หน้าแรก lovethailand >สถานที่ท่องเที่ยวภาคเหนือ >สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดลำปาง >มหาวิทยาลัย > มหาวิทยาลัยราชภัฏ
TL;DR: มหาวิทยาลัยราชภัฏ ของภาคเหนือ ในจังหวัดลำปาง

ลำปาง

มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยราชภัฏ

มหาวิทยาลัยราชภัฏ คือเครือข่ายมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีรากลึกที่สุดกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เพราะไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นมหาวิทยาลัยในความหมายแบบปัจจุบัน หากแต่พัฒนามาจาก “โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์” ซึ่งมีภารกิจสำคัญในการผลิตครูให้ประเทศมาอย่างยาวนาน ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็น “วิทยาลัยครู” “สถาบันราชภัฏ” และ “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” ในที่สุด ความหมายของราชภัฏจึงไม่ได้อยู่แค่ชื่อของสถาบันอุดมศึกษา แต่สะท้อนบทบาทของสถาบันที่ผูกพันกับท้องถิ่น ชุมชน การผลิตครู การพัฒนาคน และการขยายโอกาสทางการศึกษาไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย
 
หากสรุปให้สั้นและชัดที่สุด มหาวิทยาลัยราชภัฏในปัจจุบันคือกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีภารกิจเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น การผลิตและพัฒนาครู การให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพ การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม โดยปัจจุบันกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดมหาวิทยาลัยราชภัฏไว้ 38 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคและทำหน้าที่เป็นมหาวิทยาลัยใกล้บ้านของคนจำนวนมากในแต่ละจังหวัด
 
จุดเริ่มต้นของเครือข่ายราชภัฏต้องย้อนกลับไปถึงวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 ซึ่งเป็นวันเปิดสอนโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์แห่งแรกของประเทศ นี่คือรากฐานสำคัญของระบบสถาบันผลิตครูไทยในยุคสมัยใหม่ ความสำคัญของการตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ในช่วงเวลานั้นไม่ได้มีความหมายเพียงเพื่อผลิตบุคลากรเข้าไปสอนหนังสือ แต่ยังสัมพันธ์กับการวางระบบการศึกษาสมัยใหม่ของรัฐไทย ที่ต้องการครูผู้สอนอย่างเป็นระบบเพื่อขยายการศึกษาไปสู่สังคมในวงกว้าง เมื่อเวลาผ่านไป โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์จึงค่อย ๆ ขยายตัวทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และกลายเป็นฐานสำคัญของสถาบันอุดมศึกษาในเวลาต่อมา
 
พัฒนาการในระยะต่อมาทำให้โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์เปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยครู” ซึ่งสะท้อนการยกระดับภารกิจให้กว้างและเป็นทางการมากขึ้น วิทยาลัยครูในแต่ละภูมิภาคมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการผลิตครูประจำจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง จึงถือเป็นสถาบันที่เชื่อมโยงกับชีวิตของคนไทยจำนวนมากอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในยุคที่การมีครูที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขยายการศึกษาขั้นพื้นฐานไปทั่วประเทศ ในแง่นี้ วิทยาลัยครูจึงไม่ใช่เพียงสถานศึกษาของรัฐ แต่เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพคน ยกระดับท้องถิ่น และสร้างโครงสร้างทางการศึกษาของชาติในระยะยาว
 
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานนาม “ราชภัฏ” ให้เป็นชื่อประจำสถาบันในกลุ่มวิทยาลัยครูทั่วประเทศ พร้อมทั้งพระราชทานตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์เป็นตราสัญลักษณ์ของสถาบัน นาม “ราชภัฏ” มีความหมายลึกซึ้งในเชิงอุดมคติ เพราะมิได้เป็นเพียงคำเรียกใหม่ แต่เป็นชื่อที่มอบศักดิ์ศรี ภารกิจ และจิตวิญญาณของความเป็นสถาบันเพื่อแผ่นดินให้ชัดเจนขึ้นอย่างมาก นับแต่นั้นมา “วันราชภัฏ” จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของกลุ่มสถาบันนี้
 
หลังจากได้รับพระราชทานนามได้ไม่นาน ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ซึ่งยกฐานะวิทยาลัยครูให้เป็น “สถาบันราชภัฏ” อย่างเป็นทางการ กฎหมายฉบับนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะกำหนดให้สถาบันราชภัฏเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น มีวัตถุประสงค์ชัดเจนในการให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม ปรับปรุง ถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยี ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ผลิตครู และส่งเสริมวิทยฐานะครู นี่คือช่วงเวลาที่บทบาทของสถาบันราชภัฏขยายจากการเป็น “สถาบันผลิตครู” ไปสู่การเป็น “สถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชนและท้องถิ่น” อย่างเต็มตัว
 
ต่อมา พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 ได้ประกาศใช้ ส่งผลให้สถาบันราชภัฏทั่วประเทศเปลี่ยนสถานภาพเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ราชภัฏเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในมิติของโครงสร้างการบริหาร การเปิดหลักสูตรที่หลากหลายขึ้น การวิจัย การพัฒนาพื้นที่ การผลิตบัณฑิตในสาขาอื่นนอกเหนือจากครุศาสตร์ และการวางบทบาทใหม่ของมหาวิทยาลัยในฐานะศูนย์กลางความรู้ของภูมิภาค
 
แม้หลายคนจะจดจำราชภัฏในภาพของสถาบันผลิตครู แต่หากพิจารณาในบริบทปัจจุบัน จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏมีภารกิจกว้างกว่านั้นมาก ราชภัฏจำนวนมากเปิดสอนทั้งด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจ เทคโนโลยี เกษตรศาสตร์ อุตสาหกรรมบริการ นิเทศศาสตร์ นิติศาสตร์ สาธารณสุข ดิจิทัล และสาขาวิชาที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจท้องถิ่นโดยตรง จุดแข็งของราชภัฏจึงอยู่ที่ความยืดหยุ่นในการเชื่อมการศึกษากับพื้นที่จริง ไม่ว่าจะเป็นเมืองใหญ่ เมืองรอง จังหวัดชายแดน พื้นที่เกษตรกรรม เมืองท่องเที่ยว หรือชุมชนที่ต้องการสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าใจบริบทของตนเอง
 
ในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏมีบทบาทเด่นในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่เชื่อมโยงกับวัฒนธรรมล้านนา ภูมิประเทศแบบภูเขา เมืองท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาเกษตรกรรม หัตถกรรม และบริการ การมีมหาวิทยาลัยราชภัฏกระจายอยู่ในจังหวัดสำคัญของภาคเหนือช่วยให้การพัฒนาบุคลากรไม่กระจุกอยู่เฉพาะหัวเมืองใหญ่ อีกทั้งยังทำให้การศึกษาระดับอุดมศึกษาใกล้ชิดกับผู้เรียนในพื้นที่มากขึ้น ภาคเหนือจึงเป็นตัวอย่างที่ชัดว่าราชภัฏไม่ได้เป็นเพียงมหาวิทยาลัยของรัฐ แต่เป็นโครงสร้างการกระจายโอกาสทางการศึกษาด้วย
 
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน บทบาทของราชภัฏยิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นภูมิภาคที่มีขนาดใหญ่ มีประชากรมาก และมีความต้องการสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าถึงได้ในหลายจังหวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏในอีสานทำหน้าที่ตั้งแต่ผลิตครู พัฒนาบัณฑิตในสาขาวิชาที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ไปจนถึงขับเคลื่อนการวิจัยท้องถิ่น งานบริการวิชาการ และการยกระดับชุมชนในพื้นที่จริง ภูมิภาคนี้จึงสะท้อนปรัชญาหลักของราชภัฏได้อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นอย่างแท้จริง
 
ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายสูง ทั้งในด้านการบริหารประเทศ อุตสาหกรรม เมืองขนาดใหญ่ เมืองประวัติศาสตร์ และการเดินทางเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น มหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคกลางจึงต้องทำหน้าที่หลายมิติพร้อมกัน บางแห่งเด่นด้านการผลิตครู บางแห่งเด่นด้านรัฐประศาสนศาสตร์ บริหารธุรกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะที่บางแห่งมีความแข็งแรงด้านการทำนุบำรุงวัฒนธรรมและการศึกษาในเมืองประวัติศาสตร์ ภาคกลางจึงเป็นตัวอย่างของการที่ราชภัฏต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทกึ่งเมือง กึ่งภูมิภาค และเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน และชุมชนในเวลาเดียวกัน
 
ภาคตะวันออกมีบริบทเฉพาะของตนเองในฐานะพื้นที่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม การผลิต โลจิสติกส์ ท่าเรือ การท่องเที่ยวชายฝั่ง และการเติบโตของเมือง มหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคนี้จึงมีพื้นที่ให้แสดงบทบาทในการพัฒนากำลังคนที่พร้อมทำงานจริงอย่างชัดเจน ทั้งด้านธุรกิจ การจัดการ เทคโนโลยี ภาษา อุตสาหกรรมบริการ และทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ ราชภัฏภาคตะวันออกจึงมักมีความสำคัญต่อการเตรียมคนเข้าสู่ตลาดแรงงานร่วมสมัยอย่างมาก
 
ภาคใต้มีทั้งลักษณะของเมืองท่องเที่ยว เมืองการค้า จังหวัดชายแดน สังคมพหุวัฒนธรรม ทรัพยากรทางทะเล และอุตสาหกรรมบริการที่โดดเด่น มหาวิทยาลัยราชภัฏในภาคใต้จึงทำหน้าที่มากกว่าการจัดการเรียนการสอน แต่ต้องเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมองค์ความรู้กับเศรษฐกิจจริงของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว การโรงแรม ภาษา การอาหาร ทรัพยากรชายฝั่ง หรือการพัฒนาชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาคใต้จึงทำให้เห็นมิติของราชภัฏในฐานะมหาวิทยาลัยที่ต้องทำงานกับพื้นที่จริงอย่างลึกซึ้ง
 
หากมองในเชิงโครงสร้างการอุดมศึกษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏมีจุดเด่นต่างจากมหาวิทยาลัยกลุ่มอื่นหลายประการ ประการแรกคือความใกล้ชิดกับพื้นที่ ราชภัฏจำนวนมากตั้งอยู่ในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคย่อยหรือจังหวัดที่ยังต้องการการกระจายโอกาสทางการศึกษา ประการที่สองคือความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์จากสถาบันผลิตครู ทำให้ราชภัฏมีทุนทางวัฒนธรรมและทุนเชิงสถาบันด้านการศึกษาอย่างเข้มแข็ง ประการที่สามคือพันธกิจเชิงท้องถิ่น ซึ่งทำให้มหาวิทยาลัยราชภัฏจำนวนมากผูกพันกับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน หน่วยงานรัฐ และภาคประชาสังคมในพื้นที่อย่างแนบแน่น
 
อีกประเด็นที่สำคัญคือ ราชภัฏเป็นหนึ่งในกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ขยายโอกาสให้กับผู้เรียนจำนวนมากที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะเปิดพื้นที่ให้คนในจังหวัดและภูมิภาคเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ใกล้บ้านมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเรียนและการใช้ชีวิตมักสอดคล้องกับศักยภาพของครอบครัวในพื้นที่มากกว่าการย้ายเข้าเมืองใหญ่ ผู้เรียนจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มต้นเส้นทางอุดมศึกษาของตนเองจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ และเติบโตเป็นครู ข้าราชการ บุคลากรท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และกำลังคนวิชาชีพในจังหวัดของตนเอง
 
อย่างไรก็ตาม ภาพของมหาวิทยาลัยราชภัฏในสังคมไทยไม่ควรถูกมองแบบแคบว่าเป็นเพียง “มหาวิทยาลัยครู” เท่านั้น เพราะปัจจุบันราชภัฏได้ขยายบทบาทและศักยภาพอย่างมาก ทั้งในด้านหลักสูตรสมัยใหม่ งานวิจัยที่ตอบโจทย์ชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การบ่มเพาะผู้ประกอบการ การสนับสนุนศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้ราชภัฏมีความสำคัญอย่างยั่งยืนคือความสามารถในการยืนอยู่กึ่งกลางระหว่าง “ความเป็นมหาวิทยาลัย” กับ “ความเป็นสถาบันของท้องถิ่น” ได้พร้อมกัน
 
สำหรับผู้อ่านที่ต้องการเข้าใจคำว่า “ราชภัฏ” ให้ลึกขึ้น สิ่งสำคัญคือการมองราชภัฏในฐานะกลุ่มมหาวิทยาลัยที่ถือกำเนิดจากภารกิจทางการศึกษาของชาติ ไม่ได้เกิดจากการสร้างมหาวิทยาลัยแบบใหม่โดยปราศจากรากเดิม แต่เติบโตมาจากประวัติศาสตร์ของการผลิตครูและการกระจายโอกาสทางการศึกษา ดังนั้นเมื่อราชภัฏขยายตัวเป็นมหาวิทยาลัยเต็มรูปแบบ บทบาทใหม่จึงไม่ได้ลบอดีตของการเป็นสถาบันผลิตครูออกไป หากแต่ต่อยอดจากรากฐานเดิมให้กว้างขึ้น ครอบคลุมทั้งการศึกษาระดับสูง งานวิจัย การบริการสังคม และการพัฒนาท้องถิ่นในทุกมิติ
 
ในเชิงสัญลักษณ์และอัตลักษณ์ คำว่า “ราชภัฏ” ยังมีพลังทางความหมายสูง เพราะเชื่อมโยงกับความเป็นสถาบันที่ทำงานเพื่อสาธารณะ สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับแผ่นดินไทย ไม่ใช่เพียงในเชิงการผลิตบัณฑิต แต่ในเชิงการรับใช้สังคมผ่านองค์ความรู้ เมื่อมองในบริบทของโลกปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้องเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป จุดแข็งของราชภัฏจึงไม่ได้อยู่ที่การเลียนแบบมหาวิทยาลัยกลุ่มอื่น แต่อยู่ที่การยืนอยู่บนภารกิจหลักของตนเองให้มั่นคง คือการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีคุณภาพ
 
ในทางปฏิบัติ แต่ละมหาวิทยาลัยราชภัฏย่อมมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน บางแห่งโดดเด่นด้านครุศาสตร์ บางแห่งแข็งแรงด้านวิทยาการจัดการ บางแห่งเชี่ยวชาญงานชุมชน งานศิลปวัฒนธรรม หรือการพัฒนาพื้นที่ชายแดนและเมืองท่องเที่ยว นี่คือเหตุผลว่าทำไมการพูดถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏในภาพรวมจึงควรมองทั้ง “ความเป็นเครือข่าย” และ “ความหลากหลายรายสถาบัน” ไปพร้อมกัน เพราะแม้ทุกแห่งจะอยู่ภายใต้รากประวัติศาสตร์เดียวกัน แต่แต่ละแห่งล้วนพัฒนาตัวเองตามบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของจังหวัดที่ตั้งอยู่
 
อีกเรื่องที่ควรทำความเข้าใจคือ ตัวเลขของมหาวิทยาลัยราชภัฏที่ผู้คนคุ้นเคยในอดีตกับตัวเลขปัจจุบันอาจไม่ตรงกันเสมอ ในสื่อและบทความบางแห่งยังพบการอ้างถึง “ราชภัฏ 40 แห่ง” ซึ่งเป็นตัวเลขที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายในช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ระบบราชภัฏ แต่หากอ้างอิงข้อมูลสถาบันอุดมศึกษาปัจจุบันของกระทรวง อว. จะพบว่าปัจจุบันจัดมหาวิทยาลัยราชภัฏไว้ 38 แห่ง ดังนั้นในเชิงข้อมูลร่วมสมัย การใช้ตัวเลข 38 แห่งจึงสอดคล้องกับฐานข้อมูลภาครัฐล่าสุดมากกว่า และเหมาะกับการใช้อธิบายสถานะปัจจุบันของระบบราชภัฏในวันนี้
 
เมื่อพิจารณาโดยรวม มหาวิทยาลัยราชภัฏจึงเป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์การศึกษาไทย จากระบบโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ สู่วิทยาลัยครู จากวิทยาลัยครูสู่สถาบันราชภัฏ และจากสถาบันราชภัฏสู่มหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างเต็มรูปแบบ สิ่งที่คงอยู่ตลอดเส้นทางคือพันธกิจด้านการพัฒนาคนและพัฒนาท้องถิ่น ขณะที่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือขอบเขตของบทบาทที่กว้างขึ้น ลึกขึ้น และตอบโจทย์สังคมร่วมสมัยมากขึ้น
 
หากจะสรุปให้ชัดที่สุด มหาวิทยาลัยราชภัฏไม่ใช่เพียงกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่กระจายอยู่ตามภูมิภาค แต่คือโครงสร้างสำคัญของประเทศในการสร้างครู สร้างบัณฑิต สร้างโอกาส และสร้างองค์ความรู้ที่ยืนอยู่บนฐานของท้องถิ่นอย่างแท้จริง ประวัติศาสตร์ของราชภัฏจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเปลี่ยนชื่อสถาบัน แต่คือเรื่องของการยกระดับภารกิจทางการศึกษาของชาติจากการผลิตครูไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นทั่วทั้งประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม
 
ชื่อหัวข้อมหาวิทยาลัยราชภัฏในประเทศไทย
สถานะปัจจุบันเป็นกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่อยู่ในระบบอุดมศึกษาของไทย และมีพันธกิจเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น การผลิตครู การวิจัย และบริการวิชาการ
จำนวนปัจจุบัน38 แห่ง ตามข้อมูลสถาบันอุดมศึกษาของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
รากฐานดั้งเดิมพัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ซึ่งเป็นสถาบันผลิตครูยุคแรกของประเทศ
วันเปิดสอนแห่งแรก12 ตุลาคม พ.ศ. 2435
ชื่อในยุคต่อมาวิทยาลัยครู
จุดเปลี่ยนสำคัญ14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ได้รับพระราชทานนาม “ราชภัฏ” และตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน
การยกฐานะครั้งที่ 1พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ยกฐานะจากวิทยาลัยครูเป็น “สถาบันราชภัฏ”
การยกฐานะครั้งที่ 2พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547 เปลี่ยนสถานภาพเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” อย่างเป็นทางการ
วันที่ใช้สถานภาพมหาวิทยาลัย15 มิถุนายน พ.ศ. 2547
พันธกิจหลักให้การศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ผลิตครู ทำวิจัย บริการวิชาการแก่สังคม พัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
อัตลักษณ์ร่วมมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น เชื่อมการอุดมศึกษากับชุมชน จังหวัด และภูมิภาค
บทบาทร่วมของทั้งระบบขยายโอกาสทางการศึกษา ผลิตและพัฒนาครู สร้างกำลังคนในภูมิภาค สนับสนุนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมท้องถิ่น
ภาคเหนือเชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, อุตรดิตถ์, พิบูลสงคราม, กำแพงเพชร, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์ — เด่นด้านการผลิตครู วัฒนธรรมล้านนา การท่องเที่ยว เกษตร และการพัฒนาจังหวัดในเขตภาคเหนือและเหนือตอนล่าง
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือชัยภูมิ, เลย, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สุรินทร์, อุดรธานี, อุบลราชธานี, นครราชสีมา, บุรีรัมย์ — เด่นด้านการกระจายโอกาสทางอุดมศึกษา การพัฒนาท้องถิ่น การผลิตครู และการพัฒนากำลังคนของภูมิภาคขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ
ภาคกลางกาญจนบุรี, จันทรเกษม, เทพสตรี, ธนบุรี, นครปฐม, บ้านสมเด็จเจ้าพระยา, พระนคร, พระนครศรีอยุธยา, วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, สวนสุนันทา, หมู่บ้านจอมบึง, ราชนครินทร์, รำไพพรรณี, เพชรบุรี — เด่นด้านการผลิตครู การบริหารรัฐกิจ มนุษยศาสตร์ ธุรกิจ เมืองประวัติศาสตร์ และการเชื่อมโยงกับเมืองใหญ่และจังหวัดรอบกรุงเทพฯ
ภาคตะวันออกราชนครินทร์, รำไพพรรณี — เด่นด้านการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เมืองชายฝั่ง และการพัฒนากำลังคนในเขตเศรษฐกิจตะวันออก
ภาคใต้นครศรีธรรมราช, ภูเก็ต, ยะลา, สงขลา, สุราษฎร์ธานี — เด่นด้านการท่องเที่ยว การบริการ สังคมพหุวัฒนธรรม ชายแดนภาคใต้ และเศรษฐกิจทะเล
รายชื่อมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่งกาญจนบุรี, กำแพงเพชร, จันทรเกษม, ชัยภูมิ, เชียงราย, เชียงใหม่, เทพสตรี, ธนบุรี, นครปฐม, นครราชสีมา, นครศรีธรรมราช, นครสวรรค์, บ้านสมเด็จเจ้าพระยา, บุรีรัมย์, พระนคร, พระนครศรีอยุธยา, พิบูลสงคราม, เพชรบุรี, เพชรบูรณ์, ภูเก็ต, มหาสารคาม, ยะลา, ร้อยเอ็ด, ราชนครินทร์, รำไพพรรณี, ลำปาง, เลย, วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์, ศรีสะเกษ, สกลนคร, สงขลา, สวนสุนันทา, สุราษฎร์ธานี, สุรินทร์, หมู่บ้านจอมบึง, อุดรธานี, อุตรดิตถ์, อุบลราชธานี
หมายเหตุเรื่องจำนวน 40 แห่งยังพบการอ้างอิงตัวเลข 40 แห่งในบางบทความหรือหน้าเว็บไซต์เก่า แต่ข้อมูลสถาบันอุดมศึกษาปัจจุบันของภาครัฐจัดมหาวิทยาลัยราชภัฏไว้ 38 แห่ง จึงควรใช้ 38 แห่งเมื่ออธิบายสถานะปัจจุบัน
ภาพรวมคุณค่าเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยของรัฐที่มีความสำคัญต่อระบบการศึกษาไทยอย่างยิ่ง เพราะเชื่อมอดีตของสถาบันผลิตครูเข้ากับบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในทุกภูมิภาค
 
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏคืออะไร?
ตอบ: มหาวิทยาลัยราชภัฏคือกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์และวิทยาลัยครู โดยมีบทบาทเด่นด้านการพัฒนาท้องถิ่น การผลิตครู การวิจัย และบริการวิชาการแก่สังคม
 
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมีจุดกำเนิดจากอะไร?
ตอบ: จุดกำเนิดมาจากโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ ซึ่งเป็นสถาบันผลิตครูยุคแรกของประเทศ และเปิดสอนแห่งแรกเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435
 
ถาม: ทำไมมหาวิทยาลัยราชภัฏจึงเกี่ยวข้องกับการผลิตครูอย่างมาก?
ตอบ: เพราะรากเดิมของระบบราชภัฏคือสถาบันฝึกหัดอาจารย์และวิทยาลัยครู จึงมีบทบาทสำคัญต่อการผลิตและพัฒนาครูของไทยมาอย่างต่อเนื่อง
 
ถาม: คำว่า “ราชภัฏ” ได้มาเมื่อใด?
ตอบ: ได้รับพระราชทานนาม “ราชภัฏ” เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 พร้อมทั้งได้รับพระราชทานตราสัญลักษณ์ประจำสถาบัน
 
ถาม: สถาบันราชภัฏกับมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างกันอย่างไร?
ตอบ: “สถาบันราชภัฏ” เป็นสถานะตามพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ส่วน “มหาวิทยาลัยราชภัฏ” เป็นสถานะที่ยกขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ. 2547
 
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเมื่อใด?
ตอบ: เปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2547
 
ถาม: ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏมีกี่แห่ง?
ตอบ: ปัจจุบันข้อมูลสถาบันอุดมศึกษาของกระทรวง อว. จัดมหาวิทยาลัยราชภัฏไว้ 38 แห่งทั่วประเทศ
 
ถาม: เหตุใดบางแหล่งจึงยังบอกว่ามี 40 แห่ง?
ตอบ: เพราะยังมีการอ้างอิงข้อมูลเดิมในบางเว็บไซต์หรือบทความเก่า แต่หากอ้างอิงฐานข้อมูลภาครัฐปัจจุบัน ควรใช้ตัวเลข 38 แห่ง
 
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมีเฉพาะคณะครุศาสตร์หรือไม่?
ตอบ: ไม่มี ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏเปิดสอนหลากหลายสาขา ทั้งมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ บริหารธุรกิจ เทคโนโลยี เกษตร และสาขาวิชาที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจและชุมชนของแต่ละภูมิภาค
 
ถาม: จุดเด่นที่สุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏคืออะไร?
ตอบ: จุดเด่นที่สุดคือการเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่น เชื่อมการศึกษา งานวิจัย และบริการวิชาการเข้ากับชุมชน จังหวัด และภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
 
ถาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างไร?
ตอบ: ราชภัฏมีความสำคัญต่อประเทศไทยในฐานะเครือข่ายมหาวิทยาลัยของรัฐที่ช่วยผลิตครู ขยายโอกาสทางอุดมศึกษา พัฒนากำลังคนในภูมิภาค และสนับสนุนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ
 
ถาม: หากต้องการอธิบายมหาวิทยาลัยราชภัฏให้เข้าใจง่ายที่สุด ควรอธิบายอย่างไร?
ตอบ: ควรอธิบายว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏคือกลุ่มมหาวิทยาลัยของรัฐที่เติบโตมาจากสถาบันผลิตครู และปัจจุบันทำหน้าที่เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในทุกภูมิภาคของประเทศไทย

มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยราชภัฏ(1)

https://www.lovethailand.org/อ.เมืองลำปาง(1)