหตุร้ายจะปรากฏหยดคล้ายเหงื่อบนองค์พระ เป็นความเชื่อท้องถิ่นที่สืบทอดมาหลายรุ่น
ถาม: ภายในวัดมีจิตรกรรมเรื่องอะไร?
ตอบ: จิตรกรรมสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2513 ใช้สีน้ำมันบนผ้าใบและแผ่นสังกะสี เนื้อหาเกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก พระพุทธประวัติ และเรื่องพระโพธิสัตว์ก่อนเสวยพระชาติเป็นพระพุทธเจ้า
ถาม: วัดเวียงแหงยังเปิดใช้งานอยู่หรือไม่?
ตอบ: ยังเปิดใช้งานและยังอยู่ในทะเบียนวัดมหานิกาย รหัสวัด 350200106 โดยฐานข้อมูลกฐิน พ.ศ. 2568-2569 ยังคงมีรายการวัดเวียงแหง
ถาม: เที่ยววัดเวียงแหงควรไปที่ไหนต่อ?
ตอบ: สามารถเที่ยวต่อพระธาตุเวียงแหง วัดกำแพงใหม่ วัดกองลม วัดห้วยหก น้ำตกแม่หาด และวัดพระธาตุแสนไหได้
ถาม: วัดเวียงแหงเหมาะกับนักท่องเที่ยวแบบใด?
ตอบ: เหมาะกับผู้สนใจวัดเก่า วัฒนธรรมไทใหญ่ ศิลปะพุทธ ประวัติศาสตร์ล้านนาและรัฐฉาน รวมถึงผู้ที่ต้องการเรียนรู้เมืองเวียงแหงในมิติประวัติศาสตร์และชุมชนมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์
หมวดหมู่: ●สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
กลุ่ม: ●วัด
●ประเพณีไทย ●วัฒนธรรมไทย ●ประเพณีภาคเหนือ
ปรับปรุงล่าสุด : 9 ชั่วโมงที่แล้ว



