ป้อม และกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา

Rating: 3.3/5 (6 votes)
สถานที่ท่องเที่ยวฉะเชิงเทรา
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: เปิดทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 07:00 – 17:00 น.
ป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา เป็นโบราณสถานสมัยรัชกาลที่ 3 สร้างเมื่อ พ.ศ. 2377 เพื่อคุมแนวป้องกันด้านตะวันออกของพระนครตามยุทธศาสตร์ลุ่มแม่น้ำบางปะกง และเคยเป็นพื้นที่เหตุการณ์กบฏอั้งยี่ใน พ.ศ. 2391 ที่สะท้อนแรงตึงเครียดทางเศรษฐกิจและสังคมของเมืองท่าการค้าในยุคนั้น ปัจจุบันพื้นที่ได้รับการปรับภูมิทัศน์เป็นสวนสาธารณะริมแม่น้ำ เดินชมแนวกำแพงอิฐเก่า เรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองแปดริ้ว และเชื่อมทริปต่อไปวัดโสธร ตลาดบ้านใหม่ และย่านริมน้ำได้ในวันเดียว
ป้อม และกำแพงเมืองฉะเชิงเทรา เป็นภาพจำของเมืองแปดริ้วที่ชัดเจนที่สุดในมิติ “เมืองหน้าด่านฝั่งตะวันออก” ของกรุงรัตนโกสินทร์ ยิ่งมองจากริมแม่น้ำบางปะกง จะยิ่งเห็นความตั้งใจของรัฐในอดีตที่ต้องการควบคุมเส้นทางน้ำซึ่งเป็นทั้งเส้นเลือดหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและเป็นแนวทางยุทธศาสตร์ของกองทัพ การสร้างกำแพงเมืองไม่ใช่เพียงการก่ออิฐให้สูง หากเป็นการประกาศอำนาจรัฐ การจัดระเบียบเมือง และการรับมือความไม่แน่นอนของภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงเวลาที่สยามกำลังเผชิญแรงกดดันทั้งจากสงครามชายแดนและความเปลี่ยนแปลงทางการค้าระหว่างประเทศ
ตามประวัติ ป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทราสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เมื่อ พ.ศ. 2377 โดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงรักษ์รณเรศเป็นแม่กองก่อสร้าง เพื่อป้องกันพระนครด้านตะวันออกในช่วงที่สยามต้องเพิ่มความพร้อมด้านการทหารและการคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ แนวคิดการวางกำแพงเมืองในเมืองสำคัญเช่นฉะเชิงเทราจึงสัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ของรัฐ ที่ต้องรักษาความมั่นคงของพื้นที่ซึ่งเชื่อมต่อไปสู่ชายฝั่งอ่าวไทยและหัวเมืองภาคตะวันออก รวมทั้งเป็นแนวระวังภัยที่อาจเคลื่อนพลเข้าหากรุงเทพฯ ได้ทั้งทางบกและทางน้ำ
หากมองฉะเชิงเทราในแผนที่ความมั่นคงของสยามยุคนั้น เมืองนี้ไม่ได้เป็นเพียงเมืองทางผ่าน แต่เป็นจุดที่เชื่อมโยงเส้นทางหลายชั้นเข้าด้วยกัน ชั้นแรกคือการเป็นเมืองริมแม่น้ำบางปะกงที่ใช้ขนส่งคน สินค้า และเสบียงจากหัวเมืองเข้ามายังศูนย์กลาง ชั้นที่สองคือความใกล้ชิดกับพื้นที่ชายฝั่งและเครือข่ายเมืองท่าที่ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายผู้คนอย่างคึกคัก โดยเฉพาะชุมชนชาวจีนและเครือข่ายการค้าในลุ่มน้ำ ซึ่งในเชิงเศรษฐกิจเป็นพลังสำคัญต่อรัฐ แต่ในเชิงการปกครองก็ต้องมีระบบควบคุมเพื่อป้องกันความขัดแย้งและอิทธิพลนอกระบบ ชั้นที่สามคือบทบาทด้านการทหาร เมื่อเส้นทางตะวันออกเป็นพื้นที่ที่รัฐต้องระวังการเคลื่อนกำลังจากภายนอกและต้องรักษาทางเข้าพระนครที่ไม่ใช่เพียงด้านตะวันตกหรือด้านเหนือเท่านั้น
ลักษณะสำคัญของกำแพงเมืองฉะเชิงเทราตามข้อมูลทางวิชาการด้านโบราณสถานคือ กำแพงก่ออิฐถือปูนขนานไปกับแม่น้ำบางปะกง ผังโดยรวมเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูเมืองล้อมรอบ และมีองค์ประกอบเชิงเทินกับป้อมสังเกตการณ์ในมุมสำคัญบางจุด ขนาดที่มักถูกอ้างถึงในเอกสารหลายชุดจะอยู่ในช่วงประมาณกว้างราว 275–300 เมตร และยาวราว 500–565 เมตร ซึ่งสะท้อนว่าเมืองถูกกำหนดขอบเขตเชิงป้องกันชัดเจนมากพอที่จะรองรับกำลังทหารและการเคลื่อนย้ายภายในกำแพงได้จริง ในเชิงประสบการณ์ของผู้มาเยือนวันนี้ แม้จะไม่เห็นแนวกำแพงครบทุกด้านเหมือนยุคตั้งต้น แต่แนวอิฐเก่าและภูมิทัศน์ริมแม่น้ำยังช่วยให้จินตนาการถึงภาพเมืองหน้าด่านที่เคยมีเวรยาม มีการควบคุมเส้นทางเข้าออก และมีจุดสังเกตการณ์เหนือระดับพื้นดินเพื่อมองไกลไปยังลำน้ำ
เพื่อเข้าใจว่าเหตุใดรัชกาลที่ 3 จึงต้องลงทุนกับระบบกำแพงเมืองในหัวเมืองสำคัญ เราต้องย้อนกลับไปดูบริบทการเมืองและความมั่นคงในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัชกาลที่ 3 คือช่วงที่สยามยังคงรักษาระบบรัฐจารีต แต่ต้องรับมือโลกการค้าที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว สยามมีรายได้สำคัญจากการค้าสำเภากับจีน การเก็บภาษีอากร และระบบเจ้าภาษีนายอากรซึ่งใช้กลไกเอกชนและเครือข่ายพ่อค้าช่วยจัดเก็บรายได้ให้รัฐ รายได้เหล่านี้ทำให้รัฐสามารถเสริมกำลังและสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระบบเศรษฐกิจเช่นนี้ก่อให้เกิดการรวมตัวของแรงงานและผู้คนในเมืองท่ามากขึ้น โดยเฉพาะชุมชนชาวจีนที่เข้ามาทำงาน ทำการค้า และขยายกิจการในหัวเมืองรอบพระนคร การรวมตัวของคนจำนวนมากภายใต้โลกการค้าที่แข่งขันสูงย่อมเกิดทั้งโอกาสและแรงเสียดทาน ทั้งการแย่งชิงผลประโยชน์ เครือข่ายนอกระบบ และความขัดแย้งกับอำนาจรัฐหรือผู้ปกครองท้องถิ่นได้เสมอ
ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ รัชกาลที่ 3 ยังอยู่ในยุคที่สยามต้องบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจในภูมิภาค เช่นญวน และต้องจัดการปัญหาหัวเมืองประเทศราชและพื้นที่ชายแดนหลายด้าน ความขัดแย้งในภูมิภาคอินโดจีนทำให้รัฐต้องยกระดับการระวังภัย โดยเฉพาะแนวที่เชื่อมไปสู่หัวเมืองตะวันออกซึ่งเป็นทั้งเส้นทางยุทธศาสตร์และเส้นทางลำเลียงทรัพยากร การสร้างกำแพงเมืองฉะเชิงเทราจึงไม่ใช่การป้องกันแบบโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการ “จัดระบบพื้นที่” ให้รัฐสามารถตอบสนองต่อภัยคุกคามได้เร็วขึ้น ทั้งการส่งกำลัง การสะสมเสบียง การควบคุมการเดินเรือ และการประสานงานกับหัวเมืองใกล้เคียง
เมื่อมองย้อนกลับไปในภาพชีวิตของผู้คนในเมืองแปดริ้วช่วงนั้น เราจะพบว่าเมืองริมแม่น้ำคือพื้นที่ที่ชีพจรเศรษฐกิจเต้นแรง มีตลาด มีท่าเรือ มีการขนส่งสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค และมีชุมชนหลากหลายเชื้อชาติอยู่ร่วมกัน เมืองเช่นนี้ต้องการระเบียบการปกครองที่ “คุมได้” และต้องมีโครงสร้างที่ “ป้องกันได้” กำแพงและป้อมจึงทำหน้าที่ทั้งสองอย่างไปพร้อมกัน ในเชิงสัญลักษณ์กำแพงคือเส้นขอบของเมืองภายใต้อำนาจรัฐ ในเชิงปฏิบัติคือเครื่องมือควบคุมเส้นทางเข้าออก จัดการความปลอดภัย ลดโอกาสการโจมตีฉับพลัน และสร้างพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับตั้งรับหรือระดมกำลังหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด
เหตุการณ์ที่ทำให้ป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทราโดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์กบฏอั้งยี่ใน พ.ศ. 2391 ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลที่คุณให้ไว้ว่าเป็นกลุ่มคนจีนที่เกี่ยวข้องกับการค้าฝิ่นและปล้นเรือสินค้า และได้ก่อความไม่สงบถึงขั้นสังหารเจ้าเมืองพระยาวิเศษฤาชัย ก่อนยึดป้อมและกำแพงเมืองเป็นฐานที่มั่น เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “คดีอาชญากรรม” แต่สะท้อนโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจของหัวเมืองในยุคที่การค้าขยายตัวเร็ว ความมั่งคั่งและแรงงานไหลเข้าสู่เมืองท่า และเครือข่ายสมาคมลับหรือการรวมกลุ่มของแรงงานมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจจริง ทั้งในด้านการทำงาน การคุ้มครองกันเอง และการต่อรองอำนาจกับกลุ่มอื่น
อั้งยี่ในฐานะรูปแบบการรวมตัวของคนจีนโพ้นทะเลมีหลายหน้าตาในหลายพื้นที่ บางแห่งเริ่มจากการช่วยเหลือกันในหมู่แรงงานและพ่อค้า แต่เมื่อมีผลประโยชน์สูง ทั้งการควบคุมกิจการบางประเภทหรือเส้นทางการค้า ก็อาจกลายเป็นเครือข่ายที่ท้าทายอำนาจรัฐได้ เมืองฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การเกิดเครือข่ายเช่นนี้ เพราะเป็นเมืองริมแม่น้ำ มีการเดินเรือ มีตลาด และมีแรงงานจำนวนมาก เมื่อแรงกดดันสะสม ทั้งจากความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ การบังคับใช้กฎหมาย การเก็บส่วยอากร หรือการแข่งขันระหว่างกลุ่มในชุมชน จึงมีโอกาสที่ความขัดแย้งจะปะทุเป็นความรุนแรง
การที่กลุ่มก่อการเลือกยึด “ป้อมและกำแพงเมือง” เป็นฐานที่มั่นยิ่งทำให้เห็นความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของโครงสร้างนี้ เพราะกำแพงคือพื้นที่ตั้งรับที่แข็งแรง มีมุมมองสูงและมีการจัดวางเพื่อรองรับการป้องกัน เมื่อต้องเข้าปราบปราม รัฐจึงต้องใช้กำลังที่มีอำนาจและความชอบธรรมสูง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาคลัง (ภายหลังได้รับตำแหน่งเป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์) ยกพลไปปราบจนเหตุการณ์สงบลง โดยมีรายงานว่าผู้ก่อการเสียชีวิตจำนวนมาก เหตุการณ์นี้จึงเป็นบทเรียนของรัฐในการคุมเมืองท่าที่มีความหลากหลายสูง และเป็นบทเรียนของชุมชนเมืองว่าโครงสร้างกำแพงซึ่งสร้างเพื่อป้องกันข้าศึกจากภายนอก ก็อาจถูกใช้เป็นฐานในความขัดแย้งภายในได้เช่นกัน
หลังยุคความไม่สงบผ่านไป เมืองฉะเชิงเทรายังคงพัฒนาไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของสยามในศตวรรษต่อมา เมื่อการคมนาคมทางบกและทางรถไฟเริ่มมีบทบาทมากขึ้น เมืองริมแม่น้ำหลายเมืองปรับตัวจากเมืองท่าการค้าไปสู่เมืองศูนย์กลางการบริการและการปกครอง แต่สิ่งที่มักหลงเหลือคือร่องรอยของยุทธศาสตร์เดิม ไม่ว่าจะเป็นคูเมือง แนวกำแพง หรือพื้นที่สำคัญริมแม่น้ำที่เคยเป็น “หน้าเมือง” ของผู้คน ป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทราจึงเป็นเหมือนบันทึกทางกายภาพที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่เชื่อมต่อกับอดีตได้โดยไม่ต้องเปิดตำราอย่างเดียว เพราะเราสามารถเดินไปตามแนวอิฐ สัมผัสความหนาแน่นของวัสดุ เห็นมุมมองต่อแม่น้ำ และรับรู้ได้ทันทีว่าเหตุใดพื้นที่ตรงนี้จึงถูกเลือกให้เป็นหัวใจของการป้องกันเมือง
การมาเยือนป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทราในปัจจุบันจึงเหมาะกับทั้งนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์และคนที่ต้องการพักผ่อนแบบสั้น ๆ ในตัวเมือง เพราะพื้นที่โดยรอบได้รับการปรับภูมิทัศน์ให้เดินได้ง่าย มีจุดนั่งพัก รับลมแม่น้ำ และมองวิวบางปะกงซึ่งเป็นเสน่ห์ของฉะเชิงเทราอย่างแท้จริง ถ้าต้องการภาพบรรยากาศที่ดีที่สุด ช่วงเช้าจะให้ความสงบและแสงนุ่ม เหมาะกับการเดินชมรายละเอียดของกำแพงและการถ่ายภาพแนวอิฐ ส่วนช่วงบ่ายแก่ถึงเย็นจะเหมาะกับการชมแสงสะท้อนผิวน้ำ และต่อด้วยมื้ออาหารริมน้ำในย่านใกล้เคียงได้ทันที
อีกมุมหนึ่งที่ทำให้ที่นี่น่าเขียนเชิงลึกคือการเชื่อมโยงประวัติศาสตร์ระดับชาติและท้องถิ่นเข้าด้วยกัน หากอ่านชื่อบุคคลและปี พ.ศ. เราจะเห็นว่าป้อมและกำแพงเมืองนี้เกี่ยวข้องกับตัวละครสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย ทั้งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นกษัตริย์ยุคการค้าและการเสริมกำลังรัฐ กรมหลวงรักษ์รณเรศผู้ทำหน้าที่แม่กองก่อสร้าง และเจ้าพระยาคลังผู้เป็นกำลังหลักของรัฐในเหตุการณ์ปราบปราม เมื่อผูกเรื่องเข้ากับภูมิศาสตร์อย่างแม่น้ำบางปะกง ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง และชุมชนตลาดริมน้ำ เราจะได้ภาพว่าประวัติศาสตร์ไม่ได้เกิดในราชสำนักเท่านั้น แต่เกิดในพื้นที่เมืองจริง ๆ ที่ผู้คนใช้ชีวิต ทำมาหากิน และต่อรองอำนาจกันอยู่ทุกวัน
สำหรับคนที่ชอบเดินเที่ยวแบบ “ย้อนรอยเมือง” ที่นี่สามารถเชื่อมกับสถานที่ใกล้เคียงได้สะดวก วัดโสธรวรารามวรวิหารช่วยเติมมิติศรัทธาและวัฒนธรรม ตลาดบ้านใหม่ 100 ปีช่วยเติมมิติการค้าและชุมชนเก่า สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ช่วยเติมมิติพักผ่อนสีเขียว และถ้าขยับออกไปอีกหน่อยยังมีตลาดน้ำบางคล้าและเส้นทางท่องเที่ยวริมบางปะกงที่ทำให้ทริป 1 วันของฉะเชิงเทรา “ครบทั้งประวัติศาสตร์ ศรัทธา และวิถีชีวิต” ได้โดยไม่ต้องขับรถไกลมาก
การเดินทาง จากกรุงเทพฯ สามารถใช้ทางพิเศษบูรพาวิถีหรือถนนบางนา–ตราด แล้วเชื่อมเข้าสู่ตัวเมืองฉะเชิงเทราตามทางหลวงที่มุ่งหน้าอำเภอเมือง เมื่อถึงย่านหน้าเมืองให้ปักหมุดถนนมรุพงษ์ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของป้อมและกำแพงเมือง การเดินทางด้วยรถไฟก็ทำได้เช่นกันโดยลงสถานีฉะเชิงเทรา แล้วต่อรถสองแถวหรือแท็กซี่เข้าสู่ย่านริมแม่น้ำบางปะกง ระยะทางในตัวเมืองไม่ไกลและเหมาะกับการเดินเท้าต่อเพื่อเก็บบรรยากาศริมแม่น้ำ
| สรุปสถานที่ | โบราณสถานสมัยรัชกาลที่ 3 ริมแม่น้ำบางปะกง สร้างเพื่อเป็นแนวป้องกันเมืองด้านตะวันออกของพระนคร และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กบฏอั้งยี่ใน พ.ศ. 2391 ปัจจุบันเป็นพื้นที่สวนสาธารณะและจุดเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองแปดริ้ว |
| ที่ตั้ง/ที่อยู่ | ถนนมรุพงษ์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา 24000 |
| จุดเด่นของสถานที่ | แนวกำแพงอิฐถือปูนสมัยต้นรัตนโกสินทร์ริมแม่น้ำบางปะกง ภูมิทัศน์เดินชมง่าย เหมาะกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมืองหน้าด่าน และต่อทริปเที่ยวตัวเมืองได้สะดวก |
| สมัย/ยุค | รัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2377) |
| หลักฐาน/เหตุการณ์สำคัญ | สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เพื่อป้องกันด้านตะวันออกของพระนคร และเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กบฏอั้งยี่ใน พ.ศ. 2391 ที่มีการยึดพื้นที่เป็นฐานที่มั่น ก่อนรัฐส่งกำลังเข้าปราบปรามจนสงบ |
| ที่มาของชื่อ | เรียกตามลักษณะสิ่งก่อสร้างที่ทำหน้าที่เป็นป้อมป้องกันและกำแพงเมืองของฉะเชิงเทรา ซึ่งตั้งอยู่ในย่านหน้าเมืองริมแม่น้ำบางปะกง |
| วันเปิดทำการ | เปิดทุกวัน |
| เวลาเปิดทำการ | 07:00 – 17:00 น. |
| ค่าธรรมเนียม | เข้าชมฟรี |
| สิ่งอำนวยความสะดวก | พื้นที่สวนสาธารณะ/จุดนั่งพัก ทางเดินริมแม่น้ำ พื้นที่ถ่ายภาพวิวบางปะกง ที่จอดรถสาธารณะบริเวณใกล้เคียง |
| สถานะปัจจุบัน | โบราณสถานและพื้นที่พักผ่อนริมแม่น้ำ เปิดให้เข้าชมตามเวลาที่กำหนด |
| สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง | 1. วัดโสธรวรารามวรวิหาร (ประมาณ 2 กม.) 2. ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี (ประมาณ 3 กม.) 3. สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฉะเชิงเทรา (ประมาณ 2 กม.) 4. พิพิธภัณฑ์บ้านจุมภฏ-พันธุ์ทิพย์ (ประมาณ 4 กม.) 5. สวนเฉลิมพระเกียรติฯ ริมแม่น้ำบางปะกง (ประมาณ 3 กม.) |
| ร้านอาหารใกล้เคียง (ระยะทางจริงโดยประมาณตามเส้นทางรถ) | 1. มธุรสเรือนแพ (ประมาณ 0.5 กม.) โทร 038-511-958, 081-864-2929 2. ร้านอาหารชวนมา (ประมาณ 2 กม.) โทร 081-496-6265 3. ร้านบ้านไม้ริมน้ำ แปดริ้ว (ประมาณ 2 กม.) โทร 038-512-064 4. ร้านบ้านป้าหนู (ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี) (ประมาณ 3 กม.) โทร 038-817-336 5. ร้านบ้านเพิ่มบุญ (ประมาณ 3 กม.) โทร 038-535-099 |
| ที่พักใกล้เคียง (ระยะทางจริงโดยประมาณตามเส้นทางรถ) | 1. The Brown House Hotel (ประมาณ 3 กม.) โทร 083-011-4212 2. Suntara Wellness Resort & Hotel (ประมาณ 5 กม.) โทร 063-345-1181 3. Heaven Hotel Chachoengsao (ประมาณ 4 กม.) โทร 038-511-150, 094-343-0444 4. JK Living Hotel & Service Apartment (ประมาณ 4 กม.) โทร 092-742-9929, 038-511-255 5. ช.เฮ้าส์ 8 ริ้ว (ประมาณ 3 กม.) โทร 081-172-8383 |
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถาม: ป้อมและกำแพงเมืองฉะเชิงเทราสร้างขึ้นเมื่อใด?
ตอบ: สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2377 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมหลวงรักษ์รณเรศเป็นแม่กองก่อสร้าง
ถาม: เหตุใดฉะเชิงเทราจึงถูกมองว่าเป็นเมืองหน้าด่านฝั่งตะวันออก?
ตอบ: เพราะเมืองตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำบางปะกงซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมและยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมต่อหัวเมืองภาคตะวันออกและเส้นทางเข้าพระนคร รัฐจึงต้องวางระบบป้องกันเมืองและคุมเส้นทางเข้าออกให้มั่นคง
ถาม: เหตุการณ์กบฏอั้งยี่เกี่ยวข้องกับป้อมและกำแพงเมืองอย่างไร?
ตอบ: ใน พ.ศ. 2391 กลุ่มก่อการได้ยึดพื้นที่ป้อมและกำแพงเมืองเป็นฐานที่มั่นในการต่อสู้ ก่อนที่รัฐจะส่งกำลังเข้าปราบปรามจนเหตุการณ์สงบลง
ถาม: ไปเที่ยวช่วงเวลาไหนเหมาะที่สุด?
ตอบ: ช่วงเช้าเหมาะกับการเดินชมรายละเอียดและถ่ายภาพแนวอิฐ ส่วนช่วงบ่ายแก่ถึงเย็นเหมาะกับการชมวิวแม่น้ำบางปะกงและต่อด้วยมื้ออาหารริมน้ำในย่านใกล้เคียง
ถาม: สามารถจัดทริปเที่ยวต่อจากที่นี่ได้ที่ไหนบ้าง?
ตอบ: สามารถต่อไปวัดโสธรวรารามวรวิหาร ตลาดบ้านใหม่ 100 ปี สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ หรือจุดเดินเล่นริมน้ำในตัวเมืองได้ในวันเดียว
ถาม: เข้าชมมีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
ตอบ: เข้าชมฟรี
แสดงความเห็น
| คำค้น (ขั้นสูง) |
Facebook Fanpage



หมวดหมู่:
กลุ่ม:
แลนด์มาร์ก และอนุสรณ์สถาน(
พระราชวัง(
ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี(
พิพิธภัณฑ์(
บ้านโบราณ และเมืองโบราณ(
สถานที่ท่องเที่ยวเชิงวิชาการ
พิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษา(
ห้องสมุด(
ไร่ สวนเพื่อการศึกษา(
มหาวิทยาลัย
สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
วัด(
มัสยิด(
สถานที่เกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ(
โครงการในพระราชดำริ
โครงการหลวง(
วิถีชีวิต
หมู่บ้าน ชุมชน(
ตลาดท้องถิ่น(
ตลาดน้ำ(
ธรรมชาติ และสัตว์ป่า
อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตอนุรักษ์ทางทะเล(
ดอย และภูเขา(
เขื่อน พื้นที่อนุรักษ์ ทะเลสาบ(
น้ำตก(
ถ้ำ(
แม่น้ำลำคลอง(
อ่าว และชายหาด(
หมู่เกาะ(
แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอื่นๆ(
บันเทิง และท่องเที่ยวเชิงเกษตร
สวนสัตว์ และพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ(
แคมป์สัตว์ และการแสดงสัตว์(
ฟาร์ม, ไร่, สวน, สวนสาธารณะ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ(
สปาเพื่อสุขภาพ
สปาเพื่อสุขภาพ(
บทความท่องเที่ยว, สูตรอาหาร
รีวิวท่องเที่ยว, รีวิวอาหาร(